ในห้องหับของโอ้วชีร้อนอบอ้าวอย่างยิ่ง หน้าต่างทุกบานล้วนปิดสนิท เนื่องเพราะเกรงลมเย็นจากภายนอกรบกวนเขา

โอ้วชีนอนหนุนศีรษะบนหมอนสูง ท่านความจริงคิดลุกขึ้นนั่ง ทว่าเตี้ยงโหวห้ามปรามไว้
"บาดแผลยังคงหนักหนา อีกทั้งร่างกายบอบช้ำนัก ทางที่ดีอย่าได้เคลื่อนไหว"
โอ้วชีพยักหน้าน้อยๆ เตี้ยงโหวรับน้ำชาจากบ่าวที่ยืนอยู่ด้านหลัง ย่อกายลงป้อนให้กับซือตี๋
"นี่เป็นชาผสมกับแชชิ่ว หากดื่มหมดกานี้ เราจึงอนุญาตให้เจ้าไปโลดเต้นที่ภายนอก"
โอ้วชีที่บาดเจ็บอดแย้มยิ้มมิได้ พวกท่านซือเฮียตี๋มีอายุไม่น้อยแล้ว ทว่าตั่วซือเฮียยังคงเจรจาราวกับเมื่อสี่สิบปีก่อน ท่านความจริงคิดว่ากล่าวหยอกล้อเช่นที่เคย หากแต่ในใจมีเรื่องราวร้อนรุ่ม ถ้อยคำได้แต่ชะงักยั้ง รีบจิบน้ำชาที่ซือเฮียยื่นให้ ครั้นหมดถ้วยจึงกล่าวว่า
"จึงจู้อยู่ที่ใด..."
เตี้ยงโหวหันศีรษะไปทางด้านหลัง บ่าวที่ยืนอยู่รีบกล่าวว่า
"เตียน้อยไปตามจึงจู้และเต็งกงจื้อแล้ว ส่วนผู้คนที่รออยู่หน้าตึกด้านล่าง บ่าวให้เซี่ยวจูลงไปบอกกล่าว"
เตี้ยงโหวผงกศีรษะรับ ท่านหันกลับมาหาซือตี๋ คิดสอบถามเรื่องสำคัญ ทว่าถ้อยคำยังมิทันหลุดจากลำคอ คนกลับชะงักงัน ที่แท้นึกได้ว่าไม่สมควรให้ผู้อื่นได้ยิน อาจบางทีเป็นการสร้างความตื่นตระหนกโดยมิสมควร

บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่คล้ายทราบความในใจของเตี้ยงซิงแซ รีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าออกไปรอที่ด้านนอก หากท่านมีใดสามารถเรียกหา"
เขาพอหันหลังคิดจากไป พอดีสวนกับเล้งอิก เต็งลั่ง และอาวเอี้ยงเทียนที่เข้ามาพร้อมกัน เห็นอาวเอี้ยงเทียนมีสีหน้าอิดโรย เล้งอิกกับเต็งลั่งก็ไม่ผิดกันเท่าใด จึงเอ่ยถามว่า
"จึงจู้ เต็งกงจื้อ อาวเอี้ยงซิงแซ ให้ข้าพเจ้าจัดน้ำชามาดีหรือไม่"
เต็งลั่งส่ายศีรษะปฏิเสธ เล้งอิกหันไปมองอาวเอี้ยงเทียน เห็นท่านก็ปฏิเสธเช่นกัน จึงกล่าวว่า
"บอกผู้คนเตรียมอาหารเย็นและห้องพักให้อาวเอี้ยงซิงแซที่บนตึกนี้"
บ่าวนั้นผงกศีรษะรับคำพลางสาวเท้าออกจากห้องไป อาวเอี้ยงเทียนถลันเข้ามาหาซือตี๋ที่นอนอยู่บนเตียง เอ่ยถามว่า
"เจ้าตอนนี้เป็นอย่างไร"
โอ้วชีพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวด แย้มยิ้มตอบว่า
"ข้าพเจ้าเป็นเซี่ยวซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้องคนเล็ก) รับรองต้องอยู่เผากระดาษแก่พวกท่านก่อน (เผากระดาษเงินทองแก่ผู้ตาย) ยี่ซือเฮียอย่าเพิ่งตื่นตระหนกไป"
อาวเอี้ยงเทียนอดมิได้ต้องหัวร่อออกมา เล้งอิกเต็งลั่งที่ด้านหลังก็คล้ายแย้มยิ้ม เตี้ยงโหวกลับปั้นหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"เวลาเช่นนี้ยังกล่าวถ้อยคำอัปมงคล ถึงกับยังไม่เติบโตเต็มวัยจริงๆ"
อาวเอี้ยงเทียนและโอ้วชีรีบสลายรอยยิ้ม พวกเขาแม้ชมชอบหยอกล้อ ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าซือเฮียที่เคร่งขรึม ทางที่ดีได้แต่สงวนปากคำไว้

เล้งอิกสาวเท้าเข้ามาใกล้ เอ่ยถามว่า
"ท่านบาดเจ็บครั้งนี้เพราะผู้ใด"
โอ้วชีมีสีหน้าเคร่งเครียดในฉับพลัน กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า
"เป็นฝีมือผู้คนจากเซี่ยวลิ้มยี่ ทว่า..."
อาวเอี้ยงเทียนร้องอุทานออกมา กล่าวว่า
"ผู้คนของเซี่ยวลิ้มยี่ใช่ยังแค้นเคืองเรื่องราวเมื่อยี่สิบห้าปีก่อน..."
โอ้วชีรีบสั่นศีรษะ ยามรุ่มร้อนกระทบกระเทือนบาดแผล อดแสดงสีหน้าเจ็บปวดมิได้ เตี้ยงโหวรีบกล่าวว่า
"เป็นผู้ใดของเซี่ยวลิ้มยี่ ฆราวาสหรือบรรพชิต"
โอ้วชีพยายามสงบเลือดลมภายใน กล่าวช้าๆ ว่า
"ผู้คนเหล่านั้นมาจากเซี่ยวลิ้มยี่ ทว่าหาใช่พวกเซี่ยวลิ้มยี่แท้จริง กลับเป็นผู้แอบแฝงกลุ่มหนึ่ง กระทั่งพวกเซี่ยวลิ้มยี่กันเองก็ถูกทำร้าย ฟังว่าซิมเสียงไต้ซือเจ้าอาวาสบัดนี้หายสาบสูญไป ไม่มีผู้ใดทราบร่องรอยท่าน ซิมคี้ไต้ซือก็ถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส บัดนี้ร้กษาตัวอยู่กับพวกเราที่น่ำเอี้ยง"

เล้งอิกและพวกสบตากันวูบ ทุกผู้คนล้วนมีสีหน้าเคร่งเครียด มีเพียงเต็งลั่งที่ยืนแยกออกไปด้านหนึ่ง ดวงตามีแววครุ่นคิด เล้งอิกพอดีสังเกตเห็น ทว่ายังมิทันเอ่ยปาก พลันได้ยินเตี้ยงโหวสอบถามโอ้วชีว่า
"เป็นผู้ใดแอบแฝง เจ้าใช่ทราบหรือไม่"
โอ้วชีขบริมฝีปากแนบแน่น สักครู่จึงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าสอบถามซิมคี้ไต้ซือ ท่านมาตรว่าไม่มั่นใจนัก ทว่ายังเอ่ยคำๆ หนึ่งออกมา"
อาวเอี้ยงเทียนร้องว่า
"ซิมคี้ไต้ซือว่าเป็นผู้ใด"
โอ้วชีกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
"เป็นน่ำเทียนก่า (นิกายฟ้าทักษิณ)..."


อาทิตย์อัสดง เส้นทางสายน้อยออกสู่นอกเมืองปกติเงียบเหงายิ่ง วันนี้กลับมีรถม้าคันหนึ่งโลดแล่นตะบึง
ผู้ควบขับรถเป็นชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก บนหน้าผากมีรอยแผลเป็นจางๆ เส้นหนึ่ง เมื่อทะยานใกล้ถึงนอกเมือง พลันชะลอฝีเท้าม้าลง กล่าวกับผู้อยู่ในรถว่า
"พวกเขาเป็นอย่างไร เซี่ยวเก็งจู้ (เจ้าวังน้อย) ใช่ยังร่ำไห้หรือไม่"
ในรถพลันมีสุ้มเสียงสตรีนางหนึ่งกล่าวตอบมา
"นางยามนี้สงบจิตใจลงแล้ว บ้วนเจ่กเจ็กมิต้องเป็นห่วงไป"
ชายฉกรรจ์ที่มีแผลเป็นนั้นร้องอ้อ พลันเฆี่ยนอาชาให้ตะบึงฝีเท้าต่อไป

สตรีในรถชะโงกศีรษะออกมาทางหน้าต่าง กล่าวแก่บ้วนเจ่กเจ็กนั้นว่า
"จนบัดนี้หามีพวกเราทางโน้นสวนทางมาสักผู้เดียว ข้าพเจ้าเป็นห่วงฮูหยินและพวกอย่างยิ่ง พวกเขาคิดทำการคืนนี้ ข้าพเจ้าคิดใคร่ย้อนกลับไปช่วยอีกแรง"
ชายฉกรรจ์แซ่บ้วนทางหนึ่งขับเฆี่ยนม้า ทางหนึ่งตะโกนว่ากล่าวแก่นาง
"ผู้คนทางโน้นได้รับข่าวแล้ว พวกเขาย่อมรู้ว่าควรมาเมื่อใด อีกประการ เก็งจู้ฮูหยินออกโรงลงมือ มิต้องให้เด็กน้อยเช่นเจ้าเป็นห่วง เจ้าบัดนี้มีหน้าที่พิทักษ์เก็งจู้น้อยทั้งสอง ยังคงรักษาหน้าที่ให้ดีเถิด"
สตรีนั้นขบริมฝีปาก ร้องอืมออกมาคำหนึ่ง พลันผลุบศีรษะกลับเข้าไปในรถ
นางจุดตะเกียงดวงเล็กขึ้นดวงหนึ่ง ล้วงถุงผ้าหยิบกาน้ำชาใบน้อยออกมาวางที่พื้น ในกายังคงมีใบชาจากมื้อที่แล้ว นางรินน้ำเย็นจากน้ำเต้าใบหนึ่งลงในกา มืออีกข้างจับหลอดตะเกียงไว้แน่น ชั่วพริบตา แสงไฟวอมแวมในตะเกียงกลับพวยพุ่งขึ้นราวกับเตาถ่านปะทุ

นางใช้แสงไฟนั้นอุ่นน้ำชาในกา สักครู่จึงเงยศีรษะขึ้น แลดูผู้คนสองคนที่นอนอิงกันอยู่อีกด้านหนึ่ง กล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
"เก็งจู้ทั้งสองท่าน มีผู้ใดกระหายน้ำ"
ผู้ที่เป็นบุรุษยันกายลุกขึ้นอย่างอ่อนแรง ทว่าร่างกลับอ่อนพับลงไปอีก ที่แท้ท่อนล่างโดนสกัดจุดไว้ ไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ได้แต่ร่ำร้องว่า
"พวกท่านใช้วิชาผีสางใด นี่เป็นเรื่องราวใด"
สตรีที่ถือถ้วยชายังคงแย้มยิ้ม ประคองถ้วยชานั้นส่งยื่นถึงริมฝีปากเขา กล่าวว่า
"ดื่มดื่มดื่ม ข้าพเจ้าความจริงคิดตบคลายจุดแก่ท่าน แต่เกรงพวกท่านอาละวาดวุ่นวาย พวกเรายามยั้งมือไม่ทัน อาจทำร้ายท่านบาดเจ็บ หากเป็นเช่นนั้นต้องรับโทษสาหัสยิ่ง"
บุรุษนั้นทางหนึ่งกลืนน้ำชาลงคอ ทางหนึ่งจับจ้องมองนางอย่างพิศวงสงสัย สตรีนั้นกล่าวต่อว่า
"เมื่อถึงสถานที่นั้น พวกท่านก็ปลอดภัย มีชีวิตอย่างสุขสบาย ฉะนั้น อย่าได้ร่ำร้องมากความ"

สตรีอีกนางหนึ่งที่นอนแอบอยู่ด้านหลังบุรุษหนุ่มพลันดิ้นขลุกขลัก ดวงตากลมโตมีหยาดน้ำใสพรั่งพรู ใบหน้าขาวผุดผาดบัดนี้เปรอะเปื้อนมอมแมม ด้ายถักสีเหลืองที่ผูกปอยผมไว้หลุดลุ่ย ที่แท้เป็นลิ้มเต็กเฮียะเอง
นางพอยันกายลุกขึ้นได้ก็ร่ำร้องว่า
"ซาเจ้เจ๊ท่านไฉนว่ากล่าวประหลาดยิ่ง พวกเราเป็นเก็งจู้น้อยอันใด มารดาของพวกเราไฉนมีวิชาฝีมือ ท่านคิดนำพาพวกเราไปที่ใด ข้าพเจ้า... ข้าพเจ้า..."
นางว่ากล่าวได้เท่านั้นพลันรู้สึกก้อนสะอื้นพุ่งขึ้นมาที่ลำคอ ไม่อาจออกเสียงสืบต่อ ได้แต่ร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น

นางที่เยาว์วัยไร้เดียงสา ในชั่ววันเดียวกลับมีเรื่องราวพิสดารเกิดขึ้นมากมาย ย่อมตระหนกเสียขวัญยิ่ง
มารดาบงการซาเจ้เจ๊ให้นำพาพวกนางไปสถานที่แห่งหนึ่ง เนื่องเพราะพวกเขาคืนนี้คิดลงมือ ไม่อาจปล่อยให้นางกับโหงวกอกอมีอันตราย
เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งรวดเร็วทั้งซับซ้อน นางย่อมมิอาจเข้าใจ เรื่องราวที่พวกท่านทั้งหลายปรึกษากัน นางกับโหงวกอกอฟังจนงุนงงยิ่ง ที่ประหลาดกว่านั้น กอกอเจ้เจ๊กลับเรียกหามารดาเป็นเก็งจู้ฮูหยิน หนำซ้ำยังเรียกนางกับโหงวกอกอเป็นเก็งจู้น้อย...
ลิ้มเต็กเฮียะพยายามกล้ำกลืนน้ำตาที่หลั่งไหล ในใจพลันนึกถึงคำๆ หนึ่งที่ได้ยินจากมารดา...
คำที่คล้ายชื่อสถานที่ในตำนานแห่งหนึ่ง...
...เทียนมึ้งเก็ง (วังประตูฟ้า)...


ในห้องเล็กด้านล่าง เตี้ยงโหวกับเต็งลั่งนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ตัวหนึ่ง เล้งอิกและอาวเอี้ยงเทียนยืนอยู่คนละฟากหน้าต่าง พวกเขาย้ายสถานที่สนทนาลงมาจากข้างบนเพื่อให้โอ้วชีที่ยังบอบช้ำได้พักผ่อน

โอ้วชีความจริงย่อมไม่คิดหลับนอน ทว่าเล้งอิกให้ท่านดื่มยาตัวหนึ่ง ยานี้มิเพียงมีสรรพคุณช่วยฟื้นฟูกำลัง หากยังทำให้ง่วงซึม โอ้วชีแม้ดื้อรั้น แต่กับประมุขของฮวงจึงย่อมไม่อาจถกเถียง ได้แต่รับประทานยาอย่างว่าง่าย

เตี้ยงโหวเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า
"น่ำเทียนก่าเคยเป็นอันดับหนึ่งในน่ำก่า (นิกายทักษิณ) ทั้งสี่สาขา ทว่าสาบสูญไปเนิ่นนาน ฟังว่าหลบเร้นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใดทั้งสิ้น ซิมคี้ไต้ซือไฉนจึงกล่าวพาดพิงถึงพวกเขา"
อาวเอี้ยงเทียนกล่าวว่า
"น่ำก่าทั้งสี่ยามนี้เหลือเพียงน่ำไฮ้ก่า (นิกายทะเลใต้) ที่ยังยืนยง อีกสามนิกายล้วนเสื่อมสลาย มิได้ข้องเกี่ยวกับภายนอกนานหลายสิบปี อาจบางทีมีผู้แอบอ้างใช้ชื่อ"
พวกท่านซือเฮียตี๋ ยามกล่าวถึงน่ำก่าทั้งสี่ ยังคงใช้วาจาระมัดระวังยิ่ง เนื่องเพราะจึงจู้ฮูหยินท่านปัจจุบัน เป็นธิดาของน่ำไฮ้ก่าจู้ (เจ้านิกายทะเลใต้) หากสมมุติฐานเลื่อนลอยเหลวไหล อาจกระทบกระเทือนถึงนาง...

น่ำก่าทั้งสี่ในอดีตรุ่งเรืองยิ่ง กล่าวได้ว่าเป็นที่นับถือแก่ผู้คนไม่น้อยไปกว่าฮวงจึงในปัจจุบัน วิชาฝีมือของพวกเขาก็สูงล้ำ ที่ได้รับการยกย่องมากคือวิชาตัวเบา ถึงกับมีคำว่ากล่าว... ผู้คนของน่ำก่าไม่สัมผัสพสุธา อีกทั้งไม่คบหาอาชา...
ไม่สัมผัสพสุธา อีกทั้งไม่คบหาอาชา... เยี่ยงนี้ได้แต่เหาะเหินเดินอากาศแล้ว...

น่ำก่าแบ่งเป็นสี่นิกาย น่ำเทียนก่า (นิกายฟ้าทักษิณ) น่ำตี่ก่า (นิกายดินทักษิณ) น่ำซัวก่า (นิกายเขาทักษิณ) และน่ำไฮ้ก่า (นิกายทะเลใต้) พวกเขาแม้แบ่งแยกการปกครอง หากแต่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น วิชาฝีมือแต่ละรุ่นถ่ายทอดให้แก่กัน ทว่าไม่รับศิษย์ภายนอก
คาดไม่ถึง น่ำก่าที่ยิ่งใหญ่ก็มีวันเสื่อมสลาย ประมุขของสี่นิกายในครั้งกระโน้นประกาศแยกตัวไม่ขึ้นต่อกัน น่ำตี่ก่าอพยพผู้คนขึ้นเหนือ ถากถางทำไร่อย่างสงบ ไม่เกี่ยวข้องเรื่องราวภายนอก น่ำซัวก่าและน่ำไฮ้ก่าแม้ปักหลักอยู่ที่เดิม ทว่าพวกเขาน้อยครั้งที่จะปรากฏตัวแก่สาธารณะ...

ที่ลึกลับที่สุดย่อมได้แก่น่ำเทียนก่า ฟังว่าในค่ำคืนเดียว ผู้คนทั้งนิกายสาบสูญไร้ร่องรอย กับเรื่องนี้ สามนิกายที่หลงเหลือล้วนปฏิเสธไม่ทราบ...
...พวกเขาไปที่แห่งใด เรื่องนี้ย่อมมิเกี่ยวข้องกับพวกเรา...
...หากพวกเขาวันหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก็ยังคงมิเกี่ยวข้องกับพวกเรา...
เงื่อนงำการสูญสลายของสี่นิกายในครั้งนั้นย่อมเป็นที่โจษจันอย่างยิ่ง หากแต่สามนิกายที่เหลือมิได้ต่อคำมากความ อีกทั้งหามีผู้ใดพบพานคนของน่ำเทียนก่าไม่ คำเล่าขานยิ่งนับวันยิ่งจืดจางลง สุดท้ายเรื่องราวของน่ำก่าทั้งสี่จึงคล้ายเป็นตำนานเรื่องหนึ่ง...
ตำนานที่คล้ายจริงคล้ายไม่จริงเรื่องหนึ่ง...

เต็งลั่งที่นิ่งเงียบอยู่นานพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าระหว่างเดินทางมาที่ฮวงจึง พบพานเรื่องประหลาดเรื่องหนึ่ง"
เตี้ยงโหวรีบถามว่า
"เป็นเรื่องประหลาดใด"
เต็งลั่งเหลือบมองเล้งอิกพลางกล่าวว่า
"ผู้คนในหมู่บ้านที่มีรัศมีห่างจากฮวงจึงหนึ่งร้อยลี้ มีหลายครอบครัวที่มิใช่ผู้คนเดิม"
เล้งอิกขมวดคิ้ว เอ่ยถามว่า
"มิใช่ผู้คนเดิม ท่านใช่หมายถึงคนต่างถิ่นย้ายเข้ามาใหม่"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเขามิใช่ผู้คนเดิม หากแต่ใช้ชื่อแซ่เดิม ยืนยันตนเองเป็นบุคคลเดิม"
เตี้ยงโหวและอาวเอี้ยงเทียนเปล่งเสียงอุทานโดยพร้อมเพรียงกัน เล้งอิกก็คล้ายตกตะลึงยิ่ง
เต็งลั่งพลันเอ่ยต่อว่า
"ข้าพเจ้าความจริงย่อมไม่อาจทราบ ทว่าก่อนมาถึงที่นี้ ข้าพเจ้าแวะไปเยี่ยมเยียนเฮ็กเซียน (เทวะดำ) ที่บ้านเขา"

อาวเอี้ยงเทียนและเตี้ยงโหวทีแรกงงงันวูบ จากนั้นค่อยนึกได้ว่า เฮ็กเซียนเป็นชายร่างเตี้ยผิวดำเมื่อม เมื่อสิบกว่าปีก่อนทอดเต้าหู้ขายในตลาด เต็งลั่งเล้งอิกและเม่งไอ่ซีมักช่วยซื้อเต้าหู้เขา ทั้งยังเรียกหาเขาเป็นเฮ็กเซียน
... เต้าหู้อร่อยปานนี้ ย่อมมิใช่มนุษย์ธรรมดาทอด ทว่าเป็นเซียนท่านหนึ่ง...
... เป็นเฮ็กเซียนที่ตกจากสวรรค์ท่านหนึ่ง...

เตี้ยงโหวซักไซ้ว่า
"หรือเฮ็กเซียนผู้นี้บอกกล่าวเรื่องราวใดแก่เจ้า"
เต็งลั่งส่ายศีรษะ สองตาจับจ้องที่เล้งอิก กล่าวว่า
"เขามิได้บอกกล่าวสิ่งใดแก่ข้าพเจ้า เนื่องเพราะเขาหารู้จักข้าพเจ้าไม่"
เล้งอิกสาวเท้าเข้ามาที่โต๊ะ เอ่ยถามอย่างรวดเร็ว
"หรือเขามิใช่เฮ็กเซียน"
เต็งลั่งทอดถอนใจ กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
"เขาย่อมมิใช่เฮ็กเซียน ทว่ามีรูปร่างหน้าตาคล้ายเฮ็กเซียนอย่างยิ่ง กริยาการกระทำล้วนเป็นเช่นเดียวกับเฮ็กเซียนเมื่อกาลก่อน"
อาวเอี้ยงเทียนซักถามว่า
"นอกจากเฮ็กเซียน เจ้าใช่พบว่าผู้อื่นถูกผลัดเปลี่ยนไปอีก?"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพบพานอีกหลายครอบครัว ทว่ากับผู้คนที่มิเคยสนิทสนม ข้าพเจ้าจึงไม่แน่ใจนัก"

เตี้ยงโหวหงุดหงิดใจยิ่ง กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า
"มีผู้คนถูกสับเปลี่ยนในรัศมีร้อยลี้ของฮวงจึง ทว่าพวกเราที่นี้กลับไม่ระแคะระคาย นี่จึงเรียกว่าไม่รัดกุมแล้ว"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"ที่พวกท่านไม่ทราบ เนื่องเพราะพวกเขาวางแผนแนบเนียนยิ่ง ถึงกับใช้ผู้คนที่มิได้ฝึกวิชาฝีมือ"
เตี้ยงโหวมีสีหน้ากังขา กล่าวว่า
"ใช้ผู้คนที่ไม่มีวิชาฝีมือ ย่อมไม่อาจทำอันตรายพวกเรา"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"ผู้ที่ไม่มีวิชาฝีมือแม้ไม่อาจทำร้ายพวกท่านโดยตรง หากแต่สามารถสืบทราบความในโดยพวกท่านไม่สังเกต ที่สำคัญ... ไร้วิชาฝีมือ มิใช่ไม่อาจฆ่าคน..."
เล้งอิกพลันเอ่ยถามว่า
"โกวเนี้ยที่ท่านนำมานั้น ใช่เป็นหนึ่งในพวกเขาหรือไม่"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"นางเป็นผู้หนึ่งที่ไม่มีวิชาฝีมือ หากแต่ใต้พื้นรองเท้าซุกซ่อนมีดบางเล่มหนึ่ง ข้าพเจ้าบังเอิญทราบ เพราะได้ยินเสียงฝีเท้านาง..."