ถ้ำริมสมุทรทอดยาวขนานกับชายฝั่ง แลจากที่ไกลดูราวมังกรศิลาตัวหนึ่งก็มิปาน...
ลิ้มเต็กเฮียะเหม่อมองทะเลเวิ้งว้าง ในใจพลันปรากฏรสชาติสุดบรรยาย
นางความจริงเป็นเพียงดรุณีน้อยพลัดบ้าน เมื่อวานยังสวมรองเท้าขาดวิ่งเล่นรอบเผ่งก๊วยโจ้วแป๋ (ปู่แอ๊ปเปิ้ล) วันนี้กลับถูกผู้คนเรียกหาเป็นเซี่ยวเก็งจู้ มารดาที่เป็นหญิงม่ายเพาะปลูกบุปผา ที่แท้เป็นเก็งจู้ฮูหยินนางหนึ่ง...

ยังมี บิดาผู้ซึ่งตนเข้าใจว่าล่วงลับ มิเพียงไม่ตกตาย หนำซ้ำยังเป็นยี่เก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง ถึงกับมีเจ็ดนางงามห้อมล้อม...
...ที่ร้ายกว่า ซาเจ้เจ๊ของนางกลับเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น...

คลื่นโถมถั่งระลอกแล้วระลอกเล่า...
ลิ้มเต็กเฮียะจับจองที่นั่งบนโขดหินเตี้ย ดวงตาที่จ้องมองฟองคลื่นมีแววซึมเซา ทว่าในใจครุ่นคิดไม่หยุดยั้ง
เซี่ยวมั่งเมื่อครู่บอกเล่าแก่นาง เทียนมึ้งเก็งกาลก่อนตัดขาดจากโลก หลบเร้นไม่พบปะผู้คน เพียงหวังความสงบชำระล้างจิตใจ อาศัยถ้ำริมทะเลเป็นสถานที่พักพิง ทว่าด้วยฝีมืออันวิจิตร ถึงกับตกแต่งห้องหับต่างๆ ได้ราวกับเวียงวังชั้นฟ้า
ลิ้มเต็กเฮียะกับเรื่องราวใดล้วนมิกังวลสนใจ เพียงรู้สึกเป็นห่วงมารดา เซี่ยวมั่งเฝ้าวนเวียนปลอบใจนาง หาเปลือกหอยงดงามหลายอันมากำนัล กล่าวว่าจะร้อยเป็นกำไลเท้าให้นางเส้นหนึ่ง คืนนี้หากมิมีใดกระทำ ยังจะพานางออกมาซุ่มดูเต่าทะเล หากโชคดีเก็บไข่เต่าได้หลายฟอง จะปรุงอาหารให้นางรับประทานเป็นพิเศษ

ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึก ตนเองคล้ายตกสู่ละครฉากหนึ่ง ตอนแรกทั้งสับสนทั้งหวาดกลัว ยามนี้พลันปลงใจ มิว่าอย่างไรยังคงร่วมเล่นดูสักครา...

ท่านหากถูกจับโยนลงในเล้าไก่ ถูกผู้คนรอบข้างกุ๊กปากร้องเรียก หว่านโปรยข้าวเปลือกเมล็ดข้าวโพดให้รับประทาน บางรายยังลูบคลำขนคอท่าน ใช้มีดเล็กบรรจงขลิบขนหางท่าน พร่ำพรรณนาว่าท่านเป็นไก่ลักษณะงามตัวหนึ่ง ท่านหากคิดดิ้นรนโวยวาย ใช่มั่นใจสามารถทุ่มเถียงได้ชัย?
ท่านหากไม่แน่ใจ ยังคงยอมรับตนเองเป็นไก่ตัวหนึ่ง รับประทานข้าวเปลือกอวบหนอนอ้วน รอจนแข็งแรงบินได้ยังมิสาย

...ลิ้มเต็กเฮียะมาตรว่าเยาว์วัยไร้ประสบการณ์ ทว่ากับเรื่องนี้ยังคงคิดได้...
...มิเพียงคิดได้ หนำซ้ำกระตือรือร้นราวแม่ไก่รุ่นตัวหนึ่ง...

เกลียวคลื่นซัดกรากขึ้นมาบนผืนทราย เห็นแมงกะพรุนตัวหนึ่งติดขึ้นมาเกยตื้น ลิ้มเต็กเฮียะรีบกระโดดปราดขึ้น ร่ำร้องว่า
"เจ้เจ๊ท่านนี้น่าสงสารยิ่ง ตกตายอย่างไร้ญาติขาดมิตร"
เซี่ยวมั่งที่อยู่ด้านหลังพลันเอ่ยขึ้นว่า
"สัตว์เดรัจฉานเช่นนี้ไหนเลยมีญาติมิตร"
ลิ้มเต็กเฮียะนั่งลงดูซากแมงกะพรุนอย่างใกล้ชิด ชั่วอึดใจหนึ่งจึงกล่าวว่า
"แมงกะพรุนย่อมมีญาติมิตร อาจบางทีเจ้เจ๊ท่านนี้ก่อนตายยังเป็นกงจู้นางหนึ่ง"
เซี่ยวมั่งปิดปากหัวร่อ กล่าวว่า
"แมงกะพรุนไหนเลยมีกงจู้ เก็งจู้น้อยท่านพูดเล่นแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะชำเลืองมองนางพลางกล่าวเบาๆ ว่า
"ในโลกมีเรื่องที่เราท่านไม่รู้มากหลาย แมงกะพรุนไหนเลยมิอาจเป็นกงจู้ ท่านดู เราเมื่อวานเป็นเซี่ยวม่วยม่วยของท่าน วันนี้ท่านกลับมีฐานะเป็นสตรีรับใช้ของเรา เรื่องราวเช่นนี้ หากเจ้เจ๊แมงกะพรุนรับฟัง ไยมิใช่รีบปิดปากหัวร่อเช่นกัน"

เซี่ยวมั่งเงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"ท่านคิดชมดูที่อื่น"
ลิ้มเต็กเฮียะลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"ที่อื่นข้าพเจ้าไม่คิดชมดู เพียงคิดชมดูผู้คน"
เซี่ยวมั่งกล่าวว่า
"เทียนมึ้งเก็งมีผู้คนมากหลาย รอสักครู่ยังคงได้พบหลายท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะถามว่า
"ไฉนจึงต้องรอสักครู่ ฤาข้าพเจ้ามิอาจเคาะประตู เรียกพวกเขาออกมาพบหน้า"
เซี่ยวมั่งฝืนยิ้มกล่าวว่า
"ท่านเป็นเซี่ยวเก็งจู้ของพวกเขา หากท่านเคาะประตูร้องเรียก พวกเขายังคงรีบออกมาน้อมกายคารวะ"
ลิ้มเต็กเฮียะร้องว่า
"ดียิ่ง พวกเรากลับเข้าถ้ำไป ข้าพเจ้ายามนี้คันไม้คันมือ คิดใคร่เคาะประตูเรียกบุรุษยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดท่าน สตรีอีกยี่สิบเจ็ดยี่สิบแปดนาง"
เซี่ยวมั่งขมวดคิ้วถามว่า
"เรียกบุรุษสตรีมากมายปานนั้น คิดให้พวกเขารับใช้ประการใด"
ลิ้มเต็กเฮียะแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน ดวงตากลมโตเปล่งประกายวิบวับ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้มิได้ปวดปัสสาวะ ย่อมมิคิดเรียกพวกเขารับใช้หยิบกระโถน ที่เรียกหาเพียงเพื่อให้ออกมาซักซ้อมฝีมือ"
เซี่ยวมั่งรีบกล่าวว่า
"ท่านมิได้ฝึกวิชาฝีมือ ไหนเลยเรียกหาพวกเขามาซักซ้อม"
ลิ้มเต็กเฮียะเชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"ท่านกลับลืมง่ายดายปานนี้ ข้าพเจ้าฝึกวิชาทวนกับเตี้ยงซิงแซแทบทุกวี่วัน วิชาของฮวงจึงล้ำเลิศยิ่ง ยังคงเรียกผู้คนของเทียนมึ้งเก็งมารับทราบไว้"

เซี่ยวมั่งพลันสะดุ้งสุดตัว สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือด รีบกล่าวเบาๆ ว่า
"ท่านอย่าได้เอ่ยนาม..."
วาจามิทันล่วงพ้นลำคอ ที่ห่างไกลพลันมีเสียงกระดิ่งสั่นไกวต้องสายลม นกหาปลาที่บินว่อนอยู่แต่แรกกลับโผผินจากไปโดยเร็ว กระทั่งเสียงคลื่นลมยังคล้ายแผ่วลง...

ลิ้มเต็กเฮียะกวาดสายตามองหาที่มาของเสียงกระดิ่ง พลันเห็นวัตถุสีแดงโผพุ่งมาจากที่ไกล นางตอนแรกเข้าใจ ที่แท้เป็นนกใหญ่ตัวหนึ่ง ทว่าเมื่อวัตถุนั้นลอยเคลื่อนเข้ามาใกล้ จึงทราบว่ามองผิดไป...
...เสียงกระดิ่งกังวานมิขาดสาย เกี้ยวสีแดงฉานลอยละล่องมาถึงเบื้องหน้านางแล้ว...

เกี้ยวสีแดงก่ำปานทับทิม สตรีสี่นางที่หามเกี้ยวก็สวมอาภรณ์สีแดง รองเท้าสีแดง ปิ่นทองบนศีรษะยังประดับด้วยหยกแดง ดูผิวเผินคล้ายเจ้าสาวเตรียมตัวไปงานวิวาห์ ทว่าหากท่านเป็นเจ้าบ่าวผู้หนึ่ง ทางที่ดียังคงรีบถอนตัวหลบลี้...
กับสตรีที่สีหน้ากระด้างไร้ความรู้สึกปานนั้น แววตาเย็นชาปานนั้น มาตรว่างามปานเทพธิดาจุติ เจ้าบ่าวทั้งหลายยังคงรีบหากระดองหรุบศีรษะหลบซ่อน
...ท่านหากไม่หลบซ่อน ทั้งชีวิตน่ากลัวอยู่อย่างเหน็บหนาวอย่างยิ่ง...

เซี่ยวมั่งที่ยืนอยู่ด้านหนึ่งรีบย่อกายลงต่ำ กล่าวอย่างนอบน้อมว่า
"อรุณสวัสดิ์ เล่าฮูหยิน"
ลิ้มเต็กเฮียะยังคงยืนนิ่งเฉย เซี่ยวมั่งส่งสายตาให้นางอย่างร้อนใจ ทว่าลิ้มเต็กเฮียะคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นเต้าหู้ก้อนหนึ่ง มิเพียงไม่รับสัญญาณ หนำซ้ำยังอ้าปากหาวราวตัวโง่งม
กระดิ่งทองสี่ใบที่แขวนไว้หน้าเกี้ยวส่งเสียงระรัวขึ้นอีกครา ม่านแพรสีแดงถูกเปิดออกจากด้านใน ผู้ที่ก้าวลงมาสวมอาภรณ์สีทองอร่าม ที่แท้เป็นสตรีชราอายุราวแปดสิบปี ผมหงอกขาวเกล้าเป็นมวยสูง ประดับด้วยอัญมณีหลากสี ยามกระทบแสงอาทิตย์เห็นเป็นเงาวูบวาบแพรวพราย ที่ลำคอยังสวมสร้อยทองเส้นเล็กบาง บนสร้อยประดับไว้ด้วยจี้อันหนึ่ง
...จี้ที่เป็นรูปกิมแช (ดาวทอง) อันหนึ่ง...

ลิ้มเต็กเฮียะคล้ายชมดูจนตาพร่า ต้องยกมือขึ้นถูนัยน์ตาไปมา พึมพัมว่า
"สถานที่นี้ร่ำรวยเงินทองยิ่ง เราอยู่เพียงสามวัน นัยน์ตาอาจบางทีบอดไป"
สตรีชราชุดทองปั้นสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง มองดูลิ้มเต็กเฮียะอย่างพิจารณา พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ธิดาของบ่วงฮวย (หมื่นบุปผา) งดงามกว่ามารดามากนัก"
ลิ้มเต็กเฮียะระงับความสงสัยไว้ มารดาของนางเรียกว่าชิวชิว มิทราบสตรีชราไฉนจึงว่านางเป็นธิดาของบ่วงฮวย ยามงุนงงได้แต่แสร้งทำเป็นชมนกชมไม้ เซี่ยวมั่งที่อยู่ด้านข้างพร่ำส่งสายตาจนร้อนรุ่ม ลิ้มเต็กเฮียะพลันหันไปกล่าวว่า
"ท่านไฉนกลอกตาไปมามิได้หยุด พั่วพั้ว (ยาย) ท่านนี้กล่าวถึงธิดาของสตรีนามบ่วงฮวย หามีอันใดเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าไม่"

บนใบหน้าสตรีชราพลันปรากฏรอยยิ้มวูบหนึ่ง นางก้าวเดินอย่างแช่มช้อย ครั้นหยุดตรงหน้าลิ้มเต็กเฮียะก็กล่าวว่า
"มารดาเจ้าเกรงว่าเทียนมึ้งเก็งของพวกเรากระทำการล้มเหลว จึงปกป้องพวกเจ้าด้วยการปิดชื่อเปลี่ยนแซ่ กระทั่งเรื่องราวของวังเราก็มิได้ให้เจ้าสองพี่น้องล่วงรู้ ที่นางทำเช่นนี้ เรามาตรว่าไม่พอใจ ยังคงให้เกียรตินาง เห็นแก่นางที่ซื่อสัตย์ต่อพวกเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะพยายามปั้นสีหน้าเคร่งเครียด ในใจกลับรู้สึกหวั่นไหวไม่น้อย มิทราบสตรีชรานี้เกี่ยวข้องอันใดกับตน
สตรีชรานั้นกล่าวต่อว่า
"เราบอกเจ้า เจ้าความจริงมิใช่เป็นเต็กเฮียะ (ใบไผ่) ทว่าเป็นเง็กเฮียะ (ใบไม้หยก) เรียกว่าซุนเง็กเฮียะ"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันเอ่ยขึ้นว่า
"พวกท่านเรียกหาข้าพเจ้าอย่างไร ข้าพเจ้าล้วนไม่อึดอัดขัดข้อง มาตรว่าตั้งนามข้าพเจ้าเป็นเง็กทั้งกิมไฉ่ (หนอนหยกผักกาดทอง) ข้าพเจ้ายังไม่ท้าพวกท่านต่อยตี"
สตรีชรามีสีหน้ายิ้มแย้ม ดวงตาที่มองดูลิ้มเต็กเฮียะคล้ายมีแววเอ็นดู นางหันไปทางสตรีหามเกี้ยวทั้งสี่ พลางกล่าวว่า
"เจ้าดู เด็กผู้นี้พบเราก็มิได้ทำความเคารพ ยามพูดจายังไม่รื่นหู นางเฒ่าอย่างเราอยู่กับนาง ไยมิใช่ทอนอายุสั้นลง?"
หนึ่งในสตรีที่หามเกี้ยวรีบประสานมือกล่าวว่า
"เล่าฮูหยินสุขภาพแข็งแรง หนำซ้ำวันนี้ได้พบพานเซี่ยวเก็งจู้ จิตใจแจ่มใสเบิกบาน อายุยิ่งยืนยาวแล้ว"

ลิ้มเต็กเฮียะพลันกระโดดปราดมาที่เบื้องหน้าสตรีทั้งสี่ ปากกล่าวว่า
"พั่วพั้วท่านนี้พบพานข้าพเจ้า จิตใจจึงแจ่มใสเบิกบาน พวกท่านทั้งสี่พบพานข้าพเจ้า ไฉนจึงปั้นสีหน้าเย็นชายิ่ง"
สตรีหามเกี้ยวทั้งสี่เหลียวสบตากัน ยามกะทันหันมิอาจตอบคำ สตรีชรานั้นหัวร่อเสียงดัง กล่าวว่า
"เก็งจู้น้อยอย่าได้ล้อเลียนพวกนาง ผู้ที่ฝึกเล้งเจี๊ยะเซียนเส็ก (กระบวนท่าเทพศิลามังกร) ยามโคจรลมปราณ ต้องใช้สมาธิหนักยิ่ง พวกนางฝึกถึงขั้นที่เก้า อารมณ์สงบราบเรียบ ใบหน้าจึงไร้ความรู้สึก"
ลิ้มเต็กเฮียะทำตาโตกล่าวว่า
"วิชาเยี่ยงนี้พวกท่านยังคงอย่าได้ฝึกแล้ว ทางที่ดีเลียนเยี่ยงข้าพเจ้า ร่ำเรียนวิชาทวนของฮวงจึง สามารถหัวร่อทุกวี่วัน"
สตรีชราพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า
"ฮวงจึงเป็นสำนักอันต่ำช้า อย่าได้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบกับเทียนมึ้งเก็งเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ฮวงจึงหาใช่สำนักอันต่ำช้าไม่ พวกเขาเป็นสำนักเที่ยงธรรมอันดับหนึ่งในแผ่นดิน ความนี้มิว่าผู้ใดก็ทราบ"
สตรีชราแหงนศีรษะขึ้นมองดูฟ้าเบื้องบน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นคับแค้นหมองหม่น ฝืนกล้ำกลืนอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"เจ้าว่าพวกเขาเป็นสำนักเที่ยงธรรมอันดับหนึ่งในแผ่นดิน เราถามเจ้า ผู้ที่ใช้พิษร้ายแรงเคลือบทาอาวุธ ฉวยโอกาสประหัตประหารผู้อื่นอย่างไร้ความละอาย สมควรได้รับการเรียกหาเป็นผู้เที่ยงธรรม?"
ลิ้มเต็กเฮียะงงงันวูบ กล่าวว่า
"ท่านคิดกล่าว ผู้คนของฮวงจึงใช้พิษเคลือบทาอาวุธ?"
สตรีชราผงกศีรษะ ดวงตาที่จ้องมองลิ้มเต็กเฮียะมีหยาดน้ำเอ่อคลอ นางกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"เมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน แปะแป๊ะ (ลุง) ของเจ้าเสียชีวิตด้วยฮ้วยหงส์ตั๊ก (พิษหงสาโลหิต) ผู้ใช้พิษคือเล้งทิเจ็ง อดีตประมุขของฮวงจึง เจ้าวันนี้มาว่ากล่าว ฮวงจึงเป็นสำนักอันเที่ยงธรรม วิญญาณแปะแป๊ะเจ้าย่อมมิอาจสงบแล้ว"


ห้องหับเล้งจงก้วงคล้ายฉาบเคลือบด้วยน้ำแข็ง เล้งอิกที่นั่งอยู่ข้างเตียงคู้กายลงราวทารกผู้หนึ่ง เล้งจงก้วงมองดูเขาอย่างเงียบงัน ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"บิดาท่านย่อมมิได้ใช้พิษ มิว่าผู้ใดก็มิอาจปรักปรำท่าน"
เล้งอิกเงยศีรษะขึ้นกล่าวว่า
"ท่านเมื่อครู่มิใช่บ่งบอก ในตงง้วนมีเพียงมารดาข้าพเจ้าสามารถสกัดใช้ ทว่าข้าพเจ้าประหลาดใจ ฮ้วยหงส์ตั๊กหากมีในฮวงจึง ข้าพเจ้าไฉนมิเคยได้ยินมาก่อน พิษที่ร้ายแรงไร้ยาแก้เช่นนี้ มารดาข้าพเจ้าสกัดขึ้นเพื่อการใด..."
เล้งจงก้วงกล่าวว่า
"ท่านย่อมทราบ มารดาท่านมักมีความคิดพิสดาร สิ่งใดที่ยากเข็ญ ยิ่งกระตุ้นความปรารถนานาง ในแผ่นดินนี้ ผู้ที่สามารถสกัดพิษจากฮ้วยหงส์มีน้อยกว่าน้อย นางย่อมรู้สึกท้าทายยิ่ง..."
เล้งอิกขบริมฝีปากแน่น สักครู่จึงเอ่ยถามว่า
"นางเมื่อสกัดแล้ว มิทราบเก็บรักษาไว้ที่ใด"
เล้งจงก้วงตอบว่า
"นางย่อมเก็บรักษาไว้ที่ห้องยาของนาง มีครั้งหนึ่ง..."
กล่าวถึงตอนนี้ เล้งจงก้วงต้องทอดถอนใจยาวอีกครา เล้งอิกรีบถามว่า
"เป็นเรื่องราวใด นางใช่เคยใช้พิษนี้หรือไม่"
เล้งจงก้วงสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"นางเคยทดลองพิษหรือไม่ บิดาท่านและข้าพเจ้าล้วนมิทราบ ทว่าครั้งหนึ่ง นางกล่าวกับข้าพเจ้าโดยลำพังว่า คิดทดลองฮ้วยหงส์ตั๊กที่สกัดขึ้นสักครา"
เล้งอิกอุทานดังอา เล้งจงก้วงเกาะกุมมือเขาแนบแน่น กล่าวว่า
"ตอนที่บิดาท่านไปประมือกับน่ำเทียนก่าจู้ มารดาท่านมิได้ล่วงรู้ นางย่อมมิได้ใช้พิษนั้น อย่าว่าแต่ หากนางคิดใช้พิษ ยังคงต้องบอกต่อบิดาท่าน เนื่องเพราะพิษนี้มีอันตรายนัก อาจบางทีเป็นบิดาท่านพลาดพลั้ง..."

เล้งอิกสับสนใจยิ่ง กล่าวว่า
"บิดาข้าพเจ้ามิได้ไต่ถามนาง?"
เล้งจงก้วงสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"เรื่องราวนี้บิดาท่านจับต้นชนปลายไม่ถูก อีกทั้งตอนแรกมิได้บอกนางเรื่องการประลอง ท่านย่อมมิกล้าถามไถ่ เกรงว่าเกิดลุกลามใหญ่โต ท่านเองก็ทราบนิสัยนาง..."
เล้งอิกถามอีกว่า
"น่ำเทียนก่าจู้หลังจากถูกพิษใช่เสียชีวิตทันที"
เล้งจงก้วงพลันมีสีหน้าหนักใจ กล่าวว่า
"ก่าจู้ผู้นั้นมิได้เสียชีวิตทันที ท่านหลังจากถูกพิษ ลมปราณภายในปั่นป่วนแทบมิอาจทรงกาย บิดาท่านยามนั้นย่อมประหลาดใจอย่างยิ่ง ระหว่างสับสนงุนงง พลันมีคนผู้หนึ่งปรากฏกายขึ้น"
เล้งอิกถามว่า
"เป็นผู้ใด ใช่หนึ่งในเจ้าสำนักทั้งห้า"
เล้งจงก้วงสั่นหน้ากล่าวว่า
"คนผู้นั้นสวมหน้ากากปิดบังโฉมหน้า อีกทั้งรูปร่างเล็กอย่างยิ่ง บิดาท่านคาดเดา อาจบางทีเป็นอิสตรีนางหนึ่ง นางยามปรากฏกายคล้ายวิหคจากฟากฟ้า ทั้งรวดเร็วทั้งไร้สุ้มเสียง..."
เล้งอิกกล่าวขัดขึ้นว่า
"ระหว่างที่บิดาข้าพเจ้ากับน่ำเทียนก่าจู้ประมือกัน เจ้าสำนักทั้งห้ามิได้เฝ้าอยู่?"
เล้งจงก้วงตอบว่า
"เจ้าสำนักทั้งห้าเฝ้าอยู่ด้านล่าง ทว่าสถานที่นั้นเป็นป่าเขา อีกทั้งผู้มามีฝีมือเลิศล้ำ เป็นไปได้ว่าหลุดรอดสายตาพวกท่าน"

เล้งอิกเอ่ยถามว่า
"ผู้มาใช่เป็นคนของน่ำเทียนก่าจู้"
เล้งจงก้วงพยักหน้ากล่าวว่า
"ผู้มาย่อมเป็นฝ่ายเขา บิดาท่านเห็นนางใช้ผ้าเช็ดหน้าซับโลหิตให้แก่น่ำเทียนก่าจู้ โลหิตถึงกับเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ นางประคองเขานอนลง บิดาท่านคิดยื่นมือช่วย กลับถูกนางซัดเข็มใส่ บิดาท่านกล่าวว่า หากนางมิได้อยู่ในช่วงประหม่าลนลาน คาดว่าท่านต้องบาดเจ็บจากเข็มนั้น"

เล้งจงก้วงหยุดหายใจหอบถี่ ท่านเมื่อวานมีบาดแผลบอบช้ำ ยามบอกเล่าเรื่องราวต่อเนื่องเนิ่นนาน ร่างกายย่อมอ่อนล้ายิ่ง
เล้งอิกรินน้ำชาส่งให้ เขาความจริงห่วงใยกังวลผู้ชรา ทว่าเรื่องราวเกี่ยวพันกับสถานการณ์เลวร้าย ยังคงต้องให้ท่านเล่าจนจบสิ้น
เล้งจงก้วงนั่งพักครู่หนึ่งจึงกล่าวต่อว่า
"สตรีนางนั้นตรวจดูชีพจรน่ำเทียนก่าจู้ อีกทั้งสูดดมกลิ่นโลหิตเขา พลันหันมาทางบิดาท่าน กล่าวคำว่าฮ้วยหงส์ตั๊ก..."
เล้งอิกมีสีหน้าเคร่งเครียด เอ่ยถามเบาๆ ว่า
"เป็นผู้ใดเคลือบทาฮ้วยหงส์ตั๊กที่ทวนของท่าน"
เล้งจงก้วงสั่นศีรษะกล่าวว่า
"ความนี้หามีผู้ใดทราบไม่ บิดาท่านเมื่อกลับมาถึงฮวงจึง ก็มิได้ถามไถ่เรื่องนี้กับมารดาท่าน เพียงแต่แอบเข้าสู่ห้องยานาง คิดหาฮ้วยหงส์ตั๊กนั้น ทว่ามิอาจค้นพบ"
เล้งอิกกล่าวว่า
"อาจบางทีนางทิ้งขว้างไปเนิ่นนานแล้ว"
เล้งจงก้วงทอดถอนใจ สองตาเหม่อลอยมิได้จับจ้องที่ใด กล่าวทวนคำว่า
"อาจบางทีนางทิ้งขว้างไปเนิ่นนานแล้ว..."

เล้งอิกเอ่ยถามอีกว่า
"น่ำเทียนก่าจู้กับสตรีผู้นั้น?"
เล้งจงก้วงเล่าต่อว่า
"เมื่อพบว่าเขาถูกพิษ นางพยายามถ่ายทอดลมปราณช่วยเหลือ แต่มิเป็นผล น่ำเทียนก่าจู้กระอักโลหิตเสียชีวิต สตรีนั้นกลับมิได้กล่าวอันใดกับบิดาท่าน เพียงแต่แบกร่างน่ำเทียนก่าจู้ขึ้นบ่า กระโดดปราดลงจากเขา บิดาท่านพยายามติดตาม ทว่านางมีระดับความเร็วถึงที่สุด เพียงไม่กี่ก้าวก็ลับสายตาไป"
เล้งอิกเอ่ยถามว่า
"บิดาข้าพเจ้าใช่บอกเล่าเรื่องราวนี้แก่เจ้าสำนักทั้งห้า"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะ กล่าวว่า
"บิดาท่านย่อมบอกเล่าแก่พวกเขา ท่านความจริงเสียใจยิ่ง เนื่องเพราะรู้สึก น่ำเทียนก่าจู้เพียงหยิ่งทรนง หาได้มีธาตุแท้ที่เลวทรามไม่ ทว่าเจ้าสำนักทั้งห้ามิได้ใส่ใจความนี้ พวกเขาเพียงมุ่งหวังน่ำเทียนก่าจู้ตกตาย ป้ายสำนักมิต้องปลดลง เรื่องราวอัปยศของพวกเขาจึงเป็นความลับตลอดกาล"