|
เต็งลั่งโอบอุ้มเม่งไอ่ซีไว้ในอ้อมแขน ในแสงสลัวเลือนราง เห็นดวงหน้านางขาวเผือด อาภรณ์ที่สวมใส่มีคราบโลหิตปรากฏอยู่หลายแห่ง
งึ่นแชฮูหยินทรงกายขึ้นจากพื้นอย่างงุนงง เต็งลั่งเมื่อครู่เพียงฟาดปะทะนางล้มคะมำ ทว่ามิได้กระทบกระเทือนถึงภายใน เห็นเต็งลั่งยกร่างเม่งไอ่ซีขึ้นอย่างทนุถนอม ประกายสุกใสในดวงตาคล้ายหม่นลง นางที่มีประสบการณ์จัดเจนอดมิได้ต้องฉุกคิด ระหว่างพวกเขาทั้งสอง ที่แท้มีความสัมพันธ์ใดต่อกันหรือไม่
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องวิ่งปราดเข้ามา งึ่นแชฮูหยินขยิบตาเป็นสัญญาณให้หลบหนี ยามนี้เต็งลั่งกำลังว้าวุ่น ย่อมไม่สนใจพวกนาง
มิคาด เพียงทะยานไปเบื้องหน้าครึ่งก้าว ได้ยินเสียงตวาดว่า
"พวกท่านเมื่อมา อย่าได้คิดไปอย่างง่ายดาย"
พร้อมกับเสียงตวาด เต็งลั่งพุ่งปราดมาขวางทางพวกนาง งึ่นแชฮูหยินยามคับขันพลันร้องว่า
"ประเสริฐ ท่านมาพัวพันกับพวกเรา ชีวิตน้อยๆ ของเม่งไอ่ซียังคงอย่าได้สนใจ"
เต็งลั่งพลันชะงักงัน ในดวงตาคล้ายมีไฟลุกโชน งึ่นแชฮูหยินได้ทีรีบกล่าว
"นางเมื่อครู่ถูกพิษบ้อฮุ้นฮวย (บุปผาไร้วิญญาณ) ของพวกเรา หากมิรีบขับออกภายในครึ่งชั่วยาม ท่านคืนนี้ยังคงเรียกเล้งอิกตัดไม้ต่อโลง"
เต็งลั่งคล้ายสั่นสะท้านขึ้น มือหนึ่งกระชับร่างเม่งไอ่ซี มืออีกข้างยื่นมาคว้าจับงึ่นแชฮูหยินไว้ ปากกล่าวว่า
"ท่านไปกับเรา"
งึ่นแชฮูหยินย่อมตื่นตระหนกยิ่ง นางสะบัดแขนอย่างเต็มแรง ทว่าหาหลุดพ้นไม่ กระทั่งคิดเกร็งลมปราณยังกระทำมิได้ มิทราบเต็งลั่งใช้วิชาผีสางใด ถึงกับสามารถสกัดลมปราณนางในมือเดียว
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องรีบสะอึกเข้ามา เต็งลั่งมิได้ใส่ใจพวกเขา กลับโผนทะยานขึ้น ท่าร่างปราดเปรียวดังเหยี่ยวเวหาตัวหนึ่ง
งึ่นแชฮูหยินมีสีหน้าบิดเบี้ยว จุดทั่วร่างคล้ายโดนสกัดหมดสิ้น ร่างลอยละลิ่วไปกับเต็งลั่งอย่างมิอาจขัดขืน ซังแชเกี่ยมแขะติดตามพวกเขาได้เพียงระยะหนึ่งก็พลัดหลง มิทราบเต็งลั่งหายเข้าสู่กลีบอนธกาลใด ที่ห่างไกลพลันได้ยินเสียงคล้ายผู้คนของฮวงจึงรุดมา สถานการณ์คับขันได้แต่หลบหนีเอาตัวรอดแล้ว...
ที่ด้านทิศตะวันตกของฮวงจึง เล้งอิกสะกดติดตามรอยอย่างไม่ลดละ พ้นไปครึ่งชั่วยามยังไม่ปรากฏวี่แววใด เรี่ยวแรงมาตรว่ามีอยู่เต็มเปี่ยม กำลังใจกลับอ่อนระโหยยิ่ง
เขาวันนี้ได้พบพานเต็งลั่ง ความทุกข์ทรมานที่สั่งสมไว้ค่อยระบายออก...
ที่เบื้องหน้ามีดงไผ่เป็นทิวแถว เสียงไผ่เสียดสีแทรกกับเสียงหริ่งเรไร ในห้วงสมองพลันปรากฏภาพเม่งไอ่ซีแจ่มชัด
เล้งอิกพลันตระหนัก ความคับแค้นใจสิบกว่าปีที่แท้เป็นเพียงเศษธุลี หากเทียบกับความรักที่เขามีต่อนาง
... เพียงได้เห็นหน้านางอีกครั้ง มิว่าต้องแลกกับสิ่งใด เขายามนี้ไม่ปฏิเสธทั้งสิ้น...
ภายในตึกที่พักของเม่งไอ่ซี อาวเอี้ยงกุนทางหนึ่งเฝ้าดูผู้คนขนย้ายร่างสตรีชุดดำสองนาง อีกทางหนึ่งพิจารณาสภาพห้องหับอย่างพินิจพิเคราะห์ ศิษย์ผู้หนึ่งเก็บเข็มพิษจากที่พื้นมาส่งให้เขา พลางกล่าวว่า
"นี่เป็นเข็มเช่นเดียวกับที่พบในตึกศิษย์สตรี คาดว่าผู้บุกรุกลงมือจากที่ตึกนั้นก่อน จึงค่อยย้อนมาที่นี้"
อาวเอี้ยงกุนผงกศีรษะพลางครุ่นคิดพลาง ขณะที่ผู้คนยกร่างสตรีชุดดำผ่านหน้าประตูไป เขาพลันร้องขึ้นว่า
"วางร่างพวกนางไว้ก่อน"
ศิษย์ที่กำลังขนย้ายรีบวางร่างพวกนางลงที่พื้น อาวเอี้ยงกุนสืบเท้าเข้าใกล้ ยื่นมือเลิกปกเสื้อสตรีนางหนึ่ง เห็นที่ลำคอนางมีจุดสีแดงเล็กละเอียดอย่างยิ่ง ศิษย์ผู้หนึ่งก้มลงมองตาม พลันร้องอุทานว่า
"พวกนางก็ถูกเข็มพิษคร่าชีวิตเช่นกัน"
อาวเอี้ยงกุนผงกศีรษะช้าๆ สีหน้ามีแววใคร่ครวญ สุ้มเสียงที่กล่าวแผ่วเบายิ่ง
"บนร่างพวกนางมีร่องรอยต่อสู้ บาดแผลที่ได้รับไม่หนักหนาเท่าใด คาดว่าเป็นฮูหยินลงมือ ทว่าเข็มพิษเหล่านี้..."
เขายังมิทันกล่าวสืบต่อ ที่ด้านล่างพลันมีเสียงร้องเรียก
"อาวเอี้ยงซิงแซ ซือแป๋ให้รีบเชิญท่านไปที่ตึกหน้า"
อาวเอี้ยงกุนรีบวิ่งลงบันไดไป เห็นศิษย์ผู้หนึ่งของเอี้ยป้อซัวยืนอยู่ สีหน้าร้อนรนยิ่ง ต้องรีบถามว่า
"มีเรื่องราวใดอีก"
ศิษย์ผู้นั้นระล่ำระลักตอบว่า
"เต็งกงจื้อนำพาฮูหยินกลับมา ยังจับสตรีอีกนางหนึ่งมาด้วย ท่านบอกว่า ให้อาวเอี้ยงซิงแซควบคุมนางไว้ด้วยตนเอง..."
ที่ตึกใหญ่ เตี้ยงโหวเดินพล่านไปมาระหว่างสองห้อง สีหน้าทั้งกังวลทั้งร้อนรุ่ม ท่านความจริงคิดออกไปสืบความด้านนอก หากแต่มิอาจประมาทปล่อยโอ้วชีไว้กับศิษย์ผู้อื่น หนำซ้ำยามนี้เต็งลั่งพาจึงจู้ฮูหยินที่บาดเจ็บกลับมา ท่านยิ่งมิอาจทิ้งสถานที่นี้
เอี้ยป้อซัวเดินขึ้นมาชั้นบนอย่างเร่งร้อน คนผู้นี้รูปกายสูงใหญ่ คิ้วเข้มเคราหนา ปีนี้อายุยี่สิบแปดปี ทว่าท่าทีเคร่งขรึมสัตย์ซื่อ ดูไปคล้ายชรากว่าอายุ
เตี้ยงโหวรีบถามว่า
"ใช่มีผู้ใดพบเห็นจึงจู้หรือไม่"
เอี้ยป้อซัวมีสีหน้าเคร่งเครียดมิแพ้กัน รีบประสานมือคารวะซือแป๋พลางตอบว่า
"อาวเอี้ยงกุนพบจึงจู้ครั้งล่าสุดที่ตึกฮูหยิน ท่านตอนนั้นไล่ตามผู้บุกรุกไป พวกเราเมื่อครู่จุดพลุสัญญาณสลับสี พร้อมทั้งส่งคนออกติดตาม ทว่ายังมิได้ข่าวคราว"
เตี้ยงโหวสั่นศีรษะน้อยๆ สีหน้ายิ่งปรากฏรอยกังวลกว่าเดิม พลุสัญญาณสลับสีเป็นเครื่องหมายเรียกผู้คนกลับคืน ท่านได้แต่ภาวนา ขอให้จึงจู้รีบกลับมาโดยเร็ว อย่าได้มีอันตรายหนักหนากว่านี้
เอี้ยป้อซัวกล่าวสืบไปว่า
"ผู้คนของอาวเอี้ยงกุนค้นทั่วทุกบริเวณ หาพบผู้บุกรุกไม่ ได้ยินว่าที่ตึกของฮูหยินพบสตรีแปลกหน้าสองนาง ทว่าสิ้นชีวิตแล้ว"
เตี้ยงโหวถอนใจกล่าวว่า
"ผู้คนของเราตกตายมากมาย ฝ่ายตรงข้ามลงมือรวดเร็วยิ่ง มิทราบเข้าสู่ฮวงจึงโดยวิธีใด ยังดีที่เต็งลั่งจับเป็นได้นางหนึ่ง ยังต้องระวังควบคุมให้ดี อย่าให้ทำร้ายตนเองเสียชีวิต"
เอี้ยป้อซัวพยักหน้ากล่าวว่า
"ข้าพเจ้าให้ผู้คนล่ามโซ่นาง อีกทั้งให้ยาสลายกำลัง เมื่อครู่ยังไปตามอาวเอี้ยงกุน เต็งลั่งกล่าวว่านางมีความสำคัญยิ่ง ยังคงให้อาวเอี้ยงกุนเฝ้าดู..."
วาจายังมิทันจบประโยค พลันได้ยินที่ด้านล่างมีเสียงเซ็งแซ่ ทั้งคู่รีบเอียงศีรษะฟังความ ได้ยินเสียงผู้คนร่ำร้องยินดี ที่แท้เป็นเล้งอิกกลับมาแล้ว
ในห้องหับด้านใน เต็งลั่งนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง เม่งไอ่ซีนั่งอยู่ด้านหน้าเขา ดวงหน้าที่ขาวซีดคล้ายมีสีแดงระเรื่อขึ้นทีละน้อย ที่แท้ได้รับการถ่ายทอดพลังจากเต็งลั่ง
ที่ด้านข้างมีสตรีรับใช้สองนางยืนอยู่ ในมือนางหนึ่งถือผ้าซึ่งมีจุดแดงพรมอยู่ทั่ว เมื่อครู่เต็งลั่งใช้ลมปราณขับพิษแก่เม่งไอ่ซี หยดพิษที่ขับออกจากฝ่ามือนางเป็นสีแดงราวโลหิต ต้องซับออกจนกระทั่งเห็นหยาดเหงื่อใส จึงเป็นสัญญาณว่าพิษมิได้ตกค้างในร่างกาย
ประตูห้องพลันแง้มเปิดอย่างแผ่วเบา สตรีรับใช้ทั้งสองรีบเหลียวไปดู พบว่าจึงจู้กลับมาแล้ว ต้องสบตากันอย่างยินดียิ่ง กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นวันนี้พวกนางล้วนไม่เข้าใจ เพียงทราบ หากจึงจู้มิเป็นอันตราย ไม่ว่าเรื่องหนักหนาสาหัสใดย่อมสามารถคลี่คลาย
เล้งอิกหยุดยืนที่ข้างประตู แลดูเต็งลั่งถ่ายทอดกำลังรักษาเม่งไอ่ซี ในใจพลันเกิดความรู้สึกหนึ่ง...
ความรู้สึกที่ทางหนึ่งคล้ายเบาบาง อีกทางกลับคล้ายหนักหน่วงยากเข็ญ
...เป็นความรู้สึกไว้วางใจและเสียใจระคนกัน
แต่ไหนแต่ไรมา เต็งลั่งไม่ว่ากระทำเรื่องราวใด ดูเผินๆ คล้ายรีบร้อนไร้แผนการ ความจริงกลับสุขุมรอบคอบยิ่ง ผ่านการไตร่ตรองอย่างดียิ่ง...
เล้งอิกเมื่อเยาว์วัย หลายครั้งอดแปลกใจมิได้ ซือแป๋ซือเนี้ยมักเข้มงวดเขาฝึกวิชา ทว่ากับเต็งลั่งกลับปล่อยปละตามใจ
ผ่านวันคืนหลายสิบปี เล้งอิกพลันเข้าใจ กับบุคคลเช่นเต็งลั่ง มิต้องให้ผู้ใดเข้มงวดกวดขัน เนื่องเพราะเต็งลั่งมีพรสวรรค์ มิเพียงเรียนรู้เร็วกว่าคนทั่วไป หนำซ้ำยังสามารถคิดค้นด้วยตนเอง...
เม่งไอ่ซีไยมิใช่เป็นเช่นเดียวกันนี้ ทั้งเรียนรู้เร็ว ทั้งมีมรรคาเฉพาะของตนเอง
พวกเขาล้วนเป็นคนประเภทเดียวกัน มีแต่เล้งอิกจึงแตกต่าง...
เล้งอิกพลันก้มศีรษะลง ในใจปรากฏถ้อยคำประโยคหนึ่ง ถ้อยคำที่มิอาจไถ่ถามออกไปประโยคหนึ่ง...
... ข้าพเจ้าที่แตกต่างจากพวกท่าน ความรักของข้าพเจ้าใช่ผิดแผกไปจากพวกท่านหรือไม่...
ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังขึ้น เล้งอิกชะงักความคิดโดยพลัน ที่แท้เม่งไอ่ซีขยับกายแล้ว
เต็งลั่งถอนลมหายใจคราหนึ่ง เม่งไอ่ซีที่อยู่เบื้องหน้าเอนกายมาทางเขา ดวงหน้าที่มีหยาดเหงื่อพร่างพรมพลันเหลียวมา นัยน์ตายามสบกันปรากฏประกายวูบ เห็นนางขยับริมฝีปากคิดกล่าววาจา เต็งลั่งพลันยื่นมือแตะไหล่นาง ผลักออกห่างอย่างแผ่วเบา ตนเองรีบลุกขึ้นจากเตียงพลางกล่าวว่า
"อย่าได้ออกแรงมากมาย ท่านได้รับบาดเจ็บ อย่าได้ฝืนกำลัง"
สตรีรับใช้สองนางรีบถลันเข้ามา เต็งลั่งกล่าวว่า
"ใช้น้ำเย็นเช็ดตัวให้นาง อย่าได้ใช้น้ำอุ่นเป็นอันขาด"
สตรีรับใช้นางหนึ่งพยักหน้าพลันหันกายออกจากห้อง อีกนางหนึ่งรีบเข้าประคองฮูหยิน
เม่งไอ่ซีมองตามเต็งลั่ง สายตาพลันเหลือบเห็นเล้งอิกยืนอยู่ที่ประตู นางหลับตาลงชั่วครู่ คิดถึงเหตุการณ์ที่ประสบในตอนค่ำ พอลืมตาขึ้นก็เอ่ยถามว่า
"พวกท่านจับกุมพวกนางได้หรือไม่"
เล้งอิกสืบเท้าเข้ามาใกล้ ทวนคำว่า
"พวกนาง?"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะกล่าวว่า
"นางหนึ่งสวมอาภรณ์สีเงิน อายุอยู่ในวัยกลางคน อีกนางแก่ชราอย่างยิ่ง เรียกว่ามุ่ยเง็กเซียนนึ้ง"
เล้งอิกเอ่ยถามว่า
"นางที่แก่ชรา ใช่ใช้อาวุธลับหรือไม่"
เม่งไอ่ซีพยักหน้า เล้งอิกกล่าวว่า
"ที่ตึกท่าน ข้าพเจ้าประมือกับสตรีชรานางหนึ่ง ทว่ายามรีบร้อนมิได้สนใจจับกุม มิทราบพวกเราผู้ใดพบเห็นนางหรือไม่"
เต็งลั่งบัดนี้ยืนอยู่ที่ประตู ท่าทีคล้ายคิดจากไปทุกขณะ ทว่ามิอาจย่างเท้าออกพ้นห้อง
เล้งอิกพลันหันมาถามว่า
"ท่านพบนางที่ใด"
เต็งลั่งบอกเล่าสถานการณ์อย่างรวบรัด ประโยคสุดท้ายจึงกล่าวว่า
"สตรีที่สวมอาภรณ์สีเงิน ข้าพเจ้านำนางมา ตอนนี้คงเป็นอาวเอี้ยงกุนควบคุมไว้"
เม่งไอ่ซีคิดว่ากล่าวอะไร ทว่าสุดท้ายสะกดกลั้นไว้ เล้งอิกส่งสัญญาณให้หญิงรับใช้ประคองนางนอนลง ปากกล่าวว่า
"ท่านยังคงพักผ่อนก่อน เรื่องนี้ค่อยว่ากล่าวกันภายหลัง"
สตรีรับใช้ที่ออกไปเมื่อครู่พลันกลับเข้ามา ในถาดที่ถือมีอ่างน้ำใบน้อยและอาภรณ์ชุดใหม่ เต็งลั่งเดินออกจากห้องโดยมิเอ่ยวาจา เล้งอิกมองดูภริยา เห็นนางหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ได้แต่โน้มกายลงกล่าวว่า
"ท่านพักผ่อนให้สบาย ข้าพเจ้าเฝ้าที่หน้าห้อง"
เต็งลั่งก้าวลงสู่ห้องด้านล่าง บ่าวรับใช้ผู้หนึ่งรีบวิ่งเข้ามากล่าวว่า
"เชิญเต็งกงจื้อที่ห้องด้านใน อาหารจัดเตรียมไว้แล้ว"
เต็งลั่งกล่าวขอบคุณ ขณะหันกายสู่ห้องด้านใน พลันเห็นเอี้ยป้อซัวนำศิษย์สตรีสี่นางเดินเข้าประตูใหญ่มา ทั้งสองพอดีหันมาสบตากัน เอี้ยป้อซัวเป็นฝ่ายสาวเท้าเข้ามาหา เอ่ยถามว่า
"ฮูหยินมิทราบเป็นอย่างไร"
เต็งลั่งตอบว่า
"พิษในร่างนางกำจัดออกไปหมดสิ้น พักผ่อนสามวันก็จะทุเลา"
เอี้ยป้อซัวมีสีหน้ายินดี กล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าจะขึ้นไปเปลี่ยนจึงจู้ที่ด้านบน ศิษย์สตรีเหล่านี้ล้วนเป็นรุ่นใหญ่ของฮวงจึง ฝีมือไว้วางใจได้ ให้พวกนางเฝ้าพิทักษ์ฮูหยินภายในห้อง ส่วนตัวข้าพเจ้าจะเฝ้าฮูหยินที่ด้านนอก"
เต็งลั่งเพียงผงกศีรษะมิได้ว่ากล่าวอันใด เอี้ยป้อซัวรีบกล่าวว่า
"ท่านคงเหน็ดเหนื่อยยิ่ง ยังคงรีบไปพักผ่อน ข้าพเจ้ารีบไปเปลี่ยนจึงจู้ลงมา"
เต็งลั่งรับประทานข้าวอย่างรวดเร็ว ขณะบ่าวรับใช้เริ่มเก็บถ้วยชาม เล้งอิกพลันเดินเข้ามาในห้อง
บ่าวนั้นพอเห็นเล้งอิกก็รีบกล่าวว่า
"จึงจู้ ให้ข้าพเจ้าเข้าครัวอุ่นอาหารให้ท่าน"
เล้งอิกส่ายหน้ากล่าวว่า
"ยังคงรออีกครึ่งชั่วยามค่อยยกมา เราตอนนี้นั่งพักสักครู่"
บ่าวนั้นผงกศีรษะรับคำ รีบเก็บถ้วยชามบนโต๊ะ หันกายจากไปโดยเร็ว
เล้งอิกเดินไปนั่งที่เก้าอี้ด้านข้าง สักครู่จึงกล่าวสั้นๆ ว่า
"ขอบคุณท่าน"
เต็งลั่งทอดสายตาไปเบื้องหน้า มิได้ว่ากล่าวกระไร ภายในห้องพลันเงียบงันอยู่นาน จวบจนเล้งอิกทอดถอนใจอีกครั้ง เต็งลั่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านเมื่อกลางวันถามข้าพเจ้าคำถามหนึ่ง มิทราบยังต้องการคำตอบหรือไม่"
เล้งอิกก้มศีรษะลง ใบหน้าคล้ายมีแววลำบากใจ เต็งลั่งหันมองเขาพลางกล่าวว่า
"ท่านต้องการทราบ เมื่อสิบปีที่แล้ว วันที่ข้าพเจ้าลงมือต่อท่าน นางใช่ทราบอยู่ก่อนหรือไม่..."
เล้งอิกพลันกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าคิดถามก็ถาม ท่านหากไม่ต้องการตอบ ยังคงมิต้องฝืนใจ"
เต็งลั่งนิ่งอยู่คล้ายชั่งใจ ครู่หนึ่งจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ข้าพเจ้าลงมือต่อท่านโดยกะทันหัน นางมิได้ทราบเรื่องมาก่อน"
เล้งอิกพลันพลุ่งพล่านใจอีกครา กล่าวว่า
"หากนางมิทราบมาก่อน ไฉนวันนั้นพอเห็นข้าพเจ้า กลับมีท่าทีแปลกไป"
เต็งลั่งเงยหน้าขึ้น ในดวงตาคล้ายมีหยาดน้ำ เล้งอิกกล่าวต่อไปว่า
"ยังมี เย็นวันนั้นข้าพเจ้ากับนางนั่งอยู่ที่ห้องโถง เมื่อคนมารายงานว่าท่านจากไป นางพลันถลันออกจากห้อง ควบขับม้าไปที่พักของท่านอย่างรวดเร็ว ข้าพเจ้าตามไปด้านหลัง เห็นนางเดินเข้าสถานที่นั้นของท่าน เปิดประตูดูทุกห้องหับ สุดท้ายมานั่งที่ห้องหนังสือของท่าน เปิดตู้หยิบแจกันดินเผาใบเล็กออกมา ข้าพเจ้าทีแรกมิได้คิดกระไร ภายหลังมานึกดู ท่านมิเคยเรียกพวกเราไปสถานที่นั้น นางไฉนเดินเข้าออกอย่างคุ้นเคย ถึงกับทราบ แจกันดินเผาของท่านอยู่ที่ใด"
เต็งลั่งซบหน้าลงกับฝ่ามือ เล้งอิกหันศีรษะไปอีกทาง ใจหนึ่งคิดแค้นตนเองมิอาจอดกลั้นวาจา ทว่าถ้อยคำเมื่อหลุดออกไป กลับคล้ายน้ำในกระถางรั่วใบหนึ่ง ถึงกับไม่อาจหยุดยั้ง ได้แต่ถั่งโถมออกไปจนหมดสิ้น
"... คำถามที่สามของข้าพเจ้า...
... นางใช่เคยไปสถานที่นั้นของท่านหรือไม่..."
|