|
กังเอี้ยงเป็นเมืองท่าติดทะเล ผู้คนสัญจรคับคั่ง ที่เลื่องชื่อกลับเป็นไม้แกะสลักและเกาเล้งเล้า (เหลามังกรอุทก)...
...เกาเล้งเล้ามาตรว่าอยู่ติดทะเลกลับมิได้ปรุงกุ้งปูปลา เนื่องเพราะพ่อค้าวานิชที่ออกล่องเรือเนิ่นนาน พอกลับถึงฝั่งล้วนโหยหาหมูเห็ดเป็ดไก่ คิดรับประทานเป็ดพะโล้โอชา ขาหมูเนื้อนุ่มเลิศล้ำ เกาเล้งเล้าที่มีชื่อเสียงด้านนี้ ทุกวันล้วนมีแขกแน่นเต็ม เต็งลั่งคราวเดินทางสู่ไซ่ซัวพลันพบเจอเข้า ทว่าเก็งจู้ที่เร่งร้อนกลับมิยอมแวะรับประทาน คนได้แต่หมายมั่นปั้นมือไว้
พวกเขาเมื่อวานชักชวนกันมาที่ด้านนอก เช้ามืดวันนี้ก็ออกเดินทาง พอถึงกังเอี้ยงที่พลุกพล่านครึกครื้น เต็งลั่งพลันแยกไปกับซังแชเกี่ยมแขะ ให้เม่งไอ่ซีกับเก็งจู้ทอดน่องชมเมืองตามลำพัง นัดแนะว่าต้นยามโง่วจึงมาพบกันที่อั่งเน้ยโอ๊ว (บึงบัวแดง)
...เม่งไอ่ซีได้แต่ร่วมทางกับเก็งจู้ ยังได้แจกันใบน้อย สลักเสลาเป็นรูปวิหคจับบนกิ่งก้านท้อ นางเมื่อเยาว์วัยเคยได้รับแจกันเช่นนี้เป็นของกำนัล พอเห็นมีที่คลับคล้ายต้องรีบซื้อหา ตั้งใจเก็บไว้เป็นคู่ ...
พวกนางยามนี้ยืนอยู่ที่ริมบึง แลดูบัวแดงบานสะพรั่งในบึงสีคราม กลิ่นหอมยังกระจายอบอวลในอากาศ เก็งจู้ทอดสายตาแลดูที่เบื้องหน้า สักครู่พลันสาวเท้าสืบไปจนชิดริมฝั่ง ชี้ไปยังทิศทางที่มีเรือน้อยผูกลอยลำอยู่ กล่าวว่า
"บัวนั้นกลับมีสองดอกบนก้านเดียว ท่านเห็นหรือไม่"
เม่งไอ่ซีเพ่งเล็งแลตาม เห็นบัวแดงสองดอกคลี่เบียดเสียดบนก้านเดียว ต้องรู้สึกพิเศษอย่างยิ่ง เก็งจู้ก็ถามนางว่า
"ท่านต้องการ?"
เม่งไอ่ซีเห็นเขาตระเตรียมโลดลิ่วไป ต้องรีบกล่าวว่า
"พวกเรายังคงอย่าได้เก็บมา ปล่อยให้อยู่คู่กันเช่นนั้นเถิด"
เก็งจู้กลับมีสีหน้าแววตาดังเด็กชายดื้อรั้น ถามว่า
"หากเป็นเต็งลั่งคิดเก็บแก่ท่านเล่า ท่านยังปฏิเสธเขา?"
เม่งไอ่ซีได้แต่ยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า
"ลั่งยี้ไหนเลยสนใจเก็บบุปผา เขากาลก่อนพอเห็นดอกบัวก็เพียงคิดเสาะหาฝักแก่มารับประทานเมล็ด ยังเก็บเหง้าบัวมาให้พวกเราทำขนม หนำซ้ำยังรับประทานมาก สุดท้ายจึงปวดท้องร้องคราง ต้องนำใบบัวอ่อนมาหั่นฝอยชงดื่ม"
เก้งจู้พลันมีท่าทีเฉยเมย มิได้กระตือรือร้นเช่นเมื่อครู่ กล่าวว่า
"เขาขึ้นโฮ้ยเกี่ยมซัวแต่เยาว์วัย พวกท่านกลับยังสนิทสนมกันปานนี้"
...เม่งไอ่ซีย่อมทราบ เก็งจู้เติบโตอย่างโดดเดี่ยว พอเห็นผู้คนคุ้นเคยรักใคร่ ในใจย่อมอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว เต็งลั่งที่พักหลังอยู่ใกล้ชิดเขา ย่อมต้องการสร้างความสัมพันธ์กับกอกอ พวกนางความจริงก็เกี่ยวพันเป็นญาติ นางที่มีความรู้สึกลึกซึ้งต่อเต็งลั่ง จะมากจะน้อยย่อมห่วงใยเก็งจู้อยู่บ้าง
...ยามนี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ลั่งยี้ถูกส่งไปโฮ้ยเกี่ยมซัวตั้งแต่เจ็ดขวบ ทว่าทุกปีใหม่ยังกลับมาพักกับพวกเราหลายสิบวัน มารดาเขาบางคราคิดถึงบุตรชาย ก็ไปรับกลับมากลางปี"
เก็งจู้พลันเอ่ยถามว่า
"เล้งอิกก็อยู่ที่โฮ้ยเกี่ยมซัว กลับมิได้ทราบ เต็งลั่งทุกปีใหม่หายไปที่ใด?"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะกล่าวว่า
"เล้งอิกมีข้อจำกัดห้ามมากหลาย เขาบางทีรู้สึกสนใจ ทว่ากลับมิกล้าเอ่ยถาม ลั่งยี้เองก็มิทราบ ตนเองที่แท้มีรกรากอย่างไร ดังนั้นมิได้บอกกล่าวต่อเล้งอิก"
...นางที่เอ่ยถึงสามี คนอยู่ใกล้กันสิบปีมิพบพาน ยามนี้อยู่ไกลต้องคิดถึงคะนึงหา เล้งอิกที่มีความรักจริงแท้ แม้เคลือบแคลงยังมิเคยหน่ายแหนง นางกลับปล่อยให้ความสับสนในใจตนทำร้ายเขา พอทราบว่าเต็งลั่งกลับคืนยังมิอาจข่มอารมณ์ สุดท้ายกลับเป็นเต็งลั่งที่คิดได้ก่อน ยังว่ากล่าวเตือนนาง พวกเขามาตรว่าทรยศต่อจิตใจตนเอง ยังต้องมีชีวิตที่มีความหวัง ทั้งยังมีศักดิ์ศรีของผู้คน...
...เม่งไอ่ซีที่ได้ออกสู่ภายนอก ย่อมคิดกลับคืนฮวงจึง ปลุกปลอบตนเองให้เข้มแข็ง รับผิดชอบสิ่งที่เคยตัดสินใจ ยังปรารถนาชีวิตใหม่ที่สุขสม มิยอมให้ความอ่อนแอทำร้ายผู้คนรอบข้างสืบต่อ นางกับเล้งอิกหากลงเอยด้วยดี เต็งลั่งจึงสามารถเริ่มต้นใหม่อีกครา...
คนพอนึกถึง เต็งลั่งพลันปรากฏขึ้นข้างกาย ยังแบมือมาตรงหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่ใช้เงินทองของอั่งแชซิงแซ ท่านก็ช่วยชดใช้ไปก่อน ปีหน้าข้าพเจ้าจึงหามาคืน"
เม่งไอ่ซีต้องนึกขันกงจื้อรูปงามตกยาก พลันถามว่า
"ท่านซื้อของอันใดไป ใช่เป็นขนมอีกหรือไม่"
เต็งลั่งกลับชมนกชมไม้ไม่รู้ไม่ชี้ จี่แชซิงแซที่คันปากต้องรีบกล่าวแทนว่า
"เซี่ยวเก็งจู้มิได้ซื้อขนม เพียงซื้อสร้อยลูกปัดที่ใช้ประดับผม"
เม่งไอ่ซีแลดูเต็งลั่งอย่างสนเท่ห์ ถามว่า
"ท่านก็รู้จักซื้อของกำนัลสตรี?"
เต็งลั่งพลันหันไปกำหมัดใส่จี่แชซิงแซ ยังต่อว่าเขาที่ปากมาก ทว่ามิได้ตอบคำนาง เม่งไอ่ซีเมื่อครู่เพิ่งคิด ตนเองสุดท้ายสามารถปลงตก พอทราบเต็งลั่งซื้อข้าวของแก่ผู้คน ในใจกลับเกิดความรู้สึกขัดแย้ง ทางหนึ่งย่อมยินดีที่ลั่งยี้ของนางมีที่หมาย อีกทางกลับรู้สึกว่างโหวงเลื่อนลอย ระหว่างที่เดินไปเกาเล้งเล้าด้วยกัน พลันมิได้ว่ากล่าวอันใด...
...เต็งลั่งย่อมสังเกตอากัปกริยานางออก คนแสร้งเดินช้าลงกว่าเดิม ปล่อยให้เก็งจู้กับซังแชเกี่ยมแขะขึ้นหน้า ยังแอบยื่นมือฉุดดึงแขนเสื้อเม่งไอ่ซีไว้ นางพอหันมาก็เห็นดวงตาสุกใสที่มีประกายนุ่มนวล ยังได้ยินเขากล่าวว่า
"เราครั้งหนึ่งทำลูกปัดปึงโกวเนี้ยขาดไป ดังนั้นสัญญาซื้อหามาใช้ให้นาง"
เม่งไอ่ซีพอฟังก็เข้าใจ ยังนึกยินดีแก่ปึงซิ่วซิ่ว นางที่แอบซ่อนความในใจลึกล้ำ มาตรว่าต่อไปมิอาจครองคู่ อย่างน้อยยังมีข้าวของเตือนให้ระลึกถึง
...ยามนี้พยักหน้าแก่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"ปึงโกวเนี้ยย่อมพอใจของกำนัลนี้อย่างยิ่ง"
เต็งลั่งพลันมีสีหน้าคลางแคลง กล่าวว่า
"เรารับปากชดใช้ย่อมต้องชดใช้ ทว่าปึงโกวเนี้ยกลายเป็นฮูหยินของยี่เก็งจู้ ย่อมมีเครื่องประดับล้ำค่ามากหลาย มิทราบยังคิดใช้ลูกปัดเช่นนี้หรือไม่"
เม่งไอ่ซีก้มศีรษะลง เต็งลั่งความจริงอ่อนไหวลึกซึ้ง มักสามารถคาดเดาจิตใจผู้คน ทว่ากับปึงซิ่วซิ่วที่มีน้ำใจ เขากลับมิได้สังเกตเห็น น่ากลัวเป็นเพราะระหว่างนี้เกิดเรื่องราวมากมายเกินไป ปึงซิ่วซิ่วก็มักหลบเลี่ยงซ่อนสีหน้า ดังนั้นมิได้รับรู้ถึงเยื่อใยที่นางมีต่อเขา
...กับเรื่องราวบางประการ ไม่รู้จึงมิต้องมีทุกข์ เม่งไอ่ซีที่มิคิดกรีดแผลในหัวใจเต็งลั่ง ย่อมต้องปิดปากเงียบไว้ เพียงกล่าวว่า
"...ข้าวของที่ซื้อหามากำนัลด้วยใจ หากผู้รับมิเห็นคุณค่า ย่อมเป็นตัวผู้รับนั้นที่มิคู่ควร หาใช่ข้าวของไม่..."
คนพอกล่าวจบคำ ที่ด้านหน้าพลันมีอันใดยื่นส่งมา ยังได้ยินเต็งลั่งถามว่า
"ของนี้เล่า ผู้รับใช่เห็นค่าหรือไม่"
เม่งไอ่ซีพอถอยกายแลมอง เห็นเป็นตุ๊กตาม้าตัวเท่าฝ่ามือ ถักมัดขึ้นด้วยฟางข้าว ยังมีหูตาและขนแผงคอ จัดทำอย่างประนีตยิ่ง บนหลังมีกระโจมบังแดดอันน้อย พอเปิดขึ้นข้างในยังเห็นตุ๊กตาบุรุษสตรีนั่งอยู่คู่กัน
...เม่งไอ่ซีพอรับมายังมีน้ำตาซึม ต้องถามว่า
"ท่านได้มาจากที่ใด"
เต็งลั่งชี้ไปทางตัวเมือง กล่าวว่า
"เป็นกงกงชราผู้หนึ่งถักขายในตลาด เราพอซื้อตุ๊กตานี้ เงินทองก็หมดไป ดังนั้นหยิบยืมอั่งแชซิงแซ ซื้อลูกปัดคืนแก่ปึงโกวเนี้ย"
เม่งไอ่ซีลูบคลำตุ๊กตาอย่างทนุถนอม พอหยิบตุ๊กตาสตรีขึ้นก็ถามว่า
"นี่ใช่เป็นเรา?"
เต็งลั่งพยักหน้าตอบว่า
"ย่อมเป็นท่าน"
เม่งไอ่ซีก็จับตัวที่เป็นบุรุษขึ้น ถามว่า
"ตัวนี้เล่า?"
เต็งลั่งหยิบตุ๊กตาบุรุษนั้นจากมือนาง ทำทีเป็นเพ่งดูไปมา กล่าวว่า
"ตุ๊กตานี้หน้าตาเคร่งขรึมอย่างยิ่ง ย่อมเป็นเล้งอิกมิผิด"
เม่งไอ่ซีพลันเงยหน้าสบตาเขา ถามว่า
"อย่างนั้นท่านเล่า ท่านจึงอยู่ที่ใด"
เต็งลั่งก็ชี้นิ้วขึ้น กล่าวว่า
"เราย่อมอยู่ที่นี้"
เม่งไอ่ซีพอเห็นกริยาเขา ดวงตาพลันมีหยาดน้ำสุกสกาว ที่เต็งลั่งชี้นิ้วออกย่อมเป็นตำแหน่งหัวใจนาง...
...ผ่านไปครู่หนึ่ง เต็งลั่งจึงกล่าวว่า
"เราพอส่งท่านกลับฮวงจึง ปีหน้าย่อมไปเยี่ยมพวกท่าน"
เม่งไอ่ซีก็ผงกศีรษะรับฟัง เต็งลั่งที่กล่าวเช่นนี้ ย่อมคิดปลุกปลอบนางให้เข้มแข็ง เขาพอเอ่ยคำ ในใจบางทียังรวดร้าว ดังนั้นต้องรีบกล่าวว่า
"ปีหน้ามาเยี่ยมเรา อย่าได้ลืมตุ๊กตาแป้งปั้นที่เคยสัญญาไว้"
เต็งลั่งพลันหันมองนาง สีหน้ายังฉงนสนเท่ห์ จุ๊ปากกล่าวว่า
"ยังรวดเร็วเช่นนี้?"
เม่งไอ่ซีก็หัวร่อออกมา ย่อมยังจดจำได้ ตุ๊กตาแป้งปั้นที่เต็งลั่งคิดมอบแก่พวกนาง ตามประเพณีจึงเป็นของขวัญสำหรับคู่สมรสที่มีบุตรชาย...
...เห็นเต็งลั่งทำหน้าตาพิกล พึมพัมว่า
"สตรีที่ใจร้อนเช่นท่าน บุรุษที่ได้ไปต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง"
เม่งไอ่ซียกมือตีแขนเขาดังเพียะ ยังย้อนว่า
"บุรุษที่น่าชิงชังเช่นท่าน สตรีที่ได้ไปจึงโชคร้ายนัก ยังต้องปวดศีรษะทุกวี่วัน"
เต็งลั่งก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ ต้องกล่าวว่า
"ท่านมาแช่งภรรยาในอนาคตของเรา เราหากพบเจอสามีท่าน จึงให้เขาโขกศีรษะกับพื้นขออภัยสามครา ยังต้องเลี้ยงอาหารเราหนึ่งปี..."
พวกเขาที่แย้มยิ้มเล่นหัว สนทนากันมิได้ขาดปาก ต่างฝ่ายต่างกระเซ้าเย้าแหย่ ย่อมเป็นเพราะทราบ วันเวลาข้างหลังมิอาจหวนคืน เบื้องหน้าที่ต้องก้าวไปก็หามีกันและกันอีกไม่ ที่ปรารถนาให้คงอยู่ตลอดกาล ย่อมเป็นภาพความทรงจำที่งดงาม เมื่อหวนระลึกยังสามารถบอกต่อตนเอง...
...เราครั้งหนึ่งเคยมีท่าน...
เกาเล้งเล้ายามเที่ยงผู้คนแน่นขนัด ที่ยืนรอรอบระเบียงยังมีอีกมากหลาย เต็งลั่งกับจี่แชซิงแซที่หูตาปราดเปรียวมือเท้าว่องไว พลันกระโจนเข้าแย่งโต๊ะจากนายวานิชกลุ่มหนึ่ง เก็งจู้กับอั่งแชซิงแซที่หน้าบางกว่าจึงค่อยเดินมานั่ง เม่งไอ่ซีกลับยังรั้งอยู่ที่ด้านนอก ที่แท้เป็นพบเจอเหล่านักศึกษานั่งวาดภาพ ดังนั้นคิดชมดูที่ด้านข้าง ให้เต็งลั่งขึ้นไปสั่งอาหารรอไว้ก่อน
ประดานักศึกษาเห็นเม่งไอ่ซีงามซึ้งสะคราญ ยังกุลีกุจอหาม้านั่งมาให้นาง เมื่อครู่ที่ร่างภาพตัวเมือง ยังแอบวาดนางลงไป เม่งไอ่ซีมาตรว่าแลเห็นยังทำเป็นมิทราบความ นางที่รักการวาดภาพเขียนอักษร ดังนั้นชมดูอย่างเพลิดเพลิน ย่อมมิได้สังเกต บนถนนอีกฟากของเกาเล้งเล้า มีผู้คนสี่คนมุ่งหน้ามาทางนี้ คนหนึ่งยังเป็นผู้ที่นางเพิ่งคิดถึงเมื่อครู่...
...เป็นเล้งอิก...
เล้งอิกเดินทางถึงเกาเอี้ยงก่อนสาย ความจริงคิดไล่ขึ้นทางป่าเขาที่ติดทะเล ออกเสาะหาเทียนมึ้งเก็งดังที่ตั้งใจไว้ ทว่าพอมาถึงเกาเอี้ยงที่เป็นเมืองท่าใหญ่ พลันเข้ามาสืบดูเล้งจงก้วงอีกครา เขาที่ออกสำรวจในเมืองอย่างเปิดเผย ย่อมคิดให้คนของเทียนมึ้งเก็งพบเห็น มิคาด ฝ่ายนั้นกลับคล้ายมังกรดำดิ่งสู่ถ้ำใต้สมุทร หาได้ร่องรอยอันใดไม่
...คนที่ทั้งร้อนรุ่มทั้งผิดหวัง ย่อมมิได้นึกฝัน ในที่สุดกลับสามารถพบพานผู้คนที่ค้นหา...
เล้งอิกพอเห็นป้ายเกาเล้งเล้าที่ติดไว้สูงเด่น คนก็ลดสายตาลง ในจังหวะที่อาวเอี้ยงกุนส่งเสียงเรียก เตือนให้ย้อนกลับไปยังทิศทางที่ผูกอาชา พอดีกับที่เม่งไอ่ซีผุดลุกขึ้นยืน เล้งอิกแม้เพียงเห็นนางทางหางตา ยังต้องเหลียวหน้ามาอีกครั้ง พอเพ่งมองจนชัดเจน ลมหายใจยังชะงักขาดห้วง...
...เขาพอแน่ใจว่าเป็นนาง พลันลืมเลือนทุกสิ่งหมดสิ้น คนถือโฮ้วเส่าอยู่ในมือยังพุ่งกายออกไป ปัดป่ายผู้คนที่ขวางอยู่เบื้องหน้า กระทั่งมิได้สนใจผู้ที่ถูกตนผลักจนเซถลา เห็นเม่งไอ่ซีก้าวขึ้นบันไดเกาเล้งเล้า เล้งอิกทะยานปราดเดียวก็ถึงตัวนาง ยังยื่นมือออกฉุดรั้งข้อมือนางไว้...
...ยามดวงตาแลประสาน เล้งอิกที่ร้อนรุ่มดังเพลิงแผดเผา กลับมิได้คำนึงถึงผู้คนรอบข้าง เขาที่สิบปีมิได้ใกล้ชิด ความทุกข์ทั้งปวงล้วนถูกเก็บกัก ยามนี้อึดอัดพลุ่งพล่าน พอเห็นนางอยู่ตรงหน้าก็รั้งร่างอรชรเข้ามา ยังโอบกอดไว้แนบแน่น มือที่ถือโฮ้วเส่าก็สะท้านสั่นไหว...
เม่งไอ่ซีที่คิดกลับคืนฮวงจึง ทว่ามิได้คาดฝัน ตนพาลมาพบเล้งอิกในสถานที่นี้ ได้ยินเขาพร่ำเรียกชื่อนาง ยามกอดรัดยังสัมผัสถึงหัวใจที่เต้นระรัว ต้องค่อยผลักกายออกอย่างนุ่มนวล เรียกหาให้เขารู้สึกตัว...
...เล้งอิกยังจับมือนางไว้ กล่าวว่า
"ไอ่ซี เราภายหน้าจึงมิให้ท่านจากไปที่ใดอีก"
...เล้งอิกที่ในสายตามีเพียงคนผู้เดียว ย่อมมิได้แลเห็นว่าอาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัวก็ติดตามมา ที่ด้านหลังยังมีลิ้มเต็กเฮียะ....
ลิ้มเต็กเฮียะมิเคยพบเห็นเม่งไอ่ซีมาก่อน ทว่ายังสามารถคาดเดาได้ ผู้ที่อยู่ในอ้อมแขนเล้งจึงจู้ย่อมเป็นฮูหยินท่าน นางที่หลายวันมานี้สะกดข่มใจตน หากพอเห็นภาพเบื้องหน้า ยังรู้สึกเป็นรสชาติสุดบรรยาย ใจหนึ่งคิดผละถอยไป อีกใจกลับบอกกล่าวเตือนสติ ตนที่ต้องการระงับเพลิงคุในอารมณ์ ยังควรชมดูให้ตระหนักไว้
...นางพอปลุกปลอบตนเองให้เข้มแข็ง พลันเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินออกมา พอเหลือบแลถนัดชัดเจนต้องสะดุ้งวาบ ผู้ที่วิ่งปราดลงบันไดทางด้านหน้าเป็นเต็งกงจื้อที่นางเคยพบเห็นคราหนึ่ง ที่ติดตามท่านกลับเป็นเก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็งนั้น...
...ลิ้มเต็กเฮียะที่มิทราบความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง ยามนี้พบเห็นโดยพรักพร้อม ยังรู้สึกพวกเขามีเค้าหน้าคลับคล้าย ดวงตาก็แทบเป็นดุจเดียวกัน
ในจังหวะที่สายตาทุกผู้คนประสาน เม่งไอ่ซียังเหลือบแลไปทางเต็งลั่ง เห็นเขาเหลียวมองเก็งจู้ ดวงตามีความรู้สึกระคนปนเป ที่เห็นชัดยังเป็นแววห่วงกังวล
...เล้งอิกก็แลมองเต็งลั่ง ในสายตายังคล้ายมีคำถาม ท่านวันนี้คิดเห็นเพื่อเราหรือเพื่อเขา เก็งจู้ที่ด้านข้างกลับมีท่าทีสงบ มิได้สบตาผู้ใด เพียงจับจ้องมองทวนในมือเล้งอิก...
...นี่ย่อมเป็นโฮ้วเส่าที่สังหารบิดาเขาตกตายเล่มนั้น...
อาวเอี้ยงกุนที่ด้านหลังพลันก้าวเข้ามา กล่าวแก่เต็งลั่งว่า
"ลั่งยี้ พวกเรามาเสาะหาเล้งจงก้วง"
เขาพอเอ่ยปากก็สอบถามเรื่องนี้ ย่อมทราบสถานการณ์ชวนให้ผู้คนลำบากใจ ดังนั้นได้แต่เริ่มเรื่องก่อน เห็นผู้คนที่มากับเต็งลั่งยังมีอีกสาม มาตรว่ามิเคยพบเห็นเก็งจู้ ยังสามารถคาดเดาได้จากรูปร่างหน้าตาที่คลับคล้าย อีกสองที่ตามหลังดูท่าทีสงบเสงี่ยม น่ากลัวเป็นบริวารที่ติดตามมา...
...เต็งลั่งพอได้ยินนามเล้งจงก้วงก็มีสีหน้าตระหนก ถามขึ้นว่า
"เล้งจงก้วงกลับหายไป?"
เล้งอิกก็รีบกล่าวว่า
"เขาอาจบางทีอยู่กับผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง เราที่ตามร่องรอยมา กลับมิได้พบเจอแม้แต่น้อย"
เก็งจู้ยามนี้ก็สาวเท้าออกมา กล่าวว่า
"ในเมื่อมิทราบร่องรอย ไฉนคาดเดาว่าเป็นผู้คนของเรา"
เล้งอิกก็หันขวับไป ตาแลสบตาโดยมิหวาดหวั่น กล่าวว่า
"เนื่องเพราะมีแต่พวกท่านจึงเป็นศัตรูของเรา"
เล้งอิกที่หลุดคำ 'พวกท่าน' ออกไป ยามนี้จึงเพิ่งเห็นแววไหววูบในดวงตาเต็งลั่ง ต้องหันมากล่าวกับเขาว่า
"เราเพียงห่วงใยเล้งจงก้วง ฤาท่านก็มิได้ทราบข่าว?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"พวกเราล้วนมิได้ทราบข่าว"
...เขาพอกล่าวคำ 'พวกเรา' ยังจงใจเน้นถ้อยคำเป็นพิเศษ เล้งอิกย่อมสังเกตความออก ตนที่มาครั้งนี้คิดบุกเข้าเทียนมึ้งเก็ง ยังหมายประมือกับเก็งจู้ให้จบสิ้นไป ทว่ายามพบเจอเต็งลั่ง พลันรู้สึกอึดอัดขัดข้อง ทางหนึ่งย่อมเห็นแก่สหาย อีกทางกลับหนักอึ้งด้วยศักดิ์ศรีสำนักที่แบกไว้...
เก็งจู้ยังมีทีท่าไม่นำพาปรารมภ์ กล่าวกับเต็งลั่งว่า
"พวกเราไปกันเถิด"
คนเอ่ยคำ 'พวกเรา' ตอกย้ำอีกครา ย่อมสะกิดใจเล้งอิกเต็งลั่งโดยพรักพร้อม เล้งอิกพอเห็นเก็งจู้สาวเท้าคิดจากไป ต้องถลันเข้าขวางไว้ กล่าวว่า
"เรามีเรื่องคิดเจรจากับท่าน"
เก็งจู้ปรายตามองเขา กล่าวว่า
"หากเป็นเรื่องจงก้วงของฮวงจึงผู้นั้น เราจึงมิเห็นความสำคัญ"
เล้งอิกก็สะกดข่มอารมณ์ไว้ กล่าวว่า
"พวกท่านมาตรว่ามิทราบเรื่องของเขา เรายังมีเรื่องอื่นที่ต้องชำระ"
เก็งจู้พลันมีรอยยิ้มที่มุมปาก หันมองเล้งอิกเต็มตา กล่าวว่า
"ท่านหากคิดประมือกับเรา ยังคงสงบใจรอ อีกไม่นานเราจึงเชื้อเชิญท่านออกมา"
เล้งอิกส่ายศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เราจึงมิปรารถนาให้เรื่องราวยืดเยื้อสืบไป ท่านในเมื่อมีความแค้นกับเรา ยังคงอย่าได้มุ่งร้ายผู้อื่นของฮวงจึง"
เก็งจู้จ้องมองเขาด้วยดวงตาที่มีประกายวาว น้ำเสียงยังคงเยือกเย็น กล่าวว่า
"พวกท่านกับพวกเรามีความแค้น ฝ่ายหนึ่งเข่นฆ่าฝ่ายหนึ่ง ย่อมเป็นเรื่องสามัญ ท่านบอกเราอย่าได้มุ่งร้ายผู้อื่นของฮวงจึง เราย่อมมิอาจกระทำ คนของเทียนมึ้งเก็งหากคิดสังหารผู้คนของท่าน เรายังเกื้อกูลหนุนหลัง อีกทั้งยังรับผิดชอบ..."
ยามนี้ชำเลืองไปทางเต็งลั่งคราหนึ่ง กล่าวสืบไปว่า
"...เราที่วันนี้ออกมากับเขา มิต้องการให้ผู้ใดทำลายเรื่องราว ท่านก็นำพาคนของท่านกลับไปเถิด พวกเราคราวหน้าจึงค่อยชำระความ"
เต็งลั่งพลันกระโจนลงไปที่ด้านล่าง กล่าวโดยมิได้หันมองผู้ใดว่า
"พวกเราไป"
เม่งไอ่ซีที่ยืนนิ่งงันอยู่ข้างเล้งอิกพลันรู้สึกใจหาย เต็งลั่งที่รีบร้อนคิดจากไป ย่อมหมายหลีกเลี่ยงการปะทะ เก็งจู้วันนี้ก็คล้ายอ่อนลงมากหลาย นางพอยื่นมือออกเกาะกุมมือเล้งอิก คิดให้เขายอมถอยคราหนึ่ง มิคาด เล้งอิกกลับยื่นมือที่มีโฮ้วเส่าออกขวางเก็งจู้ไว้ กล่าวว่า
"ท่านหากคิดไป ยังคงถามทวนในมือของเราก่อน"
...เต็งลั่งพลันหันขวับมาเรียกเล้งอิก น้ำเสียงคับแค้น แววตายังวิงวอน เล้งอิกที่ยื่นมือขวางเก็งจู้ ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกขัดแย้ง พอเห็นดวงตาของเต็งลั่ง ต้องกล่าวว่า
"ฤาท่านมิเข้าใจ เราเป็นจึงจู้ของฮวงจึง"
เต็งลั่งพอฟังก็คิดกล่าวอันใด เก็งจู้กลับโบกมือคราหนึ่ง นัยน์ตาคล้ายมีควันไฟคุกรุ่น มองดูโฮ้วเส่าในมือเล้งอิก กล่าวช้าๆ ว่า
"ท่านที่วันนี้มิยอมถอย ใช่ตระเตรียมอาวุธพรักพร้อมแล้ว"
...ในสำเนียงว่ากล่าวเต็มไปด้วยแววหยามหยัน ดวงตาที่แลสบตาเล้งอิกยังมีความหมายลึกซึ้ง เขายามเอ่ยถึงอาวุธที่ตระเตรียมพรักพร้อม ย่อมมีนัยถึงเรื่องราวหนหลัง เจ็งไฮ้ที่สิ้นชีวิตในครานั้น มิใช่เป็นเพราะพ่ายแพ้แก่โฮ้วเส่า ทว่าโดนพิษที่คมทวนทำร้าย...
เล้งอิกพลันใจสั่นสะท้าน มือที่ถือโฮ้วเส่าก็ไหวระริก เต็งลั่งพอได้ยินถ้อยคำของเก็งจู้ คนก็ถอยกายไป ยังแทบทรุดลงด้วยความระทดระท้อ
...เขาย่อมทราบ เก็งจู้เมื่อเอ่ยคำนี้ ย่อมคิดจุดไฟในทรวงเล้งอิกให้ฮือโหม คนพอมิอาจหลีกเลี่ยงการปะทะ ยังหมายให้ศัตรูกราดเกรี้ยวพลุ่งพล่านที่สุด ดึงด้านที่อันตรายที่สุดออกมา นี่จึงเป็นเก็งจู้ที่เขามิอาจเปลี่ยนแปลง...
สายลมพอพัดพาไออวลจากอั่งเน้ยโอ๊วจางหาย เต็งลั่งก็หันกายเดินจากไป เม่งไอ่ซีที่แลมองผ่านม่านน้ำตายังมิกล้าเรียกรั้งไว้...
...เต็งลั่งที่ลับหายไปในฝูงผู้คน ใชสามารถทอดทิ้งทุกสรรพสิ่งไว้ที่เบื้องหลัง?
|