|
ย่ำค่ำ สายลมยังคงอื้ออึงราวพิโรธโกรธแค้น...
เล้งจงก้วงก้าวออกจากตึกที่พำนักของจึงจู้ฮูหยิน เอียเท้ารับใช้นางหนึ่งเดินออกมาส่งท่านที่ประตู นางยังไม่ทันคล้อยหลังดี พลันได้ยินเสียงฟุบเบาๆ เข้าใจว่าเล้งจงก้วงที่ชราเดินพลัดตกหกล้ม ต้องรีบเหลียวมาดู ปากร้องว่า
"จงก้วง ท่านเป็นไร"
มิคาด บริเวณนั้นหามีเงาร่างเล้งจงก้วงไม่ นางสืบเท้ามาเบื้องหน้า กวาดสายตาไปโดยรอบ ทว่าเล้งจงก้วงกลับคล้ายสามารถล่องหนในพริบตา กระทั่งชายเสื้อก็มิได้ปรากฏ
เล้งจงก้วงมาตรว่าพำนักในฮวงจึงนานหลายสิบปี ทว่ามิได้ฝึกวิชาฝีมือ ท่านย่อมมิอาจเหาะเหิน อีกทั้งมิอาจดำดินหลบหาย...
เอียเท้านั้นรู้สึกผิดท่า ขณะจะร่ำร้องตะโกน พลันรู้สึกคล้ายถูกคีมเหล็กใหญ่หนีบลำคอไว้ มิอาจเปล่งวาจาแม้แต่น้อย นางยามร้อนรุ่มพยายามเหลียวศีรษะหาตำแหน่งที่มา ที่หางตาพลันเห็นใบหน้าคนผู้หนึ่ง
คนที่งามสะคราญอย่างยิ่งผู้หนึ่ง...
พริบตานั้นมีเสียงดังกร๊อบ ที่แท้สิ่งที่คล้ายคีมเหล็กนั้นรวบเข้าหากัน กระดูกลำคอนางถึงกับหักไป จบสิ้นชีวิตอย่างมิคาดฝัน...
ในห้องหับด้านบน เม่งไอ่ซียืนสงบนิ่งอยู่หน้าตู้หนังสือ...
คนแม้สงบนิ่ง ในใจกลับหนักอึ้ง...
สิบปีมานี้นางมิเคยย่างเท้าสู่ตึกใหญ่ของฮวงจึง เล้งอิกก็มิเคยแวะเวียนมาหานาง
เขามิได้มาที่นี้ เนื่องเพราะเขาไม่เข้าใจ...
นางมิได้ไปหาเขา เนื่องเพราะนางเข้าใจ...
ในโลกมนุษย์มักมีปัญหาที่ซับซ้อนเช่นนี้
ปัญหาที่ซับซ้อน หรือมีแต่สวรรค์จึงสามารถตัดสินใจ...
เม่งไอ่ซีดึงปิ่นไม้บนศีรษะออก ปล่อยผมดำขลับสยายทั่วหลังไหล่ ยามเคร่งเครียดพลันรู้สึกคล้ายเจ็บปวดที่ขมับ
นางหยิบน้ำมันหอมจากถุงผ้าใบน้อย เปิดจุกขวดแตะน้ำมันลงบนปลายนิ้ว ถูทาบนขมับอย่างเบามือ...
ในฉับพลันนางกลับชะงักอากัปกริยา โสตประสาทคล้ายถูกปลุกขึ้นโดยกะทันหัน ริมฝีปากเผยอออกเล็กน้อยอย่างมิได้ตั้งใจ
นางเก็บขวดน้ำมันหอมใส่ถุงผ้า ดวงตางามล้ำมีประกายตื่นตัว ยามหันกายมาทางประตู ท่วงท่ากลับคล้ายนางพยัคฆ์ตัวหนึ่ง...
นางพยัคฆ์ที่ได้กลิ่นโลหิตตัวหนึ่ง...
ลานหน้าตึกใหญ่ของฮวงจึงบัดนี้ว่างเปล่าไร้ผู้คน มีเพียงเตี้ยงโหวและอาวเอี้ยงเทียนสองท่านยืนสนทนากันโดยลำพัง
เมื่อครู่เตี้ยงโหวสั่งเอี้ยป้อซัวประกาศให้ผู้คนแยกย้ายกลับสู่ที่พำนัก เนื่องจากโอ้วชีบัดนี้อาการทุเลา มิมีใดน่าเป็นห่วง อีกทั้งความนัยทั้งหลายยังไม่กระจ่างแจ้ง ได้แต่รอวันรุ่งขึ้นท่านจึงสามารถบอกกล่าว...
เรื่องสำคัญกว่านั้นพวกท่านตัดสินใจยังคงไม่แพร่งพรายออกไป เนื่องเพราะเกรงสร้างความแตกตื่น ได้แต่กระซิบสั่งเอี้ยป้อซัวให้จัดเวรยามเพิ่มเติม
เตี้ยงโหวทอดถอนใจครั้งแล้วครั้งเล่า ท่านที่สัตย์ซื่อถือมั่น ร่องรอยกลัดกลุ้มย่อมปรากฏทั้งสีหน้าและแววตา ผิดกับอาวเอี้ยงเทียนที่มาตรว่ามีความในใจหนักหน่วงมิแพ้กัน สีหน้ายังคงราบรื่น ถึงกับคล้ายมีรอยยิ้มปรากฏ
เตี้ยงโหวเอ่ยอย่างกังวลว่า
"ผู้ที่คิดประทุษร้ายสำนักใหญ่ทั้งหลายนั้น คงมาถึงฮวงจึงในเร็ววัน"
อาวเอี้ยงเทียนผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจะเรียกผู้คนในสังกัดของกุนยี้ให้เริ่มสอดแนมตั้งแต่คืนนี้"
กุนยี้ที่ถูกเอ่ยนามคืออาวเอี้ยงกุน บุตรชายคนโตของอาวเอี้ยงเทียน เตี้ยงโหวพยักหน้าร้องอืม กล่าวว่า
"มีแต่ผู้คนของกุนยี้จึงคล่องแคล่วว่องไว มีไหวพริบมากกว่าศิษย์หน่วยอื่น"
อาวเอี้ยงเทียนพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า
"มีผู้คนปลอมแปลงเข้ามาพำนักในหมู่บ้าน พวกของกุนยี้ควรสังเกตเห็นแต่แรก นึกไม่ถึงกลับชะล่าเลินเล่อ"
เตี้ยงโหวโบกมือเอ่ยว่า
"ซาซือตี๋กล่าวว่า พวกเขาถึงกับสามารถแอบแฝงในเซี่ยวลิ้มยี่และสำนักใหญ่หลายแห่ง เยี่ยงนี้ย่อมมิใช่ชนชั้นธรรมดา"
อาวเอี้ยงเทียนนิ่งคิดเนิ่นนาน ในบรรดาซือเฮียตี๋ทั้งสาม นับเขาฉลาดเฉลียวรอบคอบที่สุด ทว่าเรื่องครั้งนี้กลับจับต้นชนปลายไม่ถูกแม้แต่น้อย
เตี้ยงโหวยังคงทอดถอนใจไม่หยุดหย่อน ฮวงจึงมาตรว่าได้รับการยกย่องเป็นสำนักอันดับหนึ่ง หากแต่หลายสิบปีมานี้แผ่นดินเงียบสงบ ศิษย์ในสำนักแม้ฝึกปรือแก่กล้า แต่ล้วนขาดประสบการณ์ต่อสู้ แม้แต่ท่านเองก็ประมือกับผู้คนน้อยครั้งยิ่ง
ท่านเหลือบแลซือตี๋พลางกล่าวว่า
"ยังโชคดีที่ลั่งยี้กลับมา เขากับจึงจู้สองแรงแข็งขัน ต้องสืบสาวถึงต้นตอได้"
อาวเอี้ยงเทียนพยักหน้า กล่าวว่า
"ความจริงยังมีอีกผู้หนึ่งที่สามารถร่วมแรง คนผู้นี้มิเพียงมีสติปัญญาล้ำเลิศ ทั้งยังอาจล่วงรู้ความลี้ลับของน่ำเทียนก่า (นิกายฟ้าทักษิณ) ที่สาบสูญ อาจบางทีสามารถสืบทราบ ผู้แอบแฝงทั้งหลายใช่มาจากสำนักนี้?"
เตี้ยงโหวถามว่า
"เป็นผู้ใด"
อาวเอี้ยงเทียนตอบว่า
"นางเป็นอดีตประมุขน้อยของน่ำไฮ้ก่า (นิกายทะเลใต้)... จึงจู้ฮูหยินของพวกเรา"
โคมไฟทุกดวงในตึกหลังถูกจุดขึ้นโดยพร้อมเพรียง ถึงกับคล้ายสว่างไสวกว่าทุกวัน
ย่ำค่ำจุดโคมย่อมมิใช่เรื่องแปลก โคมไฟในตึกที่พำนักของจึงจู้ฮูหยินมีมากดวงยิ่ง ยามถูกจุดโดยพร้อมเพรียงย่อมสว่างจ้า
สตรีรับใช้ทุกนางล้วนทราบ ทันทีที่ตะวันลับฟ้าต้องรีบจุดโคมไฟ เนื่องเพราะจึงจู้ฮูหยินชิงชังความมืดมนอนธกาล
นางยามกลางวันดื่มแสงอาทิตย์ ยามค่ำคืนยังรับประทานแสงจากโคมไฟ...
โคมไฟแม้เป็นโคมเดิม ทว่าผู้จุดไฟวันนี้กลับแตกต่าง...
สตรีรับใช้ของจึงจู้ฮูหยินย่อมมิได้เป็นผู้จุดโคม เนื่องเพราะวันนี้พวกนางเข้านอนเร็วยิ่ง
พวกนางปกติพำนักห้องเดียวกัน ในหนึ่งห้องแบ่งเป็นสี่เตียง ก่อนเข้านอนมักพูดจากระซิบกระซาบหยอกล้อเยี่ยงสตรีสาวทั่วไป
ทว่าวันนี้พวกนางมิเพียงไม่เปิดปากเจรจา หนำซ้ำยังนอนสงบนิ่งอย่างยิ่ง... ท่านอนแปลกประหลาดอย่างยิ่ง...
ท่านอนของพวกนางย่อมมิใช่ทุกผู้คนสามารถทำได้ เนื่องเพราะเป็นท่าผิดสารรูปท่าหนึ่ง...
ท่าผิดสารรูปของคนไร้ชีวิต...
เม่งไอ่ซียืนหันหลังพิงประตูห้องสตรีรับใช้ ดวงหน้ามีหยาดเหงื่อผุดซึม
นางยามนี้ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง งุนงงอย่างยิ่ง...
เรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างไรนางล้วนมิอาจคาดเดา เพียงทราบ ผู้มาในวันนี้อันตรายอย่างยิ่ง
นางปกติมีสัญชาตญาณอันเฉียบไว ผู้อื่นอาศัยหูตาจมูกรับสิ่งกระทบ แต่นางยังมีมากกว่านั้น มิเพียงสัมผัสโดยร่างกาย หากยังสัมผัสโดยวิญญาณ
มิคาด วันนี้นางกลับคล้ายบอดใบ้ลง มิอาจสัมผัสว่าผู้บุกรุกอยู่ที่ใด...
เม่งไอ่ซีพลันตัดสินใจเคลื่อนไหว หมุนกายเดินออกจากห้องสตรีรับใช้ นางปกติเดินเหินไร้สุ้มเสียง ยามนี้กลับจงใจเดินดังอย่างยิ่ง
นางกระแทกเท้าขึ้นสู่ห้องด้านบน มุ่งหน้าสู่ห้องนอน ระหว่างทางยังถึงกับฟาดโคมดวงหนึ่งแตกเสียหาย
ขณะจะเปิดประตู พลันรู้สึกมีลมแผ่วเบาวูบหนึ่งมาปะทะด้านหลัง ทว่านางกลับมิได้หันกลับไป ยังคงยกมือคล้ายคิดผลักบานประตู
ในฉับพลัน ร่างนางลอยวูบขึ้น สองเท้าตวัดถีบประตูอย่างรวดเร็ว ทะยานร่างสูงราวนางแอ่นเหิน
ร่างทะยานขึ้นสูง คนตลบหันกลางอากาศ นิ้วเรียวงามกรีดเป็นท่วงท่าราวจับพู่กันวาดภาพ มือซ้ายจับได้ท่อนแขนคนผู้หนึ่ง นางความจริงสูงโปร่งบอบบาง ยามลงมือกลับเป็นเช่นนางพยัคฆ์ ทั้งปราดเปรียวทั้งแม่นยำ
นางกระแทกร่างนั้นล้มฟาดลงกับพื้น อีกมือวาดลงต่ำอย่างฉับไว ถึงกับจี้ลงที่ลำคอ เพียงออกแรงอีกนิดก็สามารถทะลวงเนื้อให้เป็นรู
นางพลันยั้งมือไว้ ตวัดนิ้วลงสกัดจุดที่หน้าอกและช่วงท้องคนผู้นั้น อากัปกริยาที่มองเห็นคล้ายกระทำโดยแผ่วเบา ทว่าความจริงรุนแรงหนักหน่วงยิ่ง เห็นเสื้อที่คนผู้นั้นสวมใส่ทะลุเป็นรูราวกับโดนไฟธูป ผิวเนื้อปรากฏรอยคล้ายไหม้เกรียม
คนผู้นั้นส่งเสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ที่แท้เป็นสตรีนางหนึ่ง
เม่งไอ่ซียืดกายขึ้นยืน จังหวะเดียวกันนั้นมีเงาร่างอีกสายถลันมาทางซ้ายมือนาง ในอากาศเห็นประกายสีทองแปลบปลาบ ที่แท้เป็นแส้เส้นหนึ่ง
ปลายแส้อันไวว่อง ตวัดไปมาราวงูเงี้ยว พุ่งฉกมาที่เม่งไอ่ซี อีกเพียงนิ้วมือเดียวก็จะสัมผัสลำคอนาง คาดไม่ถึง เม่งไอ่ซีที่คล้ายยังงุนงง กลับรวดเร็วยิ่งกว่าอสรพิษนั้น นางหงายร่างไปด้านหลัง มือสองข้างแตะสัมผัสกำแพงห้อง ปลายเท้าตวัดขึ้นเตะแส้ให้เบี่ยงเบนทิศทาง อากัปกริยาที่เคลื่อนไหวต่อเนื่องราวคลื่นถั่งโถม ทั้งพริ้วแผ่วงดงาม ทั้งลื่นไหลยากคำนวณทิศทาง
นางพลันหมุนกายเป็นวง ใช้มือจับแส้นั้นไว้ ดึงร่างผู้ถือแส้ให้กระชากมาข้างหน้า จังหวะนี้นางตวัดเท้าขึ้น เตะอย่างหนักหน่วงไปที่ใบหน้าคนผู้นั้น เห็นโลหิตสาดกระจายขึ้นบนอากาศเป็นสาย จมูกถึงกับหักไป ริมฝีปากและคางแตกยับเยิน
เม่งไอ่ซียังคงไม่หยุดยั้ง นางยื่นมือตบสกัดจุดร่างกายท่อนล่างของคนผู้นั้นจนล้มลงทั้งยืน ศีรษะกระแทกกับผนังอย่างรุนแรง
ที่ด้านข้างพลันมีเสียงหัวร่อสดใส เม่งไอ่ซีหันขวับไปอย่างระแวดระวัง เห็นสตรีวัยกลางคนนางหนึ่งเดินนวยนาดมา อากัปกริยาแช่มช้อยยิ่ง
นางมาตรว่าพ้นวัยสาว ใบหน้ายังคงแต่งแต้มประทินโฉมอย่างพิถีพิถัน ริมฝีปากและแก้มแดงด้วยชาด เล็บมือทั้งสิบยังทาไว้ด้วยน้ำดอกไม้
อาภรณ์ที่นางสวมใส่มาตรว่าเป็นสีดำสนิท แต่ยังเห็นว่าปักไหมเป็นรูปบุปผาสีดำสลับเงิน ที่ลำคอยังมีสร้อยเงินเส้นหนึ่ง จี้ที่คล้องส่งประกายวูบวาบ หากพิจารณาอย่างละเอียดจะเห็นเป็นรูปงึ่นแช (ดาวสีเงิน) เล็กๆ ดวงหนึ่ง
เม่งไอ่ซีพลันนึกถึงเรื่องราวหนึ่งที่เคยได้ยินมา ทว่ายังไม่ทันใคร่ครวญความ ได้ยินสตรีนางนั้นเอื้อนเอ่ยว่า
"เซี่ยวก่าจู้ (ประมุขนิกายน้อย) แห่งนิกายทะเลใต้ ลงมือเฉียบขาดยิ่ง เซียนไล้จี้ (ดรรชนีเทพย่างกราย) ที่ดุดัน ทำเราตระหนกจนขวัญแขวน"
เม่งไอ่ซีคล้ายนางพยัคฆ์ยามเผชิญพรานป่า ทั้งระแวงระไวทั้งเคียดขึ้ง พร้อมลงมือทุกขณะจิต
สตรีอาภรณ์ดำนั้นย่อมดูออก นางแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน ยกมือข้างหนึ่งขึ้นจัดแต่งทรงผมพลางกล่าวว่า
"ท่านไฉนต้องตึงเครียดไป พวกเราในที่นี้ล้วนเป็นคนกันเองทั้งสิ้น..."
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"คนกันเอง? พวกท่านใช่สังหารคนของข้าพเจ้าทั้งสี่นาง?"
สตรีอาภรณ์ดำยังคงรักษาความเยือกเย็น ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มไม่จืดจาง นางกล่าวอย่างนุ่มนวลว่า
"เอียเท้าที่พวกเราสังหารล้วนเป็นคนของฮวงจึง หากเป็นสตรีที่ท่านนำมาจากน่ำไฮ้ก่า พวกเราย่อมมิกล้าลงมือ"
เม่งไอ่ซีคิดถามไถ่ ทว่าสตรีนั้นยกมือปิดปากหัวร่อ กล่าวต่อว่า
"ผิดไป ผิดไป หากสตรีเหล่านั้นเป็นคนของน่ำไฮ้ก่า พวกเราได้แต่ทอดกายเป็นศพแล้ว"
เม่งไอ่ซีกล่าวอย่างเยือกเย็น
"คนของน่ำไฮ้ก่าไม่ลงมือโดยพลการ ท่านเข้ามาตีสีหน้าสนิทสนม ที่แท้เป็นคนจากที่ใด"
สตรีอาภรณ์ดำยกมือลูบคลำสร้อยเงินที่สวมใส่ กล่าวว่า
"งึ่นแชดวงนี้ หรือว่าท่านไม่รู้จัก..."
เม่งไอ่ซีชะงักงัน งึ่นแชดวงนี้ หรือว่านางไม่รู้จัก...
งึ่นแชย่อมเป็นที่รู้จัก ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าทุกผู้คนย่อมรู้จัก...
นางเองก็ไม่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ ทว่าคาดคิดไม่ถึง งึ่นแชยังมีวันปรากฏ...
น่ำเทียนก่า (นิกายฟ้าทักษิณ) ที่สาบสูญ ในอดีตวางระเบียบของสำนักอย่างเข้มงวดยิ่ง ถึงกับเข้มงวดกว่าอีกสามนิกายในสังกัด
ก่าจู้ฮูหยินของพวกเขามักมีสองนาง นางหนึ่งเรียกว่ากิมแชฮูหยิน (ฮูหยินดาวทอง) อีกนางคืองึ่นแชฮูหยิน (ฮูหยินดาวเงิน)
น่ำเทียนก่าสาบสูญไปก่อนรุ่นบิดานางเสียด้วยซ้ำ เม่งไอ่ซีย่อมคาดไม่ถึง ในวันนี้นางจะได้เห็นงึ่นแชปรากฏ
งึ่นแชฮูหยินนั้นถอนใจกล่าวว่า
"ล้วนเป็นคนกันเอง ยังคงเชื้อเชิญอุ่นสุราสนทนา อย่าได้ลงมือกันเป็นที่ขบขัน"
เม่งไอ่ซีสืบเท้ามาข้างหน้า กล่าวว่า
"ท่านคำหนึ่งก็คนกันเอง สองคำก็คนกันเอง คาดว่าลืมไปเรื่องหนึ่ง"
งึ่นแชฮูหยินตบอกร้องว่า
"ตายตายตาย ข้าพเจ้าผู้นี้แก่เฒ่าเลอะเลือน ไม่ทราบลืมเรื่องราวใดไป"
เม่งไอ่ซีเขม้นมองนาง ท่วงท่ายังคงเป็นเช่นนางพยัคฆ์ นางกล่าวเน้นทีละคำว่า
"ท่านลืมเลือนไป ข้าพเจ้าผู้นี้แต่งให้กับเล้งอิก จึงนับเป็นเล้งฮูหยินนางหนึ่ง เป็นคนของฮวงจึงผู้หนึ่ง..."
วาจามิทันขาดคำ คนลงมืออย่างปราดเปรียว เห็นร่างลอยละลิ่วขึ้นในอากาศราวไร้น้ำหนัก เท้าแตะเพดานย่างก้าว ยามแลดูคล้ายเป็นเงาสีขาวสายหนึ่ง
งึ่นแชฮูหยินร่ำร้องว่า
"เซี่ยวก่าจู้ไม่ไว้ไมตรี เราได้แต่สนองรับแล้ว"
คนว่ากล่าว ร่างพลิกคว้างราวพายุหอบหนึ่ง พายุสีดำหอบหนึ่ง...
เงาสีขาวนั้นปะทะกับพายุสีดำ ได้ยินเสียงฝ่ามือฟาดดังเฟี้ยว ทั้งสองร่างตกถึงพื้นพร้อมกัน เม่งไอ่ซีตั้งหลักได้ก่อน นางสืบเท้าสลับไปมาอย่างอ่อนช้อย กรีดนิ้วเรียวยาวคล้ายร่ายรำ เห็นปลายนิ้วมีประกายสีเขียวมรกต ใบหน้าก็คล้ายเคลือบด้วยน้ำแข็งมรกตชั้นหนึ่ง
งึ่นแชฮูหยินมองอย่างตะลึงลาน นางทางหนึ่งเสือกเท้าถอยหลัง ทางหนึ่งร่ำร้องว่า
"นี่จึงเป็นแชเซียนจี้ (ดรรชนีเทพเขียว) ของน่ำเทียนก่า ท่านร่ำเรียนจากที่ใด"
เม่งไอ่ซีวาดมือขึ้นสูง ท่าร่างกลับคล้ายนวลนางจากสวรรค์ ริมฝีปากเปล่งเสียงคล้ายท่องมนตร์บทหนึ่ง
... แชเซียน (เทพเขียว) จุติจากฟากฟ้า พำนักบนขุนเขาสูงเสียดเมฆ...
... อาทิตย์จันทร์โคจรผ่าน ยังก้มศีรษะคารวะท่าน...
... แชเซียนเยื้องกรายจากฟากฟ้า ผู้คนเรียกหาเป็นเซียนไล้ (เทพย่างกราย) ...
... ปฐพีเบื้องล่าง ฟ้าเบื้องบน ล้วนก้มศีรษะคารวะท่าน...
พร้อมกับเสียงท่องมนตร์ คนทะยานเข้าจู่โจม...
นิ้วที่เป็นประกายมรกตวัดขึ้นลงรวดเร็ว ทุกเป้าหมายล้วนเล็งที่จุดสำคัญ งึ่นแชฮูหยินกวัดมือปัดป้อง ลีลากลับคล้ายอสรพิษตัวหนึ่ง
ชิกเท้าจั๊ว (อสรพิษเจ็ดศีรษะ) ตัวหนึ่ง...
เม่งไอ่ซีเคลื่อนไหวพริ้วแผ่ว งึ่นแชฮูหยินกลับรุนแรงกราดเกรี้ยว นางเมื่อครู่แย้มยิ้มราวคนกันเอง ยามลงมือกลับดุดันหมายสังหาร มือเท้าล้วนใช้ฟาดปะทะ หากคู่ต่อสู้รวดเร็วน้อยกว่านี้แม้เพียงนิด ย่อมเป็นอันตรายถึงชีวิต
เม่งไอ่ซีวาดแขนกรีดกราย สองเท้าค่อยถอยหลังทีละน้อย นางที่อยู่อย่างสงบนานปี ยามต่อสู้ย่อมรู้สึกตึงมือยิ่ง หนำซ้ำฝ่ายตรงข้ามมีฝีมือไม่ใช่ชั่ว ทุกกระบวนท่าล้วนหมายให้ตกตาย นางยามนี้มิเพียงต้องรักษาสมาธิให้แน่วแน่ ทั้งยังต้องหาวิธีรวบรัดตัดศึกให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เนื่องเพราะรู้สึกลมปราณภายในคล้ายไม่ต่อเนื่อง
คนย่อกายถอยหลัง สมองกลับครุ่นคิดไม่หยุดยั้ง ในฉับพลัน ร่างนางกลับผันเปลี่ยนทิศทาง มิได้หันหน้าเผชิญกับงึ่นแชฮูหยิน สองมือโน้มลงแตะพื้น ใช้สองเท้าจู่โจม ถึงกับยังเป็นกระบวนท่าของแชเซียน
งึ่นแชฮูหยินสะดุดวูบ นางคาดไม่ถึง เม่งไอ่ซีกลับพลิกแพลงกระบวนท่าเช่นนี้ แชเซียนจี้มีจุดเด่นที่ดรรชนี ยามนี้เม่งไอ่ซีกลับใช้มือแทนเท้า ใช้เท้าแทนมือ หนำซ้ำใช้ได้คล่องแคล่วยิ่ง
เม่งไอ่ซีรีบเร่งลงมือ สองเท้าด้านบนก่อกวนงึ่นแชฮูหยินจนตาลาน สองมือด้านล่างยิ่งยอกย้อนกว่า นางยามนี้สลับทีละมือเป็นจุดยืน อีกมือหนึ่งยังคงใช้จัดการด้านล่าง
งึ่นแชฮูหยินพลันรู้สึกหัวเข่าชาวูบ ร่างเกือบเสียหลักล้มลง ยามกะทันหันแข็งใจเร่งลมปราณ ใช้เท้าอีกข้างยันกายถลาขึ้นสูง เม่งไอ่ซีกลับไม่ลดละ นางพลิกร่างทะยานตาม เห็นนิ้วมือเป็นประกายมรกตแปลบปลาบ ปลายนิ้วยื่นเกือบถึงทรวงอกงึ่นแชฮูหยิน...
มิคาด ที่ด้านหลังกลับมีประกายสีเงินลอยวูบมา ได้ยินเสียงควับเควี้ยว ที่แท้เป็นมีดบางเล่มหนึ่ง...
เม่งไอ่ซีที่กำลังติดพันได้แต่พลิกร่างเปลี่ยนสถานะ เท้าข้างหนึ่งเตะมีดกระดอนออก งึ่นแชฮูหยินกลับอาศัยสถานการณ์ยามชุลมุน รวบรวมลมปราณจู่โจมอีกครั้ง สองมือพุ่งฉกอย่างดุเดือด ยามจ้องมองถึงกับคล้ายเป็นเงาอสรพิษเจ็ดศีรษะที่เคลื่อนไหววูบวาบ
เม่งไอ่ซีถลันหลบอย่างเฉียดฉิว มือขวาของงึ่นแชฮูหยินยังคงตวัดได้แขนเสื้อนาง ได้ยินเสียงดังเพียะ ที่แท้แขนเสื้อขาดเป็นทาง
นางสลับเท้าถอยอย่างรวดเร็ว หันหลังให้กับกำแพงด้านหนึ่ง ป้องกันผู้คนลอบจู่โจม งึ่นแชฮูหยินได้ทีผวาเข้าใกล้ เม่งไอ่ซีรวบรวมลมปราณทั้งหมด กรีดนิ้วยื่นมือออก เห็นชัดว่างึ่นแชฮูหยินต้องถอยให้กับนาง
ขอเพียงมีเวลาวูบหนึ่ง นางยังคงสามารถตั้งตัวได้อีกครั้ง
อย่างมิคาดฝัน มีดอีกเล่มหนึ่งแหวกอากาศมาจากทางซ้าย เม่งไอ่ซีตะลึงวูบ จากหางตาเห็นประตูห้องนอนแง้มเปิดเล็กน้อย ที่แท้ผู้ลงมือหลบซ่อนในห้องหับของนางเอง
นางยามร้อนรนได้แต่ตวัดมือปัดใบมีด ร่างกายจึงเสียสภาวะ มิเพียงมิอาจใช้ดรรชนี หนำซ้ำยังเปิดช่องโหว่
งึ่นแชฮูหยินย่อมไม่ปล่อยโอกาสหลุดลอย นางเสือกร่างท่อนบนเข้าใกล้เม่งไอ่ซี มือที่คล้ายอสรพิษยามนี้ง้างออก กลับคล้ายเป็นคีมเหล็กอันหนึ่ง...
คีมเหล็กปลิดวิญญาณอันหนึ่ง...
|