|
เทียนมึ้งเก็งหลังเกิดเรื่องกับจูไต่ลุ้ย สูญเสียผู้คนมากหลาย ทุกข์โศกครานั้นเพิ่งสร่างไป กลับมีเรื่องรุ่มร้อนประดังเข้ามาอีกครา
....ที่พำนักกิมแชฮูหยินวันนี้มีผู้คนมากมายเป็นพิเศษ เห็นบุรุษผู้หนึ่งเดินนำบริวารสองคนเข้ามา สตรีรับใช้ที่ยืนเรียงรายอยู่ก็รีบก้มศีรษะค้อมกาย มิว่าผู้ใดก็มิได้คาดคิด ยี่เก็งจู้ที่กักตนเนิ่นนานมิพบพานผู้ใด บัดนี้กลับปรากฏกายแล้ว...
ซุนเซ่งเง็กที่ท้อแท้ทอดอาลัย พอทราบเรื่องเก็งจู้ออกไปที่ด้านนอกกับเต็งลั่ง ผ่านไปหลายวันยังมิได้หวนคืน คนย่อมต้องออกมาสั่งการ หนำซ้ำเมื่อครู่กิมแชฮูหยินให้ผู้คนไปรายงาน ซออัวนางหนึ่งนำพาจงก้วงของฮวงจึงเข้ามา ดังนั้นรีบร้อนมายังที่พักนาง ได้ยินว่าซออัวนางนั้นพบคนโดยบังเอิญ ยามนำพามาโดยลำพัง หวั่นเกรงผู้คนของฮวงจึงติดตาม จึงเลือกใช้เส้นทางเรือไล่ขึ้นมาตามแม่น้ำ จากนั้นลัดเลาะแนวป่าที่เป็นเส้นทางลับอีกด้าน
...สตรีรับใช้นางหนึ่งรีบเปิดประตูแก่ยี่เก็งจู้ เขาพอสาวเท้าเข้าไปก็เห็นมารดานั่งอยู่ทางหนึ่ง ที่ด้านหลังมีบริวารของนาง ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่เข้ามาใหม่จากภายนอก สตรีที่สวมอาภรณ์ดำมีผ้าโพกศีรษะยืนสงบเสงี่ยมอยู่ทางมุมห้อง ย่อมเป็นซออัวที่นำพาคนมา ที่ยืนอยู่โดดเดี่ยวเป็นชายชราผมเผ้าหงอกขาว สีหน้าแววตาอ่อนล้ายิ่ง ซุนเซ่งเง็กมาตรว่ามิเคยพบเห็นเขา ยังสามารถทราบได้ทันที นี่ย่อมเป็นเล้งจงก้วงของฮวงจึงผู้นั้น
กิมแชฮูหยินพอเห็นซุนเซ่งเง็กก็ผุดลุกขึ้นยืน นางความจริงเกรงใจบุตรชายที่เศร้าโศก ทว่าเก็งจู้เมื่อมิได้อยู่ภายใน ย่อมต้องพึ่งพาเขาเป็นหลัก พอลุกเดินมาก็กล่าวว่า
"จงก้วงผู้นี้เพิ่งบอกเล่าเรื่องราวมีเลศนัยประการหนึ่ง เรามิอาจใคร่ครวญเพียงลำพัง ดังนั้นต้องรบกวนเจ้าสักครา"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะรับฟัง กิมแชฮูหยินก็กล่าวสืบไปว่า
"เรื่องราวที่เขาบอกกล่าว เราฟังแล้วมิอาจปักใจเชื่อ..."
ซุนเซ่งเง็กพลันถามขึ้นว่า
"เขาบอกเล่าอันใดออกมา"
กิมแชฮูหยินหันไปทางเล้งจงก้วง กล่าวว่า
"ผู้นี้คือยี่เก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็ง ท่านก็บอกเล่าแก่เขาดังที่เพิ่งบอกต่อเราเถิด"
เล้งจงก้วงก้มศีรษะให้ซุนเซ่งเง็ก ท่านเมื่อมาถึงเทียนมึ้งเก็ง เข้าใจว่าสามารถพบพานเต็งลั่ง ทว่าเขาคล้ายมิได้อยู่ที่นี้ บุรุษที่อยู่ตรงหน้ากลับเป็นยี่เก็งจู้ผู้หนึ่ง ตนระหว่างเดินทางใคร่ครวญเรื่องราวโดยรอบคอบ ยังตระเตรียมถ้อยคำพรักพร้อม ยามนี้กล่าวแก่ซุนเซ่งเง็กโดยมิอ้อมค้อมว่า
"...พวกท่านที่บุกรุกฮวงจึง มีความแค้นสืบเนื่องจากการประลองครั้งนั้น ก่าจู้ในอดีตได้รับพิษเสียชีวิต ทว่าเรื่องราวนี้ ความจริงมิได้เกี่ยวข้องกับจึงจู้รุ่นก่อนของพวกเรา พวกท่านหากต้องการล้างแค้นผู้กระทำ ควรสืบเสาะมาที่ข้าพเจ้าเป็นอันดับแรก"
ซุนเซ่งเง็กพลันนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แววตาสงบเยือกเย็น กล่าวว่า
"ท่านที่ดั้นด้นลำบากลำบน ล้วนเป็นการสูญเปล่า มิว่าผู้ใดก็ทราบ ท่านกับผู้แซ่เล้งผูกพันกันอย่างยิ่ง ท่านที่มิปรารถนาให้พวกเราสังหารเขา ดังนั้นยินยอมสละชีวิตตนเอง..."
ยามนี้หันไปทางบ้วนซิงแซที่ยืนรออยู่ กล่าวว่า
"เรียกผู้คนส่งเขากลับไปที่ฮวงจึง"
เล้งจงก้วงรีบสั่นศีรษะขึ้น คนยังมิทันได้กล่าวกระไร กิมแชฮูหยินพลันหันมาทางซุนเซ่งเง็ก เอ่ยขึ้นว่า
"พวกเราไหนเลยยอมปล่อยเขาโดยง่าย คนผู้นี้เป็นบริวารที่เล้งอิกไว้เนื้อเชื่อใจ หากรั้งเขาไว้ที่นี้ ยังสามารถทรมานเล้งอิก มิเช่นนั้นก็สังหารเขาตกตาย สร้างความปวดร้าวเป็นทวีคูณ"
ซุนเซ่งเง็กถอนใจยาว หันมาสบตามารดา กล่าวว่า
"ท่านบัดนี้ยังมิเข้าใจ? พวกเรายิ่งทำร้ายผู้คนของฮวงจึงมากเท่าใด กลับยิ่งสร้างความกดดันแก่เก็งจู้มากเท่านั้น ท่านก็ทราบความเกี่ยวพันระหว่างเล้งอิกกับเซี่ยวเก็งจู้ หากพวกเรายังมิหยุดยั้ง เซี่ยวเก็งจู้ย่อมมิยินยอมรั้งอยู่ เขาหากเข้าข้างฝ่ายฮวงจึง ท่านคิดว่าเก็งจู้สามารถหักใจประหัตประหารคน?"
กิมแชฮูหยินพอฟังก็ทรุดลงนั่ง ความผูกพันระหว่างเก็งจู้กับเต็งลั่งที่เพิ่มทวี นางย่อมประจักษ์แก่สายตาตนเอง
...วันที่ประมือกับจูไต่ลุ้ย เก็งจู้กระทั่งคำขอร้องของนางยังมิใส่ใจ ทว่าพอเต็งลั่งยอมถูกคร่ากุม เขากลับประหวั่นร้อนรน นางแม้ตระหนัก ทั้งสองเป็นพี่น้องร่วมสายโลหิต ทว่าจะอย่างไรก็นึกไม่ถึง เก็งจู้ที่มิเคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา พอรู้จักคุ้นเคยกับเต็งลั่งเพียงมินาน กลับถูกฉุดดึงด้านที่ซ่อนเร้นออกมาจนหมดสิ้น...
...นางที่มีความแค้นลึกล้ำ บ่มเพาะความเย็นชาแก่เก็งจู้ ยังคล้ายลืมเลือนไป มนุษย์เมื่อถือกำเนิดย่อมมีหัวใจดวงหนึ่ง ท่านหากกระทำย่ำยีเขา สร้างความรันทดอาดูรแก่เขา ปล่อยเขาให้เติบโตขึ้นท่ามกลางความเกลียดชัง เขามาตรว่าสร้างกำแพงหินสี่ด้านล้อมรอบตนเอง ทว่าหัวใจกลับยังคงอยู่ มิว่าซุกซ่อนลึกซึ้งปานใด ยังคงมีเลือดเนื้อและความรู้สึกเช่นผู้อื่น...
ซุนเซ่งเง็กเห็นมารดานั่งนิ่งมิเอ่ยคำ คนก็กล่าวว่า
"เรื่องราวต่อจากนี้ ให้เก็งจู้เป็นผู้ตัดสินใจเถิด ความแค้นสังหารบิดาในครั้งนั้น เขาย่อมทราบว่าควรทำอย่างไร ท่านหากสร้างเงื่อนปมมากกว่านี้ พวกเขาพี่น้องต่อไปจึงมิอาจมองหน้ากันสืบต่อ"
...พอกล่าวจบคำก็ผงกศีรษะแก่บ้วนซิงแซ เล้งจงก้วงที่นิ่งฟังอยู่พลันสาวเท้าออกมา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าที่นำตัวเองเข้ามา มิใช่คิดสละชีวิตรับผิดแทนผู้อื่น ทว่าผู้คนของฮวงจึงที่สามารถนำฮ้วยหงส์ตั๊กออกมาใช้ หนำซ้ำยังเข้านอกออกในห้องเก็บอาวุธได้ มีเพียงข้าพเจ้าผู้เดียว"
ซุนเซ่งเง็กชำเลืองมองเขาด้วยหางตา ถามว่า
"เราต้องเชื่อท่าน?"
เล้งจงก้วงส่ายหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"พวกท่านก็มิต้องเชื่อข้าพเจ้าในทันที ทว่าสามารถสืบสาว เป็นผู้ใดในฮวงจึงที่เก็บรักษาฮ้วยหงส์ตั๊ก อีกทั้งยังมีกุญแจห้องเก็บอาวุธ"
ซุนเซ่งเง็กเพ่งพินิจเล้งจงก้วงอย่างสังเกตจับพิรุธ กล่าวว่า
"ท่านต้องการให้เราคิด มีเพียงท่านจึงสามารถฉาบเคลือบพิษบนคมทวน?"
เล้งจงก้วงก็แลสบตาเขาโดยมิหวั่นเกรง กล่าวว่า
"ที่ข้าพเจ้ากล่าวล้วนเป็นความสัตย์ พวกท่านเทียนมึ้งเก็งคิดล้างแค้นผู้คน หากละเลยจุดนี้ไป กลับเพียงสังหารผู้ที่มิได้กระทำ วิญญาณก่าจู้ที่เสียชีวิตย่อมมิอาจสงบลง เมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน จึงจู้ผู้ล่วงลับของพวกเราพอได้รับสาส์นท้าประลอง ก็มิได้ลงไปในห้องเก็บอาวุธแม้เพียงครั้งเดียว เป็นข้าพเจ้าที่นำโฮ้วเส่าขึ้นมาให้ท่าน ฮ้วยหงส์ตั๊กที่ฮูหยินท่านก่อนเป็นผู้สกัดขึ้นมา ข้าพเจ้าก็เป็นผู้เก็บรักษา..."
ซุนเซ่งเง็กหรี่ตาลง ถามว่า
"ฮูหยินผู้นั้นกลับให้ท่านเก็บรักษาฮ้วยหงส์ตั๊ก?"
เล้งจงก้วงพยักหน้ากล่าวว่า
"นางเก็บรักษาตัวยาทุกชนิดในตุ๊กตาดินปั้น ที่เก็บฮ้วยหงส์ตั๊กเป็นตุ๊กตารูปมัจฉาตัวหนึ่ง มีเพียงข้าพเจ้าที่เคยพบเห็นมา ผู้อื่นของฮวงจึงล้วนมิทราบ"
ซุนเซ่งเง็กผุดลุกขึ้นยืน สาวเท้ามาทางเขา ถามว่า
"ดังนั้นท่านต้องการบอกกล่าว ท่านจึงเป็นผู้ใช้พิษสังหารคน"
เล้งจงก้วงพลันสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้กระทำ ทว่าจึงจู้ผู้ล่วงลับกับฮูหยินท่านก็มิได้กระทำ พวกท่านคิดล้างแค้น ยังคงสืบเสาะหาผู้กระทำเถิด"
กิมแชฮูหยินที่นิ่งรับฟังอยู่นานพลันแค่นเสียงกล่าวว่า
"พวกเจ้าในฮวงจึงยังมิทราบเป็นผู้ใดกระทำ พวกเราที่ล้างแค้นทั้งสำนัก ย่อมมิได้ลงมือเกินเลยไป"
เล้งจงก้วงหันไปทางนาง กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
"...ท่านผิดแล้ว ท่านที่รอคอยมายี่สิบเจ็ดปี ยังคิดแผนการที่ลึกซึ้ง ทำลายฮวงจึงทีละเล็กน้อย หวังให้จึงจู้ท่านปัจจุบันเจ็บช้ำท้อแท้ ยี่สิบเจ็ดปีที่ท่านคิดการ มาตรว่าสุดท้ายสามารถสังหารผู้คนหมดสิ้น ทว่ากลับมิทราบ เป็นผู้ใดจึงใช้พิษมุ่งร้าย ไยมิใช่เป็นการกระทำที่สูญเปล่า ยามเซ่นไหว้วิญญาณบรรพชนผู้ล่วงลับ ยังต้องละอายแก่ใจ"
กิมแชฮูหยินพลันตบโต๊ะลง กระชากเสียงกล่าวว่า
"เราต้องให้ชนชั้นเจ้าสั่งสอน?"
ซุนเซ่งเง็กพลันหันไปทางนาง สั่นศีรษะเป็นเชิงให้สงบใจ เขาที่ใคร่ครวญถ้อยคำเล้งจงก้วง อีกทั้งสังเกตการพูดจา ทราบว่าคนผู้นี้มิได้โป้ปด ทว่าในเมื่อมิอาจบ่งบอกนามตัวการ กระทั่งคนในฮวงจึงก็ยังมิทราบ พวกตนไหนเลยสามารถสืบสาว...
เล้งจงก้วงเห็นซุนเซ่งเง็กนิ่งตรึกตรอง ย่อมทราบว่าคนผู้นี้มีเหตุผล หนำซ้ำสตรีชราที่เบื้องหน้าก็ยอมฟังเขา แสดงว่ามีอำนาจตัดสินใจมิใช่น้อย ตนหากมิต้องการให้สูญเปล่า ยังคงบอกเล่าเรื่องราวทั้งสิ้น ดังนั้นสืบเท้าขึ้นมาก้าวหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าสามารถยืนยัน อีกทั้งสาบานต่อสวรรค์ ในฮวงจึงนอกจากข้าพเจ้าและเล้งจึงจู้ผู้ล่วงลับ หามีผู้ใดสัมผัสโฮ้วเส่าไม่..."
กิมแชฮูหยินพลันตวาดว่า
"เยี่ยงนั้นจึงเป็นเล้งทิเจ็งที่โฉดชั่วใช้พิษ"
เล้งจงก้วงถอนใจหลายครา กล่าวว่า
"ท่านปักใจเช่นนั้นย่อมมิประหลาด ทว่าเขามิได้ใช้พิษจริงๆ ท่านฟังข้าพเจ้าบอกเล่าเรื่องสำคัญอีกประการ ในช่วงเวลานั้น นอกจากข้าพเจ้าที่ลงไปในห้องเก็บอาวุธ ยังมีอีกผู้หนึ่งติดตามไป คนผู้นี้มิใช่ศิษย์ฮวงจึง เป็นเพียงสตรีที่มาจากด้านนอก..."
...ท่านพอบอกเล่าถึงตอนนี้ ในใจย่อมขมขื่นรันทด เกรงตนเองนำภัยมาสู่ผู้บริสุทธิ์ ทว่าตนที่สัตย์ซื่อถือมั่น ยังหวังผู้คนของเทียนมึ้งเก็งก็มีความยุติธรรม ดังนั้นบอกเล่าสืบต่อว่า
"เรื่องราวของสตรีผู้นี้ ข้าพเจ้าได้แจ้งต่อเต็งกงจื้อ เขาก็ออกไปสืบความ ทว่ามิได้กลับคืนสู่ฮวงจึง ดังนั้นข้าพเจ้ามิอาจทราบ เขาใช่ค้นพบอันใดหรือไม่"
ซุนเซ่งเง็กกับกิมแชฮูหยินแลสบตากัน ยังมิทันได้กล่าวกระไร ที่ด้านนอกพลันมีสุ้มเสียงผู้คน ซุนเซ่งเง็กสบตาส่งสัญญาณแก่บ้วนซิงแซให้ออกไปชมดู เขาพอออกไปครู่หนึ่งก็ถลันกลับเข้ามา กระซิบความอันใดกับซุนเซ่งเง็กอย่างเร่งร้อน
...กิมแชฮูหยินลุกขึ้นมาอย่างสงสัยใคร่ทราบ ซุนเซ่งเง็กหันไปทางป่าซิงแซ กล่าวว่า
"คุมตัวจงก้วงผู้นี้ไว้ นอกจากเราแล้ว อย่าได้ให้ผู้ใดพบปะเขา"
...คนเน้นคำ 'ผู้ใด' เป็นพิเศษ ย่อมมีนัยหมายรวมถึงกิมแชฮูหยิน ป่าซิงแซที่เป็นบริวารในสังกัดยี่เก็งจู้โดยตรง ย่อมต้องรับคำสั่งอย่างแข็งขัน กิมแชฮูหยินแม้ขุ่นเคืองยังต้องสงบใจไว้ ยามนี้คิดใคร่ถาม ที่ด้านนอกเกิดเรื่องราวใด ซุนเซ่งเง็กพลันหันมาทางนาง เรียกให้ออกไปด้วยกันในบัดดล
กิมแชฮูหยินที่ติดตามออกมา เห็นซุนเซ่งเง็กสาวเท้าไปยังด้านที่พำนักของเก็งจู้ ต้องรีบถามว่า
"พวกเขาใช่กลับมาแล้ว?"
ซุนเซ่งเง็กมิได้ตอบคำนาง เพียงชั่วครู่ก็มาถึงห้องของเก็งจู้ เห็นบริวารส่วนหนึ่งยืนอยู่ที่ด้านนอก ประตูสองบานล้วนเปิดกว้างอยู่ พอก้าวเข้าไปก็เห็นเก็งจู้นอนลืมตาอยู่บนเตียง สีหน้าซีดขาวไร้สีเลือด เต็งลั่งนั่งอยู่ที่ด้านข้าง ซังแชเกี่ยมแขะก็รั้งอยู่ที่นั้น ในอ้อมแขนอั่งแชซิงแซยังมีห่อผ้ายาว มิทราบที่ภายในเป็นของสิ่งใด
...กิมแชฮูหยินรีบสาวเท้าเข้ามา ถามอย่างตื่นตระหนกว่า
"ที่แท้เกิดเรื่องราวใด"
เก็งจู้พลันหลับตาลง เต็งลั่งโบกมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เขาต้องการพักผ่อน พวกเราก็ออกไปสนทนากันที่ด้านนอกเถิด..."
คนพอลุกขึ้นก็หันไปทางเก็งจู้อีกครา ก้มลงกล่าวว่า
"ท่านใช่ต้องการให้เราเรียกผู้คนชงชาเจือมิ้งเช่านั้นมาหรือไม่"
...เขาที่ดวงตามีแววกังวล ริมฝีปากยังมีรอยยิ้ม ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องก็ก้มหน้าซ่อนยิ้มไว้ ย่อมยังจดจำได้ เต็งลั่งเมื่อยามบาดเจ็บ เก็งจู้สั่งผู้คนให้เตรียมชาเจือมิ้งเช่าแก่เขา คิดให้หลับไหลตลอดเวลามิต้องเจ็บปวด...
พวกเขาเมื่อออกมาที่ห้องด้านข้าง เต็งลั่งพลันสั่งให้อั่งแชซิงแซนำห่อผ้านั้นไปเก็บที่ห้องหับเขา กิมแชฮูหยินก็ถามขึ้นว่า
"เป็นของสิ่งใด"
อั่งแชซิงแซได้แต่รีรออยู่ เต็งลั่งสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ของนี้ท่านน่ากลัวมิคิดชมดู"
กิมแชฮูหยินยิ่งสงสัยใคร่ทราบ รีบกล่าวว่า
"เจ้าอย่าได้กลั่นแกล้งผู้คน รีบบอกออกมา ที่แท้เป็นสิ่งของใด"
เต็งลั่งแลสบตานาง กล่าวว่า
"เป็นโฮ้วเส่า"
กิมแชฮูหยินพอฟังก็แทบมิอาจทรงกายอยู่ ซุนเซ่งเง็กแลมองห่อผ้านั้นอย่างงุนงง ถามว่า
"โฮ้วเส่าไฉนพลันมาอยู่ที่นี้"
เต็งลั่งถอนใจยืดยาว กล่าวออกไปตามตรงว่า
"เก็งจู้กับเล้งอิกประมือกันที่กังเอี้ยง ล้วนบาดเจ็บสาหัสทั้งคู่ ทว่าที่ตกตายมีเพียงโฮ้วเส่า..."
กิมแชฮูหยินพอฟังก็อุทานออกมา ในใจสะท้านหวั่นไหว ย่อมห่วงใยอาการเก็งจู้อย่างยิ่ง ยามลนลานกลับรู้สึกมึนศีรษะ ต้องรีบนั่งลงกับโต๊ะ พึมพัมว่า
"เล้งอิกกลับปรากฏกายที่กังเอี้ยง มิทราบใช่ติดตามจงก้วงผู้นั้นมาหรือไม่"
เต็งลั่งพอฟังต้องรีบถลันมาที่เบื้องหน้านาง ถามอย่างร้อนใจว่า
"จงก้วงของฮวงจึงมาถึงที่นี้?"
กิมแชฮูหยินพอผงกศีรษะ เต็งลั่งก็ปราดออกไปที่ภายนอก ซุนเซ่งเง็กต้องรีบติดตามเขาออกไป ซังแชเกี่ยมแขะที่ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ตรงประตูก็คิดสาวเท้าตามเซี่ยวเก็งจู้ ทว่ากิมแชฮูหยินกลับทรงกายขึ้นยืนอีกครา เรียกให้นำห่อผ้าที่มีโฮ้วเส่ามาให้แก่นาง คนพอวางลงบนพื้นก็คลี่ห่อผ้าออก โฮ้วเส่าที่หักทำลายเสียรูปพลันปรากฏแก่สายตา บนคมทวนยังมีคราบโลหิตแห้งกรัง กิมแชฮูหยินพอแลมองต้องถอยกายหลายก้าว ในดวงตามีหยาดน้ำเอ่อคลอ มือสองข้างก็สั่นระริก
...โฮ้วเส่าที่สังหารบุตรชายนางอย่างมิเป็นธรรม วันนี้กลับมาอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง...
เต็งลั่งพอวิ่งปราดออกมาก็ตรงไปยังคูหาที่คุมขังผู้คน พอไปถึงด้านหน้าพลันสวนกับป่าซิงแซ ยังผลักเขาอย่างรุ่มร้อน ป่าซิงแซที่รับคำสั่งให้คอยเฝ้าระวัง ตอนแรกย่อมคิดขัดขวาง พอดีเหลือบเห็นซุนเซ่งเง็กที่ติดตามมาด้านหลังส่งสัญญาณ ดังนั้นปล่อยเต็งลั่งเข้าไปที่ด้านใน
เล้งจงก้วงนั่งอยู่ในห้องแคบเล็ก มีผู้คนเฝ้าอยู่เพียงหนึ่ง ย่อมเป็นเพราะทราบ จงก้วงท่านนี้มิได้มีวิชาฝีมือ เต็งลั่งพอเข้าไปก็ร้องเรียกท่าน เล้งจงก้วงหันมาเห็นเขาต้องยินดีจนน้ำตาหลั่งไหล เต็งลั่งพลันเรียกบริวารที่เฝ้าอยู่ กล่าวให้เขานำอาภรณ์ใหม่มาให้ท่าน ยังต้องเตรียมสำรับอาหาร เพียงมีเนื้อขาว งดเนื้อแดงทุกชนิด อีกทั้งต้องมียาขับลมและยาธาตุ เล้งจงก้วงได้ยินเต็งลั่งว่ากล่าวละเอียดยิบ คนแบกความกังวลหนักอึ้งยังอดยิ้มออกมามิได้ ท่านที่กาลก่อนติดตามเล้งอิกขึ้นโฮ้ยเกี่ยมซัว บางปียังพำนักอยู่ด้วยเป็นเดือน ย่อมรู้จักคุ้นเคยเต็งลั่งมาตั้งแต่ที่เขายังเยาว์ เต็งลั่งที่คล้ายซุกซนมิเอาธุระ ความจริงกลับละเอียดแม่นยำ จนบัดนี้ยังมิได้ลืมเลือน ท่านก่อนรับประทานต้องรับยาชนิดใด...
ซุนเซ่งเง็กที่ติดตามมาด้านหลัง เพียงยืนรับฟังอยู่ที่ประตู ได้ยินเล้งจงก้วงบอกเล่าต่อเต็งลั่ง ท่านเหตุใดจึงเข้ามาในเทียนมึ้งเก็ง ยังถามไถ่เต็งลั่งถึงเรื่องราวของสตรีผู้นั้น เห็นเต็งลั่งยามนี้ก้มศีรษะลง คล้ายมิสะดวกใจที่จะบอกกล่าว เล้งจงก้วงที่ยังรักษาความเยือกเย็นพลันจับมือเขา เอ่ยว่า
"ข้าพเจ้าชราปานนี้ มิว่าเรื่องราวใดล้วนรับฟังได้ ท่านไปที่เข่งไคจึง พบเบาะแสอันใดก็บอกเล่าออกมาเถิด"
เต็งลั่งพลันล้วงมือเข้าในอกเสื้อ หยิบผ้าแพรผืนหนึ่งออกมา ยื่นส่งให้เล้งจงก้วง ซุนเซ่งเง็กย่อมจดจำได้ แพรผืนนี้ตนเคยพบเห็นยามช่วยเก็งจู้รักษาอาการเต็งลั่ง บนแพรยังมีอักษรหลายคำ เห็นเล้งจงก้วงพอรับมาคลี่ออกอ่าน หลังไหล่พลันสั่นสะท้าน เต็งลั่งก็เข้าประคองท่านไว้ ดวงตายังเศร้าสร้อยหมองหม่น...
ผ่านไปเนิ่นนาน เล้งจงก้วงจึงเงยหน้าขึ้น ถามเต็งลั่งว่า
"นาง...นางใช่เสียชีวิตแล้ว?"
เต็งลั่งก้มหน้ามิอาจตอบคำ เล้งจงก้วงสูดลมหายใจอย่างขมขื่น พยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"นางย่อมมิได้อยู่ในโลกนี้อีก หาไม่... ท่านคงมิสามารถนำแพรผืนนี้กลับมา"
เต็งลั่งมองดูแพรในมือท่าน ยังจดจำอักษรที่จารึกได้ทุกถ้อยคำ ได้ยินเล้งจงก้วงเอ่ยสืบไปว่า
"แพรนี้นางมอบแก่ข้าพเจ้าในวันที่จากไป ทว่าข้าพเจ้าส่งคืนนาง บอกนางว่า... พวกเรายังต้องพบพานกันอีกในชาตินี้ ดังนั้นมิยินยอมรับแพรไว้ นางพอฟังก็บอกว่า วันใดที่นางเสียชีวิต จึงวานผู้คนส่งแพรนี้มา..."
เต็งลั่งรับฟังจนซึมเซา เจี้ยงลุ่ยโกวเนี้ยที่ลำบากยากแค้น อีกทั้งไร้ญาติขาดมิตร ยามป่วยเสียชีวิต น่ากลัวมิทันบอกต่อผู้คน เล้งจงก้วงจึงมิได้รับผืนแพร ตนยามนี้เห็นเล้งจงก้วงสามารถสงบใจ ดังนั้นบอกเล่าเรื่องราวทั้งสิ้นเท่าที่ทราบ
...บริวารผู้หนึ่งนำอาภรณ์และสำรับอาหารเข้ามา เต็งลั่งก็ไหว้วานเขาให้ดูแลเล้งจงก้วง คนพลันเดินออกมากับซุนเซ่งเง็ก พอถึงที่ด้านนอกก็กล่าวว่า
"พวกเรายังคงส่งเขากลับคืนฮวงจึง"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะคราหนึ่ง นี่ย่อมเป็นสิ่งที่ตนคิดกระทำอยู่ก่อน ทว่าเวลานี้เพียงคิดใคร่ทราบเรื่องการประมือระหว่างเล้งอิกกับเก็งจู้ พอถามไถ่ออกไป เต็งลั่งก็บอกเล่าออกมาตามตรง ซุนเซ่งเง็กพอฟังถึงตอนที่เก็งจู้กลับช่วยเหลือเล้งอิก ต้องลอบถอนใจกังวล เก็งจู้ที่เติบโตขึ้นด้วยปณิธานเดียว ยามนี้กลับหวั่นไหวโอนอ่อน ภายหน้าไหนเลยสามารถกระทำดังที่กิมแชฮูหยินปรารถนา
พวกเขาพอย้อนกลับไปยังที่พำนักเก็งจู้อีกครา เห็นซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องยังรั้งรออยู่ในห้องด้านข้าง อั่งแชซิงแซที่สีหน้ามิสู้ดีรีบออกมาบอกต่อเต็งลั่งว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ เล่าฮูหยินนำโฮ้วเส่านั้นไป"
เต็งลั่งพอฟังก็ยกมือกุมขมับ ต้องหันหลังกลับทันควัน ย่อมคิดไปทวงถามโฮ้วเส่ากลับคืนมา ทว่าคนพอสาวเท้าออก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเรียกรั้งไว้ พอหันไปแลมอง เห็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่ที่หน้าห้องเก็งจู้ ท่วงท่าสูงส่งแช่มช้อย อาภรณ์ที่สวมใส่มาตรว่าราบเรียบ ยังดูงดงามประนีต บนมวยผมประดับด้วยปิ่นหยกขาว ย่อมมิใช่ชนชั้นบริวาร
เห็นนางมองดูตนอย่างเพ่งพินิจ เต็งลั่งกลับมิทราบ สตรีนางนี้คือผู้ใดในเทียนมึ้งเก็ง ซุนเซ่งเง็กที่ด้านข้างพลันกระซิบว่า
"นางคืออดีตงึ่นแชฮูหยิน ภรรยาลำดับที่สองของบิดาท่าน ยังเป็นมารดาของเก็งจู้"
เต็งลั่งพอฟังก็รีบก้มศีรษะลง งึ่นแชฮูหยินนั้นกลับหลบไปที่ด้านข้าง มิยินยอมรับการคำนับ หนำซ้ำยังย่อกายลงให้แก่เขา กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"ท่านเป็นทายาทที่กำเนิดแต่กิมแชฮูหยิน ข้าพเจ้าจึงต้องคารวะท่าน"
เต็งลั่งพลันหันไปมองซุนเซ่งเง็ก สตรีนางนี้เป็นมารดาของเก็งจู้ ย่อมมีศักดิ์เป็นกี่บ้อ (แม่เลี้ยง) ของตน จะอย่างไรก็นับเป็นญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ไหนเลยปฏิบัติราวเป็นผู้น้อย ซุนเซ่งเง็กเห็นเต็งลั่งมิเข้าใจธรรมเนียมในเทียนมึ้งเก็ง พลันตัดบทถามว่า
"เก็งจู้เป็นอย่างไร"
งึ่นแชฮูหยินก้มศีรษะลงตอบคำว่า
"ท่านพอรับประทานยาก็พักผ่อน ข้าพเจ้าเมื่อครู่มีผู้คนไปบอกเล่า ดังนั้นรีบมาเยี่ยมดูอาการ ยังทราบว่าเซี่ยวเก็งจู้อยู่ที่นี้ จึงรออยู่พบท่าน"
เต็งลั่งได้ยินนางกล่าวว่ารอพบตน ต้องรีบเชื้อเชิญมาที่ห้องด้านข้าง ซุนเซ่งเง็กที่มีเรื่องคิดสนทนากับเต็งลั่งได้แต่รั้งอยู่อีกผู้หนึ่ง มีเพียงซังแชเกี่ยมแขะที่เลี่ยงออกไป
...พวกเขาพอนั่งลงที่โต๊ะ งึ่นแชฮูหยินก็เงยหน้ามองเต็งลั่งคราหนึ่ง เอื้อนเอ่ยว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ประพิมประพายคล้ายกิมแชฮูหยินผู้เป็นมารดาท่านนัก ข้าพเจ้ากาลก่อนได้รับความเมตตาและน้ำใจจากนาง จนถึงบัดนี้ยังมิได้ลืมเลือน"
เต็งลั่งพลันนึกถึงมารดาที่ตายจากไปเนิ่นนาน งึ่นแชฮูหยินผู้นี้กล่าวว่านางมีเมตตา ที่ตนจำได้กลับเป็นเพียงไม้เรียวในมือนาง ความจริงคิดบอกเล่าความจริงแก่งึ่นแชฮูหยินผู้มิรู้เรื่องราว ทว่าเกรงมารดาคืนนี้มาเข้าฝันดุด่า ดังนั้นได้แต่สงบเสงี่ยมไว้
...ได้ยินงึ่นแชฮูหยินสรรเสริญความดีของมารดาอีกมากหลาย ยังขอบคุณเขาที่นำพาเก็งจู้กลับมาโดยปลอดภัย เต็งลั่งพอฟังกลับรู้สึกผิด เก็งจู้หากมิเคยพบเจอเขา ยามประมือกับเล้งอิกย่อมต้องลงมือหนักหน่วง อาจบางทียังมิได้บอบช้ำเท่านี้...
เขาที่มีเรื่องราวให้ครุ่นคิด จิตใจมิได้อยู่กับเนื้อตัว ยังผงกศีรษะรับฟังงึ่นแชฮูหยินอย่างเลื่อนลอย ซุนเซ่งเง็กที่ด้านข้างย่อมสังเกตเห็น พลันกล่าวแทรกขึ้นว่า
"...เซี่ยวเก็งจู้เพิ่งกลับเข้ามา ยังมิได้พักผ่อน ฮูหยินท่านคราวหน้าจึงค่อยมาสนทนาเถิด"
งึ่นแชฮูหยินพอฟังก็ลุกขึ้นยืน ยังกล่าวขออภัยเต็งลั่งหลายครา นางพอรีบเร่งจากไปพลันสะดุดแทบล้มลง เต็งลั่งที่อยู่ใกล้ต้องรีบรับไว้ คนพอจับมือนางพยุงขึ้นพลันถามว่า
"ท่านเล่นคิ้ม (พิณ)?"
งึ่นแชฮูหยินก้มศีรษะลง ยิ้มน้อยๆ พลางกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงเล่นได้เล็กน้อยมิเป็นเพลง เซี่ยวเก็งจู้ไฉนจึงทราบ?"
เต็งลั่งยิ้มให้กับนาง กล่าวว่า
"ภรรยาของโฮ้ยเกี่ยมแขะที่เลี้ยงดูข้าพเจ้าก็เล่นคิ้ม นิ้วมือนางมีรอยเช่นเดียวกับท่าน"
ซุนเซ่งเง็กกล่าวเสริมขึ้นว่า
"ฮูหยินมิเพียงเชี่ยวชาญคิ้ม ยังสามารถเล่นเอี๊ยคิ้ม (ขิม)*"
เต็งลั่งร้องอ้อคำหนึ่ง งึ่นแชฮูหยินพอสาวเท้าคิดออกจากประตู เต็งลั่งพลันเรียกรั้งไว้ กล่าวว่า
"วันข้างหน้าข้าพเจ้าใคร่ขอฟังท่านเล่นเอี๊ยคิ้มสักครา"
...งึ่นแชฮูหยินเพียงกล่าวคำละอายแล้ว จากนั้นหันกายจากไป เต็งลั่งก็มองเงาหลังนางจนลับตา คนยังยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง ซุนเซ่งเง็กต้องเรียกหาจึงค่อยรู้สึกตัว...
*จีนเรียกเครื่องสายหลายประเภทว่า "คิ้ม" หมายรวมทั้งขิมและพิณ
...คิ้ม (พิณ) เป็นเครื่องดนตรีดั้งเดิมของจีน ในปัจจุบันเรียกว่า โก้วคิ้ม (คิ้มโบราณ หรือพิณโบราณ ในภาษาจีนกลางเรียกว่าฉินหรือกู่ฉิน)
...เอี๊ยคิ้ม (ขิม) เป็นเครื่องสายที่รับทอดมาจากเปอร์เซีย คำว่า "เอี๊ย" หมายถึงต่างแดน เป็นคำที่ใช้เรียกขิมในสมัยก่อน ย่อมหมายถึงเครื่องสายที่มาจากต่างแดน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นเอี๊ยงคิ้ม คำว่าเอี๊ยงหมายถึงกระหยิ่มยินดี ทั้ง "เอี๊ย" และ "เอี๊ยง" ในภาษาจีนกลางล้วนอ่านว่าหยาง ดังนั้นจึงเรียกขิมว่าหยางฉิน
|