|
งึ่นแชฮูหยินที่ว่ากล่าวออกไป ตนเองยังคล้ายเจ็บปวดยิ่งกว่า ยามนี้หันมาทางเต็งลั่งอีกครา หยาดน้ำในดวงตาเอ่อท้นพรั่งพรู กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ ข้าพเจ้าขออภัยท่าน"
...กิมแชฮูหยินที่งุนงงสับสนต้องจับมือเต็งลั่งไว้ ยังเขย่าเขาไปมา ถามว่า
"นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวใด เจ้าได้รับพิษ?"
เต็งลั่งประคองนางนั่งลง สายตายังมิได้ละไปจากงึ่นแชฮูหยิน พลันย่างเท้าไปยังปึงซิ่วซิ่วที่ยืนโงนเงน พานางมานั่งลงที่โต๊ะ ยังกล่าวเบาๆ ว่า
"ท่านมิต้องเป็นห่วงไป ในน้ำชามิได้มีพิษ"
งึ่นแชฮูหยินมองดูป้านชาบนโต๊ะ ท่าทีกลับสงบนิ่งอีกครา กล่าวแก่เต็งลั่งว่า
"ฮ้วยหงส์ตั๊กไร้กลิ่นไร้สี ท่านไฉนจึงมั่นใจ ยังกล้าดื่มลงไปถึงสองถ้วย..."
เต็งลั่งก็แลมองตามนาง ดวงตามีหยาดน้ำรื้น น้ำเสียงยังสั่นเครือ
"ข้าพเจ้ามิสามารถทราบ ชานั้นมีพิษหรือไม่ ที่ข้าพเจ้ามั่นใจคือตัวท่าน..."
งึ่นแชฮูหยินส่ายศีรษะไปมา คล้ายมิสามารถเชื่อถือสิ่งที่ได้ยิน ยังถามขึ้นว่า
"ท่านที่ทราบอยู่ก่อน ข้าพเจ้าเคยใช้พิษมาคราหนึ่ง ยังกล้าบอกว่ามั่นใจในตัวข้าพเจ้า?"
เต็งลั่งหันไปอีกทาง มือพลันสั่นระริกขึ้น กล่าวว่า
"ท่านกาลก่อนไฉนจึงกระทำลงไป ข้าพเจ้าล้วนมิอาจทราบ ทว่าท่านวันนี้หามีความจำเป็นต้องกระทำอีกไม่ ข้าพเจ้าเมื่อคืนเฝ้าครุ่นคิด สุดท้ายพบทางเลือกเพียงสองทาง หนึ่งคือเปิดเผยเรื่องราวออกมา ล้างแค้นแก่บิดาที่ตกตาย ทว่าสร้างความเจ็บช้ำแก่ผู้คนทั้งมวล อีกทางหนึ่งคือยอมลืมเลือน ใช้ชีวิตเช่นนี้สืบต่อ พวกเราก็มิมีใดต้องหมองหมาง..."
...คนยามนี้หันมาเผชิญหน้ากับงึ่นแชฮูหยินอีกครา กล่าวอย่างเจ็บช้ำว่า
"ข้าพเจ้ายอมเลือกหนทางที่สอง ท่านไฉนกลับมิให้โอกาสแก่ตนเอง ยังดิ้นรนจนเป็นเช่นนี้"
กิมแชฮูหยินที่จิตใจพลุ่งพล่านพลันปราดเข้ามา ดวงตาวาวโรจน์ยิ่งกว่าเปลวเพลิง พอสาวเท้ามาที่เบื้องหน้าเต็งลั่งก็ถามว่า
"เจ้าบอกต่อเรา ฮ้วยหงส์ตั๊กที่คร่าชีวิตบิดาเจ้า ฤาเกี่ยวข้องอันใดกับนาง?"
เต็งลั่งเบือนศีรษะไปไม่ตอบคำ หยาดน้ำในดวงตาไหลพรากเป็นสาย งึ่นแชฮูหยินพลันคุกเข่าลงที่พื้น สองตาจับจ้องกิมแชฮูหยิน กล่าวว่า
"ตลอดยี่สิบเจ็ดปีที่ท่านสั่งสมความแค้น ยินยอมสูญเสียผู้คนข้างกายมากหลาย กระทั่งยังทำร้ายจิตใจตนเอง ทว่ากลับมิได้ทราบ ผู้ที่เป็นเป้าหมายความแค้นนั้น ที่แท้กลับอยู่ใกล้ท่านอย่างยิ่ง ยังเป็นมารดาของหลานชายท่าน เป็นสตรีที่ยอมลงแก่ท่านมาโดยตลอด ท่านเมื่อกาลก่อนพรากบุตรไปจากนาง นางยังมิกล้าทักท้วง เพียงแลดูเขาเติบโตอย่างเหินห่าง..."
...กิมแชฮูหยินส่ายหน้าไปมา กลับมิสามารถเชื่อถือ ที่ได้ยินยลตรงหน้าเป็นความจริงฉากหนึ่ง งึ่นแชฮูหยินข่มกลั้นอารมณ์ภายใน หันมาทางเต็งลั่ง กล่าวสืบไปว่า
"ท่านคงมิได้ทราบ มารดาท่านที่ไปจากเทียนมึ้งเก็ง ย่อมเป็นเพราะแลเห็น เล่าฮูหยินปฏิบัติต่อบุตรชายข้าพเจ้าอย่างไร ท่านที่เป็นบุตรของนาง ยังมีความสำคัญยิ่งกว่าเช็งจุ้ย ลิ้วซีซีมิต้องการให้ท่านเติบโตผิดผู้คนสามัญ ดังนั้นว่ากล่าวต่อเจ็งไฮ้ ทว่าเขากลับมิได้ใส่ใจ เพียงเห็นเป็นเรื่องวิตกของสตรี นางที่ดื้อรั้นพลันผละจากไป เจ็งไฮ้พอสูญเสียนางก็คร่ำครวญหวนไห้ กลับมิได้โทษตนเอง เขาที่มิเคยมีข้าพเจ้าอยู่ในหัวใจ ยังระบายโทสะใส่ข้าพเจ้า..."
กิมแชฮูหยินหลั่งน้ำตาอย่างเจ็บแค้น ส่ายหน้ากล่าวว่า
"เจ้าที่เพียงน้อยใจสามี อีกทั้งชิงชังเรา ถึงกับวางแผนสังหารผู้คน..."
งึ่นแชฮูหยินสั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวสืบไปว่า
"...ข้าพเจ้ามิเคยวางแผนอันใด อีกทั้งมิเคยคิดชิงชังท่าน ยิ่งมิได้น้อยใจเจ็งไฮ้ ท่านเองก็ทราบดี สามสิบกว่าปีที่แล้ว เมื่อท่านพบพานข้าพเจ้า มารดาข้าพเจ้าก็บ่งบอก ข้าพเจ้าผู้นี้มีบุรุษที่สมัครรักใคร่อยู่ก่อน ทว่าท่านที่มิเคยยอมให้ผู้ใดขัดใจ ยังสั่งบิดาข้าพเจ้าให้ส่งตัวข้าพเจ้ามา บิดาข้าพเจ้าที่เป็นผู้คนของน่ำเทียนก่าแต่ก่อนเก่า ย่อมมิต้องการขัดขืนท่านที่มีอำนาจล้นฟ้า ข้าพเจ้าก็จำต้องตัดใจจากบุรุษผู้นั้น เมื่อเข้าสู่น่ำเทียนก่ายังตั้งใจ ต่อไปเป็นภรรยาที่ดีของก่าจู้ ทว่ามีปีหนึ่งที่ติดตามเจ็งไฮ้ออกสู่ภายนอก กลับพบพานบุรุษผู้นั้นอีกครา พบว่าเขายังมีใจรักมั่นดังเดิม พวกเรามาตรว่าเจ็บปวดรวดร้าว ยังมิอาจล่วงล้ำประเพณี ข้าพเจ้าพอกลับคืนน่ำเทียนก่า บอกต่อตนเองว่าภายหน้ามิควรพบพานเขาอีก ทว่าปีถัดมากลับเกิดเรื่องราว เจ็งไฮ้คิดประลองกับเจ้าสำนักทั้งห้า ข้าพเจ้าพลันฟุ้งซ่านขึ้น พาลคิดไปว่า หากเจ็งไฮ้มิได้รอดชีวิตกลับมา ข้าพเจ้าอาจบางทีสามารถหวนคืนสู่บุรุษผู้นั้น..."
กิมแชฮูหยินพลันระลึกถึงสิ่งใดขึ้นมา ต้องโพล่งขึ้นว่า
"หรือเจ้าที่แท้เกี่ยวข้องกับเล้งจงก้วงที่มาเมื่อวาน..."
...งึ่นแชฮูหยินพอได้ยินก็พยักหน้าช้าๆ ริมฝีปากสั่นระริก พลันหันไปทางเต็งลั่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพอทราบว่าท่านเข้ามายังเทียนมึ้งเก็ง ยังอดมิได้ต้องคิดขึ้น บุตรชายของลิ้วซีซีที่ถือกำเนิดโดยมิได้มีผู้ใดทราบ อยู่เบื้องนอกร่อนเร่พเนจร สวรรค์พลันบันดาลให้กลับคืนรากของตน น่ากลัวเป็นเวลาที่ข้าพเจ้าต้องชดใช้หนี้ครานั้น..."
กิมแชฮูหยินยามนี้ใคร่ครวญปรุโปร่ง ต้องตวาดอย่างคั่งแค้นว่า
"ที่แท้กลับเป็นเจ้า"
งึ่นแชฮูหยินมิได้สนใจนาง ยังคงแลมองเต็งลั่ง ถามว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ ท่านที่แท้ทราบตั้งแต่เมื่อใด"
เต็งลั่งแลมองนาง สายตาหาได้มีแววโกรธแค้นแม้แต่น้อย ยังคล้ายเห็นใจเข้าใจอย่างยิ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อพบท่าน ทราบว่าท่านเล่นเอี๊ยคิ้ม พลันรู้สึกว้าวุ่นอยู่บ้าง เนื่องเพราะเอี๊ยคิ้มมาจากดินแดนไกลโพ้น ในแผ่นดินมีผู้รู้จักน้อยยิ่ง กาลก่อนเพียงเห็นเพ็กกงจู้มารดาของเล้งอิกเล่นมา ทว่ากับเรื่องราวประการนี้ ข้าพเจ้าพลันตัดออกจากจิตใจ มิปรารถนาล่วงรู้สืบต่อ..."
...ปึงซิ่วซิ่วที่นิ่งฟังพลันก้มศีรษะหลั่งน้ำตาอย่างเงียบงัน เต็งลั่งเมื่อครู่ว่ากล่าว เขาเพียงมีทางเลือกสองทาง คนเมื่อคิดให้ตนลืมเลือนเรื่องเช่นนี้ มิทราบต้องใช้ขวัญกำลังใจปานใด ยังต้องเสียสละปานใด...
หัวใจนางพอชอกช้ำร่วมกับเขา ยังได้ยินเต็งลั่งเอ่ยสืบไปว่า
"...เมื่อคืนข้าพเจ้าไปหยิบยืมพิณของท่าน ยังมีโอกาสเห็นลายมือท่าน ตัวง้วย (จันทรา) ที่ท่านเขียนในกระดาษ ขีดแรกงอโค้งราวจันทร์เสี้ยว ขีดหลังยาวกว่าปกติ ส่วนปลายม้วนขึ้นราวตะขอ ยังคล้ายจงใจให้เป็นเช่นนั้น ในผืนแพรที่ท่านเขียนแก่เล้งจงก้วง ยังเป็นลายมือเช่นเดียวกันมิผิดเพี้ยน ข้าพเจ้าเมื่อเห็นที่สังเกตดังนี้ กลับยังปลุกปลอบใจตนเอง ลายมือผู้คนย่อมสามารถคลับคล้าย ยังตัดใจลงอีกครา มิยินยอมผูกเรื่องราวเข้าหากัน เมื่อคืนตอนที่กลับเข้ามาในถ้ำคูหา เข้าใจว่าท่านยังอยู่กับเก็งจู้ ทว่าเมื่อไปถึงที่นั้น พบเก็งจู้นิทราอยู่เพียงลำพัง ข้าพเจ้าพลันอดมิได้ ต้องไปยังที่ควบคุมเล้งจงก้วง..."
...งึ่นแชฮูหยินพอฟังถึงตอนนี้ต้องก้มศีรษะลง ยังสะอื้นจนตัวโยน นางที่เมื่อวานทราบ เล้งจงก้วงกลับยอมให้ผู้คนนำพามาถึงที่นี้ ย่อมห่วงใยเขาอย่างยิ่ง คนคิดใคร่พบพาน กลับมิอาจเยี่ยมกรายเข้าไป ได้แต่ยืนแลมองหลังถ้ำคูหา ตลอดคืนตากน้ำค้างอย่างเงียบงัน ยังหวังเขาก็แลมองจันทราที่ด้านนอก ร่วมชมแสงจันทร์ในคืนเดียวกับนาง...
เต็งลั่งยามนี้ทรุดกายลงนั่ง จับมืองึ่นแชฮูหยินขึ้น ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ท่านความจริงมีอิสระเนิ่นนาน ไฉนยังรั้งอยู่ที่นี้ ยังแสร้งทิ้งผืนแพรไว้ที่สุสานเจี้ยงลุ่ยผู้นั้น คิดให้เล้งจงก้วงเข้าใจว่าท่านเสียชีวิตแล้ว"
งึ่นแชฮูหยินข่มกลั้นความรวดร้าวที่ประดังขึ้น ตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าที่มิได้กลับไปหาเขา เนื่องเพราะมิอาจแบกหน้าพบเขา ข้าพเจ้าหลอกลวงเขามากหลาย ยังใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจของเขา ก่อเรื่องทำร้ายฮวงจึง เกรงเขาวันหน้าทราบเรื่องนี้ ยังมิสามารถมีชีวิตสืบต่อ"
กิมแชฮูหยินพลันปรี่เข้ามา ผลักไสงึ่นแชฮูหยินแทบล้มลง ตะคอกใส่ว่า
"เจ้าที่เห็นแก่ความรักความหลัง ทำร้ายสามีตนเองอย่างโหดเหี้ยม บุตรชายเราตกตายอย่างน่าเวทนานัก เจ้าหากต้องการแก้แค้นผู้คนที่พรากเจ้า ไฉนมิได้ลงมือต่อเรา กลับทำร้ายเจ็งไฮ้ที่มิทราบเรื่อง เขามาตรว่ารักใคร่ลิ้วซีซี ยังดีต่อเจ้ามากหลาย เจ้ากลับเห็นแก่บุรุษผู้เดียว ยอมให้บุตรชายตนเองเป็นกำพร้า..."
พอกล่าวจบคำก็ทรุดลงกับพื้น ร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ เต็งลั่งที่เห็นใจทั้งสองฝ่าย ได้แต่เข้าประคองนางอีกทาง งึ่นแชฮูหยินก็ก้มศีรษะลงกับพื้น ย่อมขอขมาต่อกิมแชฮูหยิน ยังกล่าวว่า
"...ข้าพเจ้าที่กระทำเรื่องชั่วช้า ความจริงมิได้ตั้งใจแม้แต่น้อย ข้าพเจ้าที่มีโอกาสใกล้ชิดเพ็กกงจู้ พลันทราบวิธีเก็บตัวยาของนางโดยบังเอิญ ตอนที่หยิบตุ๊กตาปั้นนั้นมา ยังมิได้แน่ใจ ตนเองเข้าใจถูกหรือไม่ ทว่าพอทุบแตกทำลาย กลับพบว่าเป็นฮ้วยหงส์ตั๊กดังคาด เพลานั้นพลันคิดขึ้น สวรรค์ไฉนบันดาลให้ข้าพเจ้าทราบเรื่องนี้ อีกวันยังมีโอกาสลงไปยังห้องเก็บอาวุธของฮวงจึง หากมิใช่โชคชะตากำหนด ไหนเลยเกิดเรื่องบังเอิญปานนั้น ยามที่ข้าพเจ้าเคลือบทาพิษลงบนคมทวน จิตใจเวิ้งว้างล่องลอย ภายหลังยังคิดไปว่า สวรรค์ที่ลองใจข้าพเจ้า ใช่ปรารถนาเช่นนี้อยู่ก่อนหรือไม่ เจ็งไฮ้มีฝีมือเลอเลิศ หากมิใช่เป็นดวงถึงฆาต อาวุธใดก็ย่อมมิระคายผิวเขา ผู้ตกตายอาจบางทียังเป็นเล้งทิเจ็ง..."
เต็งลั่งพลันนึกถึงสุสานของเจี้ยงลุ่ย กึ่งพั่วพั้วกล่าวว่าพวกเขาฝังนางไว้ที่นั้น มิทราบที่แท้ผู้ใดเป็นผู้ใด ดังนั้นเอ่ยว่า
"เจี้ยงลุ่ยที่สุสานในเข่งไคจึง..."
งึ่นแชฮูหยินเงยศีรษะขึ้น อธิบายว่า
"เจี้ยงลุ่ยนั้นย่อมมีอยู่จริง ข้าพเจ้าเองก็เป็นเจี้ยงลุ่ยอีกนางหนึ่ง ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่อยู่ภายนอก บ้างใช้นามสวมรอยผู้อื่น เจี้ยงลุ่ยที่ตกแต่งกับผู้แซ่คิ้ว เป็นครอบครัวที่พวกเราสวมรอยใช้นาม นางพอตกตายโดยกะทันหัน ข้าพเจ้าจึงสบโอกาส ฝังแพรผืนนั้นไว้ที่สุสาน..."
...เต็งลั่งยามนี้เข้าใจกระจ่าง เทียนมึ้งเก็งที่ส่งผู้คนซึมแทรกทั่วแผ่นดิน ยังใช้วิธีเช่นนี้ในละแวกเดียวกับฮวงจึง...
กิมแชฮูหยินที่พังทลายหมดสิ้นพลันฝืนทรงกายขึ้น ชี้มือมายังงึ่นแชฮูหยิน กล่าวเน้นทีละถ้อยคำว่า
"เจ้ามาตรว่าเป็นมารดาของเก็งจู้ เราก็มิยินยอมละเว้น"
เต็งลั่งสั่นศีรษะไปมา ยังมิทันกล่าวกระไร งึ่นแชฮูหยินกลับพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าที่ยกน้ำชาเข้ามาวันนี้ มิเพียงคิดสารภาพต่อท่าน ยังต้องการขอขมา อีกทั้งตั้งใจไว้แล้ว หนี้ชีวิตย่อมชดใช้ด้วยชีวิต เพียงหวังท่านอย่าได้หมางเมินเช็งจุ้ย เขาที่เป็นบุตรชายคนแรกของเจ็งไฮ้ ทุกจิตวิญญาณของเทียนมึ้งเก็งล้วนถ่ายทอดสู่เขา อย่าได้ให้ความชั่วช้าของข้าพเจ้ากระทบกระเทือนถึงเขา..."
กิมแชฮูหยินกล่าวคำประเสริฐหลายครา น้ำตาที่หลั่งไหลก็เหือดแห้งลง ดวงตามีแววเกรี้ยวกราด งึ่นแชฮูหยินยามนี้ยันกายขึ้นยืน กล่าวว่า
"เจ็งไฮ้ตกตายด้วยฮ้วยหงส์ตั๊ก ข้าพเจ้าวันนี้ก็ใช้ฮ้วยหงส์ตั๊ก ทว่ามิได้ผสมลงในชา เพียงเคลือบทาบนถ้วยของตนเอง..."
เต็งลั่งรับฟังจนสะท้านใจ ต้องสาวเท้ามาที่นางอีกครา พอแตะมือตรวจจับชีพจร สีหน้าที่ว้าวุ่นพลันเปลี่ยนเป็นงุนงง กล่าวว่า
"ท่านมิได้ถูกพิษ"
กิมแชฮูหยินพลันตวาดออกมาว่า
"สตรีสามานย์ยังกล้าโป้ปดเรา"
งึ่นแชฮูหยินก็มีแววตามิเข้าใจ สั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้โป้ปด เมื่อครู่ก่อนเข้ามา ได้เคลือบทาพิษบนถ้วยชาจริง"
...เต็งลั่งปราดเข้าไปที่โต๊ะ เหลียวมองด้านข้างเห็นกริชด้ามเล็กวางอยู่ ต้องหยิบมาสะกิดที่นิ้วมือ หยดโลหิตลงบนปากถ้วยที่งึ่นแชฮูหยินนำมา เขาที่ฝึกม่อฮ้วยชิ่ว ในกายมีโลหิตที่ผสานกับเก้าตั๊กฮวย หากสัมผัสพิษร้ายใด ย่อมมีปฏิกริยาเกิดขึ้น ทว่าคนทดลองจนครบสี่ถ้วย กลับมิพบพานพิษแม้แต่น้อย
งึ่นแชฮูหยินก็คล้ายถูกค้อนกระหน่ำลงบนศีรษะ ต้องส่ายหน้าอย่างมึนงง พึมพัมว่า
"ไฉนเป็นเช่นนี้ เราเคลือบทาพิษไว้จริงๆ"
เต็งลั่งใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว ต้องรีบถามว่า
"ท่านสลับถ้วยกับผู้ใดหรือไม่"
งึ่นแชฮูหยินสั่นศีรษะอย่างว้าวุ่น เต็งลั่งที่ร้อนใจก็ปราดเข้ามาอีกครา ถามว่า
"ท่านเมื่อครู่ตระเตรียมถ้วยชาที่ใด"
งึ่นแชฮูหยินสั่นระริกไปทั้งร่าง กล่าวว่า
"ย่อมเป็นในห้องครัวทางด้านหลัง"
เต็งลั่งพลันฉุดดึงข้อมือนาง ย่อมคิดไปยังสถานที่นั้น คนยังมิทันสืบเท้าออกไป ที่หน้าประตูพลันมีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น เห็นเป็นเล่งเหล็งที่ยิ้มแย้มแจ่มใส เต็งลั่งมิเคยพบพานนางมาก่อน ต้องมองดูอย่างงงงัน เล่งเหล็งเพียงจับตามายังงึ่นแชฮูหยิน ถามด้วยน้ำเสียงสดใสว่า
"...ฮูหยินท่านใช่คิดเสาะหาถ้วยชาหรือไม่ ข้าพเจ้าเมื่อครู่หลบซ่อนอยู่ในตู้เก็บเครื่องเทศ ยามที่ท่านหันกายไปมา ยังคว้าเปลี่ยนถ้วยมาได้ใบหนึ่ง"
กิมแชฮูหยินอุทานดังอา ต้องรีบถลันเข้ามา ถามอย่างร้อนรนว่า
"เจ้าหยิบถ้วยไปเล่นที่ใด รีบนำออกมาให้แก่เรา"
เล่งเหล็งกระโดดปราดหลีกนาง กลอกนัยน์ตาแลดูผู้คนในห้อง เห็นพวกเขาล้วนมีสีหน้าตระหนก ต้องรู้สึกสุขสมใจ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าที่ไร้มารดาคอยคุ้มครอง ยังโดนพวกท่านดุด่า ย่อมมิกล้านำข้าวของไปเล่น พอดีเห็นสตรีรับใช้นางหนึ่งเข้ามาปรุงยา ดังนั้นช่วยหยิบถ้วยแก่นาง ได้ยินว่าที่นางปรุงเป็นยารักษาอาการบอบช้ำ ยังนำไปให้เก็งจู้ ข้าพเจ้ายังติดตามไปรอดูที่ด้านนอก เห็นนางเมื่อครู่เพิ่งยกถาดออกมา ในถ้วยทุกใบล้วนว่างเปล่า..."
งึ่นแชฮูหยินพลันระทวยลงที่พื้น กิมแชฮูหยินก็ล้มลงทั้งยืน เต็งลั่งที่สั่นสะท้านพลันพุ่งปราดออกประตูไป ปึงซิ่วซิ่วก็วิ่งติดตามไปทางด้านหลัง เล่งเหล็งที่หัวร่อคิกคักยังตะโกนไล่หลังไปว่า
"พวกท่านรีบร้อนปานนี้ ระวังสุ้มเสียงฝีเท้าปลุกเก็งจู้จากห้วงนิทรา..."
เต็งลั่งที่ทะยานมาอย่างเร่งร้อน เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงที่พำนักของเก็งจู้ เห็นสตรีรับใช้หลายนางยืนหันรีหันขวาง ประตูห้องก็เปิดออก ต้องรีบถลันเข้าไป ทว่าที่พบเห็นเป็นเพียงเตียงว่างเปล่า หามีเงาร่างเก็งจู้อยู่ไม่ ต้องหันมาทางสตรีรับใช้เหล่านั้น ถามว่า
"เก็งจู้อยู่ที่ใด"
...สตรีรับใช้เห็นเซี่ยวเก็งจู้มีสีหน้าร้อนรน ต่างต้องอกสั่นขวัญแขวน พวกนางเองก็ตระหนกตกใจอยู่ก่อน เก็งจู้เมื่อครู่เพิ่งรับประทานยา ทว่าพอพวกนางออกมาตระเตรียมอาภรณ์ใหม่แก่เขา ยามกลับเข้าไปอีกครากลับมิพบพานคน ได้ยินเต็งลั่งกระชากเสียงถาม ต้องก้มหน้าหลบตามือไม้สั่นระรัว รีบกล่าวว่า
"พวกบ่าวก็มิได้ทราบ เก็งจู้พลันหายไปที่ใด ท่านเมื่อครู่ยังอยู่ที่ด้านใน"
เต็งลั่งพลันกลับเข้าไปในห้องอีกครา เก็งจู้หากออกไปทางประตู มาตรว่าใช้ความเร็วปานใด บ่าวไพร่ย่อมต้องพบเห็นเขา ยามนี้พุ่งตรงไปยังหน้าต่าง พอเปิดออกก็ชะโงกศีรษะมอง เห็นที่ริมด้านนี้มีรอยเท้า ต้องรีบกระโจนปราดออกไป วิ่งตามรอยเท้าไปอย่างเร่งร้อน ยังมิได้ยินปึงซิ่วซิ่วที่ร้องเรียกมา
เต็งลั่งที่วิ่งตะบึง หัวใจยังเต้นระรัวยิ่งกว่าตีกลอง คนพอปราดมาถึงชายหาด ทอดตาแลมองกลับมิได้เห็นผู้คน ต้องตะโกนเรียกหาเก็งจู้หลายครา คลื่นลมที่โหมกระหน่ำกลับกลืนสุ้มเสียงเขาหายสิ้น คนหอบหายใจถี่เร็ว ยังพุ่งกายมาอีกทาง ยามมาถึงศิลาฝึกวิชาที่เมื่อคืนพวกตนก่อไฟเผาข้าวหอม เห็นบนพื้นยังมีผ้าห่มคลุมอยู่ ที่นอนอยู่ใต้ผ้ากลับเป็นเก็งจู้ที่เขาตามหา เต็งลั่งพอกระชากผ้าเปิดออก เก็งจู้พลันปรายตามองเขาอย่างสงสัย ถามขึ้นว่า
"ท่านเมื่อวานรับประทานข้าวหอมเคล้าเสียงพิณ กลับมิได้ชวนเราออกมา วันนี้ยังมิอนุญาตเรานอนเล่นหย่อนใจ"
เต็งลั่งกลับโถมลงใส่เก็งจู้ ฉุดดึงเขาลุกขึ้นนั่ง ตรวจจับชีพจรอย่างเร่งร้อน เก็งจู้พลันสะบัดมือออก เบี่ยงกายมาที่ด้านข้าง ถามว่า
"ท่านเป็นไข้?"
เต็งลั่งฉวยข้อมือเขากลับมา ตวาดว่า
"เรามิได้เป็นไข้ ท่านจึงเป็นไข้"
เก็งจู้ที่มึนงงสงสัย ได้แต่ปล่อยให้เต็งลั่งตรวจโน่นดูนั่นตามใจ เต็งลั่งพอจับชีพจรก็พบว่าอ่อนล้า ทว่ามิได้มีอาการของผู้ที่ถูกพิษร้าย ต้องรีบถามว่า
"ท่านเมื่อครู่รับประทานยา?"
เก็งจู้พลันคล้ายเข้าใจเรื่องราว ต้องเชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"เรามิได้เลี่ยงรับประทานยาเช่นท่าน เพียงแต่ถ้วยยามีกลิ่นเครื่องเทศรุนแรง ย่อมมิอาจดื่มลงไป"
เต็งลั่งพอฟังยังคิดใคร่กระโดดปราดถึงฟ้า ปวารณาตนเป็นทาสรับใช้ในสถานที่นั้น ยอมขัดบันไดหยกหมื่นปี ทาริกาน้อยเมื่อครู่กล่าวว่านางหลบซ่อนในตู้เครื่องเทศ ถ้วยที่จับย่อมมีกลิ่นเครื่องเทศกรุ่นอยู่ เก็งจู้ที่พิถีพิถันจู้จี้กว่าสตรีชราย่อมรังเกียจกลิ่นรสแปลกปลอม กลับมิได้ดื่มยาลงไป
...คนที่ยินดีปรีดา ยังถามให้ทราบแน่อีกว่า
"ท่านมิได้รับประทานยาจริงๆ?"
เก็งจู้สั่นศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรามิได้รับประทาน เพียงเททิ้งในกระถางธูป"
...เขาพอว่ากล่าว เห็นเต็งลั่งเงยหน้ามองฟ้า สีหน้ากลับคล้ายวานรอดโซพบป่ากล้วย อดมิได้ยังต้องยิ้มขึ้น นึกถึงเมื่อคืนที่ตื่นมากลางดึก ได้ยินเสียงคนเล่นพิณจากที่ไกล ยังได้กลิ่นหอมหวนอันใด วันนี้พลันสืบเสาะมา พอเห็นร่องรอยกองไฟยังเดาได้ว่าต้องเป็นเด็กน้อยที่น่าตาย ผู้อื่นของเทียนมึ้งเก็งไหนเลยกล้าก่อไฟเผาขนม ยังนอนที่ด้านนอกมิเป็นระเบียบ...
ยามนี้ยกมือผลักเต็งลั่งถอยออก กล่าวว่า
"ท่านคืนนี้หากคิดออกมาที่ด้านนอก ต้องขออนุญาตเราก่อน เข้าใจหรือไม่"
...คนเข้าใจว่าเต็งลั่งต้องอาละวาดร่ำร้อง มิคาด เขาพอฟังกลับก้มศีรษะพยักหน้า น้ำตาก็ไหลออกมาเปรอะเปื้อน กล่าวว่า
"ท่านหากอยู่ให้เราขออนุญาตไปอีกร้อยปี เรายังยินดีกระทำทุกวัน..."
เก็งจู้พลันรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง ยังมิทันถามว่าเกิดเรื่องราวใด เต็งลั่งพลันนั่งลงที่ข้างกายเขา ดวงตาเหม่อมองไปยังท้องน้ำสีคราม กล่าวว่า
"ที่นางว่ากล่าวกลับเป็นความจริง พวกเราที่โลดแล่นดิ้นรน กลับมิอาจฝืนโชคชะตาแม้แต่น้อย คนที่ถึงคราวตกตาย จะอย่างไรก็ต้องตกตาย คนที่สวรรค์ปรารถนาให้มีชีวิตสืบต่อ ร้อยพันกระบี่จ่อถึงหัวใจยังรอดมาได้..."
เก็งจู้ก็นิ่งรับฟัง สักครู่จึงถามว่า
"เจ้าคราวที่อยู่ในจี่คุ้ย เคยคิดเป็นปุ้กป้าฮ่อเสียง วันนี้ที่ว่ากล่าวประหลาดพิกล ฤาปรารถนาเข้าสู่ทางสายนั้น?"
เต็งลังเมื่อครู่เพิ่งหลั่งน้ำตา ยามนี้กลับหัวร่อออกมา กล่าวว่า
"เราพอเป็นฮ่อเสียงก็ผิดศีลทันที เนื่องเพราะชาตินี้มิเพียงดื่มสุรารับประทานเนื้อ ยังคิดตกแต่งภรรยา"
เก็งจู้ร้องอ้อคราหนึ่ง ยังย้อนถามว่า
"คิดตกแต่งกี่นาง"
เต็งลั่งพลันจุ๊ปากหลายครา กล่าวว่า
"ย่อมตกแต่งเพียงนางเดียว ท่านที่ไร้เดียงสา น่ากลัวเข้าใจว่ายิ่งมีหลายนางยิ่งสามารถเชิดศีรษะอวดผู้คน เราผู้นี้บอกต่อท่าน หากคิดมีชีวิตสงบสุขเนิ่นนาน ยังคงซื้ออาชาฝีเท้าดีตัวหนึ่ง สุนัขสัตย์ซื่อตัวหนึ่ง สตรีรับใช้ที่นุ่มนวลอ่อนหวานสี่ห้านาง คัดที่หน้าตางดงามทว่าหนวกใบ้ จะอย่างไรก็อย่าได้ตกแต่งสตรีเป็นอันขาด เราที่มีความจำเป็นต้องแต่งไป เนื่องเพราะก้าวเดินมิทันระวัง ตกหลุมผู้คนคราหนึ่ง..."
...เก็งจู้ได้ยินเต็งลั่งว่ากล่าวยืดยาว พลันล้มกายลงนอนอีกครา ริมฝีปากยังมีรอยยิ้มประดับขึ้น เต็งลั่งที่หันมองเขาพลันผุดลุกขึ้นยืน ตัดสินใจกระทำเรื่องราวประการหนึ่ง ยังกล่าวว่า
"ท่านรอเราอยู่ที่นี้ ห้ามเดินเปะปะเพ่นพ่านไปที่ใด เราสักครู่จัดการเรื่องราวหมดสิ้น จึงเรียกมือกระบี่อันดับหนึ่งของแผ่นดินคู่นั้นออกมาก่อไฟเผาข้าวหอม ท่านหากรับประทานน้อยกว่าสิบกระบอกถือเป็นพ่ายแพ้..."
เก็งจู้หรี่ตาหลบแสงแดด กล่าวว่า
"เราพ่ายแพ้แก่ท่านสองครา วันนี้จึงมิยินยอมพ่ายแพ้แน่นอน..."
เต็งลั่งหมุนกายมาอีกทาง เช้านี้ผ่านเรื่องราวมามากหลาย ยังสามารถยิ้มทั้งน้ำตา เขายามย่างเท้าบนหาดทรายกว้างใหญ่ไพศาล แลมองขอบฟ้ากว้างไกลไร้ขอบเขต พลันพบว่ามนุษย์ผู้หนึ่งเล็กจ้อยร่อยอย่างยิ่ง ท่านที่สำคัญว่าตนเองยิ่งใหญ่เลิศล้ำ ที่แท้เป็นเพียงฝุ่นผงที่ผ่านห้วงกาลเวลา สวรรค์บันดาลผู้คนให้พบพานท่าน ยังกำหนดดวงชะตาไว้หมดสิ้น ท่านมาตรว่าดื้อรั้นปานใด เป็นตัวของตัวเองปานใด ยังมิอาจฝืนลิขิตฟ้า...
...ชีวิตผู้คนความจริงมิยืดยาวเท่าใด หากมนุษย์เรียกร้องเพื่อตนเองน้อยลงบ้าง รับฟังผู้อื่นมากขึ้นบ้าง โลกไยมิใช่น่าอยู่กว่าเดิม?
|