งึ่นแชฮูหยินพลันรู้สึกสะท้านใจ กิมแชมิได้ปรากฏต่อผู้คนเป็นเวลาเนิ่นนาน กระทั่งในเทียนมึ้งเก็ง (วังประตูฟ้า) ก็หามีผู้ใดครอบครองไม่ มิทราบเต็งลั่งพบเห็นจากที่ใด

นางเอ่ยถามอย่างแผ่วเบาว่า
"ท่านแน่ใจ กิมแชที่พบเห็นมีลักษณะเช่นเดียวกับงึ่นแชของเรา"
เต็งลั่งพยักหน้ากล่าวว่า
"ย่อมเป็นลักษณะเดียวกัน ที่ต่างคือสีสัน"
งึ่นแชฮูหยินกลั้นใจถามว่า
"ที่ด้านหลังใช่มีตัวอักษรสลักไว้"
เต็งลั่งผงกศีรษะ งึ่นแชฮูหยินรีบถามว่า
"เป็นตัวอักษรใด"

เต็งลั่งพลันเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง คล้ายชั่งใจว่าควรบอกเล่าหรือไม่ งึ่นแชฮูหยินย่อมทราบความคิดเขา นางปั้นรอยยิ้มขึ้น เสแสร้งกล่าวว่า
"หากเป็นดาวลักษณะเดียวกัน ย่อมเกี่ยวพันกับพวกเรา ท่านคิดทราบความนัย ยังคงเอาใจเราให้มาก..."

เต็งลั่งมิได้ใส่ใจคำพูดนาง ยื่นมือออกหยิบดาวเงินพลิกไปมา พิจารณาสองด้านอย่างถี่ถ้วน
งึ่นแชฮูหยินขัดใจยิ่ง รีบร้องว่า
"ท่านคิดหยิบจับสมบัติผู้อื่นก็กระทำโดยพลการ ไร้มารยาทนัก"
เต็งลั่งขมวดคิ้วอย่างรำคาญ กล่าวว่า
"ท่านบุกรุกเข้าเคหสถานผู้อื่น ถึงกับทำร้ายผู้คนล้มตาย มิเพียงไร้มารยาท หนำซ้ำยังโหดเหี้ยม ข้าพเจ้าเพียงชมดูดาวเงินของท่าน หากร่ำร้องมากความ จะไม่ชมดูแค่ดาวแล้ว"

งึ่นแชฮูหยินร้องเฮอะ กล่าวว่า
"วาจาของท่านไยมิใช่ทำร้ายศักดิ์ศรีฮวงจึง"
เต็งลั่งพลันแย้มยิ้มกว้างขวาง กล่าวว่า
"ฮวงจึงโชคดีอย่างยิ่งที่มิได้เกี่ยวข้องกับข้าพเจ้า ย่อมไม่อาจเสียศักดิ์ศรีเพราะข้าพเจ้า"
งึ่นแชฮูหยินสะบัดเสียงกล่าวว่า
"ท่านมิได้เกี่ยวข้องกับฮวงจึงโดยตรง ทว่ามีซือแป๋ (อาจารย์) เดียวกับเล้งอิก หากท่านกระทำการโดยไร้มารยาท ย่อมเสื่อมเสียไปถึงพวกเขา"

เต็งลั่งสั่นศีรษะ ชี้หน้านางพลางกล่าวว่า
"เข้าใจผิด เข้าใจผิด โฮ้ยเกี่ยมแขะ (อาคันตุกะคืนกระบี่) เพียงเป็นซือแป๋ของเล้งอิก หาใช่ของข้าพเจ้าไม่"
งึ่นแชฮูหยินมีสีหน้างุนงง ถามว่า
"อย่างนั้นผู้ใดจึงเป็นซือแป๋ของท่าน"
เต็งลั่งชี้นิ้วมาที่ตนเอง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงเป็นซือแป๋ของข้าพเจ้าเอง"

งึ่นแชฮูหยินเบิกตากว้าง มองดูเต็งลั่งอย่างกังขา
เต็งลั่งก็เบิกตามองดูนาง พลันกล่าวต่อไปว่า
"หากท่านเป็นซือแป๋ของตนเอง ทุกประการไยมิใช่สะดวกสะบายยิ่ง คิดปรนนิบัติซือแป๋เมื่อใด สามารถกระทำได้ทันที ท่านรับประทานขาห่านน้ำแดง ซือแป๋ก็รับประทานขาห่านน้ำแดง ท่านรับประทานเต้าหู้ราดกระเทียม ซือแป๋ก็รับประทานเต้าหู้ราดกระเทียม ท่านอาบน้ำขัดสีฉวีวรรณ ซือแป๋พลันสะอาดเอี่ยมอ่อง ท่านปัสสาวะอุจจาระ ซือแป๋ย่อมสบายท้องยิ่ง..."

งึ่นแชฮูหยินรับฟังจนสีหน้าแปรเปลี่ยน มิทราบสมควรหัวร่อหรือร้องไห้ เห็นเต็งลั่งปั้นสีหน้าเคร่งขรึม อดมิได้ต้องแค่นเสียงกล่าวว่า
"วาจาเหลวไหล..."
เต็งลั่งเอียงศีรษะมองนาง แย้มยิ้มกล่าวว่า
"ท่านถูกพันธนาการตั้งแต่เมื่อคืน คาดว่าท้องไส้ปั่นป่วนยิ่ง ข้าพเจ้ายังคงรีบมารีบไป"
งึ่นแชฮูหยินสะบัดศีรษะไปทางหนึ่ง ตั้งใจปิดปากสงบถ้อยคำ เต็งลั่งมิใส่ใจท่าทีนาง โน้มกายลงกล่าวว่า
"พวกเรามาตกลงกัน ข้าพเจ้าถามท่านห้าประการ ท่านก็ถามข้าพเจ้าห้าประการ เงื่อนไขนี้น่าสนใจ?"
งึ่นแชฮูหยินใคร่ครวญคราหนึ่ง พลันรู้สึก เต็งลั่งผู้นี้มีปริศนามากมาย นางที่อยากรู้อยากเห็นได้แต่ผงกศีรษะตกลงแล้ว...

เต็งลั่งนั่งลงที่ขอบเตียง กล่าวว่า
"คำถามข้าพเจ้ารวบรัดยิ่ง ยังคงเป็นข้าพเจ้าถามก่อน"
งึ่นแชฮูหยินนิ่งรอฟัง เต็งลั่งเอ่ยถามว่า
"ท่านเป็นผู้คนของสำนักใด"
งึ่นแชฮูหยินตอบว่า
"ของเทียนมึ้งเก็ง"
เต็งลั่งถามต่อว่า
"เทียนมึ้งเก็งเป็นสำนักเยี่ยงใด"
งึ่นแชฮูหยินตอบว่า
"เทียนมึ้งเก็งคือน่ำเทียนก่า (นิกายฟ้าทักษิณ) ในอดีต ท่านใช่เคยได้ยินหรือไม่"
เต็งลั่งโบกมือกล่าวว่า
"ยังไม่ถึงรอบท่าน คำถามยังคงเก็บไว้ก่อน"
งึ่นแชฮูหยินตีหน้าเคร่งเครียดกล่าวว่า
"อย่างนั้นยังมิรีบถามให้จบสิ้น"
เต็งลั่งพยักหน้า ถามอย่างรวดเร็วว่า
"เทียนมึ้งเก็งไฉนต้องทำร้ายผู้คนของฮวงจึง"
งึ่นแชฮูหยินแค่นเสียงกล่าวว่า
"ความนี้ยังคงจุดธูปถามวิญญาณเล้งทิเจ็ง..."
เต็งลั่งส่ายศีรษะกล่าวว่า
"เล้งทิเจ็งมิได้เล่นถามตอบกับพวกเรา อย่าได้ดึงมาเข้าวง"
งึ่นแชฮูหยินพลันมีสีหน้าเคียดแค้น กล่าวอย่างเน้นถ้อยคำว่า
"เล้งทิเจ็งเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน ทำร้ายอดีตเก็งจู้เราเสียชีวิต"

เต็งลั่งชะงักไปครู่หนึ่ง กับคำตอบเช่นนี้ เขาย่อมมิได้คาดคิดไว้
... ฮวงจึงในยามที่เล้งทิเจ็งเป็นประมุข กล่าวได้ว่าสงบไร้ผู้รุกราน หาเคยมีผู้ใดกล่าวถึง เล้งทิเจ็งเคยประมือกับผู้คนภายนอก ทว่าวาจาของงึ่นแชฮูหยินก็มิคล้ายคำโป้ปด...

เต็งลั่งถามต่อว่า
"อดีตเก็งจู้ท่านที่เสียชีวิต มิทราบมีนามใด"
งึ่นแชฮูหยินตอบว่า
"ท่านแซ่เจ็งนามไฮ้ (สมุทร) กล่าวไปท่านก็มิรู้จัก"
เต็งลั่งนิ่งคิดอยู่เนิ่นนาน งึ่นแชฮูหยินแลดูท่าทีเขาพลันกล่าวว่า
"ท่านไยมิเปลี่ยนข้อตกลง เป็นท่านถามข้าพเจ้าเจ็ดคำถาม ข้าพเจ้าก็ถามท่านเจ็ดคำถาม..."
เต็งลั่งส่ายศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าความจริงคิดถามท่านมากมาย ทว่ามิอาจให้ท่านถามข้าพเจ้ามากเกินไป"

งึ่นแชฮูหยินพลันรู้สึกคนผู้นี้เล่นยากยิ่ง ต้องรีบกล่าวว่า
"คำถามสุดท้ายยังมิรีบเอ่ยมา"
เต็งลั่งผงกศีรษะ สายตาจับจ้องที่ดาวเงินอีกครั้ง ปากกล่าวว่า
"ผู้ที่ครอบครองกิมแช มีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง"
งึ่นแชฮูหยินตอบว่า
"กิมแชและงึ่นแช เป็นของประจำกายฮูหยินสองลำดับแรกแห่งเทียนมึ้งเก็ง"

เต็งลั่งพลันนิ่งเงียบ สีหน้าปราศจากความรู้สึกใด งึ่นแชฮูหยินรีบร้องว่า
"ยามนี้ถึงรอบข้าพเจ้าถาม"
เต็งลั่งพยักหน้า กล่าวทวนว่า
"ถึงรอบท่าน"
งึ่นแชฮูหยินสูดลมหายใจคราหนึ่ง เอ่ยถามว่า
"ท่านเกี่ยวพันอันใดกับเม่งไอ่ซี"
เต็งลั่งตอบอย่างรวดเร็วว่า
"นางเป็นภริยาเล้งอิก จึงนับเป็นสหายผู้หนึ่งของข้าพเจ้า"

งึ่นแชฮูหยินพลันได้คิด คำถามของตนเองมิรัดกุมเพียงพอ นางทางหนึ่งใคร่ครวญ ทางหนึ่งกล่าวว่า
"ท่านใช่มีส่วนเกี่ยวพันกับน่ำไฮ้ก่า (นิกายทะเลใต้)"
เต็งลั่งสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิมีใดเกี่ยวพันกับน่ำไฮ้ก่า"
งึ่นแชฮูหยินรู้สึกขุ่นใจยิ่ง คำถามสองคำแรกของนางกลับคล้ายโยนหินลงทะเล หามีประโยชน์ใดกลับคืนไม่ ต้องเค้นสมองครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง

เต็งลั่งก็มิได้เร่งร้อน ยังคงรอคอยอย่างสงบ ผ่านไปครู่ใหญ่ งึ่นแชฮูหยินจึงเอ่ยถามอีกครา
"คำถามที่สามของข้าพเจ้า บิดาท่านเรียกว่าอะไร"
เต็งลั่งตอบในฉับพลันว่า
"บิดาข้าพเจ้าแซ่เต็งนามบุ้น เป็นชาวกวางตุ้งผู้หนึ่ง ท่านคิดใคร่ฟังสำเนียงกวางตุ้ง?"
งึ่นแชฮูหยินสะบัดหน้าอย่างขัดเคือง เต็งลั่งชูนิ้วมือขึ้นสองนิ้ว ปากกล่าวว่า
"อีกสองคำถาม"
งึ่นแชฮูหยินพยายามข่มจิตใจ เอ่ยต่อไปว่า
"ท่านไปอยู่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะแต่เยาว์วัย มิทราบเป็นผู้ใดฝากฝัง"
เต็งลั่งตอบว่า
"เป็นมารดาข้าพเจ้าฝากฝัง"
งึ่นแชฮูหยินตาทอประกายวูบ รีบถามว่า
"มารดาท่านเรียกว่าอะไร"
เต็งลั่งตอบว่า
"มารดาข้าพเจ้าเรียกว่าโซวเช้ง"
งึ่นแชฮูหยินรับฟังจนผิดหวัง รีบถามต่อว่า
"มิทราบนางมีฉายาใด"
เต็งลั่งจุ๊ปากกล่าวว่า
"คำถามที่หกพวกเรามิได้ตกลงกันไว้ ทว่าเห็นแก่ท่านที่อายุไม่น้อย ข้าพเจ้ายังคงตอบคำ"
งึ่นแชฮูหยินคั่งแค้นจนคิดใคร่ฟาดศีรษะเต็งลั่งสักหนึ่งฝ่ามือ จนใจที่ยามนี้มิอาจกระทำ ได้แต่ร้องว่า
"ท่านรีบตอบ"

เต็งลั่งแย้มยิ้มให้นาง ดวงตาเป็นประกายสุกใสราวทารกผู้หนึ่ง ปากกล่าวว่า
"มารดาข้าพเจ้าใช้กระบี่ไผ่เรียวยาว ท่าร่างคล่องแคล่วว่องไวยิ่ง"
งึ่นแชฮูหยินขบคิดจนสมองหมุน ยามกะทันหันกลับมิทราบ สตรีใดจึงใช้กระบี่ไผ่เป็นอาวุธ พลันได้ยินเต็งลั่งกล่าวต่อว่า
"พวกเราเวลานั้นเลี้ยงไก่ขาวฝูงหนึ่ง มารดาข้าพเจ้ามักลุกแต่เช้ามืด ไล่ล่าสุนัขข้างบ้านที่มักดอดเข้ามา หากมิได้นางกับกระบี่ไผ่ ไก่ขาวย่อมโดนจับรับประทานหมดเล้า"

งึ่นแชฮูหยินงงงันวูบ พลันได้คิด ตนเองเพียงรับฟังวาจาเหลวไหล เต็งลั่งคล้ายสามารถอ่านความในใจนาง พลันกระโดดปราดขึ้นยืน ตีสีหน้าเคร่งเครียดจริงจังอย่างยิ่ง
"มารดาข้าพเจ้าพิทักษ์ไก่ขาวจนอวบอ้วน ขายได้ราคาดีกว่าผู้ใด พวกเราจึงตั้งฉายาท่านว่า ซิ่งเกี่ยมแป๊ะโกยนึ่งเฮียบ (วีรสตรีไก่ขาวกระบี่เทพ) นามยิ่งใหญ่ลือลั่นนี้ มิทราบท่านเคยได้ยินมาหรือไม่..."


ตึกรามในฮวงจึงจัดเวรยามเฝ้าทั้งด้านในด้านนอก กระทั่งตึกเล็กของเล้งจงก้วงยังมีผู้คนเฝ้าอยู่ถึงสี่จุด
ภายในห้องด้านบน เล้งจงก้วงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง บ่าวรับใช้คนหนึ่งประคองถ้วยน้ำชาส่งให้อย่างนอบน้อม พลันมีเสียงกล่าวที่หน้าประตูว่า
"เล้งจงก้วง จึงจู้มาเยี่ยมท่าน"
เล้งจงก้วงรีบส่งเสียงตอบรับ ขยับกายคิดลุกขึ้นยืน เล้งอิกที่เปิดประตูเข้ามาต้องร้องห้ามพัลวัน
"ท่านรีบนอนลง มิต้องมากมารยาท"

เล้งจงก้วงได้แต่ประสานมือคารวะ ปากกล่าวว่า
"ท่านเมื่อวานประมือกับผู้มา เสียกำลังไปมิใช่น้อย ยามนี้ฟื้นฟูดีแล้วหรือไม่"
เล้งอิกกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"ข้าพเจ้าหาได้เหน็ดเหนื่อยอันใด ท่านมิต้องเป็นห่วง"
เล้งจงก้วงถามว่า
"ฮูหยินเป็นอย่างไร"
เล้งอิกตอบว่า
"นางยามนี้มิมีอันตรายใด พักผ่อนวันสองวันก็ทุเลา"
เล้งจงก้วงถามอีกว่า
"ผู้คนของฮวงจึงใช่เตรียมพร้อมรับมือ"
เล้งอิกผงกศีรษะตอบว่า
"ทุกผู้คนยามนี้ล้วนระมัดระวัง อาวเอี้ยงเจ่กเจ็กยังส่งคนไปเตือนที่สำนักสาขา"

เล้งจงก้วงหันไปมองบ่าวรับใช้เป็นสัญญาณให้ออกไป เล้งอิกมองดูสีหน้าท่าน มิเพียงอิดโรยจากอาการบอบช้ำ ยังคล้ายมีเรื่องราวมากหลายแบกไว้ ต้องรีบลากเก้าอี้มานั่งที่ด้านข้าง เอ่ยถามว่า
"ท่านให้ผู้คนตามข้าพเจ้ามา มีอันใดคิดใคร่กล่าว"
เล้งจงก้วงทอดถอนใจหนักหน่วง กล่าวว่า
"เรื่องนี้ข้าพเจ้ารับปากบิดาท่าน อย่าได้บอกกล่าวแก่ผู้ใด กระทั่งมารดาท่านก็ยังมิทราบ"
เล้งอิกพลันสงสัยใจยิ่ง รีบถามว่า
"เป็นเรื่องสำคัญใด ท่านรีบบอก"
เล้งจงก้วงสบสายตาเล้งอิกคราหนึ่ง พลันเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อคืนได้ยินผู้บุกรุกกล่าววาจาโต้ตอบกับฮูหยิน จึงทราบว่าพวกเขาเป็นผู้คนของน่ำเทียนก่า..."
เล้งอิกพยักหน้ากล่าวว่า
"โอ้วเจ่กเจ็กเมื่อวานบอกกล่าวแก่พวกเราเช่นกัน ซิมคี้ไต้ซือแห่งเซี่ยวลิ้มยี่คาดเดาว่า ผู้บุกรุกสำนักท่านคือผู้คนของน่ำเทียนก่า ทว่ามิทราบพวกเขามีสาเหตุใด"

เล้งจงก้วงถอนใจพลางส่ายศีรษะพลาง เล้งอิกรีบถามว่า
"ฤาท่านทราบความนัยใด เรื่องนี้เกี่ยวพันกับบิดาข้าพเจ้าหรือไม่"
เล้งจงก้วงกล่าวว่า
"บิดาท่านสงบรักสันโดษ เรื่องราวที่เกิดขึ้นล้วนสืบเนื่องมาจากผู้อื่น มิคาด บิดาท่านกลับถูกดูดพันเข้าในวังวน สุดท้ายยังคงเป็นเขารับเคราะห์หนักหน่วงที่สุด..."
เล้งอิกใจสั่นสะท้าน จับมือเล้งจงก้วงไว้แนบแน่น กล่าวว่า
"ที่แท้เกิดเรื่องราวใดกับบิดาข้าพเจ้า"

ดวงตาเล้งจงก้วงพลันมีหยาดน้ำเอ่อคลอ กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า
"เมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน ประมุขของน่ำเทียนก่ากลับคืนสู่บู๊ลิ้ม ส่งสาส์นลับถึงเจ้าสำนักใหญ่ทั้งห้า เซี่ยวลิ้มยี่ เทียนซัว เล้งซัวจึง (หมู่บ้านหุบเขามังกร) เก้าฮุ้นเก็ง (วังเก้าวิญญาณ) ง้วยตอก่า (นิกายดาบจันทรา) ในสาส์นเรียกนัดพบประลองฝีมือ ผู้ใดพ่ายแพ้ต้องปลดป้ายสำนักลงเผาทิ้ง..."
เล้งอิกพึมพัมว่า
"เรื่องราวใหญ่โตเช่นนี้ ไฉนมิแพร่กระจายไปทั่ว"
เล้งจงก้วงกล่าวต่อว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ผู้นั้นทรนงนัก เพียงคิดประลองฝีมือ ข่าวคราวจึงมิได้แพร่ออกไป เพียงทราบในหมู่สำนักทั้งห้า เฉพาะเจ้าสำนักและผู้มีตำแหน่งสำคัญ"
เล้งอิกถามว่า
"น่ำเทียนก่าจู้มิได้ส่งสาส์นถึงบิดาข้าพเจ้า ไฉนท่านพาลติดในวังวน"
เล้งจงก้วงกล่าวว่า
"เรื่องนี้ค่อยว่ากล่าวตามลำดับ น่ำเทียนก่าจู้เวลานั้นอายุรุ่นราวคราวเดียวกับบิดาท่าน วิชาฝีมือดังฝึกจากภูติเทพ เพียงวันเดียวชนะเจ้าสำนักทั้งห้าอย่างราบคาบ"
เล้งอิกอุทานว่า
"เยี่ยงนี้พวกเขาไยมิใช่ต้องปลดป้ายสำนัก"
เล้งจงก้วงส่ายศีรษะกล่าวว่า
"ป้ายสำนักย่อมมิอาจปลดลง พวกเขาตอนแรกรับคำท้าน่ำเทียนก่าจู้ผู้นั้น เนื่องเพราะหามีผู้ใดคาดคิด คนเพียงคนเดียวสามารถมีชัยเหนือพวกเขาทั้งห้า ยามพ่ายแพ้จึงชุลมุนวุ่นวายยิ่ง อีกทั้งมิอาจเรียกระดมผู้คนช่วยเหลืออย่างเอิกเกริก..."

ความข้อนี้ เล้งอิกย่อมสามารถเข้าใจ สำนักใหญ่อันเกริกไกร พ่ายแพ้แก่คนผู้หนึ่งในชั่วเวลาเพียงวันเดียว หากเรื่องแพร่กระจายย่อมเป็นที่อัปยศยิ่ง
เล้งจงก้วงกล่าวสืบไปว่า
"พวกเขายามร้อนรน ส่งประมุขของเก้าฮุ้นเก็งมาเป็นตัวแทน เรียกหาบิดาท่านช่วยเหลือ"
เล้งอิกพลันเอ่ยถามว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ผู้นั้นมิได้ส่งสาส์นถึงบิดาข้าพเจ้า หรือฮวงจึงไม่อยู่ในสายตาเขา"
เล้งจงก้วงตอบว่า
"น่ำเทียนก่าเร้นกายเมื่อร้อยปีก่อน พวกเขาเพียงติดต่อกันในสังกัด มิได้สนใจข่าวคราวภายนอก ในเวลาที่พวกเขาตัดขาดจากโลก ฮวงจึงยังเป็นสำนักไร้ชื่อ ด้วยเหตุผลนี้ น่ำเทียนก่าจู้ผู้นั้นจึงมิได้สนใจพวกเรา"

เล้งอิกผงกศีรษะเข้าใจ เล้งจงก้วงกล่าวต่อไปว่า
"เก้าฮุ้นเก็งจู้มาหาบิดาท่าน ขอร้องท่านไปประมือกับน่ำเทียนก่าจู้ อ้างความอัปยศอดสูของสำนักทั้งห้า บิดาท่านมิอาจปฏิเสธ ได้แต่รับปากช่วยเหลือพวกเขา ทั้งหมดนัดวันประลองอีกครั้ง น่ำเทียนก่าจู้ทีแรกย่อมมิเห็นบิดาท่านอยู่ในสายตา ทว่าเมื่อประมือกันได้สามกระบวน เขาพลันหยุดมือกล่าวว่า สมใจยิ่ง หากเขาเป็นผู้พ่ายแพ้ น่ำเทียนก่าจะปลดป้ายลงร้อยปี"
เล้งอิกอดมิได้ต้องร้องว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ผู้นี้เชื่อมั่นตนเองยิ่ง"
เล้งจงก้วงพยักหน้ากล่าวว่า
"บิดาท่านบอกเล่า น่ำเทียนก่าจู้ฝีมือล้ำเลิศ ที่ว่ากล่าวเช่นนั้นกลับไม่เกินเลย บิดาท่านประมือเขาได้เจ็ดสิบกระบวน พลันรู้สึก สามารถเพลี่ยงพล้ำทุกขณะจิต ได้แต่แข็งใจตั้งสมาธิรับมือ มิคาด พวกท่านต่อสู้กันบนยอดเขาแห่งหนึ่ง พื้นหินที่บิดาท่านย่างเท้ากลับทรุดลง มิเพียงร่างเสียหลัก ทวนในมือยังหลุดลอยตกพื้น..."

เล้งอิกหายใจกระชั้นถี่ ถามโพล่งว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ใช่ฉวยโอกาสนั้นลงมือต่อท่าน"
เล้งจงก้วงสั่นศีรษะตอบว่า
"น่ำเทียนก่าจู้กลับมีน้ำใจ รอคอยบิดาท่านให้หยิบทวนขึ้นก่อน พวกท่านประมือต่อไปสักพัก หินด้านบนภูเขาพลันแตกทลายลงมา น่ำเทียนก่าจู้เสียหลักลื่นถลา บิดาท่านรุกราติดพัน มาตรว่ารีบยั้งมือดึงอาวุธกลับ ปลายทวนยังกรีดแขนน่ำเทียนก่าจู้รอยหนึ่ง"

เล้งอิกกล่าวว่า
"แผลรอยเดียวย่อมมิอาจทำร้ายเขา..."
เล้งจงก้วงหยุดถอนใจยาว ผงกศีรษะกล่าวทวนคำเล้งอิก
"แผลรอยเดียวย่อมมิอาจทำร้ายเขา ทว่า... หากปลายทวนเคลือบยาพิษ ผลลัพธ์ย่อมแตกต่างไป"
เล้งอิกตะลึงงันวูบ กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ถูกพิษที่ปลายทวนทำร้าย เรื่องนี้มิอาจเป็นไปได้ บิดาข้าพเจ้าย่อมไม่ใช้วิธีเช่นนั้น"
เล้งจงก้วงส่ายหน้ากล่าวว่า
"บิดาท่านย่อมไม่กระทำเช่นนั้น หากแต่... พิษที่ปลายทวน... กลับเป็นพิษที่สกัดจากฮวงจึงเรา"
เล้งอิกคล้ายถูกค้อนเหล็กตอกใส่ศีรษะ ทั้งงุนงง ทั้งพลุ่งพล่าน เล้งจงก้วงกล่าวต่อว่า
"พิษนั้นเรียกว่า ฮ้วยหงส์ตั๊ก (พิษหงสาโลหิต) เป็นหญ้าชนิดหนึ่งจากนอกด่าน ผู้รับพิษต้องเสียชีวิตภายในหนึ่งชั่วยาม เนื่องเพราะไม่มียาใดแก้ไข..."
เล้งอิกเอ่ยถามว่า
"พิษจากนอกด่าน ไฉนท่านว่าเป็นฮวงจึงสกัด"
เล้งจงก้วงคล้ายแก่ชราลงอีกหลายสิบปี สองมือยังสั่นระริกมิได้หยุด
"ฮ้วยหงส์เช่า (หญ้าหงสาโลหิต) ถูกนำมาจากดินแดนแถบเทียนไล้กัง (ลำน้ำสวรรค์กราย) ทั่วทั้งแผ่นดินตงง้วน มีเพียงเพ็กกงจู้มารดาท่านสามารถสกัดใช้..."