|
อรุณไขแสง ม่านแพรที่ปลิวไสวคล้ายเคลือบด้วยสีทองบางเบา...
ลิ้มเต็กเฮียะเมื่อลืมตาขึ้นก็แลเห็นม่านแพรนี้เป็นอันดับแรก นางพลันเข้าใจ ตนเองยังอยู่ในห้วงความฝัน ต้องรีบยกมือขึ้นตบแก้มทีหนึ่ง ดึงจมูกทีหนึ่ง วิธีนี้ปกติใช้ได้ผลเรื่อยมา นางที่เป็นโกวเนี้ยซุกซน ในห้วงนิทรามักปรากฏฝันร้าย บางคราถึงกับวิ่งหนีปิศาจปากกว้างจนเหงื่อโซมกาย หากมิรีบตื่นก็จะโดนจับรับประทานแล้ว
มิคาด ครานี้มาตรว่าตบจนแก้มแดงจมูกระบม ม่านแพรที่ฉาบแสงอาทิตย์สีทองยังคงปรากฏแก่สายตา ลิ้มเต็กเฮียะพลันกระโดดปราดขึ้น สองมือสลัดผ้าห่มร่วงหล่นลงกับพื้น กวาดสายตาไปรอบห้องอย่างงุนงง
เห็นผนังห้องคล้ายประดับด้วยหินตะปุ่มตะป่ำ บางช่วงยังมีหินย้อย พื้นใต้เท้านางก็เป็นหินสีดำแวววาว ข้าวของเครื่องใช้ภายในห้องคล้ายสกัดขึ้นจากหินทั้งสิ้น
ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนประหลาดใจ พลันได้ยินเสียงคลื่นสาดซ่า ต้องรีบวิ่งไปที่ม่านแพรนั้น ชะโงกศีรษะออกไปเบื้องนอกคราหนึ่ง ครั้นหดศีรษะเข้ามา ใบหน้าพลันปรากฏแววตะลึงลาน คล้ายมิอาจเชื่อสายตาตนเอง ต้องยื่นศีรษะออกไปอีกครั้ง
เห็นที่เบื้องนอกเป็นชายหาดยาวไกล ในน้ำทะเลมีโขดหินใหญ่ดาษดื่น คลื่นใหญ่น้อยถั่งโถมระลอกแล้วระลอกเล่า หน้าต่างที่นางชะโงกหน้าอยู่นี้ถึงกับเป็นรูถ้ำแห่งหนึ่ง
ลิ้มเต็กเฮียะอ้าปากคิดร้องอุทาน ทว่าในลำคอกลับไม่มีสุ้มเสียงออกมา ที่แท้ตื่นตกใจเกินไป...
นางพลันลำดับเหตุการณ์อย่างรวดเร็ว จำได้เพียงว่า ซาเจ้เจ๊นำพานางกับโหงวกอกอขึ้นรถเทียมม้า เหตุการณ์ภายหลังกลับเลอะเลือนยิ่ง มิอาจจับต้นชนปลาย
ระหว่างครุ่นคิด พลันปรากฏเสียงกรุ๋งกริ๋งดังขึ้นที่หน้าประตู ลิ้มเต็กเฮียะถอยปราดจนติดผนังด้านหนึ่ง ลมหายใจกระชั้นถี่เร็ว มิทราบต้องตกอยู่ในฝันร้ายนี้นานเพียงใด
เห็นมือข้างหนึ่งผลักประตูเข้ามาอย่างแช่มช้า บนนิ้วกลางมีรอยแผลเป็นรอยหนึ่ง ลิ้มเต็กเฮียะย่อมทราบ ผู้ที่มาคือผู้ใด...
นางเมื่ออายุเก้าขวบ มีครั้งหนึ่งเล่นขุดดินปลูกต้นไม้กับโหงวกอกอ นางใช้พลั่วอันน้อยตักดินใส่กระถาง โหงวกอกอกลับใช้จอบอันใหญ่ มิคาด ขุดไปๆ พลันเสียจังหวะ จอบของโหงวกอกอเหวี่ยงลงที่ข้อมือนาง ลิ้มเต็กเฮียะหลับตาสนิท เข้าใจว่าข้อมือต้องขาดแน่แล้ว ครั้นลืมตาขึ้นกลับพบซาเจ้เจ๊ยืนอยู่ด้านข้าง ที่หลังมือมีโลหิตไหลโซม ถึงกับใช้มือรับจอบแทนนาง
ในบรรดาเจ้ม่วยเฮียตี๋ ซาเจ๊จึงใจดีที่สุด รักใคร่เอ็นดูนางที่สุด โหงวกอกอมาตรว่าเล่นกับนาง ทว่าชมชอบกลั่นแกล้งรังแก ตั่วเจ๊ยี่เจ๊กับซี่กอกอยิ่งมิต้องเอ่ยถึง พวกท่านหากไม่วางท่าเหินห่างก็ปั้นหน้าเครียดเคร่ง เอ่ยวาจากับนางน้อยครั้งยิ่ง
ประตูเมื่อเปิดออก ซาเจ้เจ๊เดินเข้ามาด้านใน ในมือถือระฆังเงินใบน้อย เห็นนางยิ้มแย้มแจ่มใส ผมเผ้าเกล้ามุ่นเป็นมวยสูง อาภรณ์ที่สวมใส่เป็นแพรต่วนสีเขียวสด บนมุ่นมวยยังปักปิ่นหยกอันหนึ่ง ดูไปงดงามอย่างยิ่ง
ลิ้มเต็กเฮียะความจริงคิดใคร่ถาม ...ท่านไปหาเสื้อผ้าเช่นนี้มาจากที่ใด... พวกนางมาตรว่ามีสวนบุปผา ฐานะจัดว่าพอมีพอกิน ทว่าแต่ละวันทำงานอยู่กับดินทราย เครื่องแต่งกายเยี่ยงกุลสตรีในห้องหอย่อมมิเคยมีมาก่อน
ซาเจ้เจ๊ยังคงแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน เอ่ยปากถามว่า
"เซี่ยวเก็งจู้หลับสบาย?"
ลิ้มเต็กเฮียะได้แต่พยักหน้าตอบ นางความจริงคิดร่ำร้อง ...เซี่ยวเก็งจู้ลิงค่างใด... ทว่ายังระลึกได้ เมื่อวานตนเองตะโกนอาละวาดจนสุ้มเสียงแหบแห้ง ซาเจ้เจ๊กลับมิได้ปริปากอธิบาย นางวันนี้ยังคงเงียบไว้...
ซาเจ้เจ๊พลันสั่นระฆังในมือคราหนึ่ง ที่หน้าประตูพลันปรากฏร่างดรุณีสองนาง นางหนึ่งประคองถาดเงิน บนถาดจัดวางอ่างน้ำและผ้าสองผืน อีกนางประคองถาดใบเล็กกว่า บนถาดมีอาภรณ์สีชมพูอ่อนชุดหนึ่ง ลิ้มเต็กเฮียะย่อมเข้าใจ อาภรณ์นั้นซาเจ้เจ๊นำมาให้นางสวมใส่
นางพลันก้มลงมองสารรูปตนเอง เห็นยังคงใส่เสื้อผ้าของเมื่อวาน ดูไปเปรอะเปื้อนมอมแมมยิ่ง ซาเจ้เจ๊โบกมือให้ดรุณีทั้งสองนางออกไป สาวเท้าเข้ามาใกล้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"เมื่อวานท่านเหน็ดเหนื่อยยิ่ง ข้าพเจ้าได้แต่ปล่อยท่านหลับไป มิกล้าปลุกมาเปลี่ยนเสื้อผ้า"
ลิ้มเต็กเฮียะรวบรวมความกล้าเอ่ยถามว่า
"ที่นี้เป็นที่ใด"
ซาเจ้เจ๊มิตอบคำถามนาง เพียงแต่กล่าวว่า
"ท่านมานั่งที่นี้"
ลิ้มเต็กเฮียะเดินไปนั่งที่เก้าอี้อย่างว่าง่าย ซาเจ้เจ๊หยิบผ้าบนถาดจุ่มลงในอ่างน้ำ บิดผ้าจนหมาด ใช้ผ้านั้นเช็ดใบหน้าให้ลิ้มเต็กเฮียะอย่างนุ่มนวล ปากก็กล่าวว่า
"ที่นี้คือเคหสถานที่แท้จริงของท่าน เรียกว่าเทียนมึ้งเก็ง (วังประตูฟ้า)"
ลิ้มเต็กเฮียะพยายามข่มใจรับฟัง ซาเจ้เจ๊แกะมุ่นผมที่รุงรังของนางออก ใช้หวีไม้อันหนึ่งสางผมให้อย่างแผ่วเบา เอ่ยช้าๆ ว่า
"ท่านเมื่อถือกำเนิดก็เป็นยี่เซี่ยวเก็งจู้ผู้หนึ่ง ทว่าเพื่อภารกิจของเทียนมึ้งเก็ง พวกเราได้แต่ปกปิดศักดิ์ศรีท่านไว้"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันฉุกคิดถึงโหงวกอกอ รีบร้องถามว่า
"โหงวกอกออยู่ที่ใด"
ซาเจ้เจ๊เกล้าผมมวยน้อยๆ ให้แก่นาง พลางตอบคำว่า
"ตั่วเซี่ยวเก็งจู้ยังคงหลับไหลในห้องถัดไป ท่านมิต้องห่วงเขา"
ลิ้มเต็กเฮียะทอดถอนใจยาว ในใจพลันรู้สึก ตนเองคล้ายตกอยู่ในละครฉากหนึ่ง ได้แต่รวบรวมสติครุ่นคิด เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า
"เทียนมึ้งเก็งใช่เป็นสำนักหนึ่งในบู๊ลิ้ม? ข้าพเจ้าไฉนมิเคยได้ยินชื่อมาก่อน"
ซาเจ้เจ๊เดินไปที่โต๊ะหินตัวหนึ่ง ยื่นมือหยิบกล่องไม้บนโต๊ะมาเปิดตรงหน้านาง ปากเอ่ยว่า
"มิทราบเซี่ยวเก็งจู้ชอบเครื่องประดับชุดใด"
ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนลานตา ที่แท้ในกล่องมีเครื่องประดับเกศาสามชุด ในแสงอรุณสีทอง อัญมณีเปล่งประกายวูบวาบ ซาเจ้เจ๊เห็นนางนิ่งเฉยไม่เอ่ยวาจา พลันหยิบปิ่นทองฝังทับทิมขึ้นมา ปากกล่าวว่า
"ท่านวันนี้สวมใส่สีชมพู ทับทิมนี้จึงรับกับอาภรณ์อย่างยิ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะมิได้ว่ากล่าวอันใด ได้แต่นั่งเฉยเป็นตุ๊กตาไม้ ปล่อยให้ซาเจ้เจ๊แต่งผมเผ้าสวมอาภรณ์ให้แก่นาง เมื่อเสร็จเรียบร้อยจึงเริ่มปริปากอีกครา
"ท่านมิสามารถบอกกล่าวข้าพเจ้า เทียนมึ้งเก็งที่แท้เป็นสำนักเยี่ยงใด"
ซาเจ้เจ๊ส่ายหน้าน้อยๆ พลางกล่าวว่า
"อีกสักครู่ย่อมมีผู้คนบอกเล่าเรื่องราวแก่ท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะได้แต่ผงกศีรษะ สักครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น สองตาจ้องมองซาเจ้เจ๊ พลางเอ่ยว่า
"คำถามอื่นๆ ท่านมิยินดีตอบก็ช่างเถิด ทว่าโปรดบอกข้าพเจ้า ท่านใช่เป็นเจ้ม่วยของข้าพเจ้าหรือไม่"
ซาเจ้เจ๊ยามนี้กลับทอดถอนใจ แววตานุ่มนวลพลันมีประกายประหลาดวูบหนึ่ง คล้ายคับแค้นคล้ายรันทด
ลิ้มเต็กเฮียะจับจ้องมองนางมิวางตา ซาเจ้เจ๊พลันเดินไปที่เตียง หยิบผ้าห่มขึ้นมาพับอย่างแช่มช้า เอ่ยเบาๆ ว่า
"ข้าพเจ้าย่อมมิใช่เจ้ม่วยของท่าน หากเป็นเพียง..."
นางพลันหยุดไปเนิ่นนาน ลิ้มเต็กเฮียะต้องร้องถามว่า
"เป็นเพียงอะไร"
ซาเจ้เจ๊วางผ้าห่มลงที่ปลายเตียง หันหน้ามายังลิ้มเต็กเฮียะ สบตากับนางพลางตอบว่า
"... ข้าพเจ้าเป็นเพียงหนึ่งในเจ็ดนางงามของยี่เก็งจู้ (ประมุขวังคนรอง) ฐานะดีกว่าเอียเท้ารับใช้ขั้นหนึ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะกระโดดปราดมายืนตรงหน้านาง เอ่ยถามอย่างรวดเร็วว่า
"เจ็ดนางงามอันใด.. ยี่เก็งจู้อันใด... ท่านรีบอธิบาย"
ซาเจ้เจ๊กล่าวว่า
"เจ็ดนางงามคือคำเรียกหาสตรีของยี่เก็งจู้ ทุกๆ ห้าปีต้องคัดเลือกใหม่ครั้งหนึ่ง เจ็ดนางงามที่พ้นสภาพก็กลับไปเป็นสตรีรับใช้เช่นเดิม ข้าพเจ้าความจริงเรียกว่าเซี่ยวมั่ง ท่านต่อไปอย่าได้เรียกข้าพเจ้าเป็นซาเจ้เจ๊ ยังคงเรียกนามข้าพเจ้าโดยตรง"
ลิ้มเต็กเฮียะจับมือนางอย่างลืมตัว กล่าวว่า
"ยี่เก็งจู้นั้นคัดเลือกเจ็ดนางงามไว้กระทำการใด..."
เซี่ยวมั่งฝืนยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า
"ท่านยังไร้เดียงสายิ่ง เจ็ดนางงามที่แท้คือนางบำเรอชุดหนึ่ง ข้าพเจ้าเมื่ออายุสิบสามปีก็ได้รับคัดเลือก ปีนี้อายุใกล้ครบสิบแปดปี อีกไม่นานก็พ้นหน้าที่แล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะหน้าแดงวูบ ยามนี้เพิ่งเข้าใจเรื่องราว อดมิได้ต้องร้องว่า
"ยี่เก็งจู้นั้นมิใช่ตัวดี ถึงกับหาสตรีเยาว์วัยมาสับเปลี่ยนบำเรอ คนเช่นนี้น่าชิงชังนัก..."
เซี่ยวมั่งยกมือขึ้นปิดปากลิ้มเต็กเฮียะ รีบร้อนกล่าวว่า
"วาจาเช่นนี้อย่าได้เอ่ยไป ยี่เก็งจู้นั้นที่แท้เป็น..."
ลิ้มเต็กเฮียะร่ำร้องว่า
"เป็นผู้ใด"
เซี่ยวมั่งจับมือลิ้มเต็กเฮียะ ตอบอย่างแผ่วเบาว่า
"... เป็นบิดาท่าน"
พฤกษาในสวนทิ้งใบตกรอบโคนต้น น้ำตาผู้คนก็รินหลั่งไม่ขาดสาย...
ภายในตึกศิษย์สตรีรุ่นเยาว์ โลงไม้สามสิบเจ็ดโลงตั้งวางเรียงราย เล้งอิกจุดธูปขอขมาผู้เสียชีวิต ใบหน้ามาตรว่าปั้นเคร่งขรึม ยังคงมิอาจบดบังความหม่นหมอง
เมื่อวานพวกนางฝึกทวนกับเอี้ยป้อซัวที่ลานกว้าง สีหน้ากระตือรือล้นแจ่มใส บางนางมาตรว่าดื้อรั้นซุกซน ทว่ายามลงมือตั้งใจยิ่ง พวกนางที่อายุเพียงสิบสี่สิบห้า กล้ามเนื้อแขนขายังไม่เจริญเต็มที่ เล้งอิกยังคล้ายได้ยินเสียงบ่นที่ชวนให้ผู้คนขบขัน...
... เอี้ยซิงแซใจร้ายยิ่ง ให้พวกเราถือทวนเหล็กแขนแทบหักแล้ว...
... หากวันพรุ่งเอี้ยซิงแซลงมาเป็นผู้ฝึกอีกครา เราผู้นี้ได้แต่แสร้งป่วยคลุมโปง...
ศิษย์สตรีที่พำนักในฮวงจึงเหล่านี้ล้วนมาจากชนบทที่ไกลออกไป บางนางเป็นกำพร้าถูกขายมา บางนางบิดามารดานำมาฝากฝัง บางนางเป็นญาติกับศิษย์ที่อยู่มาก่อน
เล้งอิกเมื่อครู่ไปที่ตึกศิษย์ชายรุ่นเยาว์ จุดธูปขอขมาผู้ตาย จิตใจหดหู่สุดบรรยาย ยามนี้มาที่ตึกศิษย์สตรี ยิ่งโศกเศร้ามากเป็นทวีคูณ ยามปักธูปลงที่กระถาง มือถึงกับสั่นระริก
ผู้บุกรุกจงใจประหัตประหารศิษย์รุ่นเยาว์ เนื่องเพราะพวกเขาอ่อนหัดไร้ประสบการณ์ สามารถสังหารได้ในเวลาอันรวดเร็ว มิหนำซ้ำฆาตกรผู้หนึ่งยังใช้พิษแทรกในอาหาร เล้งอิกนึกถึงพวกนางก่อนเสียชีวิตดิ้นรนทรมาน น้ำตาถึงกับรินหลั่งลง...
ผู้มาเมื่อคืนหลีกเลี่ยงไม่ปะทะกับรุ่นใหญ่ในฮวงจึง แสดงว่ามากันเพียงจำนวนน้อย จงใจก่อความปั่นป่วน สร้างความหวาดระแวงแก่พวกตน
ฮวงจึงเงียบสงบมานาน นับแต่สมัยเล้งทิเจ็ง หามีผู้ใดหาญมาราวี เล้งอิกคิดพลางทอดถอนใจ ในระยะเวลาเพียงชั่ววัน เกิดเรื่องราวหนักหนาสาหัส ทว่ามิอาจสืบทราบผู้มาเป็นใคร เข้าสู่ฮวงจึงโดยวิธีใด คิดเพียงเท่านี้พลันรู้สึกตนเองไร้ความสามารถ ความผิดทั้งมวลยังคงเป็นตนแบกรับแต่ผู้เดียว
ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งที่เบื้องหลัง เล้งอิกหันไปมอง เห็นอาวเอี้ยงเทียนหยุดยืนที่ประตู มาตรว่ามิได้เอ่ยวาจา ทว่าสีหน้าคล้ายมีคำพูดคิดกล่าว
เล้งอิกเดินเข้าไปหา อาวเอี้ยงเทียนเอ่ยเบาๆ ว่า
"ท่านยามนี้ต้องระงับความเศร้าโศก พวกเราระดมความคิดแก้ไขกันก่อน"
เล้งอิกผงกศีรษะ เอ่ยถามว่า
"มีข่าวคราวคืบหน้า?"
อาวเอี้ยงเทียนพยักหน้ากล่าวว่า
"บุตรชายข้าพเจ้าส่งผู้คนตรวจตราหมู่บ้านในรัศมีร้อยลี้ พบว่าผู้คนบางครัวเรือนหายไป อาจเกี่ยวข้องกับผู้ลงมือเมื่อคืน"
ที่ทางเดินฝั่งซ้าย เอี้ยป้อซัวเดินเข้ามาอย่างรีบร้อน เล้งอิกรีบถลันเข้าไปหา เอ่ยถามว่า
"มีเรื่องราวใด"
เอี้ยป้อซัวประสานมือคารวะเล้งอิกและอาวเอี้ยงเทียน กล่าวว่า
"เต็งลั่งพบเบาะแส ที่พวกเวรยามเมื่อคืนมิอาจพบเห็นผู้บุกรุก เนื่องเพราะพวกเขาเข้ามาทางใต้ดิน..."
อาวเอี้ยงเทียนอุทานดังอา กล่าวอย่างร้อนใจว่า
"ทางใต้ดินเยี่ยงไร เต็งลั่งพบเจอที่ใด"
เอี้ยป้อซัวตอบว่า
"เต็งลั่งตั้งแต่เช้าลงมือสำรวจพื้นที่ พบว่าที่บ่อน้ำเก่าใกล้ตึกฮูหยินมีทางใต้ดินทะลุไปถึงบ้านคนผู้หนึ่ง"
เล้งอิกรีบถามว่า
"เป็นบ้านผู้ใด"
เอี้ยป้อซัวปกติพูดจาแช่มช้า ยามนี้รีบร้อนเจรจา ถ้อยคำกลับตะกุกตะกักอยู่บ้าง
"... เป็นบ้านตระกูลลิ้ม... ครอบครัวที่ขายบุปผา... ผู้คนในบ้านล้วนหายไปหมดสิ้น เต็งลั่งให้คนของเราสำรวจศพผู้บุกรุกที่เสียชีวิตในตึกฮูหยิน พบว่าเป็นเจ้ม่วยตระกูลลิ้ม เมื่อคืนอาวเอี้ยงกุนก็ตรวจดูคราหนึ่ง พบว่าพวกนางเสียชีวิตจากเข็มพิษ คาดว่าถูกพวกเดียวกันเองฆ่าฟันปิดปาก..."
เล้งอิกพลันเอ่ยโพล่งขึ้นว่า
"เมื่อคืนข้าพเจ้าประมือกับสตรีชราที่ใช้อาวุธลับ อาจบางทีเป็นบุคคลเดียวกัน นางรับข้าพเจ้าฝ่ามือหนึ่ง คาดว่าบาดเจ็บสาหัสยิ่ง มิคาดกลับหลบหนีไปได้..."
อาวเอี้ยงเทียนกล่าวว่า
"ฮูหยินอาจบางทีทราบดีกว่าพวกเรา รอนางอาการทุเลาจึงค่อยถามไถ่"
เล้งอิกพยักหน้ากล่าวว่า
"เมื่อเช้าข้าพเจ้าไปดูอาการนาง พบว่าปลอดอันตรายแล้ว เพียงแต่ยังอ่อนเพลีย นอนหลับสนิทอย่างยิ่ง"
เอี้ยป้อซัวฟังไปผงกศีรษะไป พลันเอ่ยขึ้นอีกว่า
"ยังมี... ยังมี..."
อาวเอี้ยงเทียนรีบถามว่า
"ยังมีใด"
เอี้ยป้อซัวยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ใบหน้า กล่าวว่า
"สตรีที่เต็งลั่งจับได้เมื่อคืน คนของพวกเรารู้จักนาง ที่แท้คือลิ้มฮูหยินแห่งสวนบุปผาเอง..."
ห้องใต้ดินภายในตึกอาวเอี้ยงกุน งึ่นแชฮูหยินนอนนิ่งอยู่บนเตียง มือเท้าล้วนถูกพันธนาการ สีหน้าอ่อนระโหยยิ่ง ที่แท้ได้รับยาสลายพลัง ต่อให้คิดกัดลิ้นตนเองฆ่าตัวตายยังกระทำมิได้
ที่ด้านข้าง เต็งลั่งยืนจ้องมองนางอย่างเงียบงัน เขาเมื่อเข้ามาตอนแรกมีคำถามคิดว่ากล่าว ทว่าเมื่อสำรวจดูนางอย่างพินิจ ถ้อยคำกลับถูกกลืนหาย
งึ่นแชฮูหยินย่อมสงสัยใจไม่น้อย นางความจริงเมื่อถูกจับ ตั้งใจไว้ว่าจะไม่ว่ากล่าวอันใด ทว่ายามนี้เต็งลั่งจ้องมองนางอย่างเอาเป็นเอาตาย อดมิได้ต้องร้องออกไปว่า
"ท่านผู้นี้คิดดูตัวเราไปเป็นเจ้าสาวหรืออย่างไร"
เต็งลั่งยังคงมีสีหน้าซึมเซา สักครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
"ท่านมาจากที่ใด"
งึ่นแชฮูหยินกล่าวว่า
"คิดใคร่ทราบเรื่องราวของพวกเรา ยังมิรีบไปถามเม่งไอ่ซี"
เต็งลั่งแลดูนางอย่างกังขา เอ่ยถามว่า
"นางทราบเรื่องพวกท่าน?"
งึ่นแชฮูหยินแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า
"นางมิทราบก็ไม่ได้ เนื่องเพราะพวกเราล้วนมีรากเหง้าเดียวกัน"
เต็งลั่งคล้ายสะดุ้งนิดหนึ่ง อารมณ์บนสีหน้าแปรเปลี่ยนยากบรรยาย สายตายังคงจับจ้องงึ่นแชฮูหยินราวถูกสิ่งใดดึงดูดไว้
งึ่นแชฮูหยินสังเกตท่าทีเขา พลันฉุกคิด ที่แท้เต็งลั่งมองดูสร้อยดาวเงินที่คล้องคอนาง ต้องรีบเอ่ยถามว่า
"ท่านรู้จักงึ่นแชดวงนี้"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ เอ่ยราวคนละเมอว่า
"งึ่นแชข้าพเจ้ามิเคยพบเห็นมาก่อน ที่เคยเห็นกลับเป็นกิมแช (ดาวทอง) ดวงหนึ่ง มิทราบท่านรู้จักหรือไม่..."
|