|
ริมฝั่งธารน้ำใส เสียงดรุณีเจื้อยแจ้ว...
เหล่าดรุณีน้อยสิบสามสิบสี่นางเดินพลางสนทนาพลาง มือหนึ่งโอบตะกร้าผ้า อีกมือถือไม้สำหรับขัดถู เสียงดังเซ็งแซ่จนแม้วิหคที่โลดเต้นหาอาหารยังต้องหลบหาย
ลิ้มเต็กเฮียะวางตะกร้าผ้าลงบนพื้น หย่อนตัวลงบนม้านั่งเล็กๆ ข้างลำธาร...
วันนี้นางตื่นเช้าอย่างยิ่ง กระทั่งมารดากับตั่วเจ๊ยี่เจ๊ยังประหลาดใจ เนื่องเพราะทุกวันที่ผ่านมา พวกนางทั้งตะโกน ทั้งฉุดลากผลักไส ทว่าเซี่ยวโกวเนี้ยของบ้านยังนอนหลับอุตุราวลูกแมวน้อย
นางมิเพียงตื่นเช้า หนำซ้ำยังขันอาสาซักผ้า โหงวกอกอ (พี่ชายคนที่ห้า) ถึงกับวิ่งมาอังมือบนศีรษะนาง สำรวจว่าเซี่ยวม่วยม่วยเจ็บป่วยหรือไม่
"ข้าพเจ้าย่อมไม่เจ็บป่วย พวกท่านจึงเจ็บป่วย ยามที่ข้าพเจ้าตื่นสาย พวกท่านก็บ่นเป็นครึ่งค่อนวัน วันนี้ข้าพเจ้าตื่นเช้า พวกท่านกลับว่าข้าพเจ้าไม่ปกติ"
ลิ้มเซี่ยวม่วยม่วยกวาดสายตาไปโดยรอบ พลันแย้มยิ้มให้ดรุณีชุดเขียวที่นั่งซักผ้าอยู่ก่อนนาง ปึงซิ่วซิ่ว ซิ่วเจ่เจ๊ผู้นี้อายุมากกว่านางสองปี ย้ายเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านริมหุบผากับปู่ของนางได้ไม่นาน ทว่าทั้งสองสนิทสนมกันอย่างยิ่ง
...ลิ้มเต็กเฮียะแจ่มใสร่าเริง ปึงซิ่วซิ่วเงียบขรึมช่างคิด อุปนิสัยแม้ผิดแผกแตกต่าง คนกลับคบหากันอย่างแนบแน่น หากท่านคิดเสาะหาลิ้มเต็กเฮียะ บางทีใช้นัยน์ตาเหยี่ยวหาอยู่ครึ่งค่อนวัน มิอาจพบเห็นแม้แต่เงา มิสู้เสาะหาปึงซิ่วซิ่วเพื่อถามไถ่ ยังอาจทราบโดยเร็ว ลิ้มเซี่ยวโกวเนี้ยสถิตอยู่ที่ใด
ลิ้มเต็กเฮียะหยิบด้ายถักสีเหลืองสดใสออกจากถุงผ้าข้างเอว รวบผมด้านหน้าม้วนขึ้นเป็นมวย ใช้ด้ายถักผูกไว้หลวมๆ ปล่อยผมด้านข้างยาวสยายเคลียแก้มที่แดงเปล่งปลั่ง นัยน์ตาหงส์คู่งามส่งประกายสุกใส นางกลอกตาไปทั่วบริเวณ ยังส่งเสียงทักทายดรุณีนางอื่นไม่ขาดปาก
ในยามนั้นพลันมีเสียงร้องทักขึ้น
"เต็กน้อย..."
ลิ้มเต็กเฮียะพอหันไป พลันเห็นดรุณีใบหน้ากลมป้อมนางหนึ่ง นางนั่งอยู่อีกฝั่งลำธาร มิใช่เซี่ยวเท้งยังจะเป็นผู้ใด...
คนพอโบกมือทักทาย เซี่ยวเท้งก็ถามขึ้นว่า
"วันนี้เจ้าต้องเข้าไปที่ฮวงจึง (ตึกสายลม) หรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะพยักหน้า ตอบคำว่า
"วันนี้เล้งจงก้วง (พ่อบ้านแซ่เล้ง) ให้ข้าพเจ้าส่งดอกไม้เข้าไปเพิ่ม เวลานี้มารดาข้าพเจ้ากับตั่วเจ๊ ยี่เจ๊ ซาเจ๊ กำลังช่วยกันตัดดอกไม้ พอสายก็ให้ข้าพเจ้ากับโหงวเฮียเข้าไปส่ง"
เซี่ยวเท้งต้องขมวดคิ้วถามขึ้นว่า
"ส่งดอกไม้? เมื่อวานเจ้าก็ไปส่งคราวหนึ่งแล้วมิใช่? วันนี้เราเข้าใจว่าเจ้าต้องเข้าฮวงจึง ฝึกทวนกับเตี้ยงซิงแซผู้นั้น"
ลิ้มเต็กเฮียะขยี้ผ้าไปมาพลางกล่าวว่า
"ฝึกทวนสำหรับสตรีนั้นเป็นเวลาบ่าย ตอนเช้ามีแต่เหล่าบุรุษ สำหรับดอกไม้ เล้งจงก้วงส่งคนมาว่ากล่าว ให้พวกเรานำไปส่งเพิ่มเติม อาจบางทีพวกท่านมีอาคันตุกะต้องต้อนรับ"
เซี่ยวเท้งก้มศีรษะลงมองดูผ้าในมือ ถอนใจยาวกล่าวว่า
"มารดาเจ้าดียิ่ง อนุญาตให้ธิดาฝึกวิชาทวน เจ้าจึงได้เข้าไปที่ฮวงจึงแทบทุกวัน ข้าพเจ้ากลับไม่มีโอกาส"
ปึงซิ่วซิ่วที่นั่งฟังอยู่เนิ่นนานพลันเงยศีรษะขึ้น กล่าวเบาๆ ว่า
"เจ้าไยไม่ติดตามเต็กน้อยเข้าไปส่งดอกไม้ อย่างนี้ก็จะได้เข้าฮวงจึงแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะพยักหน้าระรัว รีบสนับสนุนว่า
"ใช่ ใช่ เจ้าบอกบิดามารดาว่าฮวงจึงต้องการดอกไม้ก่อนสาย ลำพังข้าพเจ้ากับโหงวกอกอช่วยกันย่อมไม่ทันการณ์"
เซี่ยวเท้งครุ่นคิดไปมา ยังมิอาจตกลงปลงใจ ยังพึมพัมว่า
"เจ้ายังมีเจ่เจ๊อีกสามนาง บิดาข้าพเจ้าย่อมสงสัย เหตุใดต้องให้ข้าพเจ้าไป"
ลิ้มเต็กเฮียะหัวเราะคิกคัก เซี่ยวเท้งที่เกรงกลัวบิดาอย่างยิ่ง ย่อมมิกล้าว่ากล่าวความเท็จ ดังนั้นช่วยคิดแทนนาง กล่าวว่า
"เซี่ยวเท้งเอย ยังคงบอกต่อบิดาท่าน เจ่เจ๊ของข้าพเจ้าต้องช่วยมารดาในสวน ปีนี้พวกเราส่งดอกไม้เพิ่มหลายที่ ผู้คนจึงไม่เพียงพอ"
เซี่ยวเท้งต้องผงกศีรษะอย่างยินดี ร้องขึ้นว่า
"จริงด้วย จริงด้วย ข้าพเจ้าจะรีบไปบอกบิดา"
นางกล่าวพลางเร่งมือซักผ้าที่เหลืออย่างร้อนรน ครั้นเหลือเสื้อตัวสุดท้ายจึงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าตากผ้าเสร็จจึงรีบไปที่บ้านเจ้า บอกโหงวกอกอให้รอข้าพเจ้าด้วย"
ลิ้มเต็กเฮียะไม่ทันตอบรับ พอดีได้ยินเสียงอาชาควบขับมา เหล่าดรุณีต่างถือไม้ซักผ้าค้าง ชะเง้อชะแง้ไปด้านหลัง กระทั่งผ้าในมือหลุดตกก็มิได้สนใจ...
จากที่ไกลตาเห็นอาชาสีดำสนิทพุ่งปราดมา เพียงชั่วอึดใจก็ควบขับมาถึงบริเวณนั้น คนบนหลังอาชามือหนึ่งถือทวน มือหนึ่งบังคับม้า เพียงวูบเดียวก็ผ่านลับสายตาไป
ลิ้มเต็กเฮียะต้องพึมพัมว่า
"เล้งจึงจู้ (ประมุขตึกแซ่เล้ง) ขับม้าเร็วยิ่ง"
เซี่ยวเท้งก็ทำตาเหม่อลอย กล่าวเสริมขึ้นว่า
"มิเพียงขับม้าเร็ว หนำซ้ำยังสง่างาม ซิ่วเจ๊ท่านว่าใช่หรือไม่"
...ปึงซิ่วซิ่วเงยหน้าขึ้นแย้มยิ้ม มิได้ว่ากล่าวกระไร ดวงตางามล้ำที่ปกติมักหรุบลงต่ำ ยามนี้ส่งประกายดังอัญมณีเฉิดฉาย
...นางยามไม่แย้มยิ้ม ใบหน้าเฉยเมยราวรูปสลัก ท่านหากเหลือบแลนาง ต้องรู้สึกเหมือนโดนน้ำแข็งเกาะกลางใจ ทั้งหนาวสั่นทั้งวังเวง...
ทว่าหากท่านมีวาสนา พบเห็นรอยยิ้มของนาง มิเพียงไม่หนาวสั่น หนำซ้ำยังอบอุ่นยิ่ง อบอุ่นจนต้องทอดถอนใจ หวั่นเกรงบุปผางามมีเจ้าของ...
ลิ้มเต็กเฮียะเหลือบแลดูซิ่วเจ่เจ๊ที่หมดจดงดงาม พลันนึกถึงซี่กอกอ (พี่ชายคนที่สี่) ของนาง
ซี่กอกอทำงานในสวนดอกไม้ทั้งวัน เรื่องราวอื่นในโลกคล้ายไม่ดึงดูดความสนใจเขา นางแม้เฝ้าพร่ำรำพันถึงความดีงามของซิ่วเจ่เจ๊ ซี่กอกอเพีียงกล่าวอือๆ อาๆ หาได้รับฟังเข้าหูไม่ ยามที่ปึงซิ่วซิ่วไปเยี่ยมเยียนนาง ซี่กอกอได้แต่ซุกหน้าอยู่ในสวน กระทั่งออกมาทักทายตามมารยาทก็หามีไม่
ดรุณีนางอื่นที่ซักผ้าอยู่ข้างลำธาร ชี้ชวนกันดูเซี่ยวเท้งที่หน้าแดงระเรื่อ กล่าวล้อเลียนว่า
"ดู ดู เท้งน้อยเจ้าเพ้อฝันไป เล้งจึงจู้มีภริยาแล้ว โหงวกอกอของเต็กน้อยไยมิใช่น่าสนใจกว่า"
เซี่ยวเท้งหน้าแดงก่ำ กล่าวแก้ว่า
"พวกเจ้าคิดไปไกลยิ่ง ข้าพเจ้าเพีียงชื่นชมเล้งจึงจู้เก่งกาจ หาได้คิดอย่างอื่นไม่"
ดรุณีเหล่านั้นหัวเราะเสียงดัง นางหนึ่งลุกขึ้นยืนเท้าสะเอวร้องว่า
"เท้งน้อยสนใจเป็นเซี่ยวไหนไน่ (นายหญิงน้อย) ของฮวงจึง ยังหาใช่หมดโอกาส ได้ยินว่าฮูหยินของฮวงจึงใจดียิ่ง อาจบางทีพอใจรับเจ้าเป็นเจ้ม่วย"
ลิ้มเต็กเฮียะกับปึงซิ่วซิ่วแลสบตากันอย่างยิ้มแย้ม เซี่ยวเท้งหน้าแดงจรดใบหู ยกมือปิดหน้ากลมป้อม สั่นศีรษะร้องว่า
"พวกท่านล้อเลียนข้าพเจ้า คราวหน้าจึงไม่มีขนมมาให้รับประทานกัน"
เหล่าดรุณีส่งเสียงล้อเลียนเซี่ยวเท้งกันเซ็งแซ่ ปึงซิ่วซิ่วเอียงศีรษะมาใกล้ลิ้มเต็กเฮียะ กระซิบว่า
"ได้ยินว่าจึงจู้ฮูหยินนางนั้นไม่ปรากฏกายต่อผู้คนมาเนิ่นนาน เจ้าเข้าฮวงจึงบ่อยครั้ง ได้ยินผู้คนที่นั่นกล่าวถึงนางหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะ ตอบคำว่า
"ผู้คนของฮวงจึงล้วนสงวนวาจา มีแต่ตอนงานต้อนรับนักพรตจากเทียนซัว ข้าพเจ้าไปช่วยคนในฮวงจึงจัดดอกไม้ ได้ยินนักพรตผู้หนึ่งถามเล้งจงก้วงว่า ฮูหยินสบายดีหรือ เล้งจงก้วงก็ตอบว่า สบายดี ทว่านางรักสันโดษยิ่ง มิชมชอบพบปะผู้คน"
...ปึงซิ่วซิ่วมีสีหน้าครุ่นคิด พึมพัมว่า
"ประหลาดนัก เป็นฮูหยินของฮวงจึง ทว่าไม่ชอบพบปะผู้คน หรือว่า... หรือว่าเรื่องนี้มีเงื่อนงำ..."
...ลิ้มเต็กเฮียะสะดุ้งคราหนึ่ง ยามเผลอตัวยกมือขึ้นเสยผมด้านหน้า มวยผมที่มุ่นไว้หลวมๆ จึงหลุดลงมาระหน้าผาก นางรีบปัดขึ้นไป เอ่ยถามอย่างเร่งร้อน
"ซิ่วเจ๊ท่านว่ามีเงื่อนงำอันใด"
ปึงซิ่วซิ่วสั่นศีรษะระรัว รีบกล่าวว่า
"มิได้ มิได้ ข้าพเจ้าเพียงกล่าวเพ้อเจ้อ ผู้คนในฮวงจึงไหนเลยมีเงื่อนงำ พวกเขาเป็นสำนักอันเที่ยงธรรม มีเกียรติภูมิยาวนาน ย่อมไม่มีเรื่องชวนสงสัยอันใด..."
ลิ้มเต็กเฮียะซักผ้าเชื่องช้าอย่างยิ่ง ดีที่ปึงซิ่วซิ่วอาสาช่วยอีกแรง งานการจึงเสร็จก่อนสาย
...ดรุณีนางอื่นล้วนแยกย้ายกันไปหมดสิ้น ลิ้มเต็กเฮียะกับปึงซิ่วซิ่วโอบอุ้มตะกร้าผ้าตามมารั้งท้าย ครั้นถึงทางแยกจึงค่อยกล่าวอำลา ต่างฝ่ายต่างกลับสู่เคหสถานตน
ลิ้มเต็กเฮียะระหว่างทางพบรังมดใหญ่รังหนึ่งใต้ต้นเผ่งก๊วย (แอ๊ปเปิ้ล) โบราณ นางที่เป็นดรุณีน้อย อายุเพิ่งครบสิบห้าปี ยังไม่เติบโตเต็มสาว ยามพบเรื่องสนุกสนานกลับลืมเลือนเรื่องอื่นหมดสิ้น รีบวางตะกร้าผ้าลง นั่งยองๆ ดูมดในรังเดินไปมาขวักไขว่
"มดเอย มดเอย ทำงานทั้งวันใช่เหน็ดเหนื่อยหรือไม่ ข้าพเจ้าช่วยกอกอเจ่เจ๊ทำงานในสวนดอกไม้ เพียงครึ่งวันก็เมื่อยล้ายิ่ง"
...ยามรื่นเริงใจ มองดูมดเดินวนรอบต้นเผ่งก๊วยรอบแล้วรอบเล่า ถึงกับทดลองนับมดดูสักครา ยังนับจนถึงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหก... หนึ่งร้อยเจ็ดสิบเจ็ด... หนึ่งร้อยเจ็ดสิบแปด...
เผ่งก๊วยต้นนี้ชราอย่างยิ่ง ถึงกับชรากว่าเล่าโจ้วม่าของเซี่ยวเท้งที่ปีนี้อายุครบแปดรอบ
ลิ้มเต็กเฮียะเอานิ้วเขี่ยรังมด ในใจพลันนึกถึงเมื่อหลายปีก่อน มีผู้เสนอความคิดให้โค่นต้นเผ่งก๊วยนี้เสีย นำไปเผาเป็นถ่านหุงต้ม ทว่าชาวบ้านล้วนร่ำร้องคัดค้าน ลิ้มเต็กเฮียะตอนนั้นกลัวแทบตาย นางที่จิตใจอ่อนไหว ย่อมมิต้องการให้เผ่งก๊วยกงกง (ท่านตาแอ๊ปเปิ้ล) ถูกโค่น ถึงกับนอนร้องไห้หลายวันหลายคืน มารดาต้องทำขนมรากบัวปลอบขวัญจึงหาย
กิ่งเผ่งก๊วยแห้งหล่นจากเบื้องบน จำเพาะตกลงบนตะกร้าผ้า ลิ้มเต็กเฮียะรีบหยิบออก แหงนหน้าขึ้นมองโดยสัญชาติญาณ เห็นสิ่งหนึ่งเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วราวภูติผี ต้องร้องขึ้นอย่างตระหนก
"นี่..."
นางกระโดดลุกขึ้นยืน เพ่งสายตาแลดูสิ่งนั้น ทว่าเผ่งก๊วยกงกงมีกิ่งก้านสาขามากมาย ช่อใบเขียวเข้มรกครึ้ม เพ่งมองเนิ่นนาน ยังมิอาจพบเห็นสิ่งใด
ในฉับพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่น่อง พอหันไปมองจึงเห็นซี่กอกอยืนทำหน้าบอกบุญไม่รับ ในมือขวาถือกิ่งไม้ยาวเรียวอันหนึ่ง ต้องร้องอย่างขัดใจว่า
"ท่านตีข้าพเจ้า?"
ซี่กอกอพยักหน้า กล่าวว่า
"มารดารอเจ้าไปส่งดอกไม้ เด็กน้อยเจ้ากลับมาเที่ยวเล่น เยี่ยงนี้น่าตีหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะสะบัดศีรษะอย่างแง่งอน ตอบคำว่า
"ข้าพเจ้ามิได้เที่ยวเล่น เพียงพบเห็นสิ่งประหลาด"
ซี่กอกอพลันมีสีหน้าเหนื่อยหน่าย ถามว่า
"สิ่งประหลาดอันใด"
ลิ้มเต็กเฮียะหันกลับไป เงยศีรษะแลดูบนต้นไม้ ทว่ายังคงไม่พบเห็นอันใด ได้แต่พึมพัมเบาๆ ว่า
"ใช่เป็นค้างคาวใหญ่หรือไม่"
ซี่กอกอตีสีหน้าเคร่งเครียด ลิ้มเต็กเฮียะรีบกางสองแขนออก กล่าวว่า
"บนต้นเผ่งก๊วยจึงมีค้างคาวใหญ่ตัวหนึ่ง"
ซี่กอกอนิ่วหน้า ขยับไม้เรียวพลางกล่าวว่า
"ค้างคาวใหญ่มีอันใดน่าดู ยามกลางวันค้างคาวย่อมหลับนอนตามต้นไม้ หามีอันใดประหลาด เจ้าไม่รีบตามเรากลับไป น่องสองข้างก็จะลายแล้ว"
...ลิ้มเต็กเฮียะรีบแย่งไม้เรียวจากกอกอมาถือไว้ ทำหน้าบูดบึ้ง กล่าวว่า
"ท่านตีข้าพเจ้าน่องลาย ข้าพเจ้าจึงหนีไปเป็นนางชี มารดาต้องดุด่าท่านจนศีรษะระเบิดตาย"
ซี่กอกอยกตะกร้าผ้าขึ้น กล่าวตัดบทว่า
"ไป ไป ดอกไม้ต้องส่งเข้าฮวงจึง หากมัวแต่ต่อล้อต่อเถียงกับเจ้า เราจึงศีรษะระเบิดตายเสียแต่ตอนนี้..."
|