|
ตะวันยามบ่ายเคลื่อนอำลาอย่างอ้อยอิ่ง บุปผาในสวนหรุบหน้าคล้ายอาลัย...
เรือนบุปผาของลิ้มฮูหยินธรรมดาคึกคักยิ่ง มีผู้คนมากหลายยิ่ง ทว่าวันนี้สถานการณ์กลับผิดแผก กระทั่งนกกาที่บินผ่านยังสงบปากคำ
...หากเป็นวันอื่น เรือนบุปผามักอัดแอไปด้วยผู้คน บ้างมาติดต่อซื้อหา บ้างเพียงมาชมดอกไม้ บ้างกลับมาชมความงามของลิ้มโกวเนี้ยทั้งสี่นาง
ลิ้มฮูหยินเป็นม่ายมาสิบห้าปี ฟังว่าสามีเสียชีวิตก่อนที่นางจะให้กำเนิดบุตรีคนสุดท้องเพียงเดือนเดียว พวกนางตอนแรกทำไร่ไถนาเฉกเช่นชาวบ้านทั่วไป ทว่าตอนหลังกลับทดลองเพาะปลูกดอกไม้ คาดไม่ถึง กลับเพาะได้งามกว่าที่อื่นใด กระทั่งคฤหาสน์ร้านรวงในตัวเมืองยังสั่งดอกไม้จากสวนของพวกนาง
ลิ้มฮูหยินปีนี้อายุกว่าสี่สิบปี ทว่าดูไปยังอ่อนเยาว์ยิ่ง ท่วงท่ายามเดินเหินสะบัดไหวน่าชมยิ่ง นางมาตรว่าขลุกอยู่ในสวน ใบหน้ายังคงผัดแป้งประทินโฉมครบครัน เล็บมือทุกเล็บของนางล้วนเคลือบทาด้วยน้ำดอกไม้สีสด พวงแก้มก็แต้มชาดระเรื่อราวดรุณีแรกรุ่น
สตรีเช่นนี้ความจริงย่อมเป็นที่หมายปอง มาตรว่าวัยเกินสาวทว่ายังคงเสน่ห์มิจืดจาง นึกไม่ถึง บุรุษน้อยใหญ่ในหมู่บ้านเชิงผากลับไม่เคยทาบทามนาง ที่ประหลาดคือมิเพียงไม่ทาบทามนาง หนำซ้ำยังไม่กล้าทาบทามธิดาของนาง
ลิ้มโกวเนี้ยทั้งหลายย่อมงดงามอย่างยิ่ง ถึงกับงดงามกว่าบุปผาแรกแย้มทั้งสวน หากแต่พวกนางมีบุคลิกพิเศษอย่างหนึ่ง...
บุคลิกที่ชักชวนผู้คนชมดู ทว่าไม่อาจแตะต้อง...
ท่านอาจบางทีกล้าแอบชำเลืองมองนาง กล้าจับจ้องมองนางเดินเหินยักเยื้อง ทว่าหากนางกวักมือเรียกท่านให้มาเคียงข้าง ท่านกลับรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอย่างยิ่ง บางครั้งถึงกับรู้สึกคล้ายร่างกายหดเล็กลง แข้งขาพลันอ่อนไม่มีแรง...
ในโลกมีบุปผาบางประเภท ท่านเพียงสามารถชมดู ทว่าไม่อาจตัดมาปักแจกัน...
กับบุปผาประเภทนี้ ทุกผู้คนล้วนมีสัญชาติญาณระแวดระวัง เนื่องเพราะใต้ใบอาจมีหนามแหลม...
โดนหนามแหลมทิ่มตำย่อมมิถึงกับเลวร้าย เพียงเกรงว่าเป็นหนามพิษ เมื่อรู้ตัวกลับเกินการณ์แก้ไข ถึงกับต้องสังเวยทั้งชีวิตแล้ว...
บนเส้นทางน้อยหัวมุมสวนดอกไม้ ปรากฏเงาร่างเล็กบางสายหนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งมา ที่แท้เป็นลิ้มเต็กเฮียะ...
ลิ้มเต็กเฮียะเป็นธิดาสุดท้องของลิ้มฮูหยิน ฟังว่าเป็นที่โปรดปรานยิ่ง ทว่านางกลับมีบุคลิกแตกต่างจากมารดาและเจ้เจ๊ทั้งสาม
นางร่าเริงอย่างยิ่ง เปิดเผยอย่างยิ่ง ดวงตากลมโตมักมีแววสงสัยใคร่รู้..
นางปีนี้ย่างเข้าสู่วัยสาว ร่างกายเริ่มมีสัดส่วนอ้อนแอ้น ทว่ายังคงมีนิสัยของทาริกาน้อย
ดรุณีสาวที่ยังคงกระโดดโลดเต้นเยี่ยงทาริกาน้อย แลดูท่านด้วยดวงตาสุกใสเยี่ยงทาริกาน้อย ใช่นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งหรือไม่...
ลิ้มเต็กเฮียะกระโดดพลางร้องเพลงพลาง ประเดี๋ยวเดียวเข้าถึงห้องหับด้านใน เห็นมารดานั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ เจ้เจ๊ทั้งสามบ้างนั่งบ้างยืน สีหน้ากลับเขม็งเคร่งเครียดยิ่ง
ลิ้มเต็กเฮียะพลันคาดเดา ตนเองทั้งวันขลุกฟังเรื่องราวอยู่ที่ฮวงจึง ทิ้งโหงวกอกอขับเกวียนกลับมาแต่ผู้เดียว งานการในบ้านมิได้ช่วยแบ่งเบา มารดากับเจ้เจ๊ย่อมโกรธเคืองนาง
นางแย้มยิ้มเต็มที่ ในใจพยายามนึก ตนเองเป็นลูกแมวน้อยผอมแห้งตัวหนึ่ง...
หากท่านจินตนาการตนเองเป็นลูกแมวน้อยอดโซ เยี่ยงนี้แววตาย่อมละห้อยอย่างยิ่ง สารรูปน่าเวทนาอย่างยิ่ง ผู้ที่พบเห็นย่อมรักเอ็นดูท่าน มิเพียงไม่ดุด่าผลักไส หนำซ้ำยังอุ้มโอบทนุถนอม
ลิ้มเซี่ยวม่วยม่วยย่อมใช้ไม้นี้เสมอมา มาตรว่าสถานการณ์บางครั้งตึงเครียดยิ่ง ทว่ากลับใช้ได้ผลทุกคราไป มิคาด ครั้งนี้มารดามิเพียงไม่ใจอ่อน แต่ยังถึงกับตวาดใส่นาง
"เอียเท้าเจ้ายืนยิ้มเรี่ยราดขัดตานัก ยังไม่รีบไปก่อฟืนหุงต้มด้านหลัง"
ลิ้มเต็กเฮียะสะดุ้ง รอยยิ้มพลันชะงักงัน รีบกล่าวว่า
"ให้ข้าพเจ้าหุงต้ม? หน้าที่นี้มิใช่ของซาเจ๊?"
ลิ้มฮูหยินพลันลุกขึ้นยืน ชี้หน้าบุตรสาวคนเล็กพลางตะเบ็งเสียงว่า
"เราให้เจ้าทำสิ่งไรก็ทำสิ่งนั้น อย่าได้ถามไถ่มากความ"
ลิ้มเต็กเฮียะทั้งหวาดหวั่นทั้งประหลาดใจ มิทราบมารดาเกิดเรื่องราวใด ปกติท่านแม้เข้มงวดกวดขัน ทว่ามิเคยขึ้นเสียงตวาดว่า นางเหลือบแลดูเจ้เจ๊ทั้งสาม แต่หามีผู้ใดหันมาสบตาไม่ ยามกวาดตามองกลับเห็นซี่กอกอกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่ที่มุมหนึ่ง สีหน้าอ่อนล้ายิ่ง จากมือถึงข้อศอกมีผ้าขาวพันไว้ ไม่ทราบเป็นไรแล้ว
นางกระโดดปราดเข้าไป ถามไถ่ว่า
"ซี่กอกอท่านเป็นไร ใช่โดนต่อแตนต่อยหรือไม่"
พวกนางทำโรงเรือนเพาะปลูกดอกไม้ กับต่อแตนจึงเป็นศัตรูตัวฉกาจ นางเองเมื่อเยาว์วัยเคยถูกแตนต่อยครั้งหนึ่ง ถึงกับเป็นไข้ซมซาน ยามกะทันหันจึงนึกถึงต่อแตนก่อนสิ่งอื่น
ซี่กอกอตีสีหน้าเครียดเคร่ง กล่าวด้วยเสียงแหบแห้งว่า
"หากเป็นเพียงต่อแตน เราผู้นี้กลับสบายใจอย่างยิ่งแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะเบิกตากว้าง กล่าวว่า
"มิใช่ต่อแตน หรือว่าเป็นงูน้อย"
นางพอนึกถึงงูกลับขนลุกชันทั้งกาย ความจริงในใจนึกถึงงูใหญ่ ทว่าวาจาย่อมไม่กล้ากล่าวออกมา
ลิ้มฮูหยินตบโต๊ะปัง แค่นเสียงกล่าวว่า
"กอกอเจ้าถูกผู้คนหักกระดูก เอียเท้ากลับนึกแต่เรื่องเหลวไหล"
ลิ้มเต็กเฮียะร้องโอยโอยติดต่อกัน สีหน้ายังคล้ายเจ็บปวดกว่าซี่กอกอ
"เป็นผู้ใดหักกระดูกท่าน โอ ข้าพเจ้าวันนี้พบเจอแต่เรื่องเลวร้าย โอ้วซิงแซของฮวงจึงบาดเจ็บสาหัส เตี้ยงซิงแซงดวิชาทวนยามบ่าย กลับให้ผู้แซ่เอี้ยนั้นมาสอนแทน ผู้แซ่เอี้ยให้ข้าพเจ้าถือทวนหนักแทบตาย ครั้งหน้าหากเป็นผู้แซ่เอี้ยคนนี้สอน ข้าพเจ้าจึงกระดูกหักหมดร่าง กลายเป็นตัวหนอนตัวหนึ่ง"
ลิ้มฮูหยินพลันพุ่งปราดมาที่นาง กล่าวอย่างรีบร้อนว่า
"โอ้วชีบาดเจ็บสาหัส? เอียเท้าเจ้าอย่าได้ว่ากล่าวเหลวไหล"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันงุนงง มารดาปกติไม่สนใจเรื่องภายนอก ไฉนรู้จักชื่อแซ่โอ้วซิงแซ ทว่าวันนี้มีเรื่องราวประหลาดมากหลาย นางได้แต่กล้ำกลืนความสงสัยไว้ พยักหน้ากล่าวว่า
"โอ้วซิงแซถูกทำร้ายสาหัส ผู้คนในฮวงจึงกล่าวกันว่าท่านมีแผลจากกระบี่ เรื่องนี้โหงวกอกอก็ทราบ"
ลิ้มฮูหยินสะบัดหน้าไม่พอใจ
"เซี่ยวตงโง่งมนัก เรื่องราวเช่นนี้กลับไม่บอกเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะแลดูสีหน้ามารดา พลันกลัวว่าโหงวกอกอของนางจะถูกตำหนิ จึงรีบกล่าวว่า
"โหงวกอกอมาตรว่าเห็นเรื่องราว ทว่าท่านไม่รู้จักผู้คนของฮวงจึง จึงไม่ทราบผู้ใดเป็นผู้ใด"
ลิ้มฮูหยินหันไปสบตาบุตรชายคนที่สี่ของนาง กล่าวอย่างไตร่ตรองว่า
"หรือว่าทางนั้นจะลงมือแล้ว"
ลิ้มที่สี่นั้นก็นิ่งคิด สักครู่จึงกล่าวว่า
"ทางนั้นมิได้บอกกล่าวพวกเราก่อน หากรวบรัดลงมือ แสดงว่ามีสิ่งใดผิดไป"
ลิ้มฮูหยินพยักหน้าพลางกล่าวว่า
"น่ากลัวทางเราก็ต้องลงมือก่อนเช่นกัน หากชักช้ามากความ เอียเท้านั้นบอกกล่าวสิ่งใดออกไป พวกเราทางนี้ก็ลงมือลำบากแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะรับฟังจนงุนงง อดมิได้ต้องถามว่า
"พวกท่านว่ากล่าวเรื่องใดกัน ทางนั้นที่ลงมือคือผู้ใด เอียเท้านั้นคือผู้ใด"
ลิ้มฮูหยินตีสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า เอียเท้าน้อยรีบไปหุงข้าวหลังบ้าน โหงวกอกอเจ้าไปตัดฟืนถึงยามนี้ยังมิได้กลับมา เราผู้นี้ไม่ทราบทำเวรกรรมอะไร มีบุตรชายโง่งมผู้หนึ่ง บุตรีวุ่นวายไม่รู้ความผู้หนึ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะมาตรว่าไม่พอใจมารดาว่านางวุ่นวายไม่รู้ความ ทว่าปากยังคงกล่าว
"ท่านมิใช่มีบุตรชายเชื่อฟังอย่างยิ่งอีกหนึ่งท่าน บุตรีว่าง่ายอีกสามนางดอกหรือ"
ลิ้มฮูหยินแค่นเสียงกล่าวอย่างเย็นชาว่า
"หากมีบุตรมากมายปานนั้น เราผู้นี้ไยมิใช่มีสารรูปดังแม่หมูโสโครก"
ลิ้มเต็กเฮียะงุนงงอย่างยิ่ง มารดากับกอกอเจ้เจ๊วันนี้ล้วนว่ากล่าวผิดแปลก นางมิทราบตนเองฝันไปหรือสติพลันเลอะเลือนกะทันหัน ยามหันรีหันขวางพลันเห็นซาเจ๊ส่งสายตาคราหนึ่ง เป็นทำนองให้สงบปากคำ ซาเจ๊ปกติกล่าววาจาน้อยอย่างยิ่ง แต่ถ้อยคำที่กล่าวมักมีประโยชน์แก่นาง ลิ้มเต็กเฮียะได้แต่กล้ำกลืนคำพูดลงคอไป
ย่ำสนธยา สายลมโชยพัดมิได้หยุดหย่อน จิตใจผู้คนกลับร้อนรุ่ม...
หน้าตึกใหญ่ของฮวงจึงยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน บ่าวไพร่นั่งล้อมกันฝั่งหนึ่ง เหล่าศิษย์อีกฝั่งหนึ่ง พวกเขาแม้กระวนกระวายใจยิ่ง หากยังคงประหยัดปากคำไว้ มิกล้าว่ากล่าววุ่นวาย เกรงว่าอึกทึกรบกวนถึงโอ้วซิงแซที่พักรักษาตัวอยู่ด้านบน...
...ที่สำคัญอีกประการ ได้ยินว่าจึงจู้และเต็งกงจื้อปิดห้องสนทนาเคร่งเครียดยิ่ง ถึงป่านนี้ยังมิได้ออกมา มิทราบพวกท่านถกความอันใด ทว่าพวกเขาย่อมมิกล้าคาดเดา
ผู้คนภายนอกล้วนเล่าขาน ฮวงจึงมีระเบียบเข้มงวดยิ่ง ท่านคิดถามไถ่ความในของพวกเขา มิเพียงมิอาจใช้เงินทองล่อใจ ถึงกับยังไม่อาจเค้นคอ เนื่องเพราะปากของพวกเขาปิดสนิทยิ่ง ต่อให้สตรีที่ช่างเจรจาที่สุด ยังคงรู้จักเงียบเฉยเมื่อถึงตอนสำคัญ...
ได้ยินว่าบนตึกใหญ่ของฮวงจึงมีตำราหนาอย่างยิ่งเล่มหนึ่ง คนในล้วนได้อ่านผ่านตา ที่แท้เป็นระเบียบของฮวงจึง
ตำราหนาราวหมอนไม้ ท่านเมื่อได้เห็นมิเพียงเกิดความเกียจคร้าน ยังถึงกับง่วงเหงาหาวนอน
มิคาด ตำราที่หนาหนักกลับมีคำจารึกเพียงประโยคเดียว...
ประโยคที่ผูกใจพวกเขาเป็นหนึ่งเดียว... อ่านเพียงหนึ่งครั้งถึงกับมิมีวันลืมเลือน...
คิดใคร่ทราบประโยคนี้ ได้แต่เข้าเป็นคนของฮวงจึงแล้ว...
ที่ภายนอกพลันปรากฏเสียงฝีเท้าอาชาดังกระชั้นถี่ ชั่วพริบตาควบขับถึงหน้าประตูใหญ่ บ่าวผู้หนึ่งลุกขึ้นยืนเขม้นมอง พลันร้องตะโกนว่า
"อาวเอี้ยงซิงแซมาแล้ว"
เห็นคนบนหลังม้าสวมอาภรณ์แพรสีเขียวอ่อน ใบหน้าแม้มีแววอิดโรย บุคลิกยังคงสง่างามยิ่ง โดดเด่นสะดุดตายิ่ง
ในบรรดาศิษย์เอกของเล้งตงน้ำ เตี้ยงโหวเคร่งขรึมที่สุด โอ้วชีเปิดเผยห้าวหาญที่สุด อาวเอี้ยงเทียนสำเริงสำราญที่สุด ความข้อนี้ย่อมเป็นที่ทราบดี...
อาวเอี้ยงเทียนเมื่อเยาว์วัยหล่อเหลายิ่ง ถึงกับมีคดีพัวพันกับสตรีมากหลาย ฟังว่าบางนางถึงทุกวันนี้ยังติดตามไม่เลิกรา...
อาวเอี้ยงเทียนปีนี้อายุห้าสิบหกปี ทว่าดูไปคล้ายอายุไม่เกินสี่สิบ ดวงตายังสดใสกระจ่าง รูปร่างยังไม่แปรเปลี่ยนจากเมื่อหลายสิบปีก่อน โกวเนี้ยใหญ่น้อยในหมู่บ้านเชิงผา หากได้ยินว่าท่านกลับมาพักที่หมู่ตึก บางนางรีบเข้าห้องหับแต่งกายประทินโฉม หวังได้พบพานท่านสักครั้ง บางนางกลับตรงกันข้าม มิเพียงไม่ตกแต่งกาย หนำซ้ำยังหลบหน้าอยู่ในบ้าน เกรงถูกอาวเอี้ยงซิงแซพบเห็น...
หากท่านยอมรับว่าตนเองเป็นบุรุษสำเริงสำราญผู้หนึ่ง คำร่ำลือของผู้คนที่มีถึงท่าน มักเน้นหนักในเรื่องอิสตรี...
ท่านแม้ทราบแก่ใจ คำร่ำลือว่ากล่าวเกินเลย ทว่ายังคงยินดีน้อมรับ...
...บุรุษที่สำเริงสำราญผู้หนึ่ง หากมีคนกล่าวหาในเรื่องสตรี มักแย้มยิ้มยอมรับ...
อาวเอี้ยงเทียนก็ไม่นอกเหนือกฎเกณฑ์นี้...
อาวเอี้ยงเทียนส่งม้าให้บ่าวผู้หนึ่ง กล่าวทักทายผู้คนทั้งหลายอย่างรีบร้อน พลางสาวเท้าสู่ตัวตึก
ยามนั้นปรากฏร่างเอียเท้ารับใช้ผู้หนึ่งวิ่งออกมาจากประตู ถึงกับแทบชนกับท่าน อาวเอี้ยงเทียนรีบรับร่างนาง กล่าวว่า
"โกวเนี้ยน้อยสมควรเดินเหินเรียบร้อย มิเช่นนั้นถูกผู้คนชนหกล้ม มีริ้วรอยฟกช้ำน่าเสียดายนัก"
เอียเท้านั้นหน้าแดงวูบ พลันนึกได้ว่าตนมีข่าวสำคัญ ต้องรีบกล่าวว่า
"ขออภัยอาวเอี้ยงซิงแซ ข้าพเจ้าคราวหน้าย่อมระมัดระวัง... ยามนี้... ยามนี้..."
อาวเอี้ยงเทียนขมวดคิ้วมองนาง เอ่ยถามว่า
"เจ้าคิดว่ากล่าวอะไร"
เอียเท้ารับใช้ผงกศีรษะติดๆ กัน กล่าวด้วยน้ำเสียงระรัวว่า
"โอ้วซิงแซ... โอ้วซิงแซที่ข้างบน..."
...ถ้อยคำยังมิทันออกจากปาก อาวเอี้ยงเทียนกลับปล่อยร่างนางไว้ที่ด้านข้าง คนพุ่งขึ้นตัวตึกไปราวพายุหอบหนึ่ง...
|