|
ลมเหมันตร์กรีดไอเย็นเยือก แสงตะวันจากฟากฟ้าอบอุ่นนุ่มนวล
เกลียวคลื่นเบื้องล่างส่งเสียงสาดซ่า ยามมองลงไปกลับมิสามารถแลเห็น เนื่องเพราะเช้านี้มีหมอกน้ำค้าง...
บนหน้าผามีคนถือทวนผู้หนึ่ง ยามลมพัดผ่านเห็นพู่ขนจามรีสีแดงสะบัดพลิ้ว บนคมทวนขาววาววับสลักรูปเศียรมังกร อีกด้านยังมีตัวอักษรสามคำ
...ผู้ที่ยืนอยู่ย่อมเป็นเล้งอิก ในมือยังเป็นพยัคฆ์คำรน...
ในฉับพลัน สรรพสำเนียงรอบด้านคล้ายมลายสิ้น รังสีเย็นเยียบแผ่ซ่านทั่วบริเวณ กระบี่เล่มหนึ่งจ่อขึ้นที่ด้านหลัง เขาพอหันกายกลับไป ปลายกระบี่ก็สะท้อนแสงวาบเข้าตา ส่วนคมยังจ่อบนตำแหน่งหัวใจ กระบี่แม้เก่าชรา คมกระบี่กลับแวววาวแปลบปลาบ ดวงตาผู้ถือกระบี่ยิ่งสุกใสกว่า...
...ย่อมเป็นเต็งลั่ง...
เล้งอิกแลสบตาสหาย ถามขึ้นว่า
"ท่านกล้า?"
เต็งลั่งสะบัดกระบี่ขึ้นฟ้า พอพุ่งลงก็ปักฉึกบนศิลาราบเรียบแผ่นหนึ่ง เล้งอิกพลันตวัดโฮ้วเส่าในมือขึ้น เสือกพุ่งออกงัดโกร่งกระบี่จนหลุดจากศิลา ยังลอยวาบกลับมาที่เต็งลั่ง คนพอยื่นมือก็รับได้พอดิบพอดี มิต้องสืบเท้าออกแม้แต่น้อย
เต็งลั่งวาดกระบี่ขึ้นอีกครา พอจ่อลงในตำแหน่งเดิมก็กล่าวว่า
"ท่านสามารถคิดค้นกระบวนแก้?"
เล้งอิกถอนใจกล่าวว่า
"กระบวนแก้ย่อมคิดค้นไว้เนิ่นนาน ทว่าพอเห็นในมือท่านมีกระบี่ พลันมิกล้าใช้ออกมา"
เต็งลั่งยิ้มทั้งปากทั้งตา ถามว่า
"ท่านมิได้แน่ใจ?"
เล้งอิกก็ยิ้มตอบเขา กล่าวว่า
"เรามิได้แน่ใจ"
เต็งลั่งสอดกระบี่กลับคืนฝัก กระโจนขึ้นไปนั่งบนหินศิลา กวาดตามองรอบบริเวณพลางกล่าวว่า
"สถานที่นี้กลับมิได้เปลี่ยนแปลง"
เล้งอิกผงกศีรษะ ตั้งด้ามพยัคฆ์คำรนลงบนพื้น หน้าผาแห่งนี้อยู่สุดเขตตะวันออกของฮวงจึง ทางขึ้นลาดชันอย่างยิ่ง ดังนั้นไร้ผู้รบกวน พวกเขาเมื่อกาลก่อนมักมาฝึกกระบี่ในยามเย็น เล้งอิกวันนี้พาลขึ้นมาแต่รุ่งสาง
...ยามแลดูสหายที่เอนกายเอกเขนกบนแผ่นศิลา พลันถามว่า
"ท่านมาถึงตั้งแต่เมื่อใด"
เต็งลั่งล้วงอกเสื้อหยิบห่อผ้าออกมา พอเปิดออกก็เห็นสมอแห้ง ยังยื่นส่งให้เล้งอิก กล่าวว่า
"เราเพิ่งมาถึงก่อนตะวันขึ้น พอเข้าไปที่ฮวงจึง เตี้ยงแปะแป๊ะบอกว่าท่านออกมาที่ภายนอก ดังนั้นสะกดรอยมา"
เล้งอิกก็นั่งลงที่ด้านข้าง กล่าวว่า
"จมูกท่านยังใช้การได้"
เต็งลั่งมองดูตะวันในม่านหมอก เห็นกลมโตเป็นสีแดงเจือจาง บนท้องฟ้ายังมีวิหคบินผ่านไปเป็นฝูง ยามอยู่ที่นี้ย่อมรู้สึกใจสงบยิ่ง พลันได้ยินเล้งอิกถามว่า
"ท่านมาเพียงลำพัง"
เต็งลั่งสั่นศีรษะกล่าวว่า
"เรามิเพียงมีมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินคู่หนึ่งคุ้มครองมา ยังมีเก็งจู้อีกสองสำนักติดตาม"
เล้งอิกพลันมีสีหน้างุนงง เต็งลั่งก็อธิบายว่า
"ซุนเซี่ยวตงที่รับสืบทอดคัมภีร์ดาบกระบี่ รับช่วงเก้าฮุ้นเก็งสืบต่อ ได้แต่เป็นเก็งจู้ไปอีกผู้หนึ่ง"
เล้งอิกพอฟังจึงเข้าใจ ย่อมทราบจากเต็งลั่งอยู่ก่อน จูไต่ลุ้ยเมื่อตกตายลง ทั้งเก้าฮุ้นเก็งและง้วยตอก่าล้วนเป็นมังกรขาดเศียร สองสำนักอันเกริกไกรในอดีต หนึ่งประสบชะตากรรมมิคาดฝัน หนึ่งพัวพันเข้าวังวนความแค้น สุดท้ายเหลือเพียงซากวิญญาณ ยามนี้ซุนเซี่ยวตงที่เป็นทายาทจูไต่ลุ้ยรับช่วงเก้าฮุ้นเก็ง ย่อมเหลือเพียงง้วยตอก่าที่รอทายาททางอื่นฟื้นฟู
...คนแลมองพยัคฆ์คำรนในมือ ที่กลับเป็นรูปร่างดังเดิมย่อมสร้างขึ้นใหม่ ยังใช้เหล็กเก่าหลอมรวม ตัวอักษรบนคมทวนกลับเป็นเต็งลั่งสลักขึ้น ให้ผู้คนส่งกลับมามอบแก่ฮวงจึง...
เล้งอิกพลันถามขึ้นอีกว่า
"เก็งจู้อีกท่านที่ติดตามมา ย่อมเป็นเก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง?"
เต็งลั่งพยักหน้าตอบว่า
"ย่อมเป็นเจ็งเช็งจุ้ยผู้นั้น"
เล้งอิกขมวดคิ้วแลมองสหาย ตำหนิว่า
"เขาเป็นตั่วกอของท่าน ยังคงเรียกหาให้ถูกต้อง"
เต็งลั่งส่งสมอเข้าปาก หันมาทางเล้งอิก กล่าวว่า
"ตั่วกอที่เติบโตมากับเราบนโฮ้ยเกี่ยมซัว เรายังมิเคยเรียกเป็นตั่วกอสักครา เจ็งเช็งจุ้ยที่มาทีหลัง ย่อมต้องรอตั่วกอเราผู้นี้อนุญาตก่อน"
...เล้งอิกพอฟังก็ยิ้มออกมา ตั่วกอที่เติบโตกับเต็งลั่งบนโฮ้ยเกี่ยมซัว ย่อมหมายถึงเขามิผิด...
เทียนมึ้งเก็งกับฮวงจึงที่ผ่านพ้นเรื่องราวสูญเสีย สุดท้ายสามารถเข้าใจกัน ยังยินยอมถอยคนละก้าว เล้งอิกก็ปล่อยเชลยที่ควบคุมไว้หมดสิ้น กับสำนักอื่นที่บาดหมางในครานี้ เขาจึงรับเป็นผู้เจรจา บิดาเขาครั้งก่อนยอมปิดบังความอัปยศของประดาพวกนั้น ผู้คนย่อมเชื่อฟังเขา หวังช่วงเวลาสงบสันติ ฟื้นความยิ่งใหญ่ขึ้นอีกครา
หมอกยามสายเริ่มเบาบางลง จากจุดที่ทั้งสองนั่งสนทนา ยังแลเห็นเรือน้อยลอยอยู่ไกลลิบ เต็งลั่งพลันถามขึ้นว่า
"ท่านได้ข่าวเล้งจงก้วง?"
เล้งอิกผงกศีรษะ ริมฝีปากมีรอยยิ้ม ในใจก็อบอุ่น ตอบคำว่า
"เขาส่งข่าวมาจากกังซู บอกว่าสถานที่นั้นปีนี้หนาวอย่างยิ่ง ผิวลำธารยังจับตัวเป็นน้ำแข็ง คิดพักอยู่จนชุนเทียนจึงค่อยกลับมา"
...เต็งลั่งพอฟังทั้งยิ้มทั้งเศร้า เล้งจงก้วงที่เข้าใจว่าเจี้ยงลุ่ยเสียชีวิต เมื่อพวกเขาส่งท่านกลับคืนฮวงจึง ปิดเรื่องราวไว้มิได้บอกกล่าว ปรารถนาให้ท่านเพียงจดจำช่วงเวลางดงาม กลบฝังความหลังขมขื่นลงสิ้น ท่านที่ยังโศกเศร้ามิสร่าง พลันขอเล้งอิกออกจากฮวงจึงชั่วคราว ย่อมกลับไปเยือนถิ่นฐานบ้านเกิด ยังตั้งใจทำสุสานเจี้ยงโกวเนี้ยขึ้นที่นั้น...
ยามคำนึงถึงอักษรบนผืนแพร ต้องลอบถอนใจในอก พลันได้ยินเล้งอิกถามขึ้นว่า
"เก็งจู้สบายใจขึ้นแล้ว?"
...เต็งลั่งพยักหน้าช้าๆ หลังเกิดเรื่องราวในวันนั้น เขาความจริงตั้งใจขอร้องกิมแชฮูหยิน เห็นแก่ผู้คนที่คับแค้น ยอมปล่อยอดีตงึ่นแชฮูหยินสักครา ทว่าตนพอย้อนกลับไป งึ่นแชฮูหยินพลันสาบสูญไร้ร่องรอย กิมแชฮูหยินก็มิได้ทราบ นางผละจากไปตั้งแต่เมื่อใด เก็งจู้เมื่อทราบเรื่องราวทั้งมวล พลันเก็บตัวใคร่ครวญโดยลำพัง เขาที่กระทบกระเทือนกว่าผู้อื่น สุดท้ายสามารถปลงตก เต็งลั่งเมื่อออกมาภายนอก ยังติดตามร่วมทางมา
...เขาพอแลดูเงาวิหคที่ตกทอดบนแผ่นศิลา ยังนึกถึงเจี้ยงลุ่ย พลันปรารถนาให้นางก็อภัยแก่ตนเอง ผู้คนในโลกบางครากระทำเรื่องราวยอกย้อน ก่อเป็นผลร้ายสุดหยั่งคาด ที่ลงโทษพวกเขาย่อมเป็นนรกสวรรค์ในใจ ยี่สิบเจ็ดปีมานี้ นางย่อมมิเคยเป็นสุขแม้สักวัน สิ่งที่กระทำยังกระทบบุคคลอันเป็นที่รัก มิสามารถอยู่ดูหน้าเขาสืบต่อ เต็งลั่งที่ผ่านพ้นเรื่องราวมากหลาย อีกทั้งเป็นผู้อยู่ในวังวน พลันได้บทเรียนประการหนึ่ง...
...ผู้ถูกกระทำมาตรว่าคับแค้น ผู้กระทำที่คล้ายลอยนวล กลับมิอาจเลี่ยงพ้นกฎแห่งกรรม ท่านกรีดดาบใส่หัวใจผู้อื่น ผู้อื่นมิเพียงกรีดใส่หัวใจท่าน ยังกรีดลงบนหัวใจบุตรหลานท่าน ต่อให้ท่านมีเดชสำแดงปานใด ยังมิอาจอยู่ค้ำฟ้าคุ้มครองพวกเขา...
เห็นเล้งอิกเงยหน้ามองเมฆขาว ท่าทีสงบปลอดโปร่ง ต้องเอ่ยขึ้นว่า
"เราเมื่อครู่เข้าไปที่ฮวงจึง พอพบเตี้ยงแปะแป๊ะก็ออกมาที่นี้ มิได้เข้าไปที่ตึกท่าน มิทราบไอ่ซีสบาย?"
เล้งอิกผงกศีรษะคราหนึ่ง พลันนึกถึงสิ่งใดขึ้นได้ ต้องรีบกล่าวว่า
"พวกเรามิได้รู้อยู่ก่อน ท่านกลับคิดเดินทางมา นางเมื่อคืนยังเตรียมส่งสาส์นถึงท่าน บอกว่าฤดูร้อนปีหน้าอย่าได้ลืมจัดส่งตุ๊กตาแป้งปั้น"
เต็งลั่งพลันกระโจนปราดขึ้น ชี้หน้าเล้งอิก ร้องขึ้นว่า
"เราเข้าใจท่านเก็บตัวฟื้นฟูกำลัง ยังมีภาระมากหลายให้สะสาง มิคาด ท่านกลับมีเวลากระทำเรื่องราวอื่น"
เล้งอิกพอฟังก็งุนงง แลดูสหายอย่างสงสัย เต็งลั่งเห็นเขากลับมิรู้ความนัย สีหน้าพลันมีรอยยิ้มพราย เล้งอิกที่มิได้เข้าใจต้องซักไซ้หลายคำ เต็งลั่งกลับมิยินยอมบอกกล่าว พอดีเบื้องบนศีรษะมีเงาสิ่งใดถลาวูบเข้ามา ต่างคนต่างเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นนกแก้วสีแดงสดใส ขนบนปีกกลับเขียวขจี พอจับบนกิ่งไม้ยังเอียงคอแลมองพวกเขา เต็งลั่งก็นั่งลงที่ด้านข้างอีกครา สักครู่จึงกล่าวว่า
"ท่านยังจำได้หรือไม่ เราเมื่อจากไปสิบปี พอย้อนกลับมาที่ฮวงจึง ท่านมีเรื่องถามเราสามประการ"
เล้งอิกถอนใจยืดยาว กล่าวว่า
"เราที่งมงายอยู่นาน ท่านยังใส่ใจ?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะกล่าวว่า
"เรามิใส่ใจเรื่องราวทั้งมวล เพียงใส่ใจความรู้สึกท่าน"
เล้งอิกพอฟังต้องรู้สึกตื้นตัน ได้ยินเต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"คำถามทุกประการเราล้วนตอบออกไป ความจริงยังคิดอธิบาย ทว่าเวลานั้นพลันเกิดเรื่องขึ้น ได้แต่บอกอย่างรวบรัด..."
เล้งอิกทอดสายตาไปที่เบื้องหน้า กล่าวว่า
"เราที่ถามท่านครานั้น ภายหลังยังรู้สึก..."
เขาที่เอ่ยออกมายังคล้ายย้อนเวลากลับไป ความขมขื่นพลันประดังเข้าทับโถม ย่อมเป็นคับแค้นตนเอง มิอาจว่ากล่าวสืบต่อ เต็งลั่งย่อมเข้าใจความรู้สึกสหาย พลันกล่าวว่า
"เรามิได้คิดขุดคุ้ยเรื่องราว เพียงต้องการให้ท่านทราบโดยกระจ่าง ท่านยังจำได้? คำถามประการที่สาม ท่านถามว่านางเคยไปยังสถานที่ของเราหรือไม่ เพลานั้นท่านยังสับสนว้าวุ่น เนื่องเพราะนางสามารถเข้านอกออกในราวคุ้นเคย ยังหยิบแจกันดินเผาออกมา เราวันนี้บอกต่อท่าน ไอ่ซีมิเคยย่างเท้าเข้าสู่สถานที่ของเรามาก่อน เพียงแต่ที่นั้นปลูกสร้างเช่นเดียวกับบ้านของเราในน่ำไฮ้ก่า ข้าวของทุกประการล้วนจัดวางดังเดิม..."
เล้งอิกหันมองสหาย กล่าวว่า
"ท่านความจริงมิต้องอธิบาย เราสมควรไว้วางใจพวกท่าน คำถามประการนั้นจึงโง่งมอย่างยิ่ง"
เต็งลั่งพลันมีรอยยิ้มขึ้นอีกครา เล้งอิกก็ตบไหล่เขา กล่าวว่า
"ท่านที่ออกมาครั้งนี้ เพียงคิดมาเยี่ยมเยียนพวกเราที่ฮวงจึง ฤายังปรารถนาไปที่ใด"
เต็งลั่งส่ายหน้ากล่าวว่า
"เรามิได้กะเกณฑ์ไว้ก่อน อาจไปยังโฮ้ยเกี่ยมซัวสักครา ฤาบางที..."
คนพอเงียบลงคล้ายหยุดครุ่นคิด เล้งอิกพลันเอ่ยว่า
"...ฤาบางทียังคิดไปอึ้งซัวตั่งชึง"
เต็งลั่งพลันแลสบตาเล้งอิก กล่าวว่า
"ท่านช่างรู้มากมายนัก"
พวกเขาที่สนทนาหยอกล้อ วันเวลาก่อนเก่าครั้งเยาว์วัยคล้ายกลับคืนมา นกแก้วสีแดงบนต้นไม้จับเจ่าชมดูสักครู่ก็บินจากไป ท่ามกลางแดดอุ่นลมบาง ยังโผผินไปไกลลิบ เต็งลั่งเล้งอิกก็แลมองจนลับขอบฟ้า...
...ธรรมชาติสร้างสรรค์สิ่งสวยงามคู่โลกมากหลาย ทว่าเพียงมอบแก่ผู้รู้จักเสพ ท่านหากผ่านวันเวลาอย่างรีบเร่ง เพียงคิดรุดไปไกลกว่าผู้อื่น ชั่วชีวิตอาจบางทีมิได้แลเห็น...
...โชคชะตาเป็นสวรรค์บันดาล สุขทุกข์กลับอยู่ที่ใจเรา...
...คารวะสุราอุ่น
...สี่เซี่ยวอัว
9 เมษายน 2550
รอพบนิยายเรื่องใหม่ "ดาบโลกันต์" เร็วๆ นี้
ติดตามวันเวลาได้ในหอลงนาม
|