|
คืนแรม จันทร์เสี้ยวงอโค้งดุจดั่งตะขอวงหนึ่ง
เล้งอิกแลดูแผ่นฟ้า มิทราบเป็นเพราะเหตุใด ในใจพลันรู้สึกสังหรณ์อย่างประหลาด
ฮวงจึงเมื่อยามบ่ายชุลมุนวุ่นวาย ยามนี้จึงเริ่มสงบเช่นที่เคย เล้งอิกแลไปข้างหน้า เห็นตัวตึกของเม่งไอ่ซีที่ห่างไปประมาณสองร้อยก้าวสว่างไสวด้วยแสงโคม
สิบกว่าปีมิได้พบพาน วันนี้กลับย่างเท้ามาเชื้อเชิญ มิทราบที่แท้ตนกระทำเพื่อผู้ใด
เพราะเพื่อเต็งลั่ง... เพราะเพื่อนาง... หรือเพราะเพื่อตนเอง...
อย่าว่าแต่... เขาบัดนี้ยังมิทราบ ยามพบหน้าพร้อมเพรียง เรื่องราวใดจึงสมควรสนทนา
ระหว่างครุ่นคิด ฝีเท้ากลับเร่งขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เหลืออีกเพียงห้าสิบก้าวก็จะเข้าสู่เขตตึก ขณะสาวเท้าผ่านบ่อน้ำเก่าที่แล้งไปเนิ่นนาน ที่ด้านซ้ายมือพลันมีเสียงฟุบดังขึ้น ตามด้วยเสียงหวีดแหวกอากาศ ท้องฟ้าเหนือฮวงจึงสว่างไสวโดยฉับพลัน
เล้งอิกทะยานขึ้นสู่ต้นสนใหญ่ด้วยสัญชาติญาณ ที่แท้มีผู้จุดพลุบอกเหตุ ทิศทางที่มาคือสองตึกด้านหลังอันเป็นที่พำนักของศิษย์ชายหญิงรุ่นเล็ก ได้ยินเสียงผู้คนตะโกนอื้ออึง เงาร่างหลายสายพุ่งทะยานจากตึกด้านหน้า ท่ามกลางเสียงสับสนยังได้ยินผู้คนร้องว่า
"มีศัตรูบุกรุก"
เล้งอิกใจหายวาบ ถลันร่างคิดรุดไปยังที่เกิดเหตุ ทว่าพุ่งปราดไปได้ครึ่งทาง ใจกลับสะดุดหยุดคิด วกกลับมายังเส้นทางสู่ที่พำนักของเม่งไอ่ซี
ประดาตึกทั้งหลายในฮวงจึง ที่พำนักของนางจึงห่างไกลจากตึกอื่นที่สุด มีผู้คนอยู่น้อยที่สุด คิดเพียงเท่านี้เล้งอิกพลันร้อนใจดังมีไฟลน เขาเมื่อทราบเหตุร้ายจากโอ้วชี มาตรว่าสั่งผู้คนเตรียมการรับมือ ทว่ายังไม่คาดคิด ผู้มุ่งร้ายจะก่อเหตุในทันควัน
... ใจร้อนรุ่ม คนปราดเปรียวราวเหยี่ยวฉกรรจ์ ชั่วพริบตามาถึงประตูด้านหน้าแล้ว...
ที่ตึกใหญ่ด้านหน้า อาวเอี้ยงเทียนยืนควบคุมผู้คนแต่ละสังกัด หางตาพลันชำเลืองเห็นเตี้ยงโหวลงมาจากชั้นบน ท่านรีบหันมาร้องว่า
"ตั่วซือกอ ท่านขึ้นไปอยู่กับซาซือตี๋"
เตี้ยงโหวสอบถามว่า
"เกิดเรื่องราวใดที่ตึกหลัง"
อาวเอี้ยงเทียนตอบอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์ชายหญิงที่ตึกหลังถูกผู้คนวางยาพิษ บ้างถูกสังหารด้วยอาวุธลับ บ้างมีรอยแผลจากกระบี่ ทว่าคนของเราจนบัดนี้ยังไม่พบเห็นผู้ใด"
เตี้ยงโหวอุทานดังอา สีหน้าซีดเผือดโดยพลัน
อาวเอี้ยงเทียนแตะไหล่ท่าน กล่าวว่า
"ยามนี้ชุลมุนวุ่นวาย ศัตรูไม่ทราบเข้ามาทางใด อาจบางทีมีคนภายในปะปน ท่านทางที่ดีอยู่ดูแลซาซือตี๋ อย่าให้เกิดเหตุกับเขา"
เตี้ยงโหวผงกศีรษะ ขณะหันกายกลับขึ้นด้านบน ยังหันมาถามว่า
"จึงจู้กับลั่งยี้อยู่ที่ใด"
อาวเอี้ยงเทียนสั่นศีรษะ ตอบว่า
"เรื่องนี้ข้าพเจ้ามิทราบ ขณะมาถึงหน้าตึก เห็นเงาคนผู้หนึ่งพุ่งปราดไปทางตึกด้านหลัง คาดว่าเป็นลั่งยี้"
เล้งอิกผลักประตูเข้าไปอย่างเร่งร้อน ได้ยินเสียงคล้ายผู้คนเจรจากันที่ด้านบน สำเนียงมิได้คุ้นหู ใจพลันเต้นระทึกดังตีกลอง ยามร้อนรุ่มยังร้องเรียกนามเม่งไอ่ซีออกไป
ขณะทะยานขึ้นชั้นบน ได้ยินเสียงแหลมเล็กร้องว่า
"ฮูหยินท่านรีบนำนางไป เราพั่วพั้วอยู่เล่นกับเขากระบวนท่าหนึ่ง"
เล้งอิกมิทันครุ่นคิด พลันมีเงาร่างเตี้ยเล็กพุ่งสวนใส่เขา ท่าร่างรวดเร็วปานพายุ เล้งอิกมิได้หลบเลี่ยง กลับทะยานเข้าปะทะ ฝ่ามือซ้ายจู่โจมที่ด้านบน เห็นประกายเข็มปรากฏที่เบื้องหน้า ที่แท้ฝ่ายตรงข้ามใช้อาวุธลับ เล้งอิกตวัดแขนเสื้อวูบ เข็มกลับถูกดูดวน หากแต่มิได้ตกลงพื้น กลับเปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าสู่ผู้ซัด
ได้ยินเสียงแหลมเล็กกรีดว่า
"เล้งจึงจู้ร้ายกาจนัก ใช่ฝึกวิชาอสูรเช่นภริยา?"
เล้งอิกฟาดออกอีกหนึ่งฝ่ามือ เขายามห่วงใยเม่งไอ่ซี ถึงกับแทบมิได้สนใจคู่ต่อสู้ ปากยังพร่ำเรียกชื่อนาง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบ ยิ่งลงมือดุดันเป็นทวีคูณ เพียงคิดโผนทะยานขึ้นสู่ด้านบน มิสนใจประมือกับผู้พัวพัน กระทั่งรูปโฉมยังมิได้ชำเลืองแล
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งซัดอาวุธลับดังห่าฝน นางย่อมตระหนัก มิอาจต้านทานเล้งอิกได้เนิ่นนาน เพียงมุ่งหวัง งึ่นแชฮูหยินที่ด้านบนสามารถนำเม่งไอ่ซีไปได้พ้น จากนั้นนางค่อยหาวิธีหลบเร้น
มิคาด อาวุธลับที่ซัดไป กลับถูกเล้งอิกปัดย้อนเข้าใส่ ได้แต่ถลันหลบเลี่ยง ยามชุลมุนยังถูกฝ่ามือของเล้งอิกฟาดเฉียดเข้าที่ไหล่ซ้าย นางตอนแรกรู้สึกคล้ายชาด้าน อีกสักครู่จึงปวดแปลบราวโดนไฟร้อนลวก คาดไม่ถึง ประมุขฮวงจึงที่มีชื่อเสียงด้านเพลงทวน ยังมีวิชาฝ่ามือที่ร้ายกาจปานนี้ หากเล้งอิกลงมือโดยไม่เร่งร้อน ไยมิใช่รุนแรงกว่านี้หลายเท่า
เล้งอิกผละจากนาง เกร็งลมปราณพุ่งปราดขึ้นด้านบน เห็นสตรีชุดดำสองนางนอนระทวยอยู่บนพื้น มองปราดเดียวก็ทราบว่ามิใช่เม่งไอ่ซี ยามกวาดตามองพลันเห็นเล้งจงก้วงนอนฟุบหน้าที่หน้าประตูห้องหนึ่ง ต้องรีบทะยานเข้าหา ที่ด้านหลังพลันมีเสียงดังควับเควี้ยว ที่แท้มุ่ยเง็กเซียนนึ้งยังพัวพันไม่เลิก เล้งอิกยามพลุ่งพล่านใจถึงกับฟาดฝ่ามือออกสามครา สองฝ่ามือแรกเพียงมุ่งหวังให้ถดถอย ทว่ามุ่ยเง็กเซียนนึ้งยังสะอึกกายเข้าหา ฝ่ามือหลังจึงฟาดเข้าที่ทรวงอกนางอย่างจัง
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งกระอักโลหิตเป็นลำยาว ร่างลอยละลิ่วลงจากบันไดอย่างไร้ทิศทาง เมื่อตกถึงพื้นพลันสั่นกระตุกราววิหคต้องธนู นัยน์ตาสองข้างเหลือกค้าง ในลำคอมีเสียงคร่อกๆ ที่มุมปากปรากฎฟองโลหิตผุดพราย ถึงกับบาดเจ็บภายในอย่างสาหัส
เล้งอิกล้วงมือเข้าในอกเสื้อ หยิบพลุสัญญาณขึ้นมาจุดปาออกไปนอกหน้าต่างอย่างร้อนรน จากนั้นถลันเข้าหาเล้งจงก้วง ประคองท่านขึ้นในอ้อมแขน
เล้งจงก้วงพลันลืมตาขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้งว่า
"...ฮูหยิน...ถูกพวกนางนำไป..."
เล้งอิกร้อนรุ่มใจยิ่ง ทว่าไม่อาจทิ้งเล้งจงก้วงไว้ที่นี้ ยามคับขันได้แต่โอบอุ้มร่างท่านขึ้น ทะยานออกไปนอกหน้าต่างอย่างรวดเร็ว
เล้งจงก้วงสัมผัสลมเย็นที่มาปะทะหน้าตา ร่างพลันสั่นสะท้านขึ้น ท่านข่มความเจ็บปวดภายใน ฝืนทนกล่าวว่า
"จึงจู้อย่าได้ห่วงข้าพเจ้า ยังคงรีบไปตามฮูหยิน"
เล้งอิกยามกะทันหันมิได้ฟังคำ คนพุ่งปราดตามยอดไม้ราวไร้น้ำหนัก สองตาสอดส่ายแปดทิศ ทว่าหาพบร่องรอยผู้ใดไม่ ขณะจะทะยานขึ้นสู่ที่สูงกว่า พลันรู้สึกร่างเล้งจงก้วงในอ้อมแขนคล้ายเกร็งขึ้น ท่านที่รับบาดเจ็บย่อมไม่อาจทนสภาพเช่นนี้ เล้งอิกพลันตกอยู่ในภาวะสองจิตสองใจ ทางหนึ่งมิอาจทิ้งท่านไว้เพียงลำพัง ทว่าหากนำท่านไปย่อมไม่เกิดผลดี
ยามพลุ่งพล่านใจพลันเห็นเงาร่างหลายสายพุ่งปราดมา ผู้ที่อยู่หน้าสุดคืออาวเอี้ยงกุนเอง เล้งอิกรีบส่งเสียงเรียก
"กุนเฮีย ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้"
อาวเอี้ยงกุนแลเห็นในฉับพลัน โบกมือส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามแยกย้ายเป็นสองทาง ตนเองโลดแล่นเข้าหาจึงจู้
เล้งอิกส่งร่างเล้งจงก้วงให้เขาอย่างเร่งร้อน กล่าวว่า
"ฮูหยินถูกผู้บุกรุกนำตัวไป ท่านดูแลเล้งจงก้วง..."
พร้อมกับคำบอกกล่าว คนโจนทะยานไปยังทิศทางหนึ่ง เพียงเสี้ยวพริบตาก็ลับหาย...
ด้านหลังกำแพงฮวงจึงรายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ แผ่กิ่งก้านสาขารกทึบ หนทางในคืนข้างแรมย่อมเลือนรางยิ่ง
งึ่นแชฮูหยินแบกเม่งไอ่ซีที่สิ้นสติ สาวเท้าวิ่งไปข้างหน้าอย่างร้อนรน นางตอนอยู่ในตึกได้ยินเสียงเล้งอิกเข้ามา ดีที่มุ่ยเง็กเซียนนึ้งช่วยรับมือต้านไว้ เปิดโอกาสให้นางหลบรอด
ขณะเหลียวซ้ายแลขวาพลันได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะอากาศ นางพลันร้อนรุ่มใจ มิทราบเป็นเล้งอิกติดตามมาหรือไม่ ต้องรีบโผขึ้นสู่ต้นไม้ใบทึบ สะกดกลั้นลมหายใจให้แผ่วเบา มือหนึ่งตบสกัดจุดเม่งไอ่ซี นางมาตรว่าสลบไสลจากพิษบุปผาของมุ่ยเง็กเซียนนึ้ง อาจบางทียังส่งเสียงละเมอ เป็นชนวนฉุดนำผู้ติดตาม
ยามร้อนรุ่มพลันได้ยินเสียงวิหคราตรีหวีดร้อง งึ่นแชฮูหยินเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ได้ยินเสียงตอนแรกแหลมสูง ตอนหลังกลับแผ่วต่ำ จากนั้นมีเสียงลมดังพึ่บพั่บ สลับกับเสียงแหลมเล็กของมุสิก...
ยามค่ำวิหคราตรีออกหาอาหาร ย่อมมิมีใดน่าประหลาด ทว่างึ่นแชฮูหยินกลับมีสีหน้าลิงโลด รีบยื่นศีรษะโก่งคอขึ้น ริมฝีปากเม้มสนิท ในลำคอปรากฏสุ้มเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นเป็นจังหวะ ถึงกับจำลองเสียงกบภูเขาได้ไม่ผิดเพี้ยน
ที่แท้สุ้มเสียงเหล่านี้เป็นสัญญาณติดต่อของพวกนาง ในภูมิประเทศป่าเขา ท่านได้ยินเสียงสัตว์ร้องย่อมเป็นเรื่องธรรมดายิ่ง พวกนางเพียงประดิษฐ์ประดอยให้มีที่ผิดแผกเล็กน้อย ในหมู่คนกันเองจึงแยกแยะออกว่าใช่เสียงสัญญาณหรือไม่
สักครู่พลันมีเสียงกบภูเขาดังตอบมา งึ่นแชฮูหยินถอนใจโล่งอก แบกเม่งไอ่ซีโผลงสู่พื้น หางตาชำเลืองเห็นเงาร่างสีเงินสองสายปราดเข้ามา นางรีบผงกศีรษะทักทายโดยพลัน
"ซังแชเกี่ยมแขะ (อาคันตุกะกระบี่ดาวคู่) พวกท่านก็มาแล้ว"
เห็นผู้มาทั้งสองร่างผอมสูง ผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีม่วง อีกผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีแดง ผมเผ้าหนวดเคราเป็นสีเงินยวง ดูเผินๆ คล้ายแก่ชรายิ่ง ทว่านัยน์ตากลับเปล่งประกายเยาว์วัย ผิวพรรณไร้รอยเหี่ยวย่น ไม่ทราบที่แท้อยู่ในวัยใด
ผู้ที่สวมอาภรณ์ม่วงประสานมือคารวะงึ่นแชฮูหยิน ผู้ที่สวมอาภรณ์แดงกลับกล่าววาจา
"พวกเรามาช้าไปก้าวหนึ่ง ฮูหยินโปรดให้อภัย"
งึ่นแชฮูหยินแย้มยิ้มกล่าวว่า
"จี่แชซิงแซ (ท่านดาวม่วง) อั่งแชซิงแซ (ท่านดาวแดง) รับภารกิจทางอื่น เราอยู่ทางนี้ลงมือกะทันหัน ย่อมมิใช่ความผิดพวกท่าน"
จี่แชซิงแซแลดูเม่งไอ่ซีพลางเอ่ยว่า
"สตรีนางนี้..."
งึ่นแชฮูหยินมิรอฟังคำถาม รีบกล่าวว่า
"นางคือเซี่ยวก่าจู้ของน่ำไฮ้ก่า ปัจจุบันคือฮูหยินของฮวงจึง"
ซังแชเกี่ยมแขะทั้งสองกล่าวพร้อมกันว่า
"น่ำไฮ้ก่ากลับเห็นดีเห็นงามกับฮวงจึง พฤติกรรมน่าละอายนัก"
งึ่นแชฮูหยินสอบถามว่า
"พวกท่านใช่มาพร้อมกับมุ่ยเง็กเซียนนึ้ง"
อั่งแชซิงแซตอบว่า
"พวกเรามาพร้อมกับนางและป่าซิงแซ เมื่อครู่แยกย้ายกันปฏิบัติภารกิจ เราเฮียตี๋สังหารเหล่าศิษย์ชายของฮวงจึง มุ่ยเง็กเซียนนึ้งกับป่าซิงแซจัดการศิษย์สตรี มิทราบท่านพบเห็นพวกเขาหรือไม่
งึ่นแชฮูหยินมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้น กล่าวว่า
"เราจนบัดนี้ยังมิได้พบป่าซิงแซ ส่วนมุ่ยเง็กเซียนนึ้งอยู่รับมือเล้งอิก มิทราบเป็นตายร้ายดีประการใด"
ซังแชเกี่ยมแขะร้องขึ้นพร้อมกันว่า
"มุ่ยเง็กเซียนนึ้งมีวาสนานัก ได้ประมือกับเล้งอิก พวกเราคิดรับมือเขาสักสามกระบวนท่า มิทราบสามารถบรรลุความหวังเมื่อใด"
งึ่นแชฮูหยินสั่นศีรษะกล่าวว่า
"พวกท่านอย่าได้ว่าเรากล่าววาจาโดยพล่อย ฝีมือพวกท่านเฮียตี๋ น่ากลัวไม่อาจรับเล้งอิกถึงสามกระบวน"
ซังแชเกี่ยมแขะก็มิได้โกรธขึ้ง ยังคงผงกศีรษะกล่าวว่า
"เล้งอิกฝึกวิชาหลายทาง หากลงมือโดยไม่กำหนดขอบเขต พวกเราย่อมเสียเปรียบ ได้แต่วางกฎเกณฑ์ เพียงใช้กระบี่เป็นอาวุธ เยี่ยงนี้พวกเรายังมีโอกาสอยู่"
งึ่นแชฮูหยินส่ายหน้าน้อยๆ ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋คร่ำเคร่งฝึกกระบี่แต่เยาว์วัย ปีนี้อายุเพียงยี่สิบสี่ ทว่าผมเผ้าหงอกขาวปานเฒ่าชรา หากพวกเขาออกต่อกรผู้คนในแผ่นดิน ความจริงยังนับอยู่ในอันดับยอดฝีมือระดับหน้า แต่หากคิดรับมือเล้งอิกครบสามกระบวนท่า น่ากลัวเป็นความฝันแล้ว
ความคิดนี้นางย่อมมิว่ากล่าวออกไป ซังแชเกี่ยมแขะทั้งสองปกติเคารพเชื่อฟังนางยิ่ง ได้แต่ถนอมน้ำใจไว้ นางกระชับร่างเม่งไอ่ซีบนบ่าพลางกล่าวว่า
"พวกเรายังคงรีบไป หากชักช้าพบพานผู้คนของฮวงจึงก็จะเสียการ..."
วาจายังมิทันขาดคำ พลันได้ยินเสียงกบภูเขาดังก้องขึ้นอีก ห้วงสำเนียงเป็นสัญญาณเรียกระหว่างพวกเขา ซังแชเกี่ยมแขะทั้งสองรีบส่งสัญญาณตอบโดยพลัน ทว่าสุ้มเสียงอีกฝ่ายหนึ่งกลับขาดหายไป มิทราบที่แท้เป็นเรื่องราวใด
งึ่นแชฮูหยินร้องว่า
"พวกเรายังคงรีบไป"
ซังแชเกี่ยมแขะผงกศีรษะพร้อมกัน ขณะตั้งท่าคิดไป ที่เบื้องหน้าพลันปรากฏร่างคนผู้หนึ่งขึ้น
งึ่นแชฮูหยินสะดุ้งสุดตัว คนผู้นี้มิทราบมาอย่างใด พวกนางกลับมิได้ยินแม้แต่น้อย กระทั่งเสียงชายเสื้อปะทะลมก็หามีไม่
นางเขม้นมองอย่างระแวดระวัง เห็นผู้มามีร่างสูงโปร่ง ดวงตาเป็นประกายสุกใส สีหน้าราบเรียบอย่างยิ่ง
ซังแชเกี่ยมแขะสองเฮียตี๋ร้องขึ้นว่า
"สหายท่านนี้มิทราบเป็นผู้ใด"
ผู้มานั้นมิได้ตอบคำ สายตากลับจับจ้องอยู่ที่เม่งไอ่ซี ปากกล่าวว่า
"ส่งนางให้แก่เรา"
งึ่นแชฮูหยินพลันฉุกใจคิด สีหน้ากลับคล้ายซีดเผือด วาจาที่กล่าวแผ่วเบายิ่ง
"ฤาท่านคือเต็งลั่ง"
ซังแชเกี่ยมแขะร้องอุทานขึ้นพร้อมกัน พริบตานั้นปรากฏประกายกระบี่แปลบปลาบ สองซือเฮียตี๋มิทราบชักกระบี่ตั้งแต่เมื่อใด กระบวนท่าที่จู่โจมรวดเร็วราวดาวตกคู่หนึ่ง
ดาวตกเป็นปรากฏการณ์รวดเร็วชั่วตากระพริบ กระบี่ที่จู่โจมยังคล้ายรวดเร็วกว่า อย่าว่าแต่... นี่เป็นกระบี่คู่หนึ่ง...
เต็งลั่งกลับคล้ายมิได้สนใจสองซือเฮียตี๋ ดวงตามีแววเคียดขึ้ง พุ่งร่างตามติดงึ่นแชฮูหยินที่คิดผละไปอีกทาง ได้ยินเสียงดังเพียะ กระบี่ดาวคู่ทั้งสองกลับเบี่ยงเข้าปะทะกันเอง เล่มที่อยู่ในมือจี่แชซิงแซถึงกับหักกระเด็น
ซังแชเกี่ยมแขะสบตากันอย่างงุนงง เต็งลั่งแทบมิได้ปัดมือวาดเท้า มิทราบปล่อยกำลังออกเมื่อใด กลับปัดสภาวะกระบี่ของพวกเขาในคราเดียว
ในยามคับขันย่อมมิอาจคาดเดามากความ ได้แต่สืบเท้าติดตามเต็งลั่ง เบื้องหน้าได้ยินเสียงสตรีกรีดร้อง ย่อมเป็นงึ่นแชฮูหยินพลาดท่าแล้ว...
|