แดดยามสายแผดร้อนจัดจ้า ประตูใหญ่ของฮวงจึงเปิดออกกว้างทั้งสองบาน
ประตูแม้เปิดกว้าง ใช่ว่าท่านสามารถเดินเข้าออกตามใจชอบ ระเบียบของฮวงจึงมาตรว่ามิได้ตราไว้ ทว่าผู้คนย่อมทราบ ประตูใหญ่ใช้เข้าออกเฉพาะประมุขและอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ กระทั่งเล้งจงก้วงยังใช้ประตูเล็กด้านข้าง

หมู่ตึกภายในฮวงจึงมีทั้งสิ้นสิบสองหลัง แต่ละหลังทาสีเขียวอ่อน ระหว่างหมู่ตึกแต่ละหลังมีสระบัวและน้ำตกจำลอง เสีียงน้ำไหลทั้งคืนวันชวนให้ผู้ได้ยินชุ่มชื่นใจ สีเขียวขจีของพันธุ์ไม้ทำให้ผู้พบเห็นผ่อนคลาย ยิ่งได้ยินเสียงประสานของวิหคหลากชนิด ยิ่งทำให้เคลิบเคลิ้มสบายอารมณ์

ฮวงจึงมาตรว่ามิใช่สถานที่สวยงามที่สุดในภูมิประเทศแถบนี้ ทว่าหากกล่าวถึงความร่มรื่นน่าอยู่ ยังไม่มีสถานที่ใดอาจหาญเทียบเทียม
ตึกใหญ่สองชั้นที่ตั้งอยู่ด้านหน้าสุดเป็นที่พำนักของจึงจู้ ตึกเล็กรองลงไปอีกสิบเอ็ดหลังตั้งเรียงรายอยู่เคียงข้างกัน สามหลังในจำนวนนี้สร้างอย่างประหลาดยิ่ง ตัวตึกบ้างเอียงไปทางซ้าย บ้างเอียงไปทางขวา คล้ายจะล้มก็มิปาน หน้าต่างแต่ละบานใหญ่อย่างยิ่ง ทว่าประตูแคบอย่างยิ่ง
นี่เป็นผลงานออกแบบของจึงจู้ฮูหยินท่านก่อน เพ็กกงจู้ (เจ้าหญิงมรกต) มารดาของเล้งอิก ประมุขตึกคนปัจจุบัน

เพ็กกงจู้มิใช่กงจู้จากวังหลวง ทว่าถือกำเนิดจากดินแดนนอกแผ่นดินใหญ่ ดินแดนนั้นทุกสามสิบปีมีงานพิธีสำคัญ คัดเลือกเด็กหญิงที่เฉลียวฉลาดกล้าหาญนางหนึ่งขึ้นเป็นกงจู้ เด็กหญิงผู้นั้นมิเพียงต้องผ่านการทดสอบทางสติปัญญา หากยังต้องทดสอบความกล้าทางจิตใจ ถึงกับลือกันว่า เด็กหญิงที่เข้ารับการทดสอบ ต้องรับประทานหัวใจเสือที่เพิ่งชำแหละออก บ้างยังว่า เด็กหญิงนั้นต้องเดินบนสะพานไม้เตี้ย ข้ามลำธารที่มีจระเข้ใหญ่ บ้างยังว่า เด็กหญิงนั้นต้องอยู่ในถ้ำค้างคาวมืดทึบถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน
ทว่าความจริงเป็นอย่างไรนั้น ผู้คนนอกดินแดนย่อมไม่มีโอกาสรับทราบ...
กระทั่งสามีของนาง เล้งทิเจ็ง จึงจู้คนก่อนของฮวงจึงก็ยังมิเคยรับทราบ...

เพ็กกงจูู้้มิเพียงฉลาดปราดเปรื่อง ยังงดงามสุดแดนดิน หนำซ้ำเชื่อมั่นในตนเองอย่างยิ่ง มีความคิดสร้างสรรค์อย่างยิ่ง
...เล้งทิเจ็งที่แต่งกับนาง ใช่มีความสุขล้ำเลิศเช่นที่คนภายนอกอิจฉาหรือไม่...
ท่านหากแต่งกับสตรีพิเศษพิสดารนางหนึ่ง สตรีที่กระทั่งรองเท้าแตะยังต้องปักมุกล้ำค่าอย่างน้อยเม็ดหนึ่ง ยามสรงสนานยังต้องใช้บุปผาเจ็ดร้อยดอกสกัดเป็นน้ำหอมหยดหนึ่ง ชีวิตท่านใช่สุขสำราญหรือไม่


เล้งจงก้วง (พ่อบ้านแซ่เล้ง) ยืนอยู่ในสวนหลังตึกเพียงลำพัง สายตาซึมเซาแลทอดไปด้านหน้า ผู้ที่มิทราบความนัย ย่อมเข้าใจว่าท่านชมดูกวางและกระต่ายที่เดินเล่นเสาะหาอาหาร
เล้งจงก้วงปีนี้อายุห้าสิบเก้าปี ความจริงยังไม่นับว่าชรานัก ทว่าผมเผ้าหงอกขาวทั้งศีรษะ หลังไหล่ก็คล้ายงองุ้ม สุ้มเสียงก็แผ่วเบาอย่างยิ่ง ท่านแม้มีตำแหน่งจงก้วง แต่ปกติออกจากห้องหับน้อยครั้ง ภาระหน้าที่ทั้งหลายในฮวงจึงล้วนมอบหมายให้บ่าวไพร่ที่ไว้วางใจดูแล หากมิใช่เรื่องสำคัญ ท่านย่อมมิต้องใส่ใจ

เล้งจงก้วงคล้ายมีบทบาทน้อย ทว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้คนทั้งปวงล้วนทราบความข้อนี้
ท่านเข้ามาอยู่ในตระกูลเล้งได้สามสิบห้าปี เดิมทีเป็นเพียงบ่าวไพร่ธรรมดาผู้หนึ่ง ทว่าเพ็กกงจู้พึงพอใจท่านอย่างยิ่ง มิว่ากระทำเรื่องราวใดล้วนเรียกหาท่าน
... มีแต่เจ้าจึงเข้าใจเรื่องที่เราพูดคุย มีแต่เจ้าจึงมองเห็นความในใจของเรา ...

เล้งจงก้วงมิเพียงเป็นคนโปรดของฮูหยิน กระทั่งเล้งทิเจ็งที่เงียบขรึมก็วางใจในตัวเขา เมื่อเล้งอิกถือกำเนิด เล้งทิเจ็งโอบอุ้มบุตรน้อยมายื่นส่งให้เล้งจงก้วง กล่าวอย่างหนักแน่นว่า
"หากเจ้าช่วยดูแลเขา เราก็วางใจอย่างยิ่ง"

เล้งจงก้วงนับแต่บัดนั้น ย่อมเป็นเช่นเงาของเล้งอิก ยามเล้งตั่วเซี่ยวเอี้ย (นายน้อยคนที่หนึ่งแห่งตระกูลเล้ง) ร่ำเรียนหนังสือ เล้งจงก้วงยังยกเก้าอี้มานั่งเฝ้าหน้าห้องหับ ยามตั่วเซี่ยวเอี้ยฝึกวิชาฝีมือ เล้งจงก้วงยังนั่นหลับตาพิงต้นไม้ที่ด้านข้าง แม้ยามที่ฮูหยินกลับไปเยี่ยมดินแดนของนาง เล้งจงก้วงก็เป็นผู้นำพาเล้งอิกติดตามไป
กระทั่งยามที่เล้งอิกถูกส่งไปยังโฮ้ยเกี่ยมซัว (หุบเขาคืนกระบี่) เล้งทิเจ็งยังเรียกหาเล้งจงก้วงติดตาม

ฮวงจึงมีชื่อเสียงเกริกไกรด้านเพลงทวน กล่าวกันว่าในบู๊ิลิ้มตงง้วน หามีสำนักใดหาญเทียบเทียม เล้งบุ้นคี้ ปู่ของเล้งทิเจ็ง เขียนตำราเพลงทวนไว้สิบหกกระบวนท่า เล้งตงน้ำบิดาเ้ล้งทิเจ็งคิดค้นเพิ่มอีกเจ็ดกระบวนท่า
เล้งตงน้ำผู้นี้มิเพียงเป็นอัจฉริยะในเพลงทวน ทว่ายังศึกษาด้านลมปราณ ตลอดจนศาสตราวุธอื่นจนช่ำชอง ในยุคที่เขายังมีชีิวิต ฮวงจึงได้รับการจัดอันดับเป็นสำนักที่เข้มแข็งที่สุดในแผ่นดิน มีศิษย์ผู้่กล้ามากที่สุดในแผ่นดิน

เล้งตงน้ำถ่ายทอดวิชาของฮวงจึงแก่คนทั่วไปโดยมิได้ปิดบัง สิ่งที่บุตรชายเขาได้ร่ำเรียน ศิษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนได้ร่ำเรียน ศิษย์เอกของเล้งตงน้ำ เตี้ยงโหว อาวเอี้ยงเทียน โอ้วชี ล้วนได้รับการวางมืออยู่ในอันดับต้นของยอดฝีมือตงง้วนทั้งสิ้น
...ศิษย์ทั้งหลายของเล้งตงน้ำ มีหลายท่านพำนักอยู่ในฮวงจึง สอนวิชาฝีมือแก่ศิษย์รุ่นต่อมา บางท่านแยกย้ายไปเปิดสำนักอยู่ในเมืองต่างๆ ทว่าล้วนขึ้นป้ายเป็นสาขาของฮวงจึง เยี่ยงนี้มิเพียงได้รับการยกย่องจากผู้คน หากยังเป็นการเตือนให้ทราบถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพวกเขา
หากผู้ใดประทุษร้ายฮวงจึงไม่ว่าสาขาใด ย่อมเท่ากับประกาศเป็นศัตรูต่อพวกเขาทั้งหมด

ฮวงจึงมีเกียรติภูมิเกริกไกรปานนี้ ทว่าเล้งทิเจ็งกลับส่งบุตรชายไปโฮ้ยเกี่ยมซัว ฝึกวิชาฝีมือกับโฮ้ยเกี่ยมแขะ (อาคันตุกะคืนกระบี่) เรื่องราวนี้ย่อมเป็นที่กังขาอย่างยิ่ง
ผู้คนภายนอกล้วนวิพากษ์วิจารณ์กันต่างๆ นานา บ้างกล่าวว่าเล้งทิเจ็งสูญสิ้นกำลังฝีมือเพราะเผชิญโรคร้าย ไม่อาจถ่ายทอดวิชาแก่บุตรชายด้วยตัวเอง บ้างคาดเดาว่า เล้งทิเจ็งมุ่งหวังให้บุตรชายสืบทอดสุดยอดวิชาทั้งของตนเองและของโฮ้ยเกี่ยมแขะ หวังให้เล้งอิกเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งของแผ่นดิน เพื่อดำรงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ของสำนัก เนื่องจากฮวงจึงในช่วงที่เล้งทิเจ็งเป็นประมุขเงียบเหงากว่ารุ่นเก่าก่อน

ความนัยทั้งหลายนี้ มีผู้คนเพียงสี่ท่านที่ทราบเหตุผล เล้งทิเจ็งเอง โฮ้ยเกี่ยมแขะสองสามีภริยา และอีกท่านหนึ่งคือเล้งจงก้วง กระทั่งเพ็กกงจู้และเล้งอิกก็ยังมิทราบ คิดสืบสาวเรื่องราวนี้จึงยากเย็นยิ่ง
...เล้งทิเจ็งเสียชีวิตไปเนิ่นนาน คนตายย่อมไม่เปิดปากตลอดกาล...
โฮ้ยเกี่ยมแขะสองสามีภริยาตัดขาดจากโลกภายนอก ที่อยู่ของพวกท่านรายล้อมด้วยกลไกกับดักมากมาย ย่อมไม่มีผู้คนเสี่ยงไปค้นหา หนำซ้ำแม้หาพวกท่านพบ ใช่จะได้คำตอบที่ต้องการ
...เยี่ยงนี้จึงนับเล้งจงก้วงเป็นผู้ทราบความนัยเพียงหนึ่งเดียว ทว่าหากท่านไม่บอกกล่าวออกมา ย่อมไม่มีผู้ใดกล้าถามไถ่...

เล้งจงก้วงแม้ดูไปแก่ชราอย่างยิ่ง ไร้พิษสงอย่างยิ่ง ทว่ายามที่ท่านยืนตรงหน้า ผู้คนล้วนสงบสำรวมในฉับพลัน คำพูดเพ้อเจ้อเรื่อยเปื่อยยิ่งไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก
โลกนี้มีคนพิเศษอยู่ประเภทหนึ่ง แม้วางท่าชืดเฉยงำประกาย ผู้คนยังสัมผัสได้ถึงรังสีที่แผ่ออกมา
...เล้งจงก้วงก็เป็นบุคคลพิเศษพิสดารประเภทนี้...
... มีแต่เจ้าจึงเข้าใจเรื่องที่เราพูดคุย มีแต่เจ้าจึงมองเห็นความในใจของเรา...

เสียงฝีเท้าอาชาได้ยินมาแต่ไกล ไม่ถึงชั่วอึดใจ เล้งอิกควบขับม้ามาจนถึงหน้าตึกใหญ่แล้ว
บ่าวรับใช้สองคนที่ยืนรออยู่ข้างประตูรีบถลันออกไป คนหนึ่งน้อมกายลง ยื่นมือรับทวนอย่างนบนอบ อีกคนหนึ่งจูงอาชาไปยังคอก ท่าทีอ่อนน้อมอย่างยิ่ง มิเพีียงอ่อนน้อมต่อคน ยังอ่อนน้อมต่อม้าที่จูง

เล้งอิกเอ่ยขอบใจพวกเขา สีหน้าแม้เรียบเฉย แต่แววตาอ่อนโยนยิ่ง ดวงตาของเขาสุกใสเปล่งประกายเช่นเพ็กกงจู้ ทว่าแววตากลับเป็นเช่นเล้งทิเจ็งผู้บิดา
...ยามสาวเท้ามุ่งหน้ามาที่ตึกใหญ่ บ่าวรับใช้อีกผู้หนึ่งถลันออกมารับ กระทั่งหน้าก็ยังไม่กล้าเงย รีบเปิดประตูให้ผู้เป็นประมุข ปากกล่าวว่า
"จงก้วงรอจึงจู้อยู่นาน ขณะนี้ท่านอยู่ในสวน ข้าพเจ้าจะไปเชิญท่านมา"

เล้งอิกก้าวเข้าประตู สืบเท้าไปนั่งที่เก้าอี้ไม้ตัวใหญ่ สาวใช้นางหนึ่งรีบยกน้ำชาออกมาวางบนโต๊ะ เล้งอิกกล่าวขอบคุณนาง รออยู่ครู่หนึ่งเล้งจงก้วงจึงก้าวเข้ามา ผู้ชราน้อมกายทำความเคารพ เล้งจึงจู้ก็ก้มศีรษะทักทาย คนทั้งสองแม้มีความสัมพันธ์พิเศษ ทว่ายามอยู่ต่อหน้าบุคคลอื่น มารยาทระหว่างนายบ่าวยังไม่ละทิ้ง

เล้งจงก้วงเหลือบตามองสาวใช้ที่ยืนรออยู่ด้านข้าง นางรีบค้อมศีรษะหันกายจากไป เล้งอิกพลันลุกขึ้นยืน สายตาที่แลดูจงก้วงเต็มไปแววสงสัย ยังเอ่ยถามว่า
"บุ้นเคี้ยง มีเรื่องอันใด"
...บุ้นเคี้ยงย่อมเป็นนามของเล้งจงก้วง แซ่เดิมของเขานั้นหามีผู้ใดทราบไม่ กระทั่งเล้งทิเจ็งก็ไม่ทราบ เล้งอิกยิ่งไม่สนใจที่จะสืบทราบ
เล้งจงก้วงสาวเท้าเข้ามาใกล้ผู้เป็นนาย กล่าวด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านผู้นั้นกลับมาแล้ว..."

เล้งอิกเงียบงันอยู่ชั่วอึดใจ หันกายไปรินน้ำชาให้ตนเองถ้วยหนึ่ง ยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าเปลี่ยนใจกะทันหัน มิได้ดื่มลงไป กลับถามไถ่ว่า
"เป็นผู้ใดพบเห็นเขา"
เล้งจงก้วงก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"เป็นคนของพวกเราคนหนึ่ง คนที่เชื่อถือได้อย่างยิ่งผู้หนึ่ง"
คนที่เล้งจงก้วงเรียกหาว่าเป็นคนของพวกเรา หนำซ้ำยังเป็นคนที่เชื่อถือได้ ย่อมมิมีใครไม่เชื่อถือ
... กระทั่งประมุขของฮวงจึงก็ไม่อยู่ในข้อละเว้น ...

เล้งอิกมองดูน้ำชาในถ้วย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"สิบปีที่เขาจากไป"
เล้งจงก้วงส่ายหน้าน้อยๆ กล่าวว่า
"สิบปี สี่เดือน สิบเจ็ดวัน"
เล้งอิกยกถ้วยน้ำชาขึ้นอีกครั้ง แต่ครานี้ยกเพียงครึ่งทางก็ค้างไว้ ทั้งมิอาจดื่ม และมิอาจวาง
เล้งจงก้วงมองดูบุรุษหนุ่มที่เขาติดตามมาแต่เยาว์วัย ทอดถอนใจพลางกล่าวว่า
"ท่านใช่พลุ่งพล่านใจอย่างยิ่ง?"
เล้งอิกพยักหน้า มือที่ถือถ้วยน้ำชาแม้สงบเฉย น้ำชาในถ้วยกลับสั่นไหว
เล้งจงก้วงถอนใจหนักกว่าเดิม เอ่ยปากถามว่า
"ท่านคิดพบเขา?"
เล้งอิกได้แต่พยักหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมต้องพบเขา เขาเองก็ต้องมาพบข้าพเจ้า"
เล้งจงก้วงหลับตาลงชั่วขณะ ขบกรามนูนเป็นสัน ครู่หนึ่งจึงลืมตาขึ้นกล่าวว่า
"ท่านคิดว่าเขาจะมาที่นี่?"
"เขาย่อมมาที่นี่"
"ท่านไม่คิดไปที่พักเขา"
เล้งอิกส่ายหน้า กล่าวช้าๆ ว่า
"เขามิเคยเชิญข้าพเจ้าไปที่พักเขา สิ่งของของเขาในที่นั้น ย่อมไม่อนุญาตให้ข้าพเจ้าชมดู เรื่องราวของเขาในที่นั้น ยิ่งไม่อนุญาตให้ข้าพเจ้ารับทราบ แต่ฮวงจึงกลับยินดีต้อนรับเขาตลอดกาล ข้อนี้เขาย่อมตระหนักอยู่เสมอ ดังนั้นเขาจึงกลับมา..."


ที่ด้านนอกมีเสียงจอแจ แดดยิ่งสายยิ่งแผดเผาผู้คน...

ลิ้มเต็กเฮียะยกมือขึ้น ใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำพรมดอกไม้ที่กระเซ็นมาถูกใบหน้า อีกมือถือกิ่งไม้เรียวของซี่กอกอ กวัดแกว่งไปมาด้วยกระบวนท่าทวนที่ร่ำเรียนมาจากฮวงจึง
นางกับเซี่ยวเท้งยามนี้นั่งเคียงกันอยู่ด้านหลังเกวียนบรรทุกดอกไม้ โหงวกอกอนั่งด้านหน้าคอยบังคับวัว
เซี่ยวเท้งมองดูนางพลางเอ่ยถาม
"ทวนหนักอย่างยิ่ง หลังเรียนวิชาเจ้าใช่ปวดแขนหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะส่ายหน้าน้อยๆ ตอบว่า
"หาปวดไม่ เตี้ยงซิงแซกล่าวว่าข้าพเจ้ามีลำแขนเล็กไม่แข็งแรง ดังนั้นให้เรียนเพลงทวน แต่มิให้ถือทวน"
เซี่ยวเท้งร้องอุทานอย่างงุนงง ถามว่า
"มิได้ถือทวน? อย่างนั้นถือสิ่งใดเล่า"
ลิ้มเต็กเฮียะตอบว่า
"ข้าพเจ้าคิดถืออะไรก็ถือ บางคราวถือไม้ย่างไก่ บางคราวถือไม้กวาด ครั้งล่าสุดเพียงถือไม้เขี่ยถ่านอันหนึ่ง"
โหงวกอกอที่นั่งด้านหน้าพลันตะโกนว่า
"เอียเท้าผู้นี้ร่ำเรียนเพลงทวน ทว่าถือไม้เขี่ยถ่าน ผู้คนมาต่อยตีย่อมสู้มิได้ เยี่ยงนี้ไยมิใช่ไปเรียนวิชากวัดแกว่งไม้เรียวจากซี่กอกอ"

ลิ้มเต็กเฮียะป่องแก้มสองข้าง หันขวับไปมองโหงวกอกอ อธิบายว่า
"เตี้ยงซิงแซว่ากล่าว ผู้เรียนวิชาบู๊ใช่ว่าจะต้องเรียนไว้ต่อสู้ ยังสามารถร่ำเรียนเพื่อสุขภาพ"
เซี่ยวเท้งรีบพยักหน้าเข้าข้างเต็กน้อยของนาง
"จริงจริง ผู้คนใช่ว่าจะต้องเป็นบู๊เฮียบนึ่งเฮียบ (นักสู้ชาย นักสู้หญิง) ร่ำไป ร่ำเรียนเพื่อสุขภาพจึงเหมาะกับชาวบ้านเช่นพวกเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะแย้มยิ้มกล่าวว่า
"เตี้ยงซิงแซก็กล่าวเช่นนั้น ท่านว่าบู๊เฮียบก็คล้ายอาชีพประเภทหนึ่ง ท่านคิดก้าวหน้าในการณ์นี้ ไม่เพียงต้องฝึกฝนหนักหน่วง หนำซ้ำยังต้องมีสัดส่วนที่เหมาะสมแต่กำเนิด อีกทั้งยังมีพรสวรรค์และโอกาส"
เซี่ยวเท้งเอียงศีรษะกล่าวว่า
"บู๊เฮียบในตำนานล้วนพิเศษพิสดาร บางทีถึงกับแทบมิใช่มนุษย์ พวกท่านคล้ายมีเงินทองจับจ่ายใช้สอยอยู่ทุกเวลา มีอาหารเสื้อผ้ามากมาย ที่ประหลาดคือ กระทั่งอาบน้ำและขับถ่ายก็มิได้กระทำ"
โหงวกอกอพอได้ยินต้องหัวร่อเสียงดัง กล่าวว่า
"หากในตำนานบอกเล่าโดยละเอียด บู๊เฮียบท่านหนึ่งทำมาหารับประทานอย่างไร ซื้อหาอาภรณ์อย่างไร อาบน้ำวันละกี่ครั้ง ขับถ่ายยามเช้าหรือสาย เยี่ยงนี้ย่อมดูไม่ศักดิ์สิทธิ์แล้ว"

ลิ้มเต็กเฮียะขมวดคิ้ว กล่าวอย่างหนักแน่นว่า
"บู๊เฮียบก็เป็นบุคคลเช่นเรา พวกท่านแม้ฝีมือเก่งกาจ แต่ข้าพเจ้าหาใช่อ่อนด้อยกว่าไม่ ข้าพเจ้าผู้นี้รู้จักปลูกดอกไม้ รู้จักปลูกผัก ถึงกับยังทำบ้านให้นกกระจอกอาศัย หากให้ทำบ้านนกกระจอกแข่งกัน บู๊เฮียบบางท่านย่อมสู้ข้าพเจ้าไม่ได้"
เซี่ยวเท้งยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก
"เต็กน้อยคิดได้ดียิ่ง เจ้าเก่งกาจในวิชาปลูกบ้านนกกระจอก ข้าพเจ้าก็เก่งกาจในวิชาเย็บผ้า โหงวกอกอเก่งกาจในวิชาขับเกวียน..."
โหงวกอกอรีบหยุดเกวียนกึก ร้องว่า
"เอียเท้าหน้ากลมป้อมอย่าได้พูดมากแล้ว ข้าพเจ้าไหนเลยเก่งกาจเพียงวิชาขับเกวียน..."
...ลิ้มเต็กเฮียะกับเซี่ยวเท้งหัวเราะขึ้นพร้อมกัน โหงวกอกอคิดวางท่าเคร่งขรึม ข่มโกวเนี้ยน้อยสองนาง ทว่าทำได้ไม่ถึงอึดใจก็ระเบิดเสียงออกมา
"ที่เซี่ยวเท้งว่ากล่าวล้วนถูกต้อง ข้าพเจ้าเก่งกาจอย่างยิ่งในวิชาขับเกวียน ต่อไปข้าพเจ้าจึงเปิดงู้จึง (ตึกวัว) สอนวิชาขับเกวียนบังคับวัว อาจบางทีมีผู้คนมาร่ำเรียนมากกว่าฮวงจึง"

ลิ้มเต็กเฮียะขบขันความคิดกอกอนาง โหงวกอกอทั้งสนุกสนาน ทั้งมีอารมณ์ขัน ยามที่พวกเขายังเยาว์วัย นางกับโหงวกอกอและเซี่ยวเท้งมักจับกลุ่มเ่ล่นหัวกัน ซี่กอกอกลับผิดแผกแตกต่าง ท่านมิชมชอบคบมิตรสหาย ทั้งยังมิคิดต่อปากคำ ยามค่ำคืนยังมักออกไปข้างนอก อ้างว่าไปนอนที่สวนดอกไม้ หากนางพร่ำถามเซ้าซี้ มักโดนมารดาตำหนิติเตียน
"...ซี่กอกอเป็นคนมีความคิด หาใช่เด็กซุกซนเยี่ยงเจ้า เขาคิดไปที่ใด ย่อมมิต้องมารายงานเจ้า"
ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้ริดใบไม้ที่ติดอยู่บนกิ่งไม้เรียวของซี่กอกอออก ทว่าริดไปๆ กลับหยุดชะงัก ยกกิ่งไม้ขึ้นพิจารณาโดยละเอียด...

นี่จึงเป็นเผ่งก๊วยกิ่งหนึ่ง ทว่าเป็นกิ่งที่รอยหักยังสดอยู่ หาใช่กิ่งแห้งที่หล่นตกทั่วไปไม่...
ซี่กอกอขึ้นไปหักกิ่งเผ่งก๊วยลงมาได้อย่างไร เผ่งก๊วยโบราณที่กระทั่งภูติผียังมิกล้าปีนป่าย มนุษย์ธรรมดาไหนเลยปีนป่ายได้ ลิ้มเต็กเฮียะคิดไปคิดมาจนสมองงุนงง พอดีเซี่ยวเท้งยื่นขนมก้อนหนึ่งมาที่ปาก นางพาลลืมเลือนเรื่องราวหมดสิ้น กระทั่งกิ่งเผ่งก๊วยตกหล่นลงข้างทางเมื่อใดก็มิได้ทราบแล้ว...