แรงลมโหมกระหน่ำ เปลวไฟในเตาเผาเต้นเร่าราวหัตถ์อสูร...

กิมแชฮูหยินยืนอยู่ข้างเตาเผานั้น ดวงตาแห้งผากไร้ความรู้สึก กับความร้อนที่แผดเข้าปะทะกาย ยังคล้ายมิได้กระทบกระเทือนนาง
...สตรีรับใช้อาภรณ์แดงก็ซึมซับความหม่นหมองระทม สีหน้าแววตามาตรว่าเย็นชา ยังมีกลิ่นอายเศร้าสร้อยเจือปน ผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าถือห่อผ้ายาว ที่บรรจุอยู่ภายในย่อมเป็นโฮ้วเส่า กิมแชฮูหยินวันนี้สั่งช่างตีดาบภายในสำนักจุดเตาเผา ย่อมคิดผลาญโฮ้วเส่าให้หลอมทำลาย...

นางพอผงกศีรษะให้สัญญาณ สตรีรับใช้ก็เหวี่ยงห่อผ้าที่มีโฮ้วเส่าเข้าไปในเตา เพลิงร้อนแรงเผาผ้าที่ห่ออยู่ชั้นนอกมอดไหม้ไปในพริบตา พู่แดงก็ลุกฟู่ขึ้น ยังติดประกายไฟลอยวาบขึ้นเบื้องบน คล้ายมีวิญญาณคิดดิ้นรนหลีกหนี
ในเสียงเอะอะพลันมีผู้คนพุ่งกายมา ที่แท้เป็นเต็งลั่งกับซุนเซ่งเง็ก ยังมีซังแชเกี่ยมแขะและบ้วนซิงแซติดตามที่ด้านหลัง บ้วนซิงแซเมื่อครู่เข้าไปรายงานต่อยี่เก็งจู้ กิมแชฮูหยินสั่งผู้คนจุดเตาเผาผลาญโฮ้วเส่า เต็งลั่งพอได้ยินก็วิ่งปราดมาอย่างไม่คิดชีวิต เห็นเปลวเพลิงลุกโชติช่วงฮือโหม คนกลับมิได้หวั่นเกรงอันใด ฝ่ามือเกร็งลมปราณขึ้น ที่ใช้ย่อมเป็นพลังเย็นเยียบในม่อฮ้วยชิ่ว พอฟาดออกที่เบื้องหน้า เปลวเพลิงยังดับลงหลายส่วน กิมแชฮูหยินต้องรีบสะกิดกายเข้ามา ร่ำร้องว่า
"เจ้าหากกระทำเช่นนี้ ต่อไปยังสามารถเซ่นไหว้วิญญาณบิดา?"

เต็งลั่งมิได้สนใจนาง คนพอซัดพลังใส่ก็ตวัดฝ่ามือขึ้นเบื้องบน โฮ้วเส่าที่หนักเจ็ดสิบชั่งกลับคล้ายไม้ไผ่กลวงท่อนนึง ถึงกับลอยคว้างขึ้นกลางอากาศ เต็งลั่งพอหมุนฝ่ามือกลับ โฮ้วเส่าก็สะบัดออกจากเปลวเพลิง ตกลงบนพื้นดังโครมใหญ่
...กิมแชฮูหยินต้องร้องออกมาอย่างมิยินยอม ในความคับแค้นยังกรีดดรรชนีในเซียนชีลิ้วจี้ออกใส่เขา เต็งลั่งก็ร่ายกลับในท่วงท่าเดียวกัน เพียงปัดออกปะทะดรรชนีนางเบี่ยงไป มิได้พุ่งพลังเข้าจู่โจม กิมแชฮูหยินที่โดนปัดพลังสลายหมดสิ้น ต้องตวาดออกมาว่า
"เจ้าที่คอยปกป้องศัตรู ยังกล้าใช้เซียนจี้ของบรรพชน?"

เต็งลั่งทราบว่านางโกรธเคือง ย่อมมิต้องการตอบโต้อันใด เห็นนางยังสืบเท้าติดตาม ได้แต่ถอยกายหลบเลี่ยง นางเมื่อมิปรารถนาให้เขาใช้เซียนจี้ เขาก็มิได้ร่ายออกอีก กิมแชฮูหยินพลันร้องสั่งสตรีรับใช้ให้เข้ากลุ้มรุมเต็งลั่ง ตัวนางก็ใช้พลังในแชเซียนออก ริมฝีปากพอพึมพัมถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์นั้น ดวงตายังมีหยาดน้ำเอ่อท้น เต็งลั่งก็รับฟังจนหัวใจไหวหวั่น
...แชเซียนจี้เป็นวิชาที่เจ็งไฮ้คิดค้นขึ้น มิเพียงรวมปมเด่นของเซียนจี้ทุกแขนง ยังคล้ายมีวิญญาณถ่ายทอดถึงกัน เต็งลั่งเมื่ออยู่บนง้วยจี่ไง้ ยังสามารถใช้พลังในแชเซียนเรียกเร้าเก็งจู้ กิมแชฮูหยินเมื่อใช้ออกมา ย่อมคิดให้เต็งลั่งระลึกถึงเลือดเนื้อในกาย...

สตรีอาภรณ์แดงทั้งสี่พอจู่โจมเข้ามา เต็งลั่งพลันทะยานขึ้นสูง ในมือมิทราบหักกิ่งไม้ท่อนหนึ่งมาเมื่อใด กลับตวัดออกรอบด้านราวมีกระบี่อ่อน สตรีทั้งสี่ก็พุ่งขึ้นติดตาม เต็งลั่งที่คล้ายตกอยู่กลางวง พลันหมุนกายคว้างราวลูกข่าง ยังสะบัดกิ่งไม้เข้าใส่พวกนาง สืบเท้าหลอกล่อจนคนปั่นป่วนมิเป็นกระบวน เห็นเพียงเงาร่างวูบขึ้นลงอย่างรวดเร็ว เพียงคนเดียวกับกิ่งไม้หนึ่งท่อนกลับสามารถล้อมสตรีทั้งสี่จนมิอาจลงมือ กระบวนท่าที่ใช้ย่อมเป็นปาเหลาเอี๊ยโคว (จับขังแพะเฒ่า) เขาเมื่อเยาว์วัยดัดแปลงจากเปาอุ๊ยฮู้จื้อ (โอบล้อมจิ้งจอก) ของโฮ้ยเกี่ยมแขะ ท่าร่างมาตรว่ามิสง่างาม ยามใช้กลับมีประสิทธิภาพยิ่ง

คนพอลงมือประสบผลก็คิดเลิกรา กิมแชฮูหยินกลับยังถลันเข้ามา เต็งลั่งพอก้มลงหยิบโฮ้วเส่าขึ้น ดรรชนีนางก็ร่ายมาถึงด้านหลัง เขาได้แต่หันมาต้านรับไว้ ที่ใช้ปัดป่ายยังเป็นทวนในมือ พลังที่พุ่งกระแทกก็แข็งกร้าว ยังผลักกิมแชฮูหยินเซถลาไป
ซุนเซ่งเง็กรีบเข้าประคองมารดา กล่าวว่า
"ท่านหยุดเถิด"
กิมแชฮูหยินผลักซุนเซ่งเง็กออกไป ดวงตาที่มองเต็งลั่งมีแววเจ็บปวดรวดร้าว กล่าวอย่างขมขื่นว่า
"เจ้าคิดเข้าข้างผู้คนของฮวงจึง ถึงกับมิได้ใส่ใจผู้มีสายเลือดเดียวกัน"
เต็งลั่งสั่นศีรษะช้าๆ สาวเท้าเข้ามาหานาง ดวงตาสงบราบเรียบ น้ำเสียงกลับพลุ่งพล่าน
"ข้าพเจ้าหากมิได้ใส่ใจพวกท่าน ไหนเลยวันนี้ยังรั้งอยู่ ท่านที่เพียงคิดต่อว่าผู้อื่น จนป่านนี้กลับยังมิได้ย้อนดูตนเอง เพราะเพื่อคนตายผู้หนึ่ง กลับละเลยความรู้สึกผู้ที่ยังมีชีวิต ข้าพเจ้ามิเข้าใจจริงๆ ท่านที่เพิ่งสูญเสียจูไต่ลุ้ย ไฉนจึงมิสามารถปลงตก ฤาท่านก็คิดเป็นเช่นที่เขาบอก ปรารถนาให้ตนเองเจ็บช้ำรันทดตลอดกาล มีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย"

กิมแชฮูหยินสั่นสะท้านไปทั้งร่าง เต็งลั่งชูโฮ้วเส่าขึ้นที่เบื้องหน้านาง กล่าวสืบไปว่า
"ท่านทราบหรือไม่ เล้งอิกเมื่อมีโอกาสสังหารเก็งจู้ เขากลับมิได้กระทำ ยามเดินลงจากสถานที่นั้น ยังมิได้นำโฮ้วเส่ากลับไปด้วย เขาที่โดนพวกท่านรุกรานจนมิเป็นตัวของตัวเอง รับกรรมที่ตนมิได้ก่อ สุดท้ายกลับยังคิดได้ เขาที่ยอมทอดทิ้งโฮ้วเส่า ย่อมปรารถนาให้พวกท่านทราบ มิว่าที่ผ่านมาเป็นเช่นไร เขาล้วนยินยอมปล่อยวาง กระทั่งโฮ้วเส่าที่เป็นสรณะของฮวงจึงยังสามารถสละ..."
กิมแชฮูหยินพลันสะบัดมือออก ตวาดว่า
"เขาหามีสิทธิปล่อยวางอันใดไม่ ที่มีความแค้นคือเรา เล้งอิกสามารถมีชีวิตอยู่ฤาตกตาย เราจึงเป็นผู้ตัดสิน..."
เต็งลั่งหันกายไปอีกทาง กล่าวว่า
"เก็งจู้ยังมิอาจสังหารเล้งอิก ท่านคิดว่าตนเองสามารถกระทำ?"
กิมแชฮูหยินแค่นเสียงกล่าวว่า
"เก็งจู้มีฝีมือเหนือกว่าผู้แซ่เล้งนั้น เขาที่อ่อนแอลง ย่อมเป็นเจ้าที่ชักนำไป"
เต็งลั่งพลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ท่านปลูกฝังรอยแค้นให้แก่เขามายี่สิบเจ็ดปี ทุกวันยังเซ่นไหว้ป้ายวิญญาณบรรพชน ข้าพเจ้าผู้นี้เพิ่งเข้ามาไม่กี่วัน หากเก็งจู้มิปรารถนาด้วยตนเอง ไหนเลยสามารถเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว"
กิมแชฮูหยินสาวเท้าเข้ามา ตาแลสบตาเต็งลั่ง เค้นเสียงกล่าวว่า
"เจ้าที่มิต้องการล้างแค้น ฤามิได้คิดถึงบิดาเจ้าแม้แต่น้อย"
เต็งลั่งมองลึกเข้าไปในดวงตานาง แววตาพลันปรากฏรอยเจ็บช้ำรันทด กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าคิดถึงเขาอย่างยิ่ง ยังคิดใคร่ทราบเรื่องราวทุกประการ ทว่าวันนี้เมื่อไม่มีเขา ข้าพเจ้ายังมีกอกอผู้หนึ่ง มีเจ่กเจ็กผู้หนึ่ง อีกทั้งยังมีท่าน ขอเพียงพวกเราสามารถมีชีวิตสืบต่อ ยังผ่านเวลาสุขสงบร่วมกัน มิว่าผู้ใดตำหนิข้าพเจ้าเป็นบุตรอกตัญญู ข้าพเจ้าล้วนสามารถทนรับ..."

กิมแชฮูหยินพลันพังทลายหมดสิ้น คนที่ยังสามารถทรงกาย ในใจกลับเวิ้งว้างว่างเปล่า
...เต็งลั่งหันกายผละจากไป ในมือยังมีโฮ้วเส่า นางได้แต่แลมองจนลับตา มิได้เรียกหาเขาอีกแม้สักคำ ซุนเซ่งเง็กที่ข้างกายก็เดินจากไปอย่างเงียบเชียบ...

เปลวเพลิงในเตาเผามอดลงหลายส่วน
...ไฟในใจผู้คนใช่เย็นลงหรือไม่...


จันทร์เดือนแปดสุกใสกระจ่าง
...ต้นเอ็งที่ชายป่าเริ่มทิ้งใบแดง

เล้งอิกพอลืมตาขึ้น แสงจันทร์ก็คล้ายเบิกฟ้าต้อนรับ คนเจ็บร้าวทั่วสรรพางค์กาย มิอาจขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ยามหันศีรษะแลดู พบว่าตนเองถูกมัดติดกับแคร่อันหนึ่ง พอรู้สึกตื่นตระหนก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
"ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้..."
ในคำว่ากล่าวยังมีสัมผัสอ่อนโยน เล้งอิกพลันรู้สึกที่หน้าผากอุ่นวาบ ที่แท้เป็นมือเรียวบางข้างหนึ่งวางลง เขามาตรว่ามิได้แลเห็น ยังทราบว่าเป็นผู้ใด คนพอร้องเรียกหา ดวงหน้าที่คนึงถึงทุกค่ำเช้าก็ปรากฏขึ้น ยามแลเห็นถนัดชัดตาย่อมคิดไขว่คว้านางไว้ ยังอ้อนวอนว่า
"แก้เชือกแก่ข้าพเจ้าเถิด"
เม่งไอ่ซีส่ายศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"ท่านหากต้องการฟื้นฟูในเร็ววัน ต้องยอมนอนนิ่งๆ สักครา พรุ่งนี้พอพวกเราถึงฮวงจึง ข้าพเจ้าจึงค่อยแก้มัดแก่ท่าน"

พวกเขาที่รอนแรมมาแต่กังเอี้ยง ระหว่างทางสมทบกับอาวเอี้ยงเทียน พอพ้นเขตไซ่ซัวยังมีผู้คนของฮวงจึงมารับอีกมากหลาย ต้องแบ่งออกเป็นสามขบวน มิให้เป็นที่สังเกตของผู้คน เล้งอิกที่บาดเจ็บย่อมใช้รถม้าเดินทาง ผู้อื่นล้วนควบขับอาชาติดตาม ในรถม้ายามกลางวันมีอาวเอี้ยงกุนคอยช่วยเม่งไอ่ซี ยามค่ำคืนจึงออกไปนอนที่ด้านนอก ให้พวกเขาพักผ่อนเพียงลำพัง

เม่งไอ่ซีหยิบผ้านุ่มผืนหนึ่งขึ้นมา เทน้ำอุ่นในกาลงไปเล็กน้อย ใช้เช็ดหน้าตาแก่เล้งอิก ยังกรอกน้ำลงในป้านเล็ก ให้เขาจิบดื่มทีละน้อย จากนั้นหยิบกระปุกยามาเปิดออก เทยาเม็ดสีแดงออกมาบดที่กลางฝ่ามือ ป้อนให้เขารับประทานลงไป กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"ยานี้อาวเอี้ยงซิงแซนำติดมาจากฮวงจึง เป็นซัวเตียงตังฮก (เห็ดแดงยอดเขา) กำเนิดบนกิ่งสนโบราณ มารดาท่านสกัดรวมกับก้านอ่อนของต้นฮ้วย ช่วยเพิ่มความอบอุ่นแก่ร่างกาย อีกทั้งบำรุงหัวใจ เลือดลมเคลื่อนไหวสะดวก ท่านที่โดนแชเซียนทำร้าย ยานี้จึงมีสรรพคุณเหมาะยิ่ง..."
...เล้งอิกที่นอนนิ่งฟังนาง กลับมิได้รับทราบอันใด เพียงได้ยินสุ้มเสียงอ่อนโยน ความอบอุ่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย สิบปีที่พวกเขาห่างเหิน คืนนี้พอตื่นมากลับเห็นนางที่ข้างกาย คนพลันคล้ายได้หัวใจกลับคืนมา มิว่าเรื่องราวใดล้วนมิสำคัญทั้งสิ้น

ประตูรถม้ายามนี้เปิดออกครึ่งหนึ่ง ยังมีผ้าโปร่งบางคลุมไว้ ย่อมป้องกันแมลงยามค่ำคืน เล้งอิกนอนมองดวงจันทร์สุกสกาว ยังได้กลิ่นควันไฟเจือจาง ย่อมเป็นผู้คนที่ด้านนอกสุมไฟให้ความอบอุ่น เพลานี้ย่างเข้ากลางชิวเทียน (ฤดูใบไม้ร่วง) อากาศเริ่มหนาวเย็น เม่งไอ่ซีก็คลุมผ้าห่มลงบนกายเขา พอแลมองตามสายตาเล้งอิกก็ถามขึ้นว่า
"ท่านที่ชมดูจันทรา ใช่คิดเสาะหาง้วยแอ๋เล่านั้ง (ผู้เฒ่าใต้แสงจันทร์)* ท่านนั้น?"
เล้งอิกพลันหันมาทางนาง ดวงตาที่มีความรักเปี่ยมล้นจับจ้องเนิ่นนาน สุดท้ายจึงเอ่ยว่า
"ง้วยแอ๋เล่านั้งมิทราบมีอยู่จริงหรือไม่ ในชีวิตข้าพเจ้ากลับมิมีโอกาสพบพานเขา"
เม่งไอ่ซีพลันล้วงหยิบสิ่งของในถุงผ้าด้านข้าง พอชูขึ้นก็เห็นเป็นด้ายแดงยาวสองเชียะเศษ นางกรีดนิ้วลงตัดออกแบ่งครึ่ง ผูกเส้นหนึ่งไว้บนข้อเท้าเล้งอิก อีกเส้นผูกลงบนข้อเท้าตนเอง ยังกล่าวว่า
"...ง้วยแอ๋เล่านั้งที่ลืมเลือนพวกเรา ข้าพเจ้าจึงมิใส่ใจเขา ด้ายแดงครองคู่วันนี้เป็นข้าพเจ้าผูกขึ้น นับแต่นี้พวกเราย่อมมิพรากจากกันอีก..."

คนพอกล่าวจบคำก็แนบศีรษะกับใบหน้าเขา ยังทาบฝ่ามือลงบนทรวงอก คล้ายคิดสัมผัสถึงหัวใจ เล้งอิกที่หลับตาเพียงรู้สึกถึงหยาดน้ำอุ่นที่หลั่งริน กลับมิได้ทราบ นี่จึงเป็นน้ำตาเขาฤาน้ำตานาง...


*ง้วยแอ๋เล่านั้งเป็นเทพที่ลิขิตคู่ครองแก่ชายหญิง ในตำนานใช้ด้ายแดงผูกมัดข้อเท้าคู่บ่าวสาว คนมาตรว่าอยู่ไกลกัน ฤาพบพานอุปสรรคขวากหนามเพียงใด สุดท้ายยังได้ครองคู่อยู่ร่วม


ชิวเทียนมาถึงเนิ่นนาน
ลมหนาวกลับอ้อยอิ่งล่าช้า...

เต็งลั่งเมื่อช่วงบ่ายหลับไหลจนถึงค่ำ อากาศในถ้ำคูหาเย็นสบาย ตื่นมาจึงสดชื่นยิ่ง พอลุกขึ้นมาอาบน้ำชำระร่างกาย รับประทานอาหารเสร็จสรรพ ดรุณีรับใช้นางหนึ่งก็เข้ามาที่เขา กล่าวว่าซังแชเกี่ยมแขะเมื่อเย็นฝากความกับนางไว้ หากเซี่ยวเก็งจู้คิดออกมารับลมที่ภายนอก ยังคงไปที่ศิลาฝึกวิชา พวกเขาวันนี้เตรียมกระบอกไม้ไผ่มากหลาย คิดเผาข้าวหอมรับประทาน ซุนเซี่ยวเก็งจู้ก็รออยู่ที่นั้น
...เต็งลั่งทางหนึ่งฟังคำ อีกทางแลดูนางมิวางตา เห็นดรุณีนางนี้คิ้วบางนัยน์ตาเรียว จมูกปากจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ยามก้มศีรษะเจรจา ยังคลับคล้ายเซี่ยวช่ำที่เคยปรนนิบัติเขานัก คนพอนึกถึงนาง หัวใจก็เจ็บปวดชอกช้ำ ผู้คนรอบกายที่ตกตายจากไป ล้วนมิได้เกี่ยวพันกับวังวนความแค้นโดยตรง เขาเมื่อกลางวันปะทะกับกิมแชฮูหยิน ต่างฝ่ายต่างสาดถ้อยคำทำร้ายกัน ย่อมเป็นเพราะเคร่งเครียดกดดัน ยามนี้ยังคิดขึ้นได้ ตนพรุ่งนี้จึงเข้าไปขออภัยนาง...

ดรุณีนางนั้นเห็นเซี่ยวเก็งจู้นั่งเฉยมิเอ่ยคำ มิทราบเขาได้ยินที่นางว่ากล่าวหรือไม่ ต้องเขยิบกายเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าว เอ่ยออกมาด้วยถ้อยคำเช่นเดิม เต็งลั่งกลับรับฟังอีกคราวโดยมิได้ขัดนาง สุดท้ายยังเอ่ยถามว่า
"ท่านเรียกว่ากระไร"
ดรุณีนางนั้นก้มศีรษะลง กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ข้าพเจ้าเรียกว่าเซี่ยวเฮี้ยง"
เต็งลั่งพินิจดวงหน้านางอีกครา คนพลันถอนใจขึ้น เอ่ยว่า
"ท่านกลับคล้ายโกวเนี้ยที่เคยดูแลข้าพเจ้าเมื่อกาลก่อน"

เซี่ยวเฮี้ยงพอฟังต้องรู้สึกสะท้านใจ โกวเนี้ยที่เซี่ยวเก็งจู้ว่ากล่าวย่อมหมายถึงเซี่ยวช่ำที่เป็นม่วยม่วยของนาง เซี่ยวช่ำเมื่อเสียชีวิตไป นางที่รับใช้ผู้คนอยู่ภายนอกก็กลับเข้ามา คนมาตรว่าเศร้าโศกแทบมิอาจทนทาน ยังต้องอดกลั้นระงับไว้ ทว่าพอได้ยินเซี่ยวเก็งจู้เอ่ยถึง น้ำตาพลันซึมออกมาเป็นสาย พอคิดยกแขนเสื้อขึ้นเช็ด พลันมีผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งยื่นส่งมา ที่แท้เซี่ยวเก็งจู้กลับมายืนตรงหน้านาง ยังถามว่า
"ท่านรู้จักเซี่ยวช่ำของข้าพเจ้า?"

เซี่ยวเฮี้ยงข่มท่าทีให้เป็นปกติ บอกกล่าวแก่เซี่ยวเก็งจู้ตามตรง เต็งลั่งพอได้ยินว่านางเป็นเจ้เจ๊ของเซี่ยวช่ำ ยังต้องจับมือนางขึ้นเกาะกุมไว้ เขาที่อ่อนไหวมักผูกพันกับผู้คนโดยง่าย ยิ่งมิได้ระมัดระวังถือธรรมเนียม เซี่ยวเฮี้ยงที่มิกล้าขัดขืนพลันรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว เต็งลั่งพอเห็นกริยานางจึงรีบคลายมือออก กล่าวว่า
"พวกเราก็ออกไปเผาข้าวหอมด้วยกัน"
...เซี่ยวเฮี้ยงทวนคำ 'พวกเรา' อย่างงุนงง เต็งลั่งก็ชี้มือมาที่นางกับตัวเขา ตนเมื่อครู่เห็นนางกล้ำกลืนน้ำตา ย่อมหวังให้นางสนุกสนานผ่อนคลาย ดังนั้นคิดนำพาไปที่ด้านนอก ชมจันทรารับประทานข้าวหอมกับซุนเซี่ยวตงและซังแชเกี่ยมแขะ

พวกเขาพอออกมาที่ภายนอกก็มุ่งตรงไปยังชายหาดด้านนั้น เห็นซังแชเกี่ยมแขะช่วยกันก่อไฟ ซุนเซี่ยวตงก็บรรจุข้าวลงในกระบอกไม้ไผ่ ที่ด้านข้างยังมีกระบอกน้ำผึ้งกับงาขาวคั่วหอม ซังแชเกี่ยมแขะเห็นเซี่ยวเก็งจู้ออกมาก็ลิงโลดยินดี พวกตนเห็นเขาหลายวันมานี้ทุกข์ร้อนกังวล ย่อมอยากให้เซี่ยวเก็งจู้ผ่อนคลาย เมื่อครู่ยังพบพานซุนเซี่ยวตงโดยบังเอิญ ดังนั้นชักชวนออกมาด้วยกัน

เต็งลั่งเอนกายลงนอนบนพื้นทราย สายลมยังช่วยพัดความอุ่นจากกองไฟมาที่เขา คนพอเหม่อมองจันทราบนท้องฟ้าก็กล่าวว่า
"เดือนแปดปีนี้ช่างเงียบเหงานัก เทียนมึ้งเก็งที่ยิ่งใหญ่เลิศล้ำ กลับมิเคยมีเทศกาล"
ซังแชเกี่ยมแขะต้องสบตากันคราหนึ่ง จี่แชซิงแซพลันถามว่า
"เดือนแปดมิทราบควรมีเทศกาลอันใด"
เต็งลั่งพลันพลิกร่างคว่ำลง ท้าวแขนขึ้นมองดูเขา กล่าวว่า
"ตัวชิวในชิวเทียนมีสองอักษรรวมกัน ตัวหนึ่งคือฮั้ว (ข้าวเปลือก) อีกตัวคือฮ้วย (อัคคี) เมื่อรวมกันย่อมหมายถึงข้าวสุก พวกท่านที่วันนี้เรียกเรามารับประทานข้าวหอม หรือมิได้คิดฉลองโป๊ยง้วยปั่ว (กลางเดือนแปด)?"
...ซังแชเกี่ยมแขะสั่นศีรษะไปมา พวกเขาเมื่อเย็นเห็นในครัวมีข้าวใหม่ ทราบว่ายามหุงย่อมหอมหวนกว่าปกติ ดังนั้นขอผู้คนออกมาจำนวนหนึ่ง ย่อมเห็นว่าเซี่ยวเก็งจู้ชอบรับประทานขนม ไหนเลยเคยรู้จักเทศกาลฉลองอันใด...
ซุนเซี่ยวตงพลันวางกระบอกไม้ไผ่ลง สีหน้ามีแววสงสัย กล่าวว่า
"ฤาพวกท่านกระทั่งเทศกาลพระจันทร์ก็มิเคยเห็นมา"

ซังแชเกี่ยมแขะยิ่งฟังยิ่งงุนงง พวกตนที่เติบโตมาในเทียนมึ้งเก็ง มีกฎระเบียบตั้งแต่ยามลืมตาตื่นจนถึงเข้านอน กิมแชฮูหยินที่มิเคยมีรอยยิ้ม ไหนเลยอนุญาตให้ผู้คนเฉลิมฉลอง
...เต็งลั่งพลันลุกขึ้นไปเขี่ยไฟเผาข้าวในกระบอก ยังให้ซุนเซี่ยวตงบอกเล่าแก่ซังแชเกี่ยมแขะ เทศกาลพระจันทร์ที่ภายนอกสนุกสนานอย่างไร ซุนเซี่ยวตงที่โศกเศร้ามาหลายวัน ยามอยู่ใกล้เต็งลั่งที่มีชีวิตชีวา ค่อยรู้สึกปลอดโปร่งขึ้น มิเพียงบอกเล่าตำนานคางคก ยังเอ่ยถึงขนมเปี๊ยะพระจันทร์ที่หอมหวาน ที่โหยหาที่สุดกลับเป็นกัดจิ้งหรีด ตนทุกปีพอถึงตงชิว (กลางฤดูใบไม้ร่วง) ต้องออกเสาะหาจิ้งหรีดกับลิ้มเต็กเฮียะ ยังกัดชนะผู้อื่นในละแวกบ้านหมดสิ้น ซังแชเกี่ยมแขะที่ผ่านวันเวลาคร่ำเคร่งเงียบเหงา พอฟังยังมิอาจจินตนาการ เต็งลั่งพลันสัญญาว่าภายหลังจึงพาพวกเขาออกไปชมดูสักครา

ข้าวในกระบอกไม้ไผ่พอสุกก็ส่งกลิ่นหอม เต็งลั่งยังราดน้ำผึ้งโรยงา ยื่นส่งให้เซี่ยวเฮี้ยงก่อนผู้ใด นางพอรับไปก็มิทราบต้องรับประทานอย่างไร เต็งลั่งพลันหักไม้ไผ่ออกมาซีกหนึ่ง ให้นางใช้เป็นช้อนตัก ยังกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อเยาว์วัยมิเพียงมีขนมเปี้ยพระจันทร์ ยังมีเผือกหวาน แป้งนึ่ง แป้งทอด ขนมถั่วลิสง ลูกบัว ไอ่ซีพอถึงเทศกาลนี้ก็ยินดีกว่าผู้ใด ยังเตรียมของเซ่นไหว้มากกว่าผู้อื่น ย่อมคิดติดสินบนต่อง้วยเนี้ย (เจ้าแม่พระจันทร์) ขอให้ตนงามผุดผ่องดังเทพธิดา..."
...คนพอบอกเล่าก็หัวร่อฮาฮา ซุนเซี่ยวตงพลันนึกขึ้น ที่แท้เล้งฮูหยินขอพรต่อง้วยเนี้ยทุกปี ดังนั้นจึงมีรูปโฉมสะคราญ ตนคราวหน้าหากพบพานเซี่ยวม่วยม่วยกับเซี่ยวเท้งที่พรากจาก ต้องให้พวกนางกระทำเช่นนี้บ้าง

เซี่ยวเฮี้ยงรับประทานข้าวหอมในกระบอก กับผู้คนที่ปราศัยหยอกเย้า ยังรู้สึกเพิ่มรสชาติยิ่ง ยามนี้เผลอตัวเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าเคยได้ยินมา บางท้องถิ่นพอถึงชิวเทียน ยังโหมประโคมดนตรีต้อนรับลมหนาว"
...คนพอว่ากล่าวพลันรู้สึกตัว ต้องรีบก้มหน้าลง เต็งลั่งกลับสนอกสนใจยิ่ง กล่าวว่า
"ประโคมดนตรีรับลมหนาว? พวกเราย่อมสามารถกระทำ..."
ซุนเซี่ยวตงก็คว้ากระบอกไม้ไผ่มาเคาะเป็นจังหวะ ยังร้องเพลงที่เป็นบทกลอนเด็กน้อย เต็งลั่งรับฟังจนต้องอุดหู รีบกล่าวว่า
"สุ้มเสียงท่านไพเราะเกินไป เราสักครู่เข้านอนยังฝันร้าย"
ซังแชเกี่ยมแขะหัวร่อคักคัก เต็งลั่งพลันนึกเรื่องอันใดได้ พลันกระโดดปราดขึ้น กล่าวว่า
"พวกเราไปหยิบยืมเครื่องดนตรีผู้คนเถิด"
ซังแชเกี่ยมแขะพลันส่ายหน้าไปมา อั่งแชซิงแซก็ถามว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านคิดหยิบยืมจากผู้ใด"
เต็งลั่งฉุดดึงพวกเขาลุกขึ้น กล่าวว่า
"ย่อมหยิบยืมจากมารดาของเก็งจู้ อาจบางทียังเรียกนางมาร่วมวง รับประทานข้าวหอมเผาสุกใหม่ พวกท่านยามนี้รีบนำพาเราไปยังที่พำนักของนาง หาไม่ดึกดื่นล่วงไป ย่อมมิอาจเคาะประตูปลุกผู้คน"

ซังแชเกี่ยมแขะพอฟังต้องลอบถอนใจ อดีตงึ่นแชฮูหยินร้อยวันพันปีมิเยี่ยมหน้าออกมา ไหนเลยยินยอมตากน้ำค้างรับประทานข้าวหอม ทว่าเห็นเซี่ยวเก็งจู้คึกคักกระตือรือร้น ย่อมมิอาจขัดใจ ได้แต่นำพาไปยังที่พำนักนางทางด้านหลัง

พวกเขาพอไปถึงก็เคาะประตูเรียกหา ทว่ามิได้ยินเสียงตอบรับอันใด ที่ด้านในยังมีแสงสว่าง แสดงว่าคนยังมิได้เข้านอน เต็งลั่งกับซุนเซี่ยวตงเดินวนรอบเคหา กลับมิได้ยินสุ้มเสียงแม้แต่น้อย เซี่ยวเฮี้ยงที่ยืนเงียบงันอยู่นานพลันเอ่ยเบาๆ ว่า
"นางอาจบางทียังอยู่ที่เก็งจู้"
เต็งลั่งครุ่นคิดครู่หนึ่ง พลันกล่าวว่า
"พวกเราย่อมสามารถยืมของไปก่อน จากนั้นเขียนอักษรทิ้งไว้ นางหากกลับมาจึงทราบ เป็นเซี่ยวเก็งจู้สองท่านคิดขับกล่อมพระจันทร์ มิใช่หัวโขมยมาหยิบยืมไป"

ซุนเซี่ยวตงพอฟังก็รีบร้องสนับสนุน ซังแชเกี่ยมแขะเห็นเซี่ยวเก็งจู้ทั้งสองต่างเห็นตรงกัน ดังนั้นผลักประตูเข้ามาที่ด้านใน เห็นที่โต๊ะกลางห้องจุดตะเกียงทิ้งไว้ เต็งลั่งก็ร้องเรียกฮูหยินคำหนึ่ง ทว่ามิมีเสียงตอบ แสดงว่านางมิได้อยู่ที่นี้ดังที่เซี่ยวเฮี้ยงคาด พวกเขาพอเหลียวซ้ายแลขวา เห็นบนหลังตู้จัดวางพิณตัวหนึ่ง ขิมตัวหนึ่ง เต็งลั่งก็รีบไปหยิบพิณลงมา ยังถามว่ามีผู้ใดสามารถเล่นขิม ทว่าซุนเซี่ยวตงกับซังแชเกี่ยมแขะล้วนสั่นศีรษะ เซี่ยวเฮี้ยงยิ่งมิต้องว่ากล่าวแล้ว กับเครื่องดนตรีที่มาจากแดนไกลเช่นนี้ มิเพียงมิสามารถเล่น กระทั่งยังเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรก
...ซุนเซี่ยวตงลูบคลำขิมไปมา ยังถามว่า
"เต็งกงจื้อ ท่านก็มิเคยเล่นเอี๊ยคิ้ม? พวกเราบางทียังสามารถเอาไปทดลอง"
เต็งลั่งสั่นศีรษะเป็นการใหญ่ กล่าวว่า
"เอี๊ยคิ้มนี้เสียงดังอย่างยิ่ง พวกเราที่เล่นไม่เป็น ยามเอาไปประโคมโหม จันทร์เดือนแปดยังร่วงหล่นจากท้องฟ้า"
เซี่ยวเฮี้ยงรีบหากระดาษกับหมึกให้แก่เขา เต็งลั่งพอวางม้วนกระดาษลงบนโต๊ะ ยังไม่ทันคลี่ออกจนสุดก็เขียนอักษรลง ยังวาดหน้าตาผู้หยิบยืมทั้งห้าไว้ เกรงงึ่นแชฮูหยินมิทราบผู้ใดเป็นผู้ใด พอเสร็จก็ยื่นส่งให้เซี่ยวเฮี้ยง นางรีบหาสิ่งของมาวางทับไว้ ยามคลี่กางออกทั้งสี่ด้านพลันร้องว่า
"ที่นี้มีอักษรเขียนไว้แล้ว"

เต็งลั่งต้องรีบหันมาดู เห็นด้านขวาสุดของกระดาษเขียนวันเดือนปี ทว่ามิได้มีอักษรอื่น ซุนเซี่ยวตงเห็นเต็งลั่งยืนซึมเซาต้องรีบกล่าวว่า
"นางเพียงเขียนไว้แถวเดียวย่อมมิเป็นไร"
...ซังแชเกี่ยมแขะก็รีบพยักเพยิดเห็นด้วย เต็งลั่งพลันหอบหิ้วพิณออกมา พอถึงชายหาดก็เล่นให้พวกเขาฟังจนดึกดื่น สุดท้ายพอเหน็ดเหนื่อยยังนอนเบียดเสียดผิงไฟ หลับไหลใต้แสงจันทรา มีเพียงเซี่ยวเฮี้ยงที่กลับมาเอาผ้าห่มออกไปคลุมแก่พวกเขา จากนั้นแยกกลับมานอนยังที่พำนักนาง...

...เซี่ยวเฮี้ยงที่อิ่มอกอิ่มใจ ยามเดินกลับมายังย่างเท้าคล้ายคิดร่ายรำ ย่อมมิได้ทราบ เต็งลั่งที่ล้มกายลงนอนเมื่อครู่กลับผุดลุกขึ้น ยังติดตามกลับเข้ามาในถ้ำคูหา...