แสงทองทาทาบลงบนผนังถ้ำ บางครายังเห็นเงาวิหคที่โผผิน
...เล้งจงก้วงมาตรว่าผิดสถานที่ ยังคงตื่นเช้าเช่นเคย เห็นบนโต๊ะด้านหนึ่งจัดวางอาภรณ์และอ่างล้างหน้า สำรับอาหารยังถูกยกมาแล้ว คนพอลุกขึ้นยังต้องครุ่นคิด เทียนมึ้งเก็งที่ปฏิบัติต่อท่านอย่างดี น่ากลัวเป็นเพราะเกรงใจเต็งลั่งที่เป็นเซี่ยวเก็งจู้

กลิ่นอายอรุณหอมกรุ่นสดชื่น เล้งจงก้วงพอผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ เดินมาที่โต๊ะจัดวางสำรับ เห็นนอกจากชามข้าวกับโถน้ำแกง ยังมีป้านใหญ่น้อยสองใบ ท่านพอได้กลิ่นชาในป้านใหญ่ กลับคล้ายต้องมนตร์สะกดอันใด ยังยืนเงียบงันมิได้ขยับกาย...
...ชาแห้งกลิ่นรสเข้มข้น ชาสดกลับมีกลิ่นเจือจาง แผ่นชาที่ตากบนหินร้อน ยังมีกลิ่นกระไอแผ่นดินเจือปน...
เล้งจงก้วงยื่นมือสั่นสะริกแตะป้านอันน้อย พอเขย่านิดหนึ่งก็ได้กลิ่นสุราลิ้นจี่หอมหวน คนพลันทรุดกายลงนั่งอย่างหมดเรี่ยวแรง ดวงตาเวิ้งว้างว่างเปล่า

...ป้านชาสองใบที่วางรอคอย ใช่คิดให้ผู้คนรำลึกความหลัง...


ที่พำนักกิมแชฮูหยินวันนี้แตกต่างจากเมื่อวาน กลับเงียบเหงาไร้ผู้คน กระทั่งสตรีรับใช้สี่นางยังมิได้อยู่ภายในห้อง

กิมแชฮูหยินที่คับแค้นสะเทือนใจ เมื่อคืนมิอาจข่มตาหลับไหล ยังได้ยินเสียงพิณแว่วมาจากที่ไกล ลีลาเหยาะเยื้องดังกระต่ายเต้น ทำนองกลับเจือความหม่นหมองอาดูร นางสุดท้ายพอลอบออกไปชมดู เห็นเต็งลั่งเป็นผู้บรรเลง น้ำตาพลันไหลท่วมท้นในอก
...นางเมื่อวานที่ขุ่นเคืองเขา ว่ากล่าวออกไปหลายคำ ย่อมเป็นหยิกเล็บเจ็บเนื้อ ต่างเจ็บปวดโศกเศร้ามิแพ้กัน...

ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน กิมแชฮูหยินต้องรีบทรงกายขึ้น เห็นเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ที่หน้าประตู กลับเป็นปึงซิ่วซิ่ว นางพอมาถึงก็ย่อกายคารวะ กิมแชฮูหยินพลันเรียกนางเข้ามา ยังเชิญชวนให้นั่งที่โต๊ะ เห็นในมือปึงซิ่วซิ่วมีถ้วยน้ำแกง ย่อมเข้าใจว่านางยกมาปรนนิบัติตน น่ากลัวเป็นสตรีรับใช้สี่นางรายงานต่อซุนเซ่งเง็ก นางตั้งแต่เมื่อวานมิยินยอมรับประทาน เขาจึงให้ปึงซิ่วซิ่วยกมาด้วยตนเอง
...ปึงซิ่วซิ่วตักน้ำแกงใส่ถ้วยใบน้อย เลื่อนมาที่เบื้องหน้ากิมแชฮูหยิน เป็นยี่เก็งจู้สั่งนางไว้ก่อนรุ่งสาง เขาที่เพิ่งยินยอมออกมาพบผู้คน ย่อมมีเรื่องราวมากหลายให้ต้องกระทำ ทั้งจัดระเบียบผู้ที่เข้ามาใหม่จากภายนอก ทั้งจัดเวรยามรอบบริเวณ ดังนั้นออกไปแต่เช้าตรู่

กิมแชฮูหยินที่เกรงใจบุตรชาย พอปึงซิ่วซิ่วส่งถ้วยน้ำแกงมาก็ดื่มลงไปเล็กน้อย ยังมิทันสนทนาอันใด ที่ประตูกลับมีคนอีกผู้หนึ่งปรากฏขึ้น
...กลับเป็นเต็งลั่ง...

ทั้งสองพลันคล้ายสะดุ้งขึ้น ย่อมมิได้คาด เต็งลั่งกลับเข้ามาในยามนี้ กิมแชฮูหยินชำเลืองมองปึงซิ่วซิ่ว เห็นนางก้มศีรษะลง ต้องรีบกล่าวว่า
"เจ้าก็ไปพักผ่อนเถิด"
ปึงซิ่วซิ่วขยับกายลุกขึ้น เต็งลั่งที่ในมือถือถาดใบหนึ่งรีบก้าวเข้ามา กล่าวว่า
"ปึงโกวเนี้ยยังคงอย่าได้ไป ที่ข้าพเจ้ายกมาล้วนมีพอเพียง พวกเราสามารถรับประทานด้วยกัน"
...เขาความจริงทราบ ปึงซิ่วซิ่วยามนี้เป็นฮูหยินของยี่เก็งจู้ ทว่าคำเรียกหายังเป็นเช่นก่อนเก่า ย่อมเป็นเพราะรู้สึกมิคุ้นเคย ปึงซิ่วซิ่วพอได้ยินก็ชะงักเท้ารีรอ กิมแชฮูหยินพลันลุกขึ้นยืน ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"เซี่ยวเก็งจู้นำสิ่งของใดมา"
...เต็งลั่งวางถาดลงบนโต๊ะ เห็นมีถ้วยเปล่าวางซ้อนกันหลายใบ กลับคล้ายเตรียมมาให้ผู้คนเจ็ดแปดคนรับประทาน ที่ด้านข้างมีน้ำแกงในโถใหญ่ ส่งกลิ่นหอมหวนฟุ้งไปทั้งห้อง มิทราบปรุงขึ้นจากสิ่งใด

เต็งลั่งเห็นปึงซิ่วซิ่วกับกิมแชฮูหยินเมียงมองมา ต้องฉีกยิ้มกว้างขวาง ยังเชื้อเชิญตนเองนั่งลงบนเก้าอี้ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อเยาว์วัยมักทำให้มารดาขุ่นเคือง ยามเช้าพอตื่นขึ้นต้องรีบไปที่ฉิกอี๊ เรียกหานางทำซุปเต่าหม้อหนึ่ง พอยกกลับมาที่บ้านให้มารดารับประทาน นางที่ตอนแรกคิดหยิบไม้เรียวยังเปลี่ยนเป็นคำชมเชย..."
กิมแชฮูหยินยังอดยิ้มขึ้นมิได้ กล่าวว่า
"ที่นี้มิได้มีฉิกอี๊ผู้นั้น เจ้ากลับไปไหว้วานผู้ใดปรุงมา"
เต็งลั่งจุ๊ปากคราหนึ่ง ยื่นมือตักน้ำแกงใส่ลงในถ้วย กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเห็นฉิกอี๊ปรุงน้ำแกงเป็นร้อยพันครั้ง ย่อมต้องจดจำไว้ในสมอง..."
...เห็นปึงซิ่วซิ่วยังยืนรีรออยู่ ต้องรีบเลื่อนเก้าอี้ให้แก่นาง กล่าวว่า
"ท่านก็ร่วมรับประทานด้วยเถิด พวกเราในที่นี้ล้วนเป็นญาติสนิท ยามเอร็ดอร่อยต้องเข้าร่วมวง หากมีพิษฤทธิ์ร้ายก็ตกตายพร้อมกันหมดสิ้น..."

กิมแชฮูหยินต้องถอนใจคราหนึ่ง ย่อมมิทราบควรจัดการหลานชายผู้นี้อย่างไร ยามนี้ชี้ไปที่ถ้วยชามอีกหลายใบ ถามว่า
"เจ้าไฉนจึงตระเตรียมมามากมาย"
เต็งลั่งเหลียวซ้ายแลขวา กล่าวว่า
"ท่านทุกคราวมีสตรีรับใช้หลายนาง ข้าพเจ้าย่อมยกมาเผื่อแผ่ ทว่าพวกนางน่ากลัวรู้ทัน พอทราบว่าข้าพเจ้าเข้าครัวปรุงซุปเต่า ดังนั้นหลบลี้หนีหน้า กริ่งเกรงท้องไส้ปั่นป่วน"
...คนพอหัวร่อคักคักยังหันมาทางปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"ท่านก็อย่าได้กลัวไป ซุปเต่าหาได้ใช้เต่าปรุงขึ้นไม่ ฉิกอี๊ของข้าพเจ้าเคยเห็นผู้คนใช้เต่าจริงปรุงขึ้น นางที่รักสงสารเต่า ทั้งชีวิตเพียงมุ่งประหัตประหารเป็ดไก่ ดังนั้นเปลี่ยนเป็นใช้ไก่รุ่นกระทงหลายตัว ในน้ำแกงยังใส่เก้ากี้หยิบมือหนึ่ง ปลาไหลตัวหนึ่ง ข้าวใหม่กำมือหนึ่ง..."

ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะรับฟัง ยังรู้สึกแจ่มใสสดชื่นขึ้นมากหลาย นางเมื่อครู่อยู่ที่นี้กับกิมแชฮูหยิน บรรยากาศตึงเครียดเงียบเหงา เต็งลั่งพอมาถึงก็ทำให้ผู้คนแย้มยิ้มอิ่มเอม อดมิได้ต้องนึกขึ้น มาตรว่าตนมิได้สมหวังในสิ่งที่ปรารถนา เพียงมีโอกาสเห็นเขาบางครั้งบางครา ย่อมปลาบปลื้มประโลมใจยิ่ง
...ยามนี้นึกถึงเม่งไอ่ซีที่กลับคืนสู่ฮวงจึง พลันรู้สึกเข้าอกเข้าใจขึ้นมากหลาย เม่งไอ่ซีที่จำต้องตัดขาดจากเต็งลั่ง กาลก่อนตกแต่งกับเล้งอิก ย่อมคาดหวังเช่นเดียวกับนาง ภายหน้ายังสามารถพบพานเขา เห็นดวงตาที่สุกใสของเขา ยังมีรอยยิ้มที่ชวนผู้คนคลั่งใจตาย เยี่ยงนี้จึงพอผ่านวันเวลาไปได้ตลอดรอดฝั่ง...
...คนพอรับประทานซุปเต่า ในใจยังซาบซึ้งดื่มด่ำ กลับมิได้ยินที่เต็งลั่งซักถาม พอเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง กิมแชฮูหยินพลันตอบคำแทนว่า
"นางที่พักนี้เก็บตัวอยู่ภายใน ย่อมเป็นเพราะรักษาร่างกาย ชุนเทียน (ฤดูใบไม้ผลิ) ปีหน้ายี่เก็งจู้จึงได้บุตรเพิ่มอีกคนหนึ่ง"

เต็งลั่งพอฟังก็รีบกล่าวคำยินดี เขาเมื่อครู่ถามไถ่ ปึงซิ่วซิ่วพักหลังไฉนมิปรากฏกาย ยามนี้จึงเพิ่งทราบ ที่แท้นางตั้งครรภ์แล้ว เห็นนางเคยสนิทสนมกับเม่งไอ่ซี ตั้งใจว่าต้องส่งข่าวออกไป ไอ่ซีที่ใจร้อนใคร่ได้ตุ๊กตาแป้งปั้นพยัคฆ์คู่จากเขา สุดท้ายกลับชักช้ากว่าปึงซิ่วซิ่วก้าวหนึ่ง...
...ได้ยินปึงซิ่วซิ่วเอ่ยคำขอบคุณอย่างแผ่วเบา เต็งลั่งก็ถามขึ้นว่า
"ท่านตั้งนามให้ทารกแล้ว"
กิมแชฮูหยินสั่นศีรษะไปมา กล่าวแทรกว่า
"ยังมิทราบทารกเป็นหญิงหรือชาย เวลาตกฟากเป็นยามใด..."
เต็งลั่งโบกมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"มารดาข้าพเจ้าเคยบอกเล่า นางพอมีข้าพเจ้าอยู่ในท้องก็คิดตั้งนามไว้มากหลาย ตอนแรกคิดให้ข้าพเจ้าเป็นเต็งไท่ (สงบสันติ) ทว่าผ่านวันเวลาเงียบเหงาเกินไป ดังนั้นเปลี่ยนเป็นเต็งฮ้วย (น้ำวน) มิคาด เดือนถัดมาน้ำเหนือไล่บ่า บ้านเรือนผู้คนเสียหายหมดสิ้น ข้าวของภายในล้วนลอยหาย ต้องเปลี่ยนใจฉับพลันทันที คิดให้ข้าพเจ้าเป็นเต็งพู้ (ลอยฟ่อง)..."

ปึงซิ่วซิ่วรับฟังจนต้องกลั้นยิ้มแทบตาย กิมแชฮูหยินเมื่อวานเพิ่งขุ่นเคืองเขา วันนี้กลับมิอาจทนปั้นสีหน้า ในดวงตายังมีแววขบขัน เต็งลั่งเห็นพวกนางผ่อนคลายสบายใจ พลันหันมาทางปึงซิ่วซิ่วอีกครา กล่าวว่า
"ท่านคิดเรียกหาทารกเยี่ยงไร ย่อมมิใช่ซุนไท่ ซุนฮ้วย ซุนพู้ ดอกกระมัง"
ปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึกคล้ายมีเข็มทิ่มแทงลงในหัวใจ ทว่านางที่สามารถเก็บซ่อนเรื่องราวไว้ใต้สีหน้า ยามนี้ยังสามารถแย้มยิ้มขึ้น กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้คิดนามอันใด เซี่ยวเก็งจู้ท่านหากเมตตา ยังคงช่วยตั้งนามแก่ทารกเถิด"
กิมแชฮูหยินพอฟังก็สะดุ้งในอก ต้องรีบกล่าวว่า
"เรื่องนี้ยังคงถามไถ่ยี่เก็งจู้ก่อน"
เต็งลั่งก็ผงกศีรษะเห็นด้วย ปึงซิ่วซิ่วกลับคล้ายดื้อดึง ดวงตายังมองมาที่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"ยี่เก็งจู้กล่าวว่าทุกสิ่งล้วนให้เป็นดังใจข้าพเจ้า เซี่ยวเก็งจู้เคยช่วยเหลือข้าพเจ้ามากหลาย มีบุญคุณที่ข้าพเจ้าชาตินี้มิอาจทดแทน เพื่อให้ข้าพเจ้าผู้นี้มีสิ่งใดไว้ระลึกถึงท่านตลอดกาล ยังคงช่วยตั้งนามแก่ทารกสักครา..."

กิมแชฮูหยินรับฟังจนต้องเบือนศีรษะไป เต็งลั่งเมื่อครู่เพียงเล่าเรื่องกาลก่อนให้พวกนางขบขัน ปึงซิ่วซิ่วกลับคล้ายจริงจังยิ่ง เขายามนี้ได้แต่ครุ่นคิดอย่างตั้งใจ สักครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
"ท่านให้ข้าพเจ้าตั้งนามแก่ทารก ดังนั้นสามขีดแรกของอักษรจึงเป็นเช่นเดียวกับนามข้าพเจ้า เป็นคำว่าโพ่ว (กว้างใหญ่ไพศาล) อักษรตัวหลังยังคงใช้คำว่าซิม (หัวใจ) หากทารกนี้เป็นเด็กชาย ก็เรียกว่าโพ่วซิมเถิด"
...ปึงซิ่วซิ่วพยักหน้าช้าๆ ตนที่มิเคยคิดถึงทารกในครรภ์ เพลานี้พลันภาวนา ใคร่ให้เขาเป็นทารกชาย มิเพียงมีดวงตาสุกใสคู่หนึ่ง ยังมีรอยยิ้มที่ประทับใจผู้คน กิมแชฮูหยินที่ด้านข้างก็ลอบถอนใจหลายครา เต็งลั่งที่ให้ทารกมีอักษรซิมในนาม ย่อมคิดเห็นเพื่อซุนเซ่งเง็ก ปรารถนาให้เป็นที่ระลึกถึงจูไต่ลุ้ยที่มีนามเดิมว่ากอเซ่งซิม...

พวกเขาพอนั่งเงียบงัน พลันได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน กิมแชฮูหยินพอหันไปมอง เห็นผู้มากลับเป็นอดีตงึ่นแชฮูหยินมารดาของเก็งจู้ ในมือนางก็มีถาดใบหนึ่ง จัดวางป้านชาน้อยๆ สองใบ เต็งลั่งต้องรีบวางชามน้ำแกงลง กล่าวกับกิมแชฮูหยินว่า
"ท่านมีผู้คนห่วงใยมากมายปานนี้ ต้องอายุยืนกว่าเล้งจือที่ข้าพเจ้ารับประทานหมดสิ้น"
...กิมแชฮูหยินแสร้งปั้นหน้าดุเขา กล่าวอนุญาตให้งึ่นแชฮูหยินเข้ามาภายใน เห็นนางวันนี้สวมอาภรณ์แพรราบเรียบ บนศีรษะประดับด้วยปิ่นหยกขาว ที่ข้อมือมีเพียงกำไลหยกสองวง ดวงตามีแววอิดโรย ใบหน้าก็ซีดเซียว คาดว่าห่วงใยเก็งจู้จนมิอาจพักผ่อน พอเอ่ยเชิญนางลงนั่งก็กล่าวว่า
"เก็งจู้พักอีกหลายวันก็ฟื้นฟูเช่นเดิม เจ้าอย่าได้กังวลจนกระเทือนถึงตนเอง"
งึ่นแชฮูหยินก้มศีรษะกล่าวขอบคุณนางที่เป็นห่วง พลันเอ่ยว่า
"ข้าพเจ้าเตรียมชามา ยังทราบว่าเซี่ยวเก็งจู้อยู่ที่นี้ ดังนั้นจึงนำมาเผื่อ"

เต็งลั่งได้กลิ่นชาเจือจาง กลับมิคล้ายที่เคยดื่มมา ต้องถามว่า
"นี่เป็นชาชนิดใด"
งึ่นแชฮูหยินเปิดฝาป้านชา ตะแคงให้เขาชมดู เห็นใบชาที่ด้านในมีสีเขียวสด ยังมีเมล็ดสีขาวขุ่นปะปนอยู่ มิทราบเป็นของสิ่งใด งึ่นแชฮูหยินก็อธิบายว่า
"ใบชานี้เป็นของสด ออกแดดเพียงให้สลดลง กลิ่นรสล้วนเจือจาง ทว่ามีสรรพคุณเลิศล้ำ เมล็ดสีขาวที่เห็นคือข้าวที่เผาไฟจนพองออก ใส่เจือปนลงกับใบชา เพิ่มกลิ่นให้หอมหวนน่าดื่ม..."
...นางพอกล่าวจบคำก็หยิบถ้วยออกวางเรียงราย รินให้แก่ทุกผู้คน เต็งลั่งพลันเอ่ยว่า
"ชาที่ประนีตปานนี้ ข้าพเจ้าย่อมต้องทดลองก่อน"
งึ่นแชฮูหยินรีบเลื่อนถ้วยชาส่งมาถึงด้านหน้า กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านลองจิบดู หากมิคุ้นเคยรสชาติ ข้าพเจ้ายังรีบไปเปลี่ยนมาให้"

กิมแชฮูหยินแลมองอย่างมิตั้งใจ พลันเห็นถ้วยชาของงึ่นแชฮูหยินยังว่างเปล่า ต้องถามว่า
"เจ้ามิคิดดื่มด้วย?"
งึ่นแชฮูหยินมิทันตอบว่ากระไร เต็งลั่งที่สูดดมกลิ่นชาพลันหันไปทางกิมแชฮูหยิน กล่าวว่า
"นางคิดดื่มหรือไม่ย่อมเป็นเรื่องของนาง"
...พอกล่าวขาดคำก็ยกถ้วยขึ้นดื่มรวดเดียวหมดสิ้น งึ่นแชฮูหยินยังมองดูเขามิวางตา ย่อมคิดใคร่ทราบ เต็งลั่งพอใจกลิ่นรสชานี้หรือไม่ เห็นเขาพอดื่มแห้งถ้วยก็เลื่อนกลับมาที่เบื้องหน้านาง เป็นทำนองขอเติมอีกสักครา กิมแชฮูหยินที่ด้านข้างพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงตำหนิว่า
"ดื่มชารสอ่อนต้องค่อยจิบทีละน้อย เด็กผู้นี้กลับยกถ้วยกรอกลงราวดื่มสุราเลว ผู้ใหญ่ของเจ้าจึงต้องละอายแขกเหรื่อ"
เต็งลั่งที่ถูกเหน็บแนมกลับมิได้กระเทือน เพียงกล่าวว่า
"ที่นี้หามีแขกเหรื่ออันใด ท่านที่เป็นผู้ใหญ่ของข้าพเจ้าก็มิต้องอับอายไป"

งึ่นแชฮูหยินแลมองเต็งลั่ง ริมฝีปากมีรอยยิ้มนุ่มนวล ดวงตาก็มีแววรักเอ็นดู ยังคล้ายที่เบื้องหน้าเป็นบุตรชายตนเอง นางพอรินชาแก่เขาอีกถ้วยก็เอื้อนเอ่ยว่า
"...เก็งจู้แต่กาลก่อนผ่านวันเวลาอย่างโดดเดี่ยว พอมีท่านเข้ามากลับเปลี่ยนแปลงไป ยังมีอารมณ์ความรู้สึกเช่นผู้คน เขาเมื่อวานพอฟื้นขึ้นมายังบอกต่อข้าพเจ้า ท่านพาออกไปรับประทานหมี่ สุดท้ายกลับมิได้รับประทาน คราวหน้ายังปรารถนาให้ท่านพาออกไปอีกครา..."
...งึ่นแชฮูหยินที่ว่ากล่าวออกมาตรงๆ กิมแชฮูหยินกลับรับฟังจนสีหน้าเครียดเคร่ง วาจาเมื่อครู่ย่อมแฝงถ้อยคำเสียดสี หากเป็นเวลาอื่น นางย่อมมิยินยอมนิ่งเฉย ทว่าวันนี้มีเต็งลั่งอยู่ด้วย พวกตนเมื่อวานเพิ่งขัดแย้งกัน ย่อมมิคิดโหมไฟขึ้นอีกครา ได้แต่ทนอดกลั้นระงับถ้อยคำ...
เต็งลั่งย่อมสังเกตท่าทีกิมแชฮูหยินออก ได้แต่เลี่ยงเสียทำไม่รู้ไม่ชี้ รับชามาดื่มลงไปอีกครา กล่าวกับงึ่นแชฮูหยินว่า
"ขอเพียงเก็งจู้ยินยอมจ่ายเงินทอง มิว่าเช้าสายบ่ายค่ำ ข้าพเจ้าล้วนสามารถพาออกไปรับประทาน"
...งึ่นแชฮูหยินพยักหน้าคราหนึ่ง ยังรินชาแก่ตนเอง คนเพิ่งยกขึ้นจิบดื่ม กิมแชฮูหยินที่บึ้งตึงพลันกล่าวว่า
"เราวันนี้คิดสนทนากับหลานชาย ฮูหยินเจ้าหากมิมีธุระอื่นใด ยังคงเชิญกลับที่พักเถิด"
งึ่นแชฮูหยินวางถ้วยชาลง เห็นพร่องไปเพียงครึ่ง เต็งลั่งต้องมองดูนางอย่างเห็นใจ พลันผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"ฮูหยินท่านหากคิดกลับไปยังที่พำนัก ข้าพเจ้าจึงเดินไปส่ง"

งึ่นแชฮูหยินแลสบตาเขา สายตามีแววสะทกสะท้อน กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
"ท่านเมื่อวานบอกกล่าว คิดฟังข้าพเจ้าเล่นเอี๊ยคิ้ม มิทราบเช้านี้ยังมีอารมณ์รับฟังหรือไม่"
เต็งลั่งก็ยิ้มให้นาง ผงกศีรษะกล่าวว่า
"มิว่าเป็นเวลาใดย่อมสามารถรับฟัง"
งึ่นแชฮูหยินทรงกายขึ้นยืน ม่านมุกที่หน้าต่างพลันสะบัดไหวด้วยแรงลม คนพอหันไปมอง ดวงตากลับคล้ายมีแววเจ็บช้ำ ยังกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงหัดเอี๊ยคิ้มมาเพียงเล็กน้อย ย่อมมิได้มีฝีมือเท่าผู้ที่สอนสั่ง ท่านยังต้องทนรำคาญ..."
เต็งลั่งก้มศีรษะลง ส่ายหน้ากล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงมิรำคาญ"

งึ่นแชฮูหยินหันกลับมาอีกครา ต่างฝ่ายต่างแลสบตา กิมแชฮูหยินกับปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึก พวกเขาคล้ายมีเรื่องราวใดระหว่างกัน กิมแชฮูหยินพอคิดถามไถ่ เต็งลั่งกลับโบกมือขึ้น งึ่นแชฮูหยินก็เหม่อมองเขาเนิ่นนาน สักครู่จึงเอ่ยว่า
"ท่านความจริงทราบแล้ว..."
เต็งลั่งเพียงยืนนิ่งเฉย มิได้ตอบคำอันใด งึ่นแชฮูหยินพลันกล่าวสืบไปว่า
"ท่านเมื่อทราบ ไฉนจึงเก็บเงียบไว้ ยังกล้าดื่มชาของข้าพเจ้า"
เต็งลั่งมองดูป้านชาที่วางบนโต๊ะ กล่าวว่า
"ชาที่ท่านตั้งใจตระเตรียม ข้าพเจ้าจึงมิกล้าไม่ดื่ม"
...ปึงซิ่วซิ่วที่จับความรู้สึกผู้คนได้ฉับไว พอฟังต้องรู้สึกตระหนกตกใจ มิทราบชานี้มีอันใดแอบแฝงหรือไม่ กิมแชฮูหยินก็ยันกายลุกขึ้น มองเต็งลั่งกับงึ่นแชฮูหยินสลับไปมา ถามอย่างร้อนรุ่มว่า
"นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด"

งึ่นแชฮูหยินกลับมิได้ใส่ใจผู้อื่น ราวกับในห้องนี้มีเพียงนางกับเต็งลั่ง คนพอหันหลังไป เห็นไหล่ยังสั่นสะท้าน น้ำเสียงที่กล่าวก็พลุ่งพล่านยิ่ง
"ท่านที่สามารถคาดเดาเรื่องราว กลับยังดื่มชาลงไป ไฉนจึงโง่งมปานนี้"
เต็งลั่งยังคงนิ่งฟัง กิมแชฮูหยินกลับยกป้านชาขึ้น สีหน้าแววตาตื่นตระหนกอย่างยิ่ง กล่าวว่า
"เจ้าอย่าได้บอก ชานี้มีลวดลาย..."
คนยังว่ากล่าวมิทันจบคำ ต้องรีบสืบเท้าเข้าหาเต็งลั่ง คิดตรวจจับชีพจรเขา เต็งลั่งกลับถอยกายเลี่ยงออก ดวงตายังมองตรงไปยังงึ่นแชฮูหยิน ปึงซิ่วซิ่วยามนี้พลันลุกปราดขึ้น นางที่ปกติเรียบร้อยนุ่มนวล ท่าทีกลับเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง พอย่างเท้ามาถึงเบื้องหน้างึ่นแชฮูหยินก็ถามว่า
"ท่านรีบบอกออกมา ใช่มีสิ่งใดในชา?"

งึ่นแชฮูหยินมองดูปึงซิ่วซิ่ว ดวงตามีความรู้สึกหลากหลายปะปน พลันกล่าวเบาๆ ว่า
"ฮูหยินน้อยท่านต้องการคำตอบ ยังคงนึกถึงเรื่องราวเมื่อกาลก่อนเถิด เจ็งไฮ้เมื่อยี่สิบเจ็ดปีที่แล้ว ตกตายด้วยพิษชนิดใด ที่ข้าพเจ้าใช้ออกวันนี้ยังคงเป็นเช่นเดียวกัน"
...ปึงซิ่วซิ่วพอฟังก็สะท้านใจจนแทบมิอาจทรงกาย กิมแชฮูหยินที่ด้านหลังยังรู้สึกคล้ายชาวูบทั่วร่าง

...พิษที่ยี่สิบเจ็ดปีก่อนสังหารผลาญชีวิตบุตรชายของนาง มิใช่ฮ้วยหงส์ตั๊กยังจะมีอันใด...