|
ห้องโถงรับแขกเมื่อเที่ยงวันคึกคักด้วยผู้คน ยามนี้กลับมีเล้งอิกยืนอยู่เพียงเดียวดาย
ข้าวของภายในห้องล้วนได้รับการขัดถูอย่างพิเศษ กระทั่งตุ๊กตาเงินทองตัวน้อยยังเปล่งประกายรับแสงโคม
เล้งอิกเหลียวมองโดยรอบ สายตาพลันสะดุดกับเก้าอี้นวมสองตัวที่มุมห้อง
... คืนนี้มีผู้คนสำคัญยิ่งกลับมาเยือน เก้าอี้ที่ว่างเปล่ามาเนิ่นนานใช่รู้สึกลิงโลดใจหรือไม่...
เล้งอิกฝืนยิ้มกับตนเอง เก้าอี้ไม่รู้ร้อนหนาว เรื่องราวประการใดล้วนไม่สนใจรับทราบ...
...กับความสามารถพิเศษเช่นนี้ มิทราบมีผู้ใดอิจฉาหรือไม่...
ที่ประตูพลันปรากฏเงาร่างสายหนึ่ง เล้งอิกหันไปมอง ที่แท้เป็นเต็งลั่ง
เต็งลั่งเมื่อครู่อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ใบหน้ายังโกนหนวดเคราหมดจด
เล้งอิกมองดูสหายแต่ครั้งเยาว์วัย ในใจฟากหนึ่งคล้ายมีกองไฟระอุ อีกฟากกลับคล้ายชะโลมด้วยสายฝน
วันเวลาสิบปีกัดกร่อนจิตใจเขา เต็งลั่งไยมิใช่เป็นเช่นเดียวกัน...
เต็งลั่งส่งสายตาไปที่มุมห้อง เล้งอิกมิได้เหลียวมองตาม เนื่องเพราะเขาทราบ เต็งลั่งมองดูสิ่งของใด
ที่เต็งลั่งมอง ย่อมเป็นเก้าอี้นวมคู่นั้น...
ห้องโถงรับแขกในวันนี้ กับเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว สภาพยังคงเหมือนเดิมมิได้ผิดเพี้ยน
เมื่อสิบปีก่อน พวกเขายามค่ำมักนั่งสนทนา เล้งอิกยึดครองเก้าอี้ใหญ่ ขาเก้าอี้แกะสลักเป็นรูปเสือทะยาน เก้าอี้นวมอีกสองตัวย่อมเป็นของเต็งลั่งกับเม่งไอ่ซี
พวกเขาทั้งสองยามอยู่ในสถานที่นี้ เวลาเช่นนี้ ในใจพลันหวนระลึกถึงเรื่องราวมากหลายในครั้งกระโน้น...
เรื่องราวที่ทั้งงดงาม ทั้งพาผู้คนร้าวรานใจ...
เต็งลั่งมองดูเล้งอิก แววตาคล้ายมีคำถาม...
เล้งอิกย่อมทราบ เต็งลั่งคิดถามอันใด เขากล่าวเบาๆ ว่า
"เล้งจงก้วงเมื่อบ่ายนี้ไปเชื้อเชิญนาง จนบัดนี้ยังมิได้กลับมา"
เต็งลั่งพยักหน้านิดหนึ่ง กล่าวว่า
"นางอาจบางทีไม่คิดมา"
เล้งอิกทอดถอนใจ วาจาที่กล่าวยังคงทวนถ้อยคำของเต็งลั่ง
"...นางอาจบางทีไม่คิดมา"
ที่ด้านนอกพลันมีคนผู้หนึ่งเคาะประตู เล้งอิกกล่าวอนุญาตให้เข้ามา เห็นเป็นบ่าวชราที่เมื่อกลางวันต้มยาให้แก่โอ้วชี
เล้งอิกเอ่ยถามว่า
"มีเรื่องราวใด"
บ่าวชรานั้นกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าให้เตียน้อยไปดูเล้งจงก้วงที่ตึกฮูหยิน ทว่าผ่านไปครึ่งชั่วยามยังมิได้กลับมา เล้งจงก้วงปกติรับประทานอาหารตรงเวลา ก่อนอาหารยังต้องรับยาชุดหนึ่ง ข้าพเจ้าเกรงท่านวันนี้รับยาสายไปจะป่วยไข้"
บ่าวชราผู้นี้อายุกว่าเจ็ดสิบปี มาตรว่ามิใช่ซิงแซรักษาโรค ทว่าเชี่ยวชาญการปรุงสมุนไพร เล้งจงก้วงตั้งแต่อายุสี่สิบมักมีปัญหาท้องไส้ ก่อนอาหารจึงต้องรับประทานโอสถชุดหนึ่งเป็นประจำ
บ่าวชราเหลือบสายตาดูเล้งอิกอย่างนอบน้อม เขาความจริงคิดใคร่ส่งผู้คนไปตามเล้งจงก้วงอีกครั้ง ทว่าเกรงใจจึงจู้ฮูหยินที่เป็นเจ้าของสถานที่ ได้แต่บากหน้ามารายงานจึงจู้
เล้งอิกทางหนึ่งสบสายตากับเต็งลั่ง ทางหนึ่งกล่าวกับบ่าวชรานั้นว่า
"เยี่ยงนี้ข้าพเจ้าได้แต่ไปตามเล้งจงก้วงด้วยตนเอง"
บ่าวชราพลันสะดุ้งกายขึ้น กล่าวอย่างร้อนรนว่า
"ข้าพเจ้าเพียงมาบอกกล่าว มิกล้ารบกวนจึงจู้... เพียงขออนุญาตส่งบ่าวอีกผู้หนึ่งไปตาม..."
เล้งอิกโบกมือกล่าวว่า
"ฮูหยินกับเล้งจงก้วงสนทนาติดพัน ยังคงเป็นข้าพเจ้าไปเชื้อเชิญ"
เม่งไอ่ซีบนหน้าผากมีเหงื่อชุ่มโชก ฝ่ามือสองด้านยังมีจุดโลหิตซึมออกมามิขาดสาย
ม้อฮ้วยชิ่ว (หัตถ์โลหิตอสูร) เป็นวิชาที่เจ้านิกายทั้งสี่คิดค้นร่วมกันเมื่อร้อยห้าสิบปีก่อน มีทั้งสิ้นเจ็ดกระบวนท่า ใช้ลมปราณขับโลหิตออกจากรูขุมขนทางฝ่ามือ แรงฟาดปะทะยังคงมาจากภายใน ทว่าฤทธิ์ร้ายแรงกลับเป็นจุดโลหิตที่ปรากฏ
คิดฝึกม้อฮ้วยชิ่ว ท่านตั้งแต่แรกเกิดต้องรับประทานเก้าตั๊กฮวย (บุปผาเก้าพิษ) สามปีรับประทานหนึ่งครั้ง จวบจนอายุสิบห้าจึงหยุดรับประทาน
เก้าตั๊กฮวยมีพิษร้ายแรง หากแตะปลายลิ้นเพียงเสี้ยวนาที ประสาททั้งห้าจะชาด้าน สูญความรู้สึกทั้งปวง กลายเป็นคนปัญญาอ่อนผู้หนึ่ง สามเดือนให้หลังกลับกลายเป็นมนุษย์ผักตนหนึ่ง กระทั่งรับประทานยังรับประทานมิได้ สุดท้ายได้แต่ตกตายไป
ในบรรดานิกายทั้งสี่ น่ำตี่ก่า (นิกายดินทักษิณ) เชี่ยวชาญเรื่องพิษที่สุด ถึงกับคิดหาประโยชน์จากเก้าตั๊กฮวย ผสมผสานกับวิชาฝีมือ กลายเป็นม้อฮ้วยชิ่วที่ร้ายกาจ
ก่อนรับประทานเก้าตั๊กฮวย ต้องได้รับการถ่ายทอดลมปราณจากผู้สำเร็จเซียนจี้ (ดรรชนีเทพ) ขั้นที่เก้า จากนั้นรับประทานโอสถที่ปรุงจากเง็กเช่า (หญ้าหยก) ชุดหนึ่ง หยุดลมปราณทั้งร่าง กระทั่งลมหายใจยังดับไปด้วย กลับกลายเป็นคนตายสามชั่วยาม
เก้าตั๊กฮวยถูกป้อนเข้าร่างคนตาย พิษที่มีพลันไม่ออกฤทธิ์ กลับผสมซึมซาบเข้าสู่กระแสโลหิต เมื่อฝึกร่วมกับท่าร่างของม้อฮ้วยชิ่ว ยามฟาดฝ่ามือมิเพียงมีกำลังจากภายใน หนำซ้ำยังมีโลหิตพิษเจือปน
ท่านหากรับม้อฮ้วยชิ่วหนึ่งฝ่ามือ ร่างกายตอนแรกชาด้านคล้ายถูกพิษ จากนั้นสูญความรู้สึก เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงข้ามลงมือประหัตประหารอย่างง่ายดาย
นิกายทั้งสี่ภายหลังกลับเผาตำราม้อฮ้วยชิ่ว ประกาศห้ามถ่ายทอดสืบต่อ เนื่องเพราะรู้สึก วิชาแขนงนี้คล้ายอสูรตนหนึ่ง...
ตำราถูกเผาทำลาย ทั้งยังประกาศห้ามถ่ายทอด เม่งไอ่ซีกลับร่ำเรียนถึงขั้นที่สาม มิทราบมีความนัยอันใดแอบแฝง...
งึ่นแชฮูหยินยามนี้ยืนอยู่ด้านเดียวกับบุรุษหนุ่ม เล้งจงก้วงที่สิ้นสติถูกวางไว้บนพื้น เม่งไอ่ซีมองดูท่าน เห็นหน้าอกยังสะท้อนขึ้นลงน้อยๆ แสดงว่ายังมีลมหายใจ
งึ่นแชฮูหยินถ่มโลหิตคำหนึ่งลงพื้น เฉียดศีรษะเล้งจงก้วงไปเพียงเส้นยาแดง นางแค่นเสียงกล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้ท่านลงมือไร้ไมตรี พวกเราได้แต่ใช้วิธีนี้"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"ท่านคิดทำร้ายเรา อย่าได้เอาผู้อื่นมาเกี่ยวข้อง"
งึ่นแชฮูหยินใช้ปลายเท้าเขี่ยศีรษะเล้งจงก้วง ได้ยินเสียงดังอืม ที่แท้เล้งจงก้วงพลันฟื้นคืนสติมา
เม่งไอ่ซีร่ำร้องว่า
"อย่าได้ทำร้ายเขา มิเช่นนั้นพวกท่านอย่าหมายกลับออกไป"
งึ่นแชฮูหยินหัวร่ออย่างเหี้ยมเกรียม ดวงตามีแววอำมหิต ทว่ามือข้างหนึ่งยังยกขึ้นจัดแต่งทรงผม
"ท่านคิดซื้อชีวิตเขา?"
เม่งไอ่ซีพยักหน้า งึ่นแชฮูหยินแย้มยิ้มคล้ายเบิกบานใจยิ่ง กล่าวว่า
"ราคาขายแก่คนกันเอง ข้าพเจ้ายังคงไม่กล้าขูดรีด เพียงท่าน..."
นางยังมิทันว่ากล่าวเสร็จสิ้น เล้งจงก้วงที่หายใจรวยรินพลันร่ำร้องออกมา
"ฮูหยินอย่าได้ห่วงใยข้าพเจ้า ยังคงรีบไปบอกจึงจู้..."
งึ่นแชฮูหยินตวัดเท้าเตะชายโครงท่านพลางตวาดว่า
"บ่าวเฒ่าอย่าได้เสนอวาจา ชีวิตนี้หากรักษาไว้ ยังได้รินน้ำชาอุ่นสุราแก่จึงจู้เจ้าหลายปี"
เม่งไอ่ซีชมดูจนปวดร้าวใจ กล่าวว่า
"ท่านคิดเรียกร้องราคาใด ยังมิรีบว่ากล่าวออกมา"
งึ่นแชฮูหยินหัวร่อน้อยๆ กล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้ท่านเป็นคนของฮวงจึงอย่างเต็มตัว ถึงกับห่วงใยชีวิตบ่าวไร้ค่า..."
นางขยับปากคิดว่ากล่าวอันใด ทว่าเห็นเม่งไอ่ซีมีสีหน้าเปลี่ยนแปร ขยับร่างถอยหลังพลางตั้งสมาธิเกร็งลมปราณอีกครั้ง ฝ่ามือที่มีจุดโลหิตแดงตั้งท่าจู่โจม นางได้แต่ตวาดว่า
"หรือเซี่ยวก่าจู้ท่านมิคิดซื้อชีวิตเฒ่าผู้นี้แล้ว"
เม่งไอ่ซีนิ่งเฉยมิได้ตอบคำ สายตากลับมองผ่านนางไปที่เบื้องหลัง งึ่นแชฮูหยินย่อมมิกล้าหันศีรษะไป เกรงว่าเม่งไอ่ซีมีแผนการอันใด นางยามร้อนรนพลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังมา
"เราพั่วพั้ว (นางเฒ่า) มาเพียงครึ่งชั่วยาม ปลิดวิญญาณผู้คนได้ตึกหนึ่ง ฮูหยินท่านมาเสียเวลาเล่นอยู่ที่นี้ หรือไม่กลัวเสียการใหญ่"
งึ่นแชฮูหยินร่ำร้องออกมาว่า
"ที่แท้เป็นมุ่ยเง็กเซียนนึ้ง (เทพธิดาหยกสะคราญ) มาแล้ว"
นางรีบร้อนหันไป เห็นเงาร่างเตี้ยเล็กสายหนึ่งลอยขึ้นมาจากบันไดด้านล่าง เท้าสองข้างคล้ายเหยียบบนผืนพรมล่องหนผืนหนึ่ง ทั้งไม่ขยับมือเท้า ทั้งแผ่วเบาไร้สุ้มเสียง
เม่งไอ่ซีพลันตระหนักสถานการณ์ตึงเครียด นางที่เมื่อครู่มิได้กล่าววาจา ย่อมเป็นเพราะรับรู้การมาของศัตรู
งึ่นแชฮูหยินหันมากล่าวว่า
"โสตประสาทของเซี่ยวก่าจู้ท่าน ข้าพเจ้ายังห่างไกลอยู่หลายขุม"
เม่งไอ่ซีมองดูผู้มา เห็นเป็นหญิงชราร่างเตี้ยเล็ก ใบหน้าซูบผอมเหี่ยวย่น ผมเผ้ากลับดำโพลนทั้งศีรษะ หนำซ้ำเกล้าเป็นมวยสองข้างราวดรุณีแรกรุ่น ที่ข้อมือมีกำไลร้อยจากบุปผาหลากสี ดูไปผิดตายิ่ง
หญิงชรานั้นก็จ้องมองเม่งไอ่ซี นางหัวร่อคิกคัก กล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้ท่านใช่ครุ่นคิด เราพั่วพั้วอัปลักษณ์ขัดตายิ่ง?"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะ ดวงหน้าถึงกับมีรอยยิ้มปรากฏ ที่แท้ตระหนักสถานการณ์ตึงมือ ในใจคิดหาวิธีแก้ไขอย่างเร่งร้อน ปากกลับกล่าวว่า
"เราเพียงคิดใคร่ถาม พั่วพั้วท่านรักษาผมเผ้าด้วยวิธีใดจึงดำขลับงดงาม"
หญิงชราที่เรียกว่ามุ่ยเง็กเซียนนึ้งหัวร่อจนตัวเอนไปโอนมา ชี้นิ้วผอมแห้งมาที่เม่งไอ่ซีพลันกล่าวว่า
"ท่านมิเพียงรูปโฉมสะคราญ หนำซ้ำรู้จักกล่าววาจา เราพั่วพั้วจึงเอ็นดูท่านนัก"
งึ่นแชฮูหยินรีบกล่าวสอดว่า
"นางเพียงคิดต่อเวลายืดชีวิต เซียนนึ้งท่านอย่าได้หลงกล พวกเรายังคงรีบลงมือ"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งสะบัดหน้าร้องเฮอะ กล่าวอย่างไม่พอใจว่า
"ท่านยามนี้มาเร่งให้เราลงมือ เมื่อครู่ยังไม่รู้จักคิด ถึงกับแทบพลั้งมือให้กับนาง"
งึ่นแชฮูหยินรู้สึกละอายยิ่ง รีบกล่าวแก้ว่า
"ข้าพเจ้าวันนี้เตรียมการณ์โดยกะทันหัน ย่อมไม่รัดกุมถี่ถ้วน"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งกล่าวสืบไปว่า
"เราพั่วพั้วเมื่อครู่เข้าสู่ตึกศิษย์สตรีของฮวงจึง เพียงใส่ผงบ้อฮุ้นฮวย (บุปผาไร้วิญญาณ) ลงในอาหารของพวกนาง ถึงกับจัดการได้กว่าครึ่ง ที่เหลืออาศัยฝีมือป่าซิงแซ (ท่านเสือดาว) ช่วยจัดการ มือน้อยๆ ของเราพั่วพั้ววันนี้มิต้องเปรอะเปื้อนโลหิตแล้ว"
งึ่นแชฮูหยินอุทานดังอา กล่าวว่า
"ที่แท้ป่าซิงแซก็มาแล้ว"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งผงกศีรษะ ใบหน้ามีแววเคร่งเครียด กล่าวว่า
"พวกเราเพียงได้รับคำสั่ง จัดการผู้คนระดับล่างในฮวงจึง ท่านมาประมือกับเซี่ยวก่าจู้ ถือว่ากระทำนอกเหนือ"
งึ่นแชฮูหยินรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าตอนแรกย่อมไม่คิดต่อกรกับนาง ภายหลังพลันได้คิด หากพวกเราได้ตัวนางไป เล้งอิกต้องวุ่นวายใจยิ่ง เยี่ยงนี้เก็งจู้ (ประมุขวัง) ของพวกเรายังมิใช่ได้เปรียบ"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งตบมือสองข้างดังฉาด ร้องเสียงดังว่า
"งึ่นแชฮูหยินท่านยังพอมีสติปัญญาอยู่บ้าง หากเราพั่วพั้วทราบ ท่านที่แท้มิใช่หมอนกลวง (แผลงเป็นโง่งม) หลายปีก่อนยังคงกระซิบเล่าฮูหยิน (ฮูหยินผู้ชรา) แต่งตั้งท่านเป็นกิมแชฮูหยิน (ฮูหยินดาวทอง)"
งึ่นแชฮูหยินเม้มปากมิได้กล่าวกระไร นางความจริงเคืองมุ่ยเง็กเซียนนึ้งที่กล่าววาจามิเกรงใจ ทว่ายามหน้าสิ่วหน้าขวานได้แต่อดกลั้นไว้
เม่งไอ่ซีรับฟังวาจาพวกนางจนตระหนกยิ่ง มิทราบผู้คนเหล่านี้เข้าสู่ฮวงจึงทางใด ไฉนเวรยามจึงไม่พบเห็นพวกเขา
นางใคร่ครวญอย่างว่องไว หากฝ่ายตรงข้ามลงมือโดยพร้อมเพรียง นางย่อมมิอาจต่อกร ได้แต่คิดหาวิธีฝ่าออกจากตึกโดยรวดเร็ว
ยามครุ่นคิดพลันได้ยินเล้งจงก้วงร้องครางเบาๆ เม่งไอ่ซีรู้สึกใจป่วนปั่น มือสองข้างสั่นระริก
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งย่อมสังเกตเห็น นางแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้ท่านอย่าได้วิตก หากท่านยอมติดตามพวกเรา เราพั่วพั้วคืนนี้จะบอกเคล็ดลับท่าน รักษาผมเผ้าเยี่ยงใดจึงดำขลับตลอดกาล"
เม่งไอ่ซีได้แต่ฝืนยิ้ม กล่าววาจาถ่วงเวลาว่า
"เมื่อครู่งึ่นแชฮูหยินกล่าวถึงกิมแชฮูหยินที่มีนามว่าลิ้วซีซี ถึงกับว่าบิดาข้าพเจ้ามิได้ลืมเลือนนาง มิทราบไปกับพวกท่านครานี้ ข้าพเจ้าสามารถพบนางหรือไม่"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งยกนิ้วขึ้นจรดริมฝีปาก ส่ายศีรษะไปมามิได้ว่ากล่าวกระไร งึ่นแชฮูหยินพลันกล่าวโพล่งว่า
"เซี่ยวก่าจู้ท่านคิดพบลิ้วซีซี ยังคงรอคอยอีกหลายสิบปีค่อยขึ้นสวรรค์ไปหานาง"
เม่งไอ่ซีชะงักงันวูบ กล่าวว่า
"หรือนางเสียชีวิตแล้ว"
งึ่นแชฮูหยินปั้นหน้าเศร้าโศก กล่าวว่า
"หลังจากที่นางไปจากเก็งจู้ท่านก่อนของพวกเรา สิบปีให้หลังพลันมีผู้คนส่งเถ้ากระดูกของนางมา เรื่องนี้กล่าวไปรันทดยิ่ง..."
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งผงกศีรษะมิได้หยุด กล่าวว่า
"รักที่ลึกซึ้งตรึงตรา รวดร้าวใจผู้คนที่สุด ย่อมเป็นรักที่ไม่สมปรารถนา"
เม่งไอ่ซีทางหนึ่งครุ่นคิดมิได้หยุด อีกทางยังคงวางท่าสงบเจรจา
"พวกท่านเป็นคนของน่ำเทียนก่า ไฉนพลันมีเก็งจู้ (ประมุขวัง) ท่านหนึ่งขึ้นมาได้"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งเอียงศีรษะ ลอยหน้าลอยตาราวดรุณีน้อย ปากกล่าวว่า
"น่ำเทียนก่าหลังจากแยกตัว ภายหลังเปลี่ยนนามเป็นเทียนมึ้งเก็ง (วังประตูฟ้า) ตัดขาดจากอีกสามนิกายโดยสิ้นเชิง"
เม่งไอ่ซีพยักหน้าร้องอ้อ เอ่ยสืบไปว่า
"น่ำเทียนก่าแต่หนหลังหามีความแค้นกับผู้ใดไม่ เหตุใดเทียนมึ้งเก็งในปัจจุบันจึงบุกรุกฮวงจึง"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งแค่นเสียงดังเฮอะ สีหน้ากลับแปรเปลี่ยนเป็นโกรธแค้น นางสะบัดเสียงกล่าวว่า
"เรื่องราวนี้ย่อมมีสาเหตุ เราพั่วพั้วคืนนี้ย่อมบ่งบอกต่อท่าน เสียดายเซี่ยวก่าจู้ท่านแต่งให้กับคนของฮวงจึง ยังคงร่วมชดใช้กรรมกับพวกเขา..."
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งย่างสามขุมเข้ามา ข้อมือที่เหี่ยวย่นเกร็งขึ้นเล็กน้อย เม่งไอ่ซีพลันก้มศีรษะลง มือข้างหนึ่งยกขึ้นทาบทรวงอก ร้องว่า
"ไฉนไม่อาจเดินลมปราณ"
งึ่นแชฮูหยินร้องอย่างลิงโลด
"นางลมปราณติดขัดแล้ว เซียนนึ้งท่านรีบลงมือ หากจับเป็นมิได้ยังคงจับตาย"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งสะอึกปราดเข้าหาเม่งไอ่ซีอย่างรวดเร็ว เห็นชัดว่ามือข้างหนึ่งยื่นถึงร่างกายท่อนบนนาง มิคาด เม่งไอ่ซีพลันเงยศีรษะขึ้น ร่างหมุนตวัดไปด้านหลัง พุ่งทะยานขึ้นสู่เบื้องบนราววิหคสวรรค์
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งกรีดเสียงแหลมเล็กระคายหูว่า
"เซี่ยวก่าจู้ของน่ำไฮ้ก่ากลับมีลวดลายนัก"
สิ้นวาจาที่กล่าว ร่างเตี้ยเล็กพลันพุ่งปราดติดตาม เม่งไอ่ซีตวัดเท้าแตะเพดาน ฝ่ามือฟาดออกอย่างหนักหน่วง จุดโลหิตแดงเข้มพร่างพรูเป็นสาย มุ่ยเง็กเซียนนึ้งได้แต่ดึงร่างกลับ ทว่ามือข้างหนึ่งสะบัดวูบ เห็นประกายหลากสีแพรวพราย ถึงกับเป็นบุปผาพิรุณชุดหนึ่ง
เม่งไอ่ซีทั้งอ่อนล้าทั้งร้อนรน ยามถลันหลบกลับเสียสภาวะ บุปผาดอกหนึ่งปักเข้าที่แขนซ้าย นางยามตกใจรีบดึงออกทันควัน พลันรู้สึกคล้ายภายในห้องมืดลง รีบฝืนร่างกายพุ่งถอยหลัง ขอเพียงนางสามารถไปที่หน้าต่าง อาจบางทีมีโอกาสหลุดรอด
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งที่จัดเจนย่อมทราบความคิดนาง รีบถีบร่างพุ่งติดตามไม่ลดละ มือข้างหนึ่งล้วงเข้าในอกเสื้อ ครั้นตวัดออกมาก็สะบัดโปรยปราย ที่แท้เป็นเข็มอาบพิษชุดหนึ่ง
เม่งไอ่ซีพลันรู้สึก ร่างกายคล้ายเคลื่อนไหวช้าลง มิทราบบุปผาที่โดนซัดเคลือบพิษร้ายกาจใด นางพยายามรวบรวมลมปราณสุดท้าย ป่ายมือสองข้างปัดเข็มพัลวัน ในใจร่ำร้องมิหยุดหย่อน
... เล้งอิก เต็งลั่ง พวกท่านยังไม่รีบมา...
... สิบกว่าปีนี้นางมิได้พบพานพวกเขา วันคืนผันผ่านอย่างรวดร้าว ยามเผชิญภัยถึงชีวิตย่อมรู้สึกหวาดกลัวอย่างยิ่ง...
... ที่หวาดกลัวย่อมมิใช่ความตาย หากแต่กลัวชาตินี้มิได้พบพาน...
...คนผู้หนึ่งหากตกตายไป ใยรักใช่สูญสิ้นไปด้วยหรือไม่...
เม่งไอ่ซีพลันรู้สึกแปลบปลาบที่ทรวงอก มิทราบเป็นความรู้สึกจากภายในหรือภายนอก พริบตาที่ครุ่นคิด ร่างพลันทรุดฮวบลง สิ้นสติสัมปชัญญะไปในฉับพลัน...
|