|
ตึกที่พำนักของอาวเอี้ยงกุนเป็นหนึ่งในสามหลังที่เพ็กกงจู้สั่งสร้าง ตัวตึกเอนเอียงไปทางซ้ายคล้ายจะล้ม พื้นที่ด้านในซอยออกเป็นห้องน้อยมากหลาย แต่ละห้องมีหน้าต่างบานใหญ่ ทว่าประตูกลับแคบเล็กอย่างยิ่ง
...เพ็กกงจู้ที่พิเศษพิสดาร ตึกของนางย่อมผิดแผกแตกต่าง...
ในห้องเล็กด้านล่างของตัวตึก ปึงซิ่วซิ่วนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงตัวหนึ่ง
นางนั่งตัวตรงอย่างยิ่ง ใบหน้าเรียบเฉยราวรูปสลัก ถึงกับนั่งท่านี้เป็นเวลาหลายชั่วยาม
ศิษย์สตรีของฮวงจึงที่นั่งเฝ้านางอยู่บนพื้นกลับชมดูจนอึดอัดใจ อดมิได้ต้องเอ่ยถามว่า
"ท่านไม่คิดเปลี่ยนอิริยาบถ"
ปึงซิ่วซิ่วนั่งเฉยไม่ตอบคำ ศิษย์สตรีนั้นกลอกตาขึ้นๆ ลงๆ ถามต่อว่า
"ท่านใช่กระหายน้ำ?"
ปึงซิ่วซิ่วยังคงไม่ปริปากเอ่ยวาจา ศิษย์สตรีนั้นก็มิว่ากระไร นางโน้มตัวลง ท้าวข้อศอกไว้บนหัวเข่าสองข้าง สองมือประคองใบหน้าไว้ นัยน์ตาจับจ้องมองปึงซิ่วซิ่วอย่างนับถือ
หากให้นางนั่งท่านี้โดยไม่เคลื่อนไหว เพียงครึ่งชั่วยามย่อมเบื่อหน่ายยิ่ง
นางแต่แรกฝึกวิชาทวนกับศิษย์ผู้หนึ่งของเตี้ยงซิงแซ ทว่าภายหลังเข้าอยู่ในสังกัดของอาวเอี้ยงกุน เนื่องเพราะนางซุกซนเป็นพิเศษ
สตรีสาวที่ซุกซนเป็นพิเศษ ส่วนมากมักว่องไวเป็นพิเศษ เข้าอยู่ในสังกัดอาวเอี้ยงกุนที่มุ่งเน้นวิชาตัวเบา จึงนับว่าเข้าถูกทาง...
ด้านนอกพลันมีผู้คนเคาะประตู ศิษย์สตรีนั้นกระโดดปราดขึ้น ร้องถามว่า
"เป็นผู้ใด"
คนที่เบื้องนอกกล่าวตอบว่า
"เป็นเรา อาวเอี้ยงกุน"
ศิษย์สตรีนั้นพุ่งปราดเดียวถึงประตู ยื่นมือเปิดออกอย่างรวดเร็ว เห็นอาวเอี้ยงกุนยืนอยู่กับบุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่งผู้หนึ่ง นางรีบเบี่ยงกายหลบ กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"เชิญอาวเอี้ยงซิงแซ"
ธรรมเนียมการเรียกหาซือแป๋ (อาจารย์) ในฮวงจึงย่อมมีระเบียบ ศิษย์สตรีนางนี้แม้ขึ้นสังกัดอาวเอี้ยงกุน ฝึกวิชาลมปราณกับเขา ทว่านางแต่แรกกราบศิษย์ของเตี้ยงโหวเป็นซือแป๋ มาตรว่าย้ายมาเข้าสังกัดอื่น ยังคงให้ยึดถือซือแป๋เดิม มิต้องกราบกรานเจ้าสังกัดเป็นอาจารย์
ปึงซิ่วซิ่วกระทั่งหางตายังมิได้ชายมาทางประตู อาวเอี้ยงกุนแลดูนาง นัยน์ตาคล้ายมีแววเวทนาอยู่บ้าง เขามาตรว่ามีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงผู้เป็นบิดา นิสัยกลับผิดแผกแตกต่าง มิเพียงไม่เจ้าชู้กรุ้มกริ่ม หนำซ้ำยังสงบเสงี่ยมเรียบร้อยราวสตรีในห้องหอ เมื่อเยาว์วัยยังถูกเรียกหาเป็นตั่วเซี่ยวเจี๊ยะ (คุณหนูใหญ่) นางหนึ่ง...
อาวเอี้ยงเทียนมีบุตรชายที่สงบเสงี่ยมราวตั่วเซี่ยวเจี๊ยะ เรื่องนี้ความจริงน่าขบขันยิ่ง หากแต่หามีผู้ใดกล้าว่ากล่าวล้อเลียนไม่...
หากท่านเมื่ออายุสิบสอง ฝึกวิชาทวนของฮวงจึงได้ครบยี่สิบสามกระบวนท่า อายุสิบห้าคิดค้นวิชาตัวเบาแนวทางเฉพาะ ถึงกับมีชัยเหนือรุ่นใหญ่ในตระกูลทั้งผู้หนึ่ง อายุสิบเจ็ดขึ้นเป็นหนึ่งในหัวหน้าสังกัด มีศักดิ์ศรีเทียบเท่าเตี้ยงซิงแซ เยี่ยงนี้ยังมีผู้ใดกล้าว่ากล่าวล้อเลียน...
อาวเอี้ยงกุนพยักหน้าเป็นสัญญาณให้ศิษย์สตรีออกไปจากห้อง จากนั้นหันมาทางเต็งลั่ง กล่าวว่า
"โกวเนี้ยที่ท่านนำมานี้ มิเพียงไม่ยอมรับประทาน หนำซ้ำยังแทบมิได้ขยับเขยื้อน คาดว่าอ่อนแรงยิ่ง"
เต็งลั่งผงกศีรษะ มุมปากคล้ายมีรอยยิ้ม กล่าวว่า
"ท่านเมื่อครู่มิใช่บอก ค้นตัวนางได้มีดบางถึงสิบแปดเล่ม..."
อาวเอี้ยงกุนร้องอืมเบาๆ สีหน้ามีแววงุนงง ไม่ทราบเต็งลั่งคิดกล่าวอะไร
เต็งลั่งเดินถึงเบื้องหน้าปึงซิ่วซิ่ว โน้มกายลงจ้องมองนาง กล่าวว่า
"สตรีที่ในตัวพกมีดบางถึงสิบแปดเล่ม ย่อมไม่ชมชอบรับประทานอาหาร"
อาวเอี้ยงกุนถามว่า
"เพราะเหตุใด"
เต็งลั่งแย้มยิ้มกล่าวว่า
"เนื่องเพราะหากนางรับประทานมากเกินไป เสื้อผ้าคับปริ ย่อมไม่อาจซ่อนมีด..."
อาวเอี้ยงกุนร้องอ้อ ใบหน้ามีรอยยิ้มผุดขึ้น เต็งลั่งหันมาทางเขา กล่าวต่อว่า
"ที่พวกเราเห็นนางไม่ขยับเขยื้อน อาจบางทีมีสาเหตุ..."
อาวเอี้ยงกุนงงงันวูบ ถามไถ่ว่า
"เป็นสาเหตุใด"
เต็งลั่งขมวดคิ้วนิ่วหน้า มือข้างหนึ่งยกขึ้นลูบคาง กล่าวว่า
"กับเรื่องนี้ข้าพเจ้าย่อมมีประสบการณ์อยู่"
อาวเอี้ยงกุนรีบถามว่า
"ประสบการณ์เยี่ยงไร"
เต็งลั่งเอียงศีรษะมองปึงซิ่วซิ่วซ้ายทีขวาที พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่งว่า
"ข้าพเจ้าเมื่ออายุสิบหกปี มีสหายสำคัญท่านหนึ่งมาเยี่ยมเยียนโฮ้ยเกี่ยมแขะ (อาคันตุกะคืนกระบี่) มิคาด ข้าพเจ้ากลับถูกเรียกหาให้มานั่งฟังพวกท่านสนทนา..."
อาวเอี้ยงกุนถามอีกว่า
"สนทนาเรื่องใด"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ ตอบว่า
"สนทนาเรื่องใดข้าพเจ้าล้วนไม่ทราบ เนื่องเพราะเวลานั้นรู้สึกคันก้นอย่างยิ่ง"
อาวเอี้ยงกุนมีสีหน้ากระอักกระอ่วน ปึงซิ่วซิ่วก็คล้ายหน้าแดงวูบ เต็งลั่งกล่าวต่อว่า
"ข้าพเจ้ายามนั้นย่อมมิอาจยื่นมือเกา ได้แต่นั่งนิ่งเฉย เสแสร้งว่าตนเองเป็นรูปปั้นรูปหนึ่ง"
อาวเอี้ยงกุนผงกศีรษะร้องอ้อ เต็งลั่งยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปาก สองตาเขม้นมองปึงซิ่วซิ่วพลางกล่าว
"โกวเนี้ยนางนี้นั่งเฉยเช่นข้าพเจ้าเมื่อครั้งกระโน้นไม่ผิด หนำซ้ำนั่งมาหลายชั่วยาม เสแสร้งว่าตนเป็นรูปปั้นรูปหนึ่ง แสดงว่ารู้สึกคันก้นอย่างยิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วถลึงตามองเต็งลั่ง เต็งลั่งทางหนึ่งจ้องตอบนาง ทางหนึ่งกล่าวกับอาวเอี้ยงกุนว่า
"ท่านใช่ออกไปข้างนอกสักครู่ได้หรือไม่"
อาวเอี้ยงกุนเลิกคิ้วถามว่า
"ท่านคิดไต่สวนนาง? เมื่อครู่พวกเราผลัดเปลี่ยนกันมาหลายคน ทว่านางมิได้ปริปาก"
เต็งลั่งกล่าวอย่างแย้มยิ้มว่า
"นางเมื่อครู่คันก้น ย่อมไม่คิดเอ่ยวาจา ยามนี้มีข้าพเจ้าช่วยเกา ยังคงตอบได้หลายประโยค"
ม่านมุกบนหน้าต่างร่วงลงพื้นดังกราวใหญ่ มุกเม็ดน้อยเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ...
งึ่นแชฮูหยินทอดร่างอยู่บนพื้น นางใช้แขนข้างหนึ่งยันกายขึ้น มุมปากยังมีโลหิตซึมออกมา
เม่งไอ่ซีใบหน้าซีดขาว ที่ลำคอมีรอยช้ำเป็นสีม่วง แขนขวายังมีโลหิตหลั่งไหล ที่แท้เมื่อครู่ระหว่างรวบรวมกำลังต้านมือคีมเหล็กของงึ่นแชฮูหยิน กลับถูกคนภายในห้องขว้างมีดใส่อีกครั้ง นางมาตรว่าได้ยินเสียง หากแต่ไม่อาจแบ่งแยกสมาธิรับมือสองทาง...
งึ่นแชฮูหยินทรงกายขึ้นยืน นางยกมือขึ้นชี้หน้าเม่งไอ่ซี ยิ้มเยาะกล่าวว่า
"ท่านเรียกตนเองเป็นฮูหยินของฮวงจึง ทว่ากลับใช้วิชามารแขนงหนึ่ง เล้งจึงจู้รับทราบคงภูมิใจยิ่ง..."
เม่งไอ่ซีมีทีท่าสงบเฉย ไม่คิดต่อปากคำ นางยามนี้เหลือเรี่ยวแรงน้อยเต็มที งึ่นแชฮูหยินแม้รับบาดเจ็บ หากยังไม่อาจวางใจ หนำซ้ำยังต้องระวังบุคคลที่หลบซ่อนอยู่ภายในห้อง
งึ่นแชฮูหยินกล่าวอีกว่า
"คาดไม่ถึง ผู้คนของน่ำไฮ้ก่า (นิกายทะเลใต้) ยังคงถ่ายทอดม้อฮ้วยชิ่ว (หัตถ์โลหิตอสูร) สู่ชนรุ่นหลัง... เรื่องนี้บรรพบุรุษพวกเรามิใช่ตกลงกันแล้ว..."
เม่งไอ่ซีโบกมือกล่าวว่า
"ท่านอย่าได้อ้างบรรพบุรุษอันใด เราท่านล้วนไม่รู้จักกัน น่ำเทียนก่า (นิกายฟ้าทักษิณ) สาบสูญไปเนิ่นนาน ก่อนสาบสูญก็ได้ตัดขาดจากสามนิกาย กระทั่งบิดาข้าพเจ้ายังไม่เคยเอ่ยถึง"
งึ่นแชฮูหยินแย้มยิ้มอีกครา ดาวเงินบนหน้าอกส่องประกายวูบวาบ นางยามนี้ไม่ทราบ สามารถจัดการเม่งไอ่ซีด้วยวิธีใด ได้แต่อาศัยลมปากต่อเวลา
"บิดาท่านที่ไม่เอ่ยถึงน่ำเทียนก่า หรือยังไม่อาจตัดใจจากกิมแชฮูหยิน (ฮูหยินดาวทอง) คนก่อนของพวกเรา"
เม่งไอ่ซีงงงันวูบ อดมิได้ต้องเอ่ยถามว่า
"กิมแชฮูหยินอันใด ท่านอย่าได้ว่ากล่าวเหลวไหล"
งึ่นแชฮูหยินป้องปากหัวเราะ กล่าวว่า
"ย่อมเป็นกิมแชฮูหยินที่เรียกว่าลิ้วซีซี ธิดาสุดรักของน่ำตี่ก่าจู้ (เจ้านิกายดินทักษิณ) นางมาตรว่ามีคู่หมั้นหมาย กลับละเลยไม่สนใจประเพณี ถึงกับหนีมากับน่ำเทียนก่าจู้ (เจ้านิกายฟ้าทักษิณ) ท่านไม่ทราบเรื่องนี้นับว่าน่าขบขันยิ่ง เม่งตอส่วงบิดาท่านตั้งนามธิดาโทนว่าเม่งไอ่ซี มิใช่เป็นเพราะยังมีจิตปฏิพัทธ์ลิ้วซีซีมิเสื่อมคลายหรอกหรือ..."
เม่งไอ่ซีมาตรว่าจิตใจว้าวุ้น ยังคงจับจ้องงึ่นแชฮูหยินมิคลาดสายตา นางใจหนึ่งคิดรวบรวมลมปราณจู่โจม อีกใจหนึ่งกลับใคร่รับฟังวาจา มิทราบอีกฝ่ายรู้เรื่องราวแต่หนหลังจริง หรือเพียงคิดหลอกล่อนางให้หวั่นไหว
... เรื่องราวของกิมแชฮูหยินแต่หนหลัง ฟังไปคล้ายจริงอย่างยิ่ง ทว่าบิดามารดานางมิเคยเอ่ยถึงลิ้วซีซี ผู้คนของน่ำตี่ก่าที่นางรู้จัก ก็ไม่เคยพาดพิงถึงนามนี้...
นางครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ฝ่ายตรงข้ามอ้างความสัมพันธ์ระหว่างสองนิกาย ทว่ายามลงมือเหี้ยมเกรียมดุดัน หากนางรีรอแม้เพียงชั่วครู่ อาจบางทีมีผู้คนมาสมทบ สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายแล้ว...
พริบตาที่ตัดสินใจ ร่างนางพลันลอยวูบขึ้น มือเรียวงามกรีดมาข้างหน้า ฝ่ามือมีรอยจุดแดงปรากฏขึ้นผุดพราย
งึ่นแชฮูหยินผงะถอยอย่างลำบาก นางตวัดแขนเสื้อปัดป้อง ปากร้องว่า
"ท่านคิดใช้ม้อฮ้วยชิ่วอีกครา เฮอะ น่ำไฮ้ก่ามิสู้เรียกว่าน่ำม้อก่า (นิกายอสูรทักษิณ) แล้ว"
เม่งไอ่ซีไม่สนใจคำพูดนาง รวบรวมสมาธิกรีดมือซ้ายขวาอย่างว่องไว จุดแดงบนฝ่ามือคล้ายมีเงาเป็นสาย ทุกเส้นพุ่งเข้าหางึ่นแชฮูหยินที่ถลันหลีกหลบ พวกนางมาตรว่ามีฝีมือใกล้เคียง ทว่าเม่งไอ่ซีคล่องแคล่วชำนาญทิศทาง ย่อมสามารถกำโอกาสเหนือกว่า เห็นชัดว่าเงาโลหิตรุกไล่จนงึ่นแชฮูหยินจวนเจียนจะเสียที มิคาด ในห้องกลับมีเสียงตวาดว่า
"เซี่ยวก่าจู้ท่านไม่หยุดมือ เฒ่าชราผู้นี้ก็ชะตาขาดแล้ว"
เม่งไอ่ซีแม้ลงมือติดพัน ยังคงอดชำเลืองแลไปทางประตูมิได้ เห็นชายหนุ่มผู้หนึ่งพุ่งปราดออกมา บนบ่าแบกคนผู้หนึ่งไว้
... นางหยุดมือโดยฉับพลัน คนบนบ่าที่ทอดร่างอ่อนระทวยไร้สติ ที่แท้เป็นเล้งจงก้วงเอง...
ห้องหับภายในตึกอาวเอี้ยงกุนล้วนแคบเล็ก หนำซ้ำมีตู้โต๊ะจำกัดยิ่ง
เต็งลั่งเคลื่อนตู้เล็กเตี้ยใบหนึ่งมาที่เบื้องหน้าปึงซิ่วซิ่ว ย่อกายลงนั่งพลางเอ่ยว่า
"ห้องนี้เขียมอย่างยิ่ง กระทั่งเก้าอี้ยังมีเพียงตัวเดียว"
ปึงซิ่วซิ่วเบือนสายตาไปอีกทาง นางยามอยู่เบื้องหน้าคนผู้นี้ คิดสาปตนเองให้เป็นรูปสลักกลับทำมิได้
เต็งลั่งยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นวางบนตู้ เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"บ่ายนี้ผู้คนของฮวงจึงไปสำรวจบ้านท่านมารอบหนึ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วอดสะดุ้งน้อยๆ มิได้ เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่นางอยากทราบที่สุด
เต็งลั่งกล่าวต่อว่า
"ท่านแม้ไม่เอ่ยคำ ทว่าพวกเขาสืบทราบ ท่านเรียกว่าปึงซิ่วซิ่ว เอี้ยเอี้ย (ปู่) ของท่านเรียกว่าปึงเข็ก"
ปึงซิ่วซิ่วสบสายตากับเต็งลั่งอย่างตั้งใจ แววตาคล้ายเรียกให้เขาว่ากล่าวต่อ
เต็งลั่งก็ไม่ขัดใจนาง กล่าวสืบไปว่า
"เอี้ยเอี้ยท่านเฒ่าชราตาบอด ปกติไม่ออกจากห้องหับ ทว่ายามที่ผู้คนของฮวงจึงไปที่นั้น เอี้ยเอี้ยท่านกลับสาบสูญไป ที่แท้เป็นเฒ่าตาบอดที่ว่องไวยิ่ง ค้นหาในรัศมีห้าสิบลี้ยังไม่พบร่องรอย"
ปึงซิ่วซิ่วมุมปากคล้ายแย้มยิ้ม เต็งลั่งชะโงกหน้ามาเกือบชิดนาง กล่าวว่า
"ท่านฟังแล้วยังสามารถแย้มยิ้ม โอ เราวันนี้พบเจอโกวเนี้ยที่โง่งมยิ่งแล้ว"
ปึงซิ่วซิ่วตวัดเสียงกล่าวว่า
"ท่านว่าข้าพเจ้าโง่งม พวกท่านในฮวงจึงจึงเป็นตัวโง่งมที่แท้"
เต็งลั่งหัวร่อฮาฮา ผงกศีรษะให้กับนางพลางกล่าวว่า
"ถูกต้อง ถูกต้อง ผู้คนในฮวงจึงโง่งมอย่างยิ่ง ภัยอันตรายเข้ามาประชิดยังมิทราบ ที่แท้เป็นพยัคฆ์ในห้วงนิทราตัวหนึ่ง ทว่า... หากจัดอันดับตัวโง่งมในแผ่นดิน อันดับหนึ่งยังคงเป็นท่าน"
ปึงซิ่วซิ่วสะบัดหน้า พลันไม่คิดต่อปากคำกับคนผู้นี้ เต็งลั่งไม่สนใจท่าทีนาง ยังคงกล่าวต่อว่า
"ผู้คนที่ใช้ท่านมาลงมือ มิเพียงไม่สอนวิชาฝีมือแก่ท่าน อีกทั้งยังไม่สนใจปกป้องท่าน หนำซ้ำเวลานี้หากให้ข้าพเจ้าคาดเดา พวกเขายังคิดฆ่าท่านเพื่อปิดปาก..."
ปึงซิ่วซิ่วใจเต้นระทึก ทว่ายังคงปั้นสีหน้าเรียบเฉย เต็งลั่งถอนใจเบาๆ กล่าวว่า
"บุรุษหนุ่มข้างกายท่านวันนี้ มาตรว่าได้รับการฝึกฝีมือ ทว่าพื้นฐานอ่อนด้อย สัดส่วนบกพร่องมิได้ฝึกแก้ไข พวกเขาที่ใช้พวกท่านลงมือ นับว่าฉลาดอย่างยิ่ง ผู้คนของฮวงจึงไม่ระแวงพวกท่าน เนื่องเพราะพวกท่านล้วนไร้ฝีมือ ไม่อาจสังเกตจากอากัปกริยา..."
เต็งลั่งพลันชะงักปากคำ ดวงตาที่จับจ้องมองปึงซิ่วซิ่วมีแววอ่อนโยนอย่างยิ่ง
ปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึกใบหน้าร้อนวูบ ตวาดกลบเกลื่อนว่า
"ท่านคิดว่ากล่าวอะไรยังมิรีบกระทำให้เสร็จสิ้น"
เต็งลั่งยิ้มน้อยๆ ให้นาง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิคิดว่ากล่าวมากมาย เพียงคิดใคร่ถาม หากตอนนี้ปล่อยท่านออกไป ท่านทราบหรือไม่ ตนเองที่แท้สมควรไปที่ใด"
ปึงซิ่วซิ่วพลันชะงักวูบ นางเบือนสายตาไปที่ผนังห้องด้านหนึ่ง แววตากลับว่างเปล่าคล้ายผนังห้องนั้น
... นางย่อมไม่ทราบ หากถูกปลดปล่อยออกจากที่นี้ ตนเองสามารถไปที่ใด...
... แผ่นฟ้าแผ่นดินกว้างใหญ่ ที่ใดจึงเป็นรกรากที่แท้ของนาง...
|