ผาหินตระหง่านยื่นล้ำไปบนพื้นสมุทร ส่วนปลายที่เรียวลงยังแยกเป็นสองแฉกราวลิ้นอสรพิษ ด้านบนที่เป็นลานกว้างปกคลุมด้วยหญ้าเขียวขจี
...เล้งอิกยืนอยู่บนริมผาด้านหนึ่ง มองลงไปเบื้องล่างเห็นท้องน้ำกว้างใหญ่ไพศาล ที่ชายหาดมีคลื่นขาวฟูฟ่อง แลจากที่ไกลยังคล้ายผืนอาภรณ์ที่สะบัดพลิ้ว

พู่จามรีบนคอทวนโบกไหวด้วยแรงลม เล้งอิกพอหันมาทางเก็งจู้ เห็นเขาทอดสายตาไปยังฟากฝั่งทะเลไกล ที่ด้านนั้นมีขุนเขาสีครามเรียงรายขนานกับท้องฟ้า คนพอเห็นเล้งอิกแลมองตามก็กล่าวว่า
"ที่นั้นจึงเป็นเทียนมึ้งเก็ง"
เล้งอิกร้องอ้อคำหนึ่ง ถามว่า
"ท่านกล้าบอกกล่าวต่อเรา?"
เก็งจู้ยังมีท่าทีเฉยเมยไม่ยี่หระ กล่าวช้าๆ ว่า
"เราย่อมกล้าบอกต่อท่าน เนื่องเพราะท่านชาตินี้จึงมิมีโอกาสเหยียบย่างเข้าไป"

เล้งอิกก็ไม่แยแสถ้อยคำนั้น เพียงกล่าวว่า
"เราท่านเมื่อตัดสินกันในที่นี้ เราย่อมมิคิดสืบเสาะไป"
เก็งจู้ส่ายศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านมิใช่ไม่คิดไป ทว่าเป็นมิอาจไป"
เล้งอิกย่อมทราบความนัยที่เก็งจู้ต้องการบ่งบอก คนพลันสงบคำลง เหลียวมองรอบกายที่มีเพียงแผ่นหินผาเวิ้งว้าง บนสถานที่นี้มีเพียงเขากับเก็งจู้ ผู้คนที่ติดตามมาล้วนรั้งอยู่เบื้องล่าง เม่งไอ่ซีเมื่อส่งเขาขึ้นมา มิเพียงเกาะกุมมือเขาแนบแน่น ยังบอกกล่าว... เรารอคอยท่านที่นี้...
...นางที่รั้งอยู่รอคอย เต็งลั่งกลับเดินจากไป...

เล้งอิกเมื่อนึกถึงเต็งลั่ง ในมโนภาพยังเห็นดวงตาที่มีแววเจ็บปวดของเขา ตอนที่เต็งลั่งหันหลังให้ เล้งอิกยังรู้สึกใจสะท้าน เกรงกลัวชาตินี้มิอาจพบเขาอีก
...ตนหากตกตาย ย่อมมิอาจพบเห็นเขา ทว่าหากเก็งจู้เป็นฝ่ายสิ้นชีวิตในคมทวน เต็งลั่งใช่ยังยินยอมกลับคืนมา...
...เมื่ออยู่บนง้วยจี่ไง้ เต็งลั่งเคยว่ากล่าว มิว่าเรื่องราวแต่หนหลังเป็นเช่นใด เขาล้วนยอมรับได้ทั้งสิ้น ที่เขาคบหามิใช่เป็นคนรุ่นก่อน ทว่าเป็นเล้งอิก...
...เต็งลั่งที่เป็นกำพร้าแต่เยาว์วัย ยามเติบโตยังเร่ร่อนไร้ราก ย่อมเป็นผลจากการปะทะกันระหว่างบิดาพวกเขา คนที่กระทบกระเทือนที่สุด กลับกล่าวว่ามิใส่ใจอันใด กระทั่งเม่งไอ่ซีที่ตนได้กลับคืนมาในวันนี้ ยังเป็นเขานำพาออกมา ทุกสิ่งที่อาจสะเทือนใจตน เต็งลั่งล้วนหลีกเลี่ยงมิกระทำ ทว่าสิ่งที่เต็งลั่งปรารถนาที่สุด เล้งอิกกลับมิอาจให้แก่สหาย...

...เล้งอิกที่เป็นจึงจู้สำนักเกริกไกร เพราะเพื่อผู้คนของตน เพราะเพื่อศักดิ์ศรีของฮวงจึง กลับต้องเพิกเฉยกับคำน้ำมิตร...

คนครุ่นคิดอย่างอย่างรวดร้าว พลันหันไปทางเก็งจู้ เอ่ยว่า
"ข้าพเจ้ามีเรื่องราวประการหนึ่งคิดใคร่บอกกล่าว"
เก็งจู้ก็ผงกศีรษะรอฟัง เล้งอิกพลันเอ่ยสืบไปว่า
"หากวันนี้ข้าพเจ้ามิอาจมีชีวิตรอด ท่านเมื่อพบเต็งลั่งได้โปรดบอกต่อเขาสามคำ..."
เก็งจู้ถามขึ้นว่า
"เป็นสามคำใด"
เล้งอิกเงยศีรษะมองท้องฟ้า ในใจรู้สึกอ้างว้าง กล่าวว่า
"...ขอบคุณท่าน... ขออภัยท่าน..."
...คนพอว่ากล่าวเพียงสองคำพลันมิอาจกลั้นน้ำตา ต้องยกมือขึ้นปาดออก เก็งจู้ก็รอคอยอย่างสงบ ทว่าผ่านไปเนิ่นนาน เล้งอิกยังไม่สามารถว่ากล่าวอันใด เก็งจู้พลันสาวเท้ามาที่ด้านข้างเขา กล่าวว่า
"ถ้อยคำที่สาม ฤาท่านคิดกล่าวให้เขานำพาเม่งไอ่ซีไป"

เล้งอิกหันขวับมาทันควัน ดวงตามีประกายกร้าว กล่าวว่า
"อย่าได้เจรจาเหลวไหล"
เก็งจู้พลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ท่านที่คิดฝากถ้อยคำเราไปบอกกล่าวแก่เขา ย่อมเกรงว่าตนเองมิอาจมีชีวิตสืบต่อ ในเมื่อมั่นใจว่าต้องตกตายพ่ายแพ้ ยังมิคิดมอบคืนคน?"
เล้งอิกสืบเท้าขึ้นก้าวหนึ่ง ตาแลประสานกับเก็งจู้ กล่าวว่า
"พวกเขาหากคิดไปด้วยกัน เราแม้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ขัดขวาง"
เก็งจู้ร้องอ้อคำหนึ่ง ถามว่า
"ท่านใจกว้างปานนี้? เมื่อครู่ที่พบพานนาง ไฉนจึงมิเอ่ยออกมา สุดท้ายกลับเป็นเขาที่เดินจากไป นางก็ต้องรั้งอยู่เพื่อท่าน พวกเขาที่กระทำเช่นนี้ ล้วนเพื่อรักษาหน้าให้ท่านฤามิใช่"

เล้งอิกพอฟังถ้อยคำ คล้ายมีคมมีดกรีดแปลบในหัวใจ ทั้งคับแค้นทั้งร้าวราน เก็งจู้ก็กล่าวสืบไปว่า
"ท่านฟัง... เราหากพบเจอเขา กลับมิคิดบอกกล่าวอันใดทั้งสิ้น ถ้อยคำที่ท่านฝากฝัง มิว่าท่านตกตายก็ดี มิตกตายก็ดี เราล้วนมิถ่ายทอดออกไป ยังมี... ท่านวันนี้หากสิ้นชีวิต อย่าได้เข้าใจว่าเราจึงละเว้นมดปลวกในฮวงจึง ท่านเมื่อคราวก่อนก็เห็นสภาพง้วยตอก่า ที่นั้นเป็นอย่างไร ฮวงจึงก็ต้องเป็นเช่นเดียวกัน กระทั่งภรรยาที่ท่านหวงแหน ยังต้องกลายเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง"
เล้งอิกสะบัดทวนออกอย่างสุดกลั้น ตวาดว่า
"อย่าได้คิดว่าไอ่ซีจะยอมลงให้แก่ท่าน"
เก็งจู้มองดูเล้งอิก ประกายในดวงตาคมปลาบราวกระบี่เล่มหนึ่ง น้ำเสียงยังราบเรียบ กล่าวว่า
"นางยอมลงแก่เราหรือไม่ หาใช่เรื่องสำคัญอันใด ที่เราทราบมีเพียง ทุกสิ่งที่เราปรารถนา มิเคยมีผู้ใดกล้าขัดขืน นางก็มิได้อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์นี้"

เล้งอิกตวาดอย่างเดือดดาล ทวนในมือตั้งขึ้นในท่าพรักพร้อม เก็งจู้มองดูพู่ขนจามรีที่สั่นไหวไปมา มิเพียงด้วยแรงลม ยังคล้ายสะเทือนดังหัวใจผู้เป็นเจ้าของ
...เขาที่ยั่วคนจนสมคะเน ยังกล่าวว่า
"โฮ้วเส่าที่เลื่องลือ วันนี้มิทราบเป็นพยัคฆ์ฤาอสรพิษ?"
ในถ้อยคำย่อมมีนัยกระแทกแดกดัน เล้งอิกพอฟังก็สั่นระริกทั่วร่าง คว้าจับคอทวนตวัดขึ้นคราหนึ่ง ยังกรีดส่วนปลายลงบนแขนซ้าย เห็นโลหิตแดงฉานไหลซึมออกมา ย่อมพิสูจน์ให้เก็งจู้ประจักษ์แก่สายตา ทวนในมือเขาวันนี้หามีอันใดแอบแฝง...
...นี่จึงเป็นพยัคฆ์คำรนที่จริงแท้...


บนชะง่อนผามีลมแรง ที่เบื้องล่างกลับคล้ายทุกสรรพสิ่งหยุดนิ่ง...

ซังแชเกี่ยมแขะหนึ่งยืนหนึ่งนั่ง อั่งแชซิงแซคล้ายสงบกว่า จี่แชซิงแซกลับเปลือยกระบี่ออก ใช้ส่วนคมขีดเขียนลงบนพื้น จิตใจย่อมสับสนยุ่งเหยิง...
...เก็งจู้เมื่อขึ้นไปบนยอดผากับเล้งอิก มิอนุญาตให้พวกเขาติดตาม เซี่ยวเก็งจู้ก็จากไปแต่แรก เม่งไอ่ซีที่ออกมาพร้อมกับพวกเขา ยามนี้กลับนั่งอยู่กับประดาพวกฮวงจึง พวกตนเมื่อออกจากเทียนมึ้งเก็งมีอยู่ห้า บัดนี้เหลือเพียงพวกเขา มาตรว่าครุ่นคิดปลุกปลอบใจตัว เก็งจู้สักครู่จึงกลับลงมา กลับมิอาจข่มสติที่ว้าวุ่น อั่งแชซิงแซที่นั่งจับเจ่าบนก้อนหินพลันสะกิดเท้าใส่ตี่ตี๋ จี่แชซิงแซพอหันมาก็แค่นเสียงตวาดใส่ ล้วนหงุดหงิดกลัดกลุ้มมิมีที่ระบาย...

อาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัวนั่งอยู่ข้างกัน เอี้ยป้อซัวแก้สายรัดข้อมือออกอย่างเชื่องช้า พอคลี่ออกหมดสิ้นก็ม้วนพันเข้ามาใหม่ คนมิได้ว่ากล่าวอันใด ดวงตาก็คล้ายท้องน้ำราบเรียบ ทว่าในใจย่อมมิเป็นเช่นนั้น เห็นพื้นดินที่เขาวางเท้าลงยังยุบต่ำหลายหุน ย่อมเป็นแผ่พุ่งพลังออกโดยมิได้ตั้งใจ
...เม่งไอ่ซียืนอยู่ที่เบื้องหน้าทั้งสอง นางที่หันหลังให้กับทะเล ในห้วงภวังค์ยังได้ยินเสียงคลื่นสาดซ่า ท่ามกลางเสียงคลื่นยังคล้ายแว่วเสียงผู้คนพูดคุย คนยืนอยู่ที่หนึ่ง จิตวิญญาณกลับล่องลอยไปอีกที่หนึ่ง อาวเอี้ยงกุนที่ลอบสังเกตฮูหยินอย่างเงียบเชียบ คิดว่ากล่าวอันใดต่อนาง ทำลายความเงียบที่กัดกร่อนจิตใจผู้คน ทว่ากลับมิกล้าเอ่ยคำออกไป...

ซังแชเกี่ยมแขะกับอาวเอี้ยงกุนที่อยู่ห่างกันเพียงสามสี่วา กลับคล้ายก่อกำแพงกั้นแบ่งแยก ต่างฝ่ายต่างตกอยู่ในห้วงคิดคำนึง มิได้สังเกตสนใจกันแม้แต่น้อย
...ที่โดดเดี่ยวที่สุดกลับเป็นลิ้มเต็กเฮียะ...

นางยามนี้นั่งอยู่ข้างศิลาที่มีเถาวัลย์ปกคลุม กับแสงแดดยามเที่ยงที่แผดเผาลงมา คล้ายมิได้รู้สึกรู้สาแม้แต่น้อย...
...เต็งลั่งเมื่อผละจากไป เก็งจู้กับเล้งอิกก็เสาะหาสถานที่ห่างไกลผู้คน พวกเขาที่ติดตามมา จิตใจล้วนหนักอึ้ง มิว่าผู้ใดก็มิกล้าเอ่ยปาก ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้พลันมิทราบ นางที่แท้เป็นผู้คนของฝ่ายใด เก็งจู้ย่อมสามารถจดจำนาง ทว่ากลับมิได้ใส่ใจ เล้งอิกที่จดจ่อกับสถานการณ์ตึงเครียด ไหนเลยมีใจนึกถึง กระทั่งเอี้ยซิงแซที่ดีต่อนาง ก็มิได้เหลือบแลมาแม้แต่น้อย...
...ลิ้มเต็กเฮียะที่เดินตามพวกเขาอย่างมิรู้จุดหมาย น้ำตาก็ไหลหลั่งเนืองนอง ได้แต่ใช้แขนเสื้อแตะซับจนเหือดแห้ง คนพอมาถึงสถานที่นี้ ยังมิกล้าเข้าไปรวมกลุ่มกับฝ่ายใด เพียงนั่งลงแลมองอยู่ห่างๆ เห็นเอี้ยป้อซัวทอดสายตาไปยังที่ไกล อาวเอี้ยงกุนที่ด้านข้างก็นิ่งเฉยราวรูปสลัก มีเพียงเม่งไอ่ซีที่ย่างเท้าไปบนหาดทรายอย่างแช่มช้า...

ลิ้มเต็กเฮียะที่เพิ่งพบพานเม่งไอ่ซีเป็นครั้งแรก ความจริงยังคิดเอ่ยทักสักคำ ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้กลับมิทราบสมควรหรือไม่ เห็นเม่งไอ่ซีหยุดชะงักลงชั่วครู่ เงยศีรษะมองท้องฟ้านิ่งงัน พอสาวเท้าสืบต่อกลับคล้ายพุ่งละลิ่วออกไป เพียงชั่วพริบตาก็หายลับไปทางโขดหินด้านหนึ่ง...
...อาวเอี้ยงกุนพลันผุดลุกขึ้นยืน ย่อมเห็นเหตุการณ์นั้นเช่นกัน เขาทีแรกคิดสะกิดเท้าติดตาม ทว่าคนพอใคร่ครวญก็ทรุดกายลงนั่งดังเดิม เอี้ยป้อซัวพลันหันมองด้วยสายตาที่มีคำถาม อาวเอี้ยงกุนเพียงสั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวเพียงสั้นๆ ว่า
"พวกเราอยู่ที่นี้"

เม่งไอ่ซีที่โลดแล่นมาทางโขดหินระเกะระกะ ย่อมเป็นเพราะสัญชาติญาณในกายกระตุ้นเร้า พอย่างเท้าเข้าในป่าละเมาะเชิงผาก็หยุดลง ดวงตาที่เมื่อครู่แห้งผาก ยามนี้กลับพร่างพราวด้วยหยดน้ำ
...ที่เบื้องหน้านางมีคนผู้หนึ่งนั่งคู้กาย หน้าผากก้มลงจนชิดเข่าสองข้าง มือที่กอดประสานกันยังสั่นระริก มิใช่เต็งลั่งยังจะมีผู้ใด...
นางพอโถมเข้าไปก็กอดรัดเขาแนบแน่น เต็งลั่งยามนี้เปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ที่แขนมีจุดโลหิตไหลซึม ย่อมเป็นรอยเล็บที่จิกลงบนผิวกาย เม่งไอ่ซีทางหนึ่งพร่ำเรียกชื่อเขา อีกทางพยายามแกะมือเขาออก เต็งลั่งคล้ายมิได้รู้สึกตัวแม้แต่น้อย เม่งไอ่ซีพลันใจสั่นสะท้าน ย่อมยังจดจำได้ เขาครั้งหนึ่งเคยเป็นเช่นนี้มาก่อน...
...ย่อมเป็นคราที่มารดาเขาเสียชีวิต...

เต็งลั่งยามนั้นยังไม่เต็มสิบขวบ ตอนที่มารดาเขาป่วยหนัก บิดานางให้คนไปรับเขามาจากโฮ้ยเกี่ยมซัว คนเพิ่งย่างเท้าเข้ามาในบ้าน มารดากลับสิ้นลมลง มิทันได้ว่ากล่าวอันใดแก่บุตรชายแม้แต่น้อย
...เต็งลั่งพอเข้ามาก็ได้ยินเสียงร่ำไห้ระงม บิดานางกอดรัดเขาไว้แนบอก เต็งลั่งกลับมิได้หลั่งน้ำตา ตอนที่หันมาเห็นนาง ยังยื่นส่งผ้าเช็ดหน้าให้ ใบหน้ามีรอยยิ้มปลอบโยน
...ที่กล่าวออกมายังเป็น ไอ่ซี ท่านอย่าได้ร้องไห้...

คนที่คล้ายสงบอย่างยิ่ง ยังสามารถปลุกปลอบผู้อื่นให้เข้มแข็ง ตกดึกคืนนั้นกลับหายตัวไป บิดานางกับผู้คนในน่ำไฮ้ก่าออกติดตามจนรุ่งสาง พบเขาหลบซ่อนอยู่ในโพรงไม้ เนื้อตัวเย็นเฉียบด้วยน้ำค้าง ที่แขนขาเต็มไปด้วยรอยข่วน ริมฝีปากยังมีโลหิตซึมไหล เม่งไอ่ซีในยามนั้นหวาดกลัวอย่างยิ่ง นางเพิ่งสูญเสียเต็งโกวโกวที่นุ่มนวลใจดี เต็งลั่งที่เหลืออยู่กลับคล้ายมิคิดมีชีวิตสืบต่อ เขาสามวันสามคืนมิยอมรับประทานอาหาร บิดานางกับไช่ไฉ่เจ็กต้องใช้กำลังกรอกเข้า คนพอกลืนลงคอก็อาเจียนออกหมดสิ้น สุดท้ายพวกเขายังต้องส่งคนไปที่โฮ้ยเกี่ยมซัว บอกกล่าวแก่เตียซิงแซสองสามีภรรยา พวกท่านพอทราบเรื่องราว เตียฮูหยินก็รีบเร่งเดินทางมา ทั้งพยาบาลทั้งปลอบโยนอยู่เป็นเดือน เต็งลั่งจึงค่อยกลับเป็นเหมือนเก่า...

เม่งไอ่ซีรู้สึกเหมือนใจจะขาดรอน พร่ำเอ่ยว่า
"ลั่งยี้ ท่านอย่าได้เป็นเช่นนี้"
นางที่มิอาจแกะมือเขาออกจากกัน ทั้งมิอาจเรียกให้เขารู้สึกตัว ได้แต่หลั่งน้ำตาจนแทบเป็นสายเลือด คนพอสับสนหวาดหวั่น มือไม้ยังเย็นเฉียบ ยามละล้าละลังพลันผุดลุกขึ้นยืน เห็นวิหคดำปลอดฝูงหนึ่งจับอยู่บนกิ่งไม้เบื้องบน เสียงเซ็งแซ่จอแจฟังคล้ายเยาะเย้ยหยามหยัน เม่งไอ่ซีที่ว้าวุ่นขาดสติ พลันกลับกลายเป็นพิโรธขุ่นเคือง พอสะบัดมือก็พุ่งพลังในแชเซียนออกรอบกาย ได้ยินเสียงคล้ายคลื่นซัดชายฝั่ง ใบไม้เขียวขจีพลันร่วงลงกราว วิหคที่ตระหนักถึงภัยต่างขยับปีกวูบ เพียงชั่วพริบตาก็โบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้าหมดสิ้น...

คนพอร่ายดรรชนี พลันรู้สึกที่ข้างกายคล้ายมีลมพัดผ่าน มือเรียวงามก็สัมผัสความเย็นเยียบ สายตาที่แลออกยังสบกับดวงตาอีกคู่หนึ่ง
...ที่แท้เต็งลั่งกลับเงยศีรษะขึ้น ปลายนิ้วมีประกายสีเขียวเคลือบคลุม แชเซียนที่เม่งไอ่ซีใช้ออกย่อมปลุกเร้าจิตวิญญาณเขา...

เต็งลั่งบนใบหน้ามีคราบน้ำตา ริมฝีปากมีรอยช้ำแดง ย่อมเป็นกัดจนห้อเลือด เม่งไอ่ซีทรุดกายลงที่เบื้องหน้า ยื่นมือเช็ดหยดเลือดบนริมฝีปากอย่างแผ่วเบา เอ่ยปลอบโยนว่า
"ท่านอย่าได้กลัว มิว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร เราล้วนมีชีวิตอยู่เพื่อท่าน"
...เต็งลั่งยังมีแววตาเลื่อนลอย เม่งไอ่ซีประคองศีรษะเขาไว้ กอดซบลงแนบทรวงนาง ใจหนึ่งยังคิดใคร่กลับกลายเป็นวิหค โบยบินหลีกลี้ไปกับเขาให้สุดขอบฟ้า มิต้องยินยลเรื่องราวอันใดอีก...


...บนเนินผา...
พู่แดงสะบัดไหว คมทวนแปลบปลาบ...

เล้งอิกพอพุ่งเข้าประมือ ใช้ออกด้วยเพลงทวนยี่สิบสามกระบวน คนร้อนแรง ทวนกร้าวแกร่ง น้ำหนักเจ็ดสิบชั่งโถมแทงแหวกอากาศ ผู้ใช้จู่โจมราวในมือเป็นกระบี่ใบหลิว ผู้รับกลับรู้สึกคล้ายหินผาถั่งโถมลงใส่ เห็นเล้งอิกบัดเดี๋ยวทะยานขึ้นสูง บัดเดี๋ยวกวาดลงต่ำ หมุนควงรุกไล่เก็งจู้จนมิอาจเข้าประชิดแม้แต่น้อย ได้แต่ใช้ท่าเท้าในเซียนปวยหลบหลีกไปมา
...เล้งอิกที่วาดทวนเหล็กหนักอึ้ง ยามใช้กระบวนท่าที่บรรพชนถ่ายทอด อีกทั้งประมือกับศัตรูคู่แค้น ความรู้สึกย่อมฮึกเหิมกว่าธรรมดา ท่าร่างมิเพียงช่ำชอง ยังปราดเปรียวพลิกแพลง ยามนี้จับทวนด้วยสองมือ ควงปัดป่ายเข้าใส่เก็งจู้ คนพอเห็นช่องว่างแม้เพียงน้อยนิด ยังตวัดคมทวนปรี่เข้าใส่ เก็งจู้ที่รวดเร็วยังแทบมิอาจกระพริบตา คนพอกระโจนขึ้นเหยียบปลายทวน คิดทิ้งน้ำหนักปัดลงกระแทกพื้น เล้งอิกกลับสามารถรั้งด้ามทวนสะบัดขึ้นบนอากาศ ยังหงายหลังตวัดร่างหมุนควง พอวกกลับมาก็แทงออกว่องไว เก็งจู้เพิ่งปราดเข้ามาเพียงครึ่งทางยังต้องก้มลง กรีดดรรชนีออกจู่โจมทางด้านล่าง

เขาที่ต้านรับอย่างเยือกเย็น เพียงหยิบยืมแรงจู่โจมจากเล้งอิก พลิกร่างโลดแล่นเลี่ยงหลบ พลังในกายยังมีเต็มเปี่ยม พอร่ายดรรชนีในเซียนชี้แม้จี้ ยังผสานท่าร่างในคูเฮียวเลียะง้วย (ขับอาชาชิงจันทรา) ที่วูบวาบดังคลื่นพายุ มือข้างหนึ่งกรีดดรรชนี อีกข้างกลับไล่ตามเล้งอิก ยังคล้ายคิดช่วงชิงโฮ้วเส่ามา...
...เล้งอิกกวาดทวนออกทางซ้าย ถอยกายหลบพลังดรรชนีที่พลิกพลิ้วปรวนแปร เก็งจู้เมื่อครู่ก้มลงต่ำ บัดนี้กลับพุ่งกายตามทวน เล้งอิกต้องสะบัดฟาดจู่โจมพัลวัน เก็งจู้ที่ท่าร่างว่องไวกว่ากลับทะยานขึ้น พลิกกายตวัดแทบเป็นวงกลม ฝ่ามือพุ่งจู่โจมล่อหลอกจนเล้งอิกผงะ คนพอลิ่วขึ้นก็ใช้สองเท้าเหยียบด้ามทวน ยามนี้มิกดกระแทกลง กลับสืบเท้าไล่เข้าใส่เล้งอิก เตะสลับขาอย่างหนักหน่วงรุนแรง ยังโดนศีรษะเล้งอิกคราหนึ่ง เขาพอหมุนกายละลิ่วก็หยั่งเท้าลงกับด้ามทวนอีกครา สะบัดเท้าเตะออกด้วยกระบวนท่าเช่นเดิม รุกไล่จนเล้งอิกมือไม้ปั่นป่วน
...เก็งจู้ใช้ทวนเป็นที่ทรงกาย เล้งอิกกลับมิอาจปล่อยทวนลง ได้แต่คลายมือข้างหนึ่งออก เกร็งลมปราณฟาดพลังในค้วงโฮ้ว หมายให้เก็งจู้ถอยกายกลับไป มิคาด เก็งจู้กลับคล้ายรอคอยจังหวะนี้ พลังของเล้งอิกพอแผ่พุ่งออก คนก็ปะทะกลับด้วยดรรชนีในเซียนไล้จี้ที่ดุดัน เล้งอิกใช้ได้เพียงมือเดียว เก็งจู้กลับสามารถกรีดดรรชนีทั้งสองมือ ค้วงโฮ้วที่หนักหน่วงย่อมเป็นเช่นพยัคฆ์โถมเข้าใส่ ดรรชนีในเซียนไล้กลับคล้ายลูกไฟเทพยดาที่พุ่งออกเป็นร้อยสาย กรีดซ้ายวาดขวาครอบคลุมทั้งล่างบน

พยัคฆ์คลั่งที่ทะยานออกดุดัน ยามนี้โดนเทพย่างกรายไล่ต้อนจนต้องถอยกลับ เล้งอิกพลันสลายพลังฝ่ามือมิอาจเข้าปะทะ เขาที่ใช้โฮ้วเส่าย่อมมิอาจแบ่งสมาธิสองทางเนิ่นนาน ทว่าคนที่แบกศักดิ์ศรีของฮวงจึงเข้าต่อกร ไหนเลยสามารถทิ้งโฮ้วเส่าลงกับพื้น

เล้งอิกพอถอยปราดไปทางด้านหลัง ย่อมหาโอกาสตั้งกระบวนขึ้นใหม่ เก็งจู้กลับมิยอมปล่อยโดยง่าย คนพอทะยานมาก็พุ่งเข้าประชิด เล้งอิกพอหมุนควงโฮ้วเส่า เก็งจู้ก็ประกบติดตาม ท่าร่างกลับผสานกับท่าเท้าของเล้งอิก ที่แตกต่างคือในมือเล้งอิกมีทวนที่เป็นศาสตราวุธยาว ในระยะใกล้ย่อมสลายอานุภาพ มือเก็งจู้กลับว่างเปล่าเป็นอิสระ เขาที่ได้เปรียบยังคิดยั่วเย้า ตบฟาดฝ่ามือออกด้วยพลังเยียบหยุ่นของซิ่งเล้งไคไฮ้ (มังกรเทพยดาเบิกสมุทร) กระบวนฝ่ามือนุ่มนวลราบเรียบ ใช้พลังเพียงไม่กี่ส่วน ท่าเท้าก็ยังเป็นเซียนปวยที่ล่องลอยราวมิได้สัมผัสพสุธา ที่ตบฟาดกลับคล้ายจงใจมิจงใจ ใช้ความไวที่เหนือกว่าล่อหลอกให้เล้งอิกถอยกาย ยังมิอาจใช้โฮ้วเส่าได้ถนัด...

เล้งอิกย่อมทราบ มิอาจปล่อยให้เก็งจู้ประชิดอยู่เช่นนี้ ทว่ากับคนที่ท่าเท้าว่องไวกว่าเขา คิดแก้กระบวนถอยออกย่อมกระทำได้ยากเย็น คนพอถลันหลบยังสัมผัสได้ ฝ่ามือที่เบี่ยงซ้ายบ่ายขวามีพลังเพียงสองส่วน เก็งจู้กลับคล้ายล้อเล่นกับทารก เพียงรวบรวมสมาธิไว้กับท่าเท้า ตามประกบติดจนคล้ายมีโซ่เหล็กผูกมัดทั้งสองไว้ด้วยกัน มิเปิดโอกาสให้เขาทะยานออก เล้งอิกที่มิมีระยะห่าง พอตวัดทวนตั้งขึ้น หมายยื่นมือจับคอทวนเข้าจู่โจม เก็งจู้กลับสามารถคาดเดาความคิดเขา พลันกรีดดรรชนีในเซียนไล้จี้ด้วยมือซ้าย ใช้ซิ่งเล้งไคไฮ้ด้วยมือขวา ดรรชนีคล้ายนุ่มนวลทว่าพลังแข็งกร้าว ฝ่ามือคล้ายดุดันกลับใช้ลมปราณอ่อนหยุ่น เล้งอิกพอตวัดทวนได้ครึ่งทางก็ต้องวาดกลับลง เบี่ยงกายหลบหลีกเป็นพัลวัน ในท่าร่างที่เก็งจู้ถั่งโถมเข้าใส่ เขากลับมิอาจช่วงชิงเป็นฝ่ายรุกแม้แต่น้อย
...ในชั่วพริบตาที่อึดอัดขุ่นเคือง เล้งอิกพลันชะงักเท้าลง เบี่ยงกายด้านซ้ายเข้าขวางเก็งจู้ จังหวะนั้นพอดีกับที่ฝ่ามือในซิ่งเล้งไคไฮ้ฟาดตบลงมา เล้งอิกกลับมิสืบเท้าหลบเลี่ยง เพียงเกร็งลมปราณคุ้มครองร่างซีกนั้น ได้ยินเสียงดังฟุบ ฝ่ามือเก็งจู้ฟาดลงบนไหล่อย่างถนัดถนี่ พลังกระแทกมาตรว่ามิรุนแรง หนำซ้ำแผ่พุ่งลมปราณคุ้มครองจุดชีพจร คนยังรู้สึกเจ็บหน่วงขึ้นทั่วบริเวณ ทว่าในพริบตาที่คิดเปลี่ยนสถานการณ์ ย่อมต้องสะกดกลั้นไว้ เนื่องเพราะนี่เป็นจังหวะที่เขารอคอย

เก็งจู้พอตบพลังลง ท่าเท้าย่อมหยุดยั้งหนึ่งก้าว เล้งอิกก็อาศัยช่วงเวลานี้สะกิดกายลอยคว้างขึ้น ทั้งคนทั้งทวนหมุนควงกลางอากาศ ทิ้งตัวลงห่างจากเก็งจู้ไปสองวา กลับเข้าสู่สภาวะที่สามารถใช้โฮ้วเส่าร่ายออก เก็งจู้เห็นเล้งอิกสามารถแก้กระบวนยังมีรอยยิ้ม ยามตั้งท่ารับยังสังเกตคู่ต่อสู้มิวางตา เห็นเล้งอิกแววตาเกรี้ยวกราด ทั้งเจ็บทั้งมีโทสะ นี่ย่อมเป็นสิ่งที่เขาปรารถนา...
...เขากาลก่อนเคยบอกต่อเต็งลั่ง ที่ประมือกับผู้คนมิใช่ตนเอง ทว่าเป็นเทียนมึ้งเก็ง มีแต่ให้คู่ต่อสู้ใช้พลังสูงสุดในกาย ปลุกความอำมหิตเร่าร้อนทั้งมวลออกมา จึงคู่ควรให้เขาลงมือ...

เล้งอิกเมื่อครู่ใช้เพลงทวนยี่สิบสามกระบวน ยามนี้พอจู่โจมออกอีกครา สามกระบวนแรกย่อมเป็นเพลงทวนมิผิด สามกระบวนท่าติดตามกลับเปลี่ยนสภาวะไป เห็นเขาใช้มือเดียวจับกลางทวน สืบเท้าออกเป็นวง ยามสะบัดฟาดกลับบรรจบครบสี่ทิศ เก็งจู้พอเข้าต้านรับยังจดจำได้ นี่จึงเป็นกระบวนท่ากระบี่ที่เล้งอิกเคยใช้ยามประมือกับเต็งลั่ง
...เล้งอิกที่อหังการ เมื่อแรกรับมือย่อมคิดใช้เพียงกระบวนท่าของฮวงจึง ยามขุ่นเคืองกลับลืมเลือนไป คนที่ถนัดกระบี่กว่าทวน พลันใช้กระบวนท่าสลับกัน ถึงกับใช้เทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยมหวบ (เพลงกระบี่ฟ้าเชื่อมบาดาล) หลอมรวมเข้ากับเพลงทวน ที่ถือในมือหนักเจ็ดสิบชั่ง ยังคล้ายเบาลงเหลือเพียงสิบชั่ง พอฟาดฟันทะยานออก ได้ยินเสียงควับเควี้ยวถี่รัว รุกไล่รวดเร็วจนเก็งจู้ได้แต่ร่นถอย

เก็งจู้เคยประลองกับเต็งลั่งที่ใช้กระบี่แทนทวน บัดนี้สถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้าม เล้งอิกใช้ทวนแทนกระบี่ ทั้งหนักหน่วงทั้งพลิกพลิ้ว ในรัศมีเจ็ดเชียะเปล่งอานุภาพครอบคลุมทั้งฟ้าบาดาล กลับคล้ายในมือเล้งอิกเป็นกระบี่คู่ เก็งจู้ที่สายตาเฉียบคมราวพญาเหยี่ยว ยังมิอาจจำแนกแยกแยะ ที่พุ่งมาเป็นส่วนด้ามฤาส่วนคม...
...ในประกายทวนแผ่วาบ เล้งอิกพลันถีบร่างขึ้นเหนือศีรษะเก็งจู้ ยังรูดมือขึ้นมาถึงคอทวน กระแทกส่วนด้ามลงกับพื้น หนุนสภาวะดีดตัวทะยานขึ้น คนพอละลิ่วอยู่กลางอากาศก็ปล่อยทวนออก เกร็งกำลังลมปราณหมุนกลับดึงรั้ง ทวนที่ไร้ผู้ควบคุมพลันตวัดควงขึ้นสูงเหนือร่างเขา ทั้งคนทั้งทวนหมุนวนในทิศทางเดียวกัน เก็งจู้ที่อยู่เบื้องล่างพอเงยศีรษะขึ้นมอง เห็นเงาสองสายพุ่งจู่โจมลง ยังแทบมิอาจแยกแยะ เงาที่ประดังเข้ามาใส่ ที่แท้เป็นคนฤาเป็นทวน...

พริบตาที่ลังเล พลังสายหนึ่งแหวกพุ่งฝ่าอากาศมา เก็งจู้พลันทราบทันที ในทิศทางนั้นจึงเป็นผู้คน เนื่องเพราะทวนย่อมมิอาจฟาดฝ่ามือ เขาพอย่อกายหงายหลัง พลังในร่างพลันแยกเป็นสองทาง มือซ้ายกรีดแชเซียนจี้ที่ทรงอานุภาพเข้าปะทะผู้คน มือขวาที่ตบพลังรุนแรงกลับเป็นเต้าจี่จิ้งเทียน (สะบัดเกาทัณฑ์สะเทือนฟ้า)
...ได้ยินเสียงดังเคร้ง ตามมาด้วยเสียงลมหวีดหวิวแหวกอากาศ โลหิตแดงฉานกว่าพู่จามรีกระจายพร่างพราว ที่เท้เล้งอิกโดนพลังในแชเซียนพุ่งกระแทกทรวงอก โลหิตทะลักพรูออกจากลำคอ โฮ้วเส่าที่หมุนคว้างยังโดนเต้าจี่จิ้งเทียนเบี่ยงสภาวะ ร่วงฟาดลงกับพื้นหิน เล้งอิกที่เลือดเข้าตายังเกร็งลมปราณสุดท้ายในร่าง ตวัดทวนขึ้นอย่างเร่าร้อน บังคับให้พุ่งควงขึ้นอีกครา คนยามนี้ได้แต่ใช้ท่าร่างสุดท้ายในเทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยมหวบ ปลุกลมปราณบังคับกระบี่ ทว่าที่ใช้เป็นทวนหนักหน่วง ทั้งสมาธิและกำลังล้วนเปล่งออกถึงขีดสุด หากเขาครานี้พลาด ชีวิตย่อมจบสิ้นลงในเงื้อมมือคู่ต่อสู้

เก็งจู้ที่ยโสดื้อรั้น มาตรว่าหางตาแลเห็นเงาทวนพุ่งปราด มือซ้ายยังร่ายดรรชนีจู่โจมเล้งอิกมิขาดสาย หากมิยอมสลายพลังเบี่ยงกายหลบออก ย่อมถูกโฮ้วเส่ากระแทกเข้าใส่อย่างมิอาจหลบเลี่ยง เขาที่เคยกล่าวกับเต็งลั่ง ปรารถนาให้เล้งอิกใช้ด้านอันตรายที่สุดออกมา ยามนี้เพียงสามารถเลือกสองทาง
...ปล่อยเล้งอิก ตนก็รอด
...สังหารเล้งอิก ตนก็ตกตาย...