กลางลานใบไม้ที่ร่วงหล่น เม่งไอ่ซียังคงกอดเต็งลั่งไว้ในอ้อมแขน ดวงตาหลับพริ้มราวเข้าฌาณ กระทั่งยังมิทราบ เวลาผ่านไปเนิ่นนานปานใด
...ดอกอิ๊วท้งสีขาวถูกลมสะบัดพลิ้วมาตามพื้นดิน จุดแดงบนกลีบดอกยังแดงฉานกว่าโลหิต เต็งลั่งที่เหม่อลอยราวไร้วิญญาณ พอปรายตามองพลันสะดุ้งวาบ ผลักเม่งไอ่ซีออกจากกาย ผุดลุกขึ้นวิ่งปราดออกไป...

เม่งไอ่ซีทั้งร้องเรียกทั้งติดตาม เต็งลั่งกลับมิได้หันไปทางนาง คนพอวิ่งออกมาก็มุ่งหน้ามาทางหาดทราย ยังปราดไปทางเนินผาแห่งนั้น
...อาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัวย่อมแลเห็นเขาแต่ไกล ซังแชเกี่ยมแขะที่หันหลังอยู่ก็เหลียวขวับมามอง พอเห็นเซี่ยวเก็งจู้ปรากฏกายขึ้นพลันกระโดดปราดมารับ ยังเรียกหาอย่างตื่นเต้นยินดี เต็งลั่งกลับคล้ายมิได้แลเห็นผู้ใด ยังชนจี่แชซิงแซที่วิ่งลนลานเข้ามากระเด็นไปอีกทาง

ลิ้มเต็กเฮียะเห็นเต็งกงจื้อย้อนกลับมาอีกครา เล้งฮูหยินก็ติดตามเขาที่ด้านหลัง ต้องผุดลุกขึ้นสาวเท้าออกไปอย่างลืมตัว เต็งกงจื้อพอชนบุรุษผมขาวเสื้อม่วงนั้นล้มลุกคลุกคลาน คนก็ปราดไปทางหน้าผา กระโจนลัดเลาะขึ้นไปอย่างว่องไว เล้งฮูหยินได้แต่พุ่งกายติดตาม ยังมีอาวเอี้ยงซิงแซกับเอี้ยซิงแซ ลิ้มเต็กเฮียะพลันคิดใคร่อยากมีปีกโบยบิน นางที่ไร้วิชาฝีมือ หากต้องปีนป่ายขึ้นหน้าผาสูง น่ากลัวยังต้องใช้เวลาทั้งวัน...

เต็งลั่งทะยานขึ้นเกือบถึงด้านบน คนพลันหยุดชะงักเท้า เงยศีรษะเหม่อมองไป แสงอาทิตย์พอดีส่องลงในดวงตา ที่เห็นย่อมเป็นเพียงเงาพร่าพราย เม่งไอ่ซีกับอาวเอี้ยงกุนที่ติดตามมาถึง พอเห็นเต็งลั่งหยุดยั้งลง คนก็รั้งอยู่ที่ข้างกายเขา
...เต็งลั่งที่เงยหน้ามอง มือสองข้างพลันสั่นระริก เอี้ยป้อซัวพอสมทบมาที่ด้านข้าง เห็นเงาคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นที่เบื้องบน ท่าเดินเชื่องช้าอย่างยิ่ง ชายเสื้อสีครามสะบัดไหวด้วยแรงลม โลหิตหยดหนึ่งยังหยาดลงมาบนพื้นข้างกายเต็งลั่ง...
...เป็นเล้งอิก...

อาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัวส่งเสียงเรียกจึงจู้ เม่งไอ่ซีก็ลมหายใจชะงักค้าง ซังแชเกี่ยมแขะที่เพิ่งติดตามมาถึง พอเห็นเล้งอิกก้าวเดินลงมาอย่างเชื่องช้า สีหน้าพลันซีดขาวด้วยความตระหนก
...เล้งอิกหากรอดชีวิตกลับลงมา เก็งจู้ของพวกเขาเล่า?

เล้งอิกพอแลมอง ที่เห็นก่อนย่อมเป็นเม่งไอ่ซีกับเต็งลั่ง คนลากเท้ามาตามแผ่นหิน ทุกย่างก้าวทิ้งหยดโลหิตบนพื้น เมื่อถึงเบื้องหน้าสหายยังยื่นมือออก คิดเรียกหาทว่ามิอาจเปล่งวาจา มิคาด เต็งลั่งกลับมิได้แลมองเขาแม้แต่น้อย เม่งไอ่ซีที่ด้านข้างพลันสืบเท้าขึ้นมา...
...เล้งอิกพอล้มลงในอ้อมแขนนาง เต็งลั่งก็พุ่งปราดขึ้นไปที่ด้านบน ซังแชเกี่ยมแขะย่อมติดตามไปอย่างเร่งร้อน อาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัวเห็นเล้งอิกสิ้นสติไป มาตรว่าทั้งพลุ่งพล่านทั้งแตกตื่น ยังต้องรีบประคองเก็งจู้กับฮูหยินมาอีกทาง เอี้ยป้อซัวมองดูเล้งอิก เห็นอกเสื้อเขาเปรอะเปื้อนโลหิตแดงฉาน ที่สีข้างน่ากลัวยังมีบาดแผล ลิ่มเลือดยังทะลักออกมา คนพลันนึกถึงสิ่งใดขึ้นได้ ต้องร้องออกมาว่า
"โฮ้วเส่าเล่า?"


บนหน้าผามีลมกรรโชก ที่พื้นดินยังมีจุดโลหิตกระจายพร่าง...

เต็งลั่งพอขึ้นมาถึง ที่เห็นก่อนสิ่งใดกลับเป็นโฮ้วเส่า
...โฮ้วเส่าที่เป็นเหล็กกล้าหนักเจ็ดสิบชั่ง เป็นราชาแห่งศาสตราวุธตั้งแต่สมัยเล้งตงน้ำ บนส่วนคมด้านหนึ่งสลักรูปเศียรมังกร อีกด้านมีตัวอักษรสามคำ หากมิเคยพบเห็นมาก่อน ย่อมมิทราบว่าเป็นอักษรใด เนื่องเพราะส่วนคมของโฮ้วเส่ายามนี้หักสลายลงสิ้น...

ส่วนคมหักสลาย พู่แดงก็ฉีกขาด ส่วนด้ามยังโค้งงอผิดรูป...
...เต็งลั่งที่วิ่งมาพบเจอโฮ้วเส่า พอเหลือบมองยังมิกล้าก้าวข้ามไป กับศาสตราวุธที่เลื่องลือเกริกไกร คล้ายมีจิตวิญญาณผู้คนหลอมรวม ยังนับเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประการหนึ่ง...
...จิตวิญญาณที่สิงสถิตในโฮ้วเส่า มิเพียงเป็นจิตวิญญาณผู้สร้าง จิตวิญญาณผู้ใช้ ยังมีจิตวิญญาณผู้สังเวยชีวิต...

ซังแชเกี่ยมแขะที่ติดตามทางด้านหลัง เห็นเต็งลั่งยามนี้ทรุดกายลง ยังคำนับแก่ทวนที่หักพังไร้รูปเล่มนั้น พวกเขาพอก้มกายลงกระทำตาม เต็งลั่งก็ผุดลุกขึ้นวิ่งปราดไป ซังแชเกี่ยมแขะต้องรีบทะยานขึ้นอีกครา เต็งลั่งที่ใช้กำลังเต็มฝีเท้า ย่อมต้องรวดเร็วยิ่งกว่าวิหคเหิน คนพอมาถึงริมผายังแทบถลาเข้าไป ซังแชเกี่ยมแขะที่เพียงติดตามเต็งลั่งอย่างไม่คิดชีวิต ย่อมมิได้สังเกตสิ่งอื่นใดทั้งสิ้น
...เห็นเต็งลั่งชะงักท่าร่าง ทรุดกายลงกับพื้นเบื้องหน้า โถมลงกอดร่างที่นอนเหยียดยาวไม่ไหวติง ซังแชเกี่ยมแขะพอเห็นถนัดชัดตา ต้องสั่นสะท้านทั้งกายใจ กลิ่นคาวโลหิตพอปะทะเข้าจมูก ยังเห็นพื้นหญ้าบริเวณศีรษะคนผู้นั้นฉาบเคลือบด้วยสีแดงฉาน...
...นี่หากมิใช่เก็งจู้ยังจะมีผู้ใด...

อาภรณ์สีขาวของเก็งจู้ชุ่มโชกไปด้วยโลหิต เต็งลั่งที่ก้มกายลงกอดประคอง ร่างยังสั่นระริกไปทั่ว พอได้สติต้องรีบจับชีพจรเขา ยังฉุดเขาขึ้นในท่านั่ง ถ่ายทอดลมปราณอย่างเร่งร้อน คนที่จิตใจมิได้อยู่กับเนื้อตัว บัดเดี๋ยวถ่ายลมปราณ บัดเดี๋ยวหยุดยั้งลงจับชีพจร บัดเดี๋ยวสั่นกายเขาเรียกหาตั่วกอ ซังแชเกี่ยมแขะที่ลนลานมิแพ้กัน ยิ่งมิทราบสามารถช่วยเหลืออย่างไร อั่งแชซิงแซยื่นมือจับชีพจรที่ข้อมือเก็งจู้ ทว่าตนที่มือสั่นไหว ไหนเลยสามารถรับทราบ จี่แชซิงแซพลันรวบรวมความกล้า แนบศีรษะลงกับทรวงอกเก็งจู้ ยอมให้คราบโลหิตเปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า

อั่งแชซิงแซเห็นตี่ตี๋รับฟังอยู่นานกลับมิได้กล่าวอันใด ต้องตะคอกถามว่า
"เป็นอย่างไร"
จี่แชซิงแซพลันสั่นศีรษะไปมา กล่าวด้วยน้ำตานองหน้าว่า
"เรามิได้ยินอันใดทั้งสิ้น"
...เต็งลั่งพลันยื่นมือมาจับชีพจรเก็งจู้อีกครา ยังตวาดห้ามจี่แชซิงแซมิให้ร่ำไห้ คนที่ตวาดสั่งผู้อื่น ตนเองกลับมีน้ำตาหลั่งไหลมิขาดสาย จี่แชซิงแซพยายามข่มจิตใจให้สงบ ก้มลงฟังเสียงหัวใจเก็งจู้อีกครา ทว่ายังมิทันแนบศีรษะลงพลันมีเสียงดังเผียะ คนก็ผงะหงายหลัง ใบหน้าด้านซ้ายเจ็บแปลบ ต้องเข้าใจว่าเซี่ยวเก็งจู้ฟาดตีเขา พอหันมาคิดว่ากล่าวอันใด พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยว่า
"...หัวใจผู้คนจึงอยู่ทางซ้าย"

สุ้มเสียงมาตรว่าอ่อนล้า ทั้งสามยังได้ยินถนัดชัดเจน อั่งแชซิงแซที่นั่งอยู่อีกด้านสะดุ้งจนตัวลอย จี่แชซิงแซได้แต่เบิกตาค้าง เต็งลั่งที่ประคองเก็งจู้ถ่ายทอดลมปราณก็ชะโงกศีรษะมา คนพอแลมองถนัดชัดเจน เห็นดวงตาคู่หนึ่งกระพริบขึ้น ย่อมเป็นดวงตาที่คลับคล้ายตนคู่นั้น
...จี่แชซิงแซที่ยกมือกุมใบหน้า ยามนี้ลืมความเจ็บปวดเมื่อครู่สิ้น คนพอร้องเรียกเก็งจู้ ยังโถมเข้ามาอย่างลืมตัว เต็งลั่งพลันถลันกลับมาที่เบื้องหน้า เห็นเก็งจู้ยังมีโลหิตไหลซึมลงมาบนหน้าผาก ต้องค่อยลูบคลำบนศีรษะเขา พบว่ามีบาดแผลเปิดออก ตนเมื่อครู่ร้อนรุ่มใจกลับมิได้สังเกตถ้วนถี่ พอทราบก็รีบถอดเสื้อตัวนอก ฉีกกระชากออกครึ่งหนึ่ง ใช้คัดเลือดแก่เก็งจู้ เห็นเขาลืมตาขึ้นมอง น้ำเสียงที่เอ่ยแม้แผ่วเบา ยังสามารถได้ยินทุกถ้อยคำ
"พวกเราสักครู่จึงไปรับประทานหมี่..."

เต็งลั่งน้ำตาไหลพราก สองแขนโอบกอดเก็งจู้แนบแน่น จี่แชซิงแซที่ยินดีปรีดาก็กอดทับลงไปอีกผู้หนึ่ง อั่งแชซิงแซที่รอบคอบกว่าพลันเหลียวซ้ายแลขวา เห็นใต้หินศิลาทางด้านโน้นมีหลุมน้ำขัง ต้องรีบวิ่งปราดไป ล้วงผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อชุบน้ำจนชุ่มโชก นำกลับมายื่นให้แก่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ ท่านก็เช็ดหน้าให้เก็งจู้เถิด"
เต็งลั่งรับผ้าเช็ดหน้าจากอั่งแชซิงแซ ปาดเช็ดหยดเลือดบนใบหน้าเก็งจู้ ยังแหวกปกเสื้อเขาออก คิดดูบาดแผลที่ภายใน เก็งจู้กลับปัดมือเขา หอบหายใจช้าๆ กล่าวว่า
"นี่มิใช่โลหิตของเรา"
เต็งลั่งรับฟังจนงุนงง เก็งจู้ตอนแรกคิดยันกายขึ้นนั่ง ทว่ารู้สึกศีรษะหนักหน่วง ได้แต่หงายร่างลงนอนอีกครา ยังกล่าวว่า
"เราเพียงโดนด้ามโฮ้วเส่ากระแทกใส่ศีรษะ ที่อื่นมิได้มีบาดแผลอันใด โลหิตบนเสื้อผ้าล้วนเป็นของเล้งอิก"

เต็งลั่งพอได้ยินก็สั่นสะท้าน นึกภาพเล้งอิกที่เมื่อครู่เดินผ่านตนไป ใต้เท้ายังมีหยดโลหิตทุกย่างก้าว เก็งจู้ยามนี้จับมือเขาไว้ กล่าวขึ้นอีกว่า
"เล้งอิกโดนแชเซียน ยังรับคมทวนของตนเอง.."
เต็งลั่งสั่นศีรษะอย่างมิอาจเข้าใจ เล้งอิกไฉนพลันมารับคมทวน เก็งจู้ที่บอบช้ำยังมีสติแจ่มใส เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นแก่พวกเขา...

เมื่อครู่ในยามคับขัน เล้งอิกใช้ลมปราณในเทียนเลี้ยงจุ้ยเกี่ยมหวบ บังคับทวนจู่โจมราวมีชีวิต คนพอหมุนคว้างลงพร้อมทวน ยังฟาดฝ่ามือในค้วงโฮ้วลงมา เก็งจู้ก็ต้านรับปัดป้อง ปะทะขึ้นไปด้วยพลังในแชเซียนจี้ ใช้รวมกับเต้าจี่จิ้งเทียน เสริมส่งอานุภาพกันและกัน เล้งอิกที่แบ่งสมาธิสองทาง โดนแชเซียนกระแทกเข้าใส่หลายจุด อวัยวะภายในย่อมบอบช้ำ ทว่ากำลังใจยังแข็งแกร่ง สามารถผลักดันลมปราณออกบังคับทวน เก็งจู้ที่ใช้แชเซียนประสบผล ย่อมมิต้องการหยุดยั้ง ยังร่ายดรรชนีใส่เล้งอิก หมายวัดฝีมือให้ถึงที่สุด เขาหากสังหารเล้งอิกลง โฮ้วเส่าที่ไร้คนบังคับย่อมมิอาจจู่โจมสืบต่อ
...เก็งจู้ในยามนั้นย่อมตัดสินใจ หากมิเป็นท่านตกตายในแชเซียนจี้ ก็เป็นเราสิ้นชีพด้วยโฮ้วเส่า

คนร่ายดรรชนีถั่งโถม ทั้งดุดันทั้งแม่นยำ กลับมิอาจหยุดเล้งอิกลง สุดท้ายโฮ้วเส่าหมุนเหวี่ยงมา ในพริบตาที่ถลันหลบ ยังโดนส่วนด้ามกระแทกใส่ศีรษะอย่างหนักหน่วง ร่างก็ถลาไปทางด้านหน้า ได้ยินเสียงพลังลมแหวกอากาศ โฮ้วเส่าที่ถูกปลุกเร้าสะบัดคว้างติดตามมา เก็งจู้ที่คิดใช้กระบวนในขิกฮวงไป้ซัว (วอนพายุถล่มขุนเขา) หยิบยืมแรงจู่โจมโต้กลับไป กลับมิอาจควบคุมกระแสพลังในโฮ้วเส่า เพียงสามารถเบี่ยงสภาวะเล็กน้อย คมทวนถากผิวเนื้อไปอย่างเฉียดฉิว ยังหมุนตวัดรอบกาย เหวี่ยงพุ่งเข้าใส่ราวมีดวงตาอสูร...

เขาที่หลบหนึ่งมิอาจเลี่ยงสอง เห็นประกายคมทวนวาบขึ้น ในยามร้อนรนพลันรีดเร้นพลังทั้งมวล กรีดลมปราณในเซียนไล้ออกคุ้มครอง ได้ยินเสียงดังเฟี้ยว มิทราบเป็นส่วนใดของโฮ้วเส่าที่ปะทะกับพลัง ทวนมาตรว่าโค้งงอเสียรูป ยังควงปรี่เข้าใส่ เก็งจู้ที่เพิ่งกรีดลมปราณออกเต็มเหนี่ยว ย่อมมิอาจต้านรับต่อเนื่องทันที พอเบี่ยงกายถอยหลัง ยังเห็นส่วนคมพุ่งวาบมา...
...มิคาด ยามห่างจากอกเสื้อเขาเพียงหนึ่งคืบ คมทวนเรียวแหลมพลันเปลี่ยนสภาวะ สะบัดเหวี่ยงออกไปอีกทาง ที่กระแทกใส่ทรวงอกเก็งจู้กลับเป็นเพียงส่วนด้าม ที่แท้เล้งอิกในพริบตาสุดท้ายฟาดพลังในค้วงโฮ้วแพ้ไผ่ออก ถึงกับยอมต้านกระบวนท่าของตน ช่วยเหลือเก็งจู้ให้รอดพ้นคมทวน...

โฮ้วเส่าที่โดนกระชากรั้ง กลับคล้ายพิโรธโกรธแค้น หมุนควงลอยคว้างเข้าใส่เล้งอิก คนเพิ่งฟาดฝ่ามือออก ได้แต่ก้มลงหลบเลี่ยง เขาที่บาดเจ็บลมปราณไม่ปะติดปะต่อ กลับมิอาจบังคับทวนดังใจ ส่วนคมของโฮ้วเส่ายังปักฉึกลงบนสีข้าง ในเวลานั้นเก็งจู้พลันถลันเข้ามา ร่ายแชเซียนออกอีกครา ที่จู่โจมใส่ย่อมมิใช่คน ทว่าเป็นทวนที่คล้ายมีวิญญาณนั้น พลังในแชเซียนกระชากคมทวนที่เพิ่งทิ่มแทงลงให้สะบัดออก กระบวนท่ายังติดตามมิขาดสาย รีดเค้นลมปราณกร้าวแกร่งที่สุดในกาย จุดชีพจรยังคล้ายขยับเคลื่อน เหตุการณ์ในเวลานั้นย่อมเกิดขึ้นรวดเร็วจนมิสามารถใคร่ครวญอันใด ที่ปรากฏแก่สายตาภาพสุดท้าย กลับเป็นโฮ้วเส่าที่หักสลายลง พอตกถึงพื้นก็หมดฤทธิ์ต่อกร...

พวกเขาที่ห้ำหั่นฟาดฟัน ในห้วงคับขันเป็นตาย เล้งอิกกลับยอมถอยหนึ่งก้าว เก็งจู้ที่คิดหมายเอาชีวิต ยังอดมิได้ต้องช่วยคนไว้ ทั้งสองที่ใช้พลังเต็มเหนี่ยว ล้วนหมดสิ้นเรี่ยวแรง อาการบาดเจ็บที่รับเมื่อครู่ก็กำเริบขึ้น เก็งจู้ที่โดนด้ามทวนกระแทกใส่ศีรษะ ยังหน้ามืดแทบหมดสติ กลับมิได้ทราบ เล้งอิกจากไปตั้งแต่เมื่อใด...

เต็งลั่งรับฟังจนหลั่งน้ำตาเนืองนอง เก็งจู้ที่เล่าเรื่องราว ดวงตาก็มิได้คลาดไปจากเขาแม้ชั่วเวลาเดียว เห็นเต็งลั่งก้มหน้ากลั้นสะอื้น คนก็แสร้งปั้นสีหน้าเหนื่อยหน่าย กล่าวว่า
"เราวันนี้มิได้สังหารผู้คน เพียงพิฆาตโฮ้วเส่า ท่านก็ร่ำไห้ให้กับทวนนั้น?"
เต็งลั่งเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า
"ขอบคุณท่าน..."
เก็งจู้พลันถอนใจคราหนึ่ง คนมาตรว่าใจอ่อน ยังมีความดื้อรั้นทรนง กล่าวว่า
"เรามิได้เข่นฆ่าสหายท่าน ย่อมยังมิได้เลิกล้มความตั้งใจ"
เต็งลั่งกลับมีรอยยิ้มขึ้น มิได้ว่ากล่าวอันใด เขาพอใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา ยังสั่งน้ำมูกลงบนผ้าเช็ดหน้าอั่งแชซิงแซ ยื่นส่งคืนให้แก่เจ้าของ อั่งแชซิงแซที่มิอาจขัดขืนได้แต่รับไว้ ยัดลงในอกเสื้อตี่ตี๋ที่ยืนซึมเซามิรู้สึกตัว...

เต็งลั่งยามนี้แบกร่างเก็งจู้ไว้บนหลัง ก่อนทะยานลงจากหน้าผา ยังเรียกอั่งแชซิงแซให้ใช้เสื้อยาวห่อโฮ้วเส่าไว้ นำพาลงไปด้วยกัน คนพอมาถึงด้านล่างก็เหลียวมองรอบกาย กลับมิได้เห็นเล้งอิกเม่งไอ่ซีแม้แต่เงา พวกเขาย่อมจากไปเนิ่นนานแล้ว...
...เก็งจู้ที่กำลังใจเข้มแข็ง ร่างกายกลับมิอาจต้านทานสืบต่อ เต็งลั่งพอเสาะหาห้องพักได้ที่ไคฮั้วเตี้ยม (โรงเตี๊ยมสุขสันติ) คนก็สลบไสลไป ตลอดช่วงเย็นจนถึงค่ำ เพียงฟื้นขึ้นมาอาเจียนสามครา ที่รับประทานมีเพียงน้ำ เต็งลั่งก็ถ่ายทอดลมปราณแก่เขา ยังนั่งเฝ้ามิได้พักผ่อน ซังแชเกี่ยมแขะทีแรกคิดส่งข่าวไปยังเทียนมึ้งเก็ง เรียกผู้คนออกมาช่วยเหลือ ทว่าเต็งลั่งกลับสั่งห้ามไว้

เขาที่มิต้องการให้เทียนมึ้งเก็งล่วงรู้ ย่อมเป็นเพราะห่วงใยเล้งอิก ยังหวังให้เดินทางออกจากเขตนี้โดยเร็ว หากกิมแชฮูหยินรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้น ย่อมต้องส่งผู้คนของนางมา เล้งอิกที่มีเพียงอาวเอี้ยงกุนกับเอี้ยป้อซัว ไหนเลยสามารถต้านทานผู้คนของเทียนมึ้งเก็งได้
...เขาที่มิอาจส่งเก็งจู้กลับ อีกทั้งมิยอมให้ผู้อื่นรับทราบ ทุกประการย่อมต้องรับผิดชอบด้วยตนเอง มิเพียงรักษาอาการเก็งจู้ ยังต้องคอยเฝ้าระวังเหตุการณ์ ซังแชเกี่ยมแขะเห็นเซี่ยวเก็งจู้อ่อนล้าระโหย ท่าทีกลับตื่นระแวงราวสุนัขป่า พวกตนก็มิยินยอมกลับห้องพัก ย่อมรั้งอยู่ที่ด้านข้าง ยังสั่งอาหารขึ้นมารับประทานที่ด้านบน มิกล้าออกไปที่ใด เพียงคอยรอฟังเซี่ยวเก็งจู้เรียกหา


ยามสุก...
แสงจันทร์สกาวสาดส่องผืนน้ำ

ลมปฐพีพัดพาความวังเวงกลับลงพื้นสมุทร คนที่ยืนอยู่บนหาดทรายกลับยังรู้สึกหนาวเหน็บ
...ที่หนาวย่อมมิใช่กาย ทว่าเป็นหัวใจ ท่ามกลางความมืดเวิ้งว้าง คนกลับมิทราบ ตนสามารถหาสถานที่ใดพักพิง ในแสงจันทร์เห็นไหล่บางสั่นสะท้าน ยังคล้ายวิหคน้อยพลัดพรากจากฝูง มิอาจหวนคืนแหล่งที่พำนัก

คนบนหน้าผาล้วนจากไปหมดสิ้น มีเพียงนางที่รั้งอยู่ พวกเม่งไอ่ซีที่นำพาเล้งอิกจากไปอย่างเร่งร้อน ย่อมมิได้เหลือบแลผู้อื่น เต็งลั่งที่มิรู้จักนาง ยิ่งมิคิดสนใจเสาะหา ลิ้มเต็กเฮียะที่มิกล้านับตนเองเข้ากับฝ่ายใด เพียงซ่อนกายอยู่ด้านหลังโขดหิน มิกล้าเรียกร้องผู้ใดให้นำพาไป
...นางเมื่อกลางวันเห็นเล้งอิกกับเก็งจู้ล้วนมีโลหิตโทรมกาย ย่อมรู้สึกห่วงใยกังวล มาตรว่ามิได้คุ้นเคยกับเก็งจู้ ยังทราบเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง กับเล้งอิกยิ่งมิต้องว่ากล่าว พวกตนแม้รู้จักกันเพียงระยะสั้น กลับร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านช่วงเวลาเป็นตาย ตลอดชีวิตย่อมมิอาจลืมเลือน
...คนพอแหงนหน้ามองดวงจันทร์ ยังฝากความคะนึงหาไปยังพวกเขาเหล่านั้น หวังภายหน้ายังมีโอกาสพบพานอีกสักครา

นางที่ยืนสงบในความมืด รอบกายเงียบงันไร้สรรพสำเนียง น้ำทะเลเย็นเยือกพลันไหลผ่านรองเท้า ยังซึมเข้าสัมผัสที่ด้านใน คนพอก้มลงมอง ยังนึกถึงเรื่องราวเมื่อวานที่นิ่วงิ้มโอ๊ว...
...ตนยามบอกเล่าเรื่องราวของแม่ลูกตะพาบ เอี้ยป้อซัวที่ท่าทางบอกชัดว่ามิได้เชื่อถือ กลับยังรับฟังอย่างตั้งใจ ลิ้มเต็กเฮียะพอนึกถึงเขา ในมโนภาพยังเห็นดวงตาที่สัตย์ซื่อจริงจังนั้น เอี้ยซิงแซที่มิใคร่เจรจา แววตากลับเต็มไปด้วยถ้อยคำ นางพอเปรียบเทียบเขากับเล้งอิก ยังเห็นที่ผิดแผกแตกต่าง เล้งจึงจู้ยามแลมองนาง คนคล้ายอยู่ในความฝัน ลืมตัวตนไปชั่วขณะ ดวงตาของเอี้ยซิงแซกลับมิใช่เป็นเช่นนั้น...

เห็นระลอกคลื่นไหวพลิ้ว เงาจันทร์ที่ตกสะท้อนพลันสลายวับ ลิ้มเต็กเฮียะพลันเกิดความรู้สึกประหลาด ต้องเหลียวกลับมามองที่ด้านหลัง
...คนพอหันมา มิเพียงหัวใจไหววับ ความหนาวเย็นในกายยังมลายหมดสิ้น...
...ที่ยืนจับจ้องมองนางอย่างเงียบงัน กลับเป็นเอี้ยป้อซัวที่เมื่อกลางวันจากไป...

เขาพอก้าวมาที่นาง ลิ้มเต็กเฮียะก็เรียกหาเอี้ยซิงแซคำหนึ่ง ย่อมเป็นมิได้เชื่อสายตา กริ่งเกรงตนเองยามมืดค่ำพลันเลอะเลือนไป เอี้ยป้อซัวพอหยุดอยู่ตรงหน้านาง ดวงตาคล้ายมีแววสำนึกเสียใจ กล่าวเบาๆ ว่า
"ท่านอยู่ที่นี้ตลอดเวลา?"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะคราหนึ่ง นางที่รั้งอยู่ ย่อมเป็นเพราะมิทราบควรไปที่ใด ทว่าคนมิต้องการให้ผู้อื่นเวทนา ยังกล่าวขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าชมชอบทะเลยามค่ำคืน ดังนั้นรั้งอยู่ชมดู"
เอี้ยป้อซัวมองลึกลงในดวงตานาง ถ้อยคำที่คิดว่ากล่าวยังชะงักไป ได้แต่ถามว่า
"ท่านรับประทานแล้ว?"
ลิ้มเต็กเฮียะตั้งแต่กลางวันย่อมมิได้รับประทานอันใด ยามนี้ก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้หิว"

เอี้ยป้อซัวมองดูร่างแบบบางที่ยืนอยู่ตรงหน้า ยามลมพัดแรงยังแทบปลิวไป เขาเมื่อกลางวันร้อนใจกับอาการของเล้งอิก คนมาตรว่านึกถึงนาง ยังต้องรำลึกถึงหน้าที่ของตน เม่งไอ่ซีสั่งการให้เดินทางออกจากกังเอี้ยงในบัดดล กริ่งเกรงผู้คนของเทียนมึ้งเก็งส่งข่าวถึงกัน เล้งอิกที่บาดเจ็บสาหัส ย่อมต้องส่งเขาไปยังที่ปลอดภัย เคราะห์ดีที่อาวเอี้ยงกุนรอบคอบอย่างยิ่ง วางแผนให้อาวเอี้ยงเทียนผู้บิดานำเหล่าศิษย์ติดตามมาห่างๆ อีกทั้งทิ้งรหัสสัญญาณเป็นระยะ พวกตนพอเข้าเขตคัวเอี้ยงก็สมทบกับพวกเขา อาวเอี้ยงเทียนที่กว้างขวางในวงนักเลง ยังมีสหายร่วมเส้นทางที่ด้านนอก ยามนี้นำพาเล้งอิกเดินทางสู่เขตไซ่ซัว ย่อมวางใจได้ระดับหนึ่ง...

พวกเขาตอนออกจากกังเอี้ยงเดินทางด้วยรถม้า เม่งไอ่ซีที่รู้หลักวิชาแชเซียน สามารถถ่ายทอดลมปราณรักษาเฉพาะจุด บรรเทาอาการเบื้องต้นแก่เล้งอิก นางที่ร้อนรุ่มใจกลับยังสังเกตสีหน้าเขา พบเห็นแววกังวลที่แฝงเร้น ตอนที่หยุดรถม้าพักระหว่างทาง อาวเอี้ยงกุนออกไปสืบเสาะหาบิดา เม่งไอ่ซียังสอบถามถึงสิ่งที่อยู่ในใจ เขาที่มิเคยปิดบังเรื่องราว ย่อมต้องบอกกล่าวแก่ฮูหยินตามตรง นางพอรับทราบเรื่องของลิ้มเต็กเฮียะ พลันบอกให้เขาย้อนกลับมา ยังกล่าวถ้อยคำที่ทำให้เขาสามารถตัดสินใจทันที...
...กับเรื่องราวบางประการในโลก ท่านเพียงมีโอกาสไขว่คว้าคราเดียว กับผู้คนบางคนที่พบเจอ หากท่านตัดสินใจผิดพลาดไป อาจต้องพลัดพรากชั่วชีวิต...

เขาที่เพิ่งพบพานลิ้มเต็กเฮียะ รู้จักนางในระยะเวลาอันสั้น กลับเกิดความรู้สึกลึกซึ้ง ตลอดทางที่จากไป ในใจมิเพียงปรากฏภาพนาง ยังคล้ายได้ยินสุ้มเสียงนาง ตนพอตัดสินใจย้อนกลับมา ตอนแรกยังมิทราบ สมควรเสาะหานางจากที่ใด ลิ้มเต็กเฮียะที่เป็นผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง อาจบางทีจากไปกับเต็งลั่ง มิคาด... เพียงสถานที่แรกที่ตนย้อนมาดู กลับได้พบเจอนาง

คนที่ครุ่นคิดซึมเซาพลันตกในภวังค์ เพียงเห็นลิ้มเต็กเฮียะโบกมือไปมา ต้องสะดุ้งขึ้นในใจ ถามว่า
"ท่านเมื่อครู่ว่ากล่าว?"
ลิ้มเต็กเฮียะย่อมถามไถ่เอี้ยป้อซัวถึงเล้งอิก ทว่าเขาที่ยืนเหม่อนิ่งเฉย กลับมิได้ตอบคำนาง ยามนี้ได้แต่ถามซ้ำอีกครา เอี้ยป้อซัวพอได้ยินถนัดก็บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้รับฟัง เพียงมิได้กล่าวถึงที่เขาสนทนากับเม่งไอ่ซี ลิ้มเต็กเฮียะพอทราบว่าเล้งจึงจู้ปลอดภัยก็รู้สึกโล่งใจขึ้น พลันถามว่า
"เอี้ยซิงแซ ท่านไฉนย้อนกลับมาที่นี้"
...นางที่เอ่ยถาม ยังเข้าใจว่าเอี้ยป้อซัวมีกิจธุระอันใด ดังนั้นย้อนกลับมายังสถานที่ประลอง เอี้ยป้อซัวกลับมิอาจตอบคำ เพียงจับจ้องมองนางอย่างอึกอัก ลิ้มเต็กเฮียะมาตรว่าเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้ายังยิ้มแย้มขึ้น กล่าวล้อเลียนเขาว่า
"ท่านอย่าได้บอก เพียงกลับมาถามไถ่ ข้าพเจ้าผู้นี้รับประทานแล้วหรือยัง"

เอี้ยป้อซัวพอรับฟังกลับก้มศีรษะลง กล่าวเบาๆ ว่า
"ข้าพเจ้าคิดเช่นนั้นจริง"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันเบิกนัยน์ตาโต เอี้ยป้อซัวก็สบประสานสายตากับนาง ยังกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับมาเพราะห่วงใยท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะจ้องมองเขาแน่นิ่ง น้ำตาพลันเอ่อคลอแทบหยดหยาด เอี้ยป้อซัวยื่นมือออก คล้ายคิดจับต้องมือนาง ทว่ามิกล้าสัมผัสไป ลิ้มเต็กเฮียะพลันยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตา ยังคิดใคร่ให้ลู่ตั่วกอมาปรากฏที่ข้างกาย ย่อมปรารถนาถามไถ่เขา บุรุษที่ยืนตรงหน้านางขณะนี้ ใช่เป็นผู้คนที่สตรีสมควรสละทุกสรรพสิ่งให้หรือไม่

นางพอนึกถึงลู่เช่าจื้อ คนก็แย้มยิ้มออกมา ยังสาวเท้าไปที่เบื้องหน้า เอี้ยป้อซัวพลันถามว่า
"ลิ้มโกวเนี้ย ท่านคิดไปที่ใด"
ลิ้มเต็กเฮียะหันกลับมา ดวงหน้ายังงามแอร่มกว่าแสงจันทร์ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าคิดใคร่ชมดู กังเอี้ยงยามค่ำคืนใช่มีสิ่งใดให้รับประทาน ท่านก็คิดไปเสาะหาร่วมกับข้าพเจ้าหรือไม่?"