|
ข้างหน้าต่างห้องเล้งอิกมีหิ้งเล็กอันหนึ่ง บนหิ้งจัดวางตุ๊กตาดินเผาสองตัว ตัวหนึ่งปั้นเป็นรูปเด็กชาย อีกตัวเป็นเด็กหญิงถือผลท้อ ฝีมือละเอียดยิ่ง ยังคล้ายมีอารมณ์ความรู้สึกปรากฏบนใบหน้า ที่แท้เป็นเพ็กกงจู้ปั้นให้แก่บุตรชายเมื่อเยาว์วัย
เม่งไอ่ซีพอลืมตาขึ้นก็แลเห็นตุ๊กตานั้น นางทีแรกกระพริบตาอย่างงุนงง ครั้นลำดับเหตุการณ์ได้ก็รีบลุกลงจากเตียง หยิบเสื้อยาวที่วางไว้บนโต๊ะมาสวมในฉับพลัน
ศิษย์สตรีสามนางที่เฝ้าอยู่รีบปราดเข้ามา กล่าวโดยพร้อมเพรียงว่า
"ฮูหยินโปรดพักผ่อน หากต้องการสิ่งใด ยังคงเรียกพวกเราหยิบหา"
เม่งไอ่ซีมิได้ใส่ใจฟังพวกนาง รีบผูกรัดสายคาดเอวพลางเอ่ยถามว่า
"จึงจู้และเต็งกงจื้ออยู่ที่ใด"
ศิษย์สตรีนางหนึ่งตอบว่า
"จึงจู้อยู่ระหว่างเยี่ยมเล้งจงก้วง ส่วนเต็งกงจื้อ ได้ยินว่าท่านไปที่ตึกอาวเอี้ยงซิงแซ ไต่สวนสตรีที่จับได้เมื่อคืนวาน"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะกล่าวว่า
"เรายังคงรีบไปหาเขา"
ศิษย์สตรีทั้งสามสบตากัน มิทราบสมควรฉุดรั้งฮูหยินหรือไม่ เม่งไอ่ซีหยิบรองเท้ามาสวมอย่างเร่งร้อน พุ่งปราดออกไปราวเงาสายหนึ่ง ศิษย์สตรีต่างสะกิดเท้าติดตาม ทว่าพอลงถึงด้านล่างก็ชะงักวูบ มิทราบฮูหยินไปทางใด
ศิษย์สตรีที่นำหน้าร้องว่า
"พวกเรารีบไปที่ตึกของเล้งจงก้วง นางย่อมไปหาจึงจู้ที่นั่น"
ศิษย์บุรุษที่เฝ้าอยู่หน้าประตูด้านล่างรีบปราดเข้ามา ชี้มือไปทางด้านหลัง กล่าวว่า
"ฮูหยินมุ่งหน้าไปยังที่พำนักอาวเอี้ยงซิงแซ เอี้ยซิงแซขณะนี้ติดตามนางไป พวกท่านยังคงเร่งเท้า"
ภายในห้องหับที่ควบคุมงึ่นแชฮูหยิน เต็งลั่งนั่งเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้ ในมือถือแตงโมชิ้นหนึ่ง รับประทานอย่างเอร็ดอร่อย
บนโต๊ะเล็กด้านข้างจัดวางไว้ด้วยถาดอาหาร ใต้โต๊ะยังมีอ่างล้างหน้าใบหนึ่ง อาภรณ์ใหม่ชุดหนึ่ง เต็งลั่งรับประทานแตงโมเสร็จสิ้น เช็ดมือกับอกเสื้อพลางกล่าวว่า
"ท่านคิดรับประทานอาหาร? ให้เราช่วยล้างหน้าผลัดเสื้อผ้าก่อนหรือไม่"
งึ่นแชฮูหยินปั้นสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"น้ำใจท่านเรามิกล้ารับไว้ ยังคงเรียกผู้อื่นมาปรนนิบัติจัดหา"
เต็งลั่งจุ๊ปากกล่าวว่า
"ท่านไฉนประมาณตนเองต่ำต้อย ผู้บุกรุกที่มีศักดิ์ศรีเช่นนี้ หากมิใช่อาวเอี้ยงกุนปรนนิบัติ ยังคงให้ข้าพเจ้าช่วยปรนนิบัติ หากท่านติข้าพเจ้ามือใหญ่เท้าหยาบ ต้องการเรียกเล้งอิกมาปรนนิบัติ น่ากลัวยังพอได้อยู่"
งึ่นแชฮูหยินร้องเฮอะ คั่งแค้นใจจนอกแทบแตก กล่าวว่า
"ในฮวงจึงหาศิษย์สตรีมิได้หรืออย่างไร พวกเราเมื่อวานเพียงสังหารศิษย์รุ่นเล็ก ฤาศิษย์รุ่นใหญ่ร่ำไห้ล้มตายหมดสิ้น"
เต็งลั่งหยิบตะเกียบเขี่ยดูอาหารในถาด กล่าวว่า
"ท่านผู้นี้อายุไม่น้อย ความคิดกลับไร้เดียงสา พวกท่านทำร้ายซือม่วยซือตี๋ของพวกนาง ยังคิดให้พวกนางมาปรนนิบัติ? บอกต่อท่าน นอกจากอาวเอี้ยงกุน เล้งอิก และข้าพเจ้าแล้ว ผู้อื่นล้วนมิได้รับอนุญาตให้เข้ามายังที่นี้ มิเช่นนั้น ท่านน่ากลัวกลายเป็นเช่นแตงโมชิ้นหนึ่ง ถูกขอดเหลือแต่เปลือกเขียว"
งึ่นแชฮูหยินกล่าวว่า
"เช่นนั้นเราได้แต่ขอบใจท่าน ทว่าน้ำใจที่คิดปรนนิบัติ เรายังมิกล้ารับไว้"
เต็งลั่งคลี่เสื้อผ้าที่วางอยู่ใต้โต๊ะออกดู เห็นเป็นชุดผ้าฝ้ายย้อมด้วยเปลือกไม้ เช่นเดียวกับอาภรณ์ที่ผู้คนในฮวงจึงสวมใส่ ต้องร้องขึ้นว่า
"ท่านผู้นี้มีบุญวาสนายิ่ง เข้ามาบุกรุกทำร้ายผู้คน มิเพียงมีอาหารรับประทาน หนำซ้ำยังได้เสื้อใหม่รับขวัญ"
งึ่นแชฮูหยินเบือนศีรษะไปทางหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบโหยว่า
"ของกำนัลเช่นนี้เรามิกล้ารับ"
เต็งลั่งวางเสื้อลง กล่าวว่า
"ฤาท่านกลัว หากมิได้สวมใส่อาภรณ์สีเงิน ผู้คนจึงไม่ทราบ ท่านที่แท้เป็นงึ่นแชฮูหยินนางหนึ่ง"
งึ่นแชฮูหยินปิดปากนิ่งเสียมิตอบคำ เต็งลั่นหยิบชามข้าวกับตะเกียบขึ้น เอ่ยถามอย่างฉับพลันว่า
"เทียนมึ้งเก็งตั้งอยู่ ณ สถานที่ใด"
งึ่นแชฮูหยินเค้นรอยยิ้ม ใช้หางตาชำเลืองมองเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เทียนมึ้งเก็งตั้งอยู่ทุกสถานที่ ขอเพียงท่านคิดร่วมอุดมการณ์ เพียงย่างเท้าข้างหนึ่งก็เข้าสู่เทียนมึ้ง (ประตูฟ้า)"
เต็งลั่งพลันกระโจนมาข้างหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าบัดนี้ใช้เข้าสู่เทียนมึ้งแล้วหรือไม่"
งึ่นแชฮูหยินสะบัดเสียงกล่าวว่า
"หากใจมิได้ยอมรับอุดมการณ์ มาตรว่าเดินทางจนสุดหล้า ก็หามีบุญวาสนาพบพานไม่"
เต็งลั่งกระโดดถอยหลังก้าวหนึ่ง เอ่ยถามต่อไปว่า
"มิทราบต้องมีอุดมการณ์เยี่ยงใด"
งึ่นแชฮูหยินตอบว่า
"ร่วมเป็นหนึ่งในแผ่นดินสวรรค์ ระหว่างทางหากมีขวากหนาม ช่วยกันแผ้วถางให้สิ้น"
เต็งลั่งถือชามเดินไปมาพลางกล่าวว่า
"เป็นหนึ่งในแผ่นดินสวรรค์ ฟังดูน่าสนใจนัก ทว่าแผ้วถางขวากหนาม เพียงได้ยินก็รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน หากให้ถอนขนไก่นึ่งห่านยังพอทำเนา มิทราบพวกท่านใช่มีข้อยกเว้นแก่คนกันเอง?"
งึ่นแชฮูหยินตีหน้าบูดบึ้ง กล่าวว่า
"ผู้ใดจึงเป็นคนกันเอง"
เต็งลั่งใช้ตะเกียบชี้จมูกตนเอง กล่าวว่า
"ย่อมเป็นข้าพเจ้า ท่านดู ข้าพเจ้าเมื่อครู่เล่นห้าคำถามกับท่าน ยามนี้ยังจะป้อนข้าวท่าน ผลัดเสื้อผ้าให้ท่าน เยี่ยงนี้ยังมิใช่คนกันเอง"
งึ่นแชฮูหยินร้องเฮอะอย่างขัดใจ สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"หากเป็นคนกันเองจริง ยังคงบอกต่อเรา ท่านเคยพบเห็นกิมแชที่ใด"
เต็งลั่งผงกศีรษะ ร้องว่า
"ได้ได้ได้ เรื่องนี้ข้าพเจ้าบอกต่อท่าน"
งึ่นแชฮูหยินชะงักวูบหนึ่ง นางย่อมมิได้คาดคิด เต็งลั่งกลับยินยอมบอกเล่าเรื่องสำคัญ ต้องรีบระงับความลิงโลด กล่าวว่า
"ท่านยังมิรีบบอก"
เต็งลั่งเสือกข้าวป้อนเข้าปากนาง งึ่นแชฮูหยินอ้าปากรับโดยมิได้ขัดขืน ที่แท้เกรงกลัวเขาเปลี่ยนใจ มิยอมบอกเล่าเรื่องราวต่อนาง
เต็งลั่งตีสีหน้าเคร่งขรึม กระแอมกระไอคราหนึ่ง เริ่มต้นบอกเล่าอย่างแช่มช้า
"ข้าพเจ้าพบพานกิมแช เป็นเรื่องที่มิได้คาดฝันมาก่อน ตอนนั้นได้รับตั๋วจากคนผู้หนึ่ง ให้ไปรับของออกมา..."
งึ่นแชฮูหยินขยับปากคิดไถ่ถาม เต็งลั่งพลันสั่นศีรษะห้าม เอ่ยปากเล่าต่อว่า
"... ข้าพเจ้าพอไปถึง มอบตั๋วแก่เจ้าของสถานที่นั้น จ่ายไปหลายตำลึงทอง จึงได้พบเห็นกิมแช"
งึ่นแชฮูหยินส่ายศีรษะอย่างงุนงง ถามว่า
"ที่แท้เป็นสถานที่ใด"
เต็งลั่งแย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า
"ท่านผู้นี้น่ากลัวทั้งชีวิตสมบูรณ์พูนสุข มิเคยรู้จักตั๋วประเภทนี้มาก่อน"
งึ่นแชฮูหยินถามว่า
"เป็นตั๋วประเภทใด"
เต็งลั่งยิ้มจนปากแทบฉีก ตอบว่า
"เป็นตั๋วจำนำใบหนึ่ง สถานที่แห่งนั้นคือโรงรับจำนำ ที่แท้คนผู้นั้นนำกิมแชไปจำนำไว้ สุดท้ายกลัวของหลุดไป ได้แต่ระงับความอับอาย เรียกข้าพเจ้าไปช่วยไถ่ถอน"
งึ่นแชฮูหยินส่ายหน้าร้องว่า
"ท่านผู้นี้กล่าวเหลวไหลทั้งสิ้น กิมแชไหนเลยตกอยู่ในมือคนเช่นนั้น"
เต็งลั่งก็เลียนเยี่ยงนาง ส่ายหน้าร้องว่า
"ท่านผู้นี้กล่าวเหลวไหลทั้งสิ้น กิมแชไหนเลยมิอาจตกอยู่ในมือคนเช่นนั้น"
งึ่นแชฮูหยินกล่าวว่า
"ท่านบอกต่อเรา คนผู้นั้นคือผู้ใด"
เต็งลั่งพลันสั่นศีรษะระรัว กล่าวว่า
"คนผู้นั้นหน้าบางยิ่ง ข้าพเจ้าย่อมมิอาจบอกชื่อแซ่ต่อท่าน"
งึ่นแชฮูหยินระงับความขัดใจไว้ เอ่ยถามต่อว่า
"ท่านใช่เก็บกิมแชนั้นไว้? รีบนำมาให้เราชมดู"
เต็งลั่งทอดถอนใจคราหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเก็บรักษากิมแชนั้นไว้สามปี ภายหลังยากจนข้นแค้น ได้แต่พึ่งโรงรับจำนำอีกครา ทว่าผ่านพ้นไปหลายเดือน หาเงินทองมาไถ่ถอนมิได้ ยังคงปล่อยหลุดไป"
งึ่นแชฮูหยินร่ำร้องอย่างเหลืออดว่า
"นี่จึงเป็นวานรได้แก้วตัวหนึ่ง"
เต็งลั่งมิได้โกรธเคืองนาง ยังคงแย้มยิ้มกล่าวว่า
"หากท่านทั้งเดือนอดโซคล้ายสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง แต่ละวันเพียงใช้น้ำลูบท้อง ยามค่ำคืนยังฝันถึงหมูหันอวบอ้วน อดอยากจนคิดตัดใบหูตนเองรับประทาน จะไม่กล่าวเช่นนี้แล้ว"
งึ่นแชฮูหยินพลันคาดคิดสิ่งใดได้ รีบกล่าวว่า
"ท่านเก็บรักษากิมแชไว้ถึงสามปี ย่อมเห็นอักษรที่สลักไว้ด้านหลัง มิทราบเป็นอักษรใด"
เต็งลั่งอ้าปากกล่าวว่า
"ย่อมเป็นตัวอักษร..."
วาจายังมิทันเปล่งจากปาก ประตูห้องพลันเปิดผางออก คนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาอย่างเร่งร้อน ที่แท้เป็นเม่งไอ่ซีเอง
งึ่นแชฮูหยินมิได้สนใจนาง รีบกล่าวกับเต็งลั่งว่า
"ท่านบอกมา"
เต็งลั่งก็คล้ายมิได้แลเห็นเม่งไอ่ซี มือข้างหนึ่งยกขึ้นเคาะศีรษะ ปากกล่าวว่า
"เป็นตัว... ตัวอักษรสิบขีดตัวหนึ่ง อ่านว่า..."
เม่งไอ่ซีมองดูเต็งลั่งกับงึ่นแชฮูหยินสลับกัน พลันเอ่ยถามว่า
"พวกท่านว่ากล่าวเรื่องอันใด"
งึ่นแชฮูหยินมิอาจอดรนทนไหว ร่ำร้องว่า
"ที่แท้เป็นตัวอักษรใด วานรเจ้ายังไม่รีบบอก"
เต็งลั่งกระโดดปราดขึ้น ใช้ตะเกียบชี้หน้านาง
"ท่านเรียกเราเป็นวานร เราจึงไม่บอกต่อท่าน"
เม่งไอ่ซีเดินมาที่เบื้องหน้าเต็งลั่ง ถามว่า
"ท่านว่ากล่าวเรื่องราวใดกับนาง"
เต็งลั่งถอยห่างก้าวหนึ่ง ตอบคำว่า
"นางถามข้าพเจ้าเรื่องกิมแชดวงหนึ่ง"
เม่งไอ่ซีมีสีหน้าสนเทห์ กล่าวอย่างสงสัยใจว่า
"ท่านก็รู้จักกิมแช"
งึ่นแชฮูหยินตะโกนว่า
"วานรตัวนี้มิเพียงรู้จักกิมแช หนำซ้ำยังได้ครอบครองอยู่สามปี"
เม่งไอ่ซีคล้ายงุนงงมากกว่าเดิม หันมาทางเต็งลั่ง ถามว่า
"ท่านเคยครอบครองกิมแช?"
เต็งลั่งผงกศีรษะตอบว่า
"เป็นเรื่องราวเนิ่นนานมาแล้ว บัดนี้กิมแชหาอยู่กับข้าพเจ้าไม่"
งึ่นแชฮูหยินยังมีโทสะไม่หาย ต้องร่ำร้องอย่างเหลืออด
"กงจื้อผู้นี้ถึงกับขายกิมแชรับประทาน หากมิใช่วานร มิทราบสมควรนับเป็นตัวอะไร"
เต็งลั่งหันไปทางงึ่นแชฮูหยิน ส่ายหน้ากล่าวว่า
"หากข้าพเจ้าทราบ กิมแชสำคัญต่อท่านปานนี้ ยังคงยอมรับประทานน้ำเปล่า นำกิมแชมาเรียกกำไรจากท่านสามสิบหมื่นตำลึง"
งึ่นแชฮูหยินสะบัดหน้าไปอีกทาง มิยอมว่ากล่าวกระไร เม่งไอ่ซีเดินมาหยุดที่ข้างเตียงนาง กล่าวว่า
"เต็งลั่งมิใช่คนของนิกายทั้งสี่ เขาย่อมมิทราบ กิมแชมีความสำคัญต่อพวกท่าน อย่าว่าแต่ กิมแชที่เขาเคยครอบครอง อาจบางทีมิใช่กิมแชดวงจริงของน่ำเทียนก่า"
งึ่นแชฮูหยินแค่นเสียงร้องว่า
"เต็งลั่งผู้นี้มีปริศนามากมาย อาจบางทีกิมแชเป็นดวงจริง อาจบางทีเขาล่วงรู้เรื่องราวของนิกายเราเมื่อกาลก่อน"
เม่งไอ่ซีส่ายหน้ากล่าวว่า
"เต็งลั่งย่อมมิอาจทราบเรื่องราวของนิกายทั้งสี่ ท่านอย่าได้ว่ากล่าวเหลวไหล"
เต็งลั่งลากเก้าอี้มาวางให้เม่งไอ่ซี ตนเองทรุดกายลงนั่งบนพื้น กล่าวว่า
"งึ่นแชฮูหยินนอนบนแท่นบรรจถรณ์ เซี่ยวก่าจู้ท่านยังคงนั่งบนบัลลังก์"
เม่งไอ่ซีพลันแย้มยิ้มออกมา ดวงหน้ามาตรว่ามีแววอิดโรย แววตากลับสุกใสราวดวงดาวบนฟากฟ้า นางเลื่อนเก้าอี้ไปอีกทาง ย่อกายลงนั่งเบื้องหน้าเต็งลั่ง กล่าวว่า
"บัลลังก์กลับมิกล้านั่ง เนื่องเพราะวันนี้มีคลื่น (ลั่ง)"
เต็งลั่งจับจ้องมองนางเนิ่นนาน ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"สิบปีมานี้..."
เม่งไอ่ซีโบกมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านหากคิดถาม สิบปีมานี้ข้าพเจ้าเป็นอย่างไร ยังคงอย่าได้ถามแล้ว"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"เพราะเหตุใด"
เม่งไอ่ซีมองดูเต็งลั่ง ดวงตามีแววอ่อนโยน ความนัยยิ่งลึกซึ้งตรึงตรา นางแม้มิได้เอ่ยวาจา กลับคล้ายว่ากล่าวร้อยคำพันคำ
สิบปีมานี้มิได้พบพาน ท่านเป็นเช่นไร ข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น...
ภายในห้องพลันเงียบงันเนิ่นนาน งึ่นแชฮูหยินที่สงสัยใคร่รู้พลันหันศีรษะมา เห็นเต็งลั่งกับเม่งไอ่ซีจับจ้องมองกันแน่นิ่ง มิว่าผู้ใดก็มิได้เคลื่อนไหว ผ่านไปครู่หนึ่งเม่งไอ่ซีจึงเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าคิดกลับไปที่น่ำไฮ้ก่า (นิกายทะเลใต้)"
เต็งลั่งผงกศีรษะรับฟัง มิได้ว่ากล่าวกระไร เม่งไอ่ซีเอ่ยต่อไปว่า
"เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน อาจบางทีเกี่ยวพันกับเรื่องราวของสี่นิกาย ยังคงไถ่ถามจากบิดาข้าพเจ้า"
งึ่นแชฮูหยินโพล่งขึ้นว่า
"อย่าลืมบอกต่อบิดาท่าน เทียนมึ้งเก็งฝากความระลึกถึง ภายหน้ายังจะนัดหมาย รับทราบวิชามารที่ตกทอดสืบมา"
เต็งลั่งและเม่งไอ่ซีล้วนมิได้สนใจนาง เม่งไอ่ซีเอ่ยถามว่า
"ท่านคิดไปกับข้าพเจ้าหรือไม่"
เต็งลั่งมีสีหน้าลำบากใจ สักครู่จึงเอ่ยว่า
"อาจบางที เล้งอิกจึงไปกับท่าน"
เม่งไอ่ซีก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"เล้งอิกจึงไม่ไปกับข้าพเจ้า"
เต็งลั่งมิทันว่ากล่าวกระไร พอดีประตูถูกผลักเปิดออก ผู้มาคือเล้งอิกเอง...
เต็งลั่งและเม่งไอ่ซียังคงนั่งอยู่บนพื้น เล้งอิกก็คล้ายมิได้ใส่ใจแลมอง เพียงเอ่ยเบาๆ ว่า
"เอี้ยป้อซัวบอกต่อข้าพเจ้าว่าพวกท่านอยู่ที่นี้ ข้าพเจ้าเพียงคิดมาถาม พวกท่านต้องการให้จัดอาหารที่ใด"
เต็งลั่งพลันผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ารับประทานเสร็จสิ้นแต่เช้า ตอนนี้คิดออกไปข้างนอก ชมนกชมไม้สักรอบหนึ่ง"
เม่งไอ่ซียังคงมิได้ขยับเขยื้อน เพียงกล่าวว่า
"ยังคงให้จัดอาหารที่ตึกของข้าพเจ้าเช่นทุกวัน"
เล้งอิกผงกศีรษะ กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"นับแต่วันนี้เอี้ยป้อซัวจะจัดผู้คนเฝ้าพิทักษ์ท่าน"
เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ความนี้ยังคงมิต้องกระทำ เนื่องเพราะข้าพเจ้าคิดเดินทางสู่น่ำไฮ้ก่า"
เล้งอิกหันมามองนาง เม่งไอ่ซีกล่าวสืบไปว่า
"ผู้บุกรุกมาจากน่ำเทียนก่าในอดีต บิดาข้าพเจ้าอาจทราบความนัยบางประการ"
เล้งอิกนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านยังคงไปกับนาง"
เม่งไอ่ซีขยับริมฝีปาก คิดว่ากล่าวกระไรทว่ายั้งไว้ เล้งอิกพลันกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิอาจไปกับนาง ยังคงเป็นท่านไปกับนาง"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ ทว่าคำปฏิเสธยังมิได้กล่าวออก เล้งอิกพลันโบกมือ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมว่า
"ข้าพเจ้ายังมีธุระต้องกระทำมากมาย หากมีท่านไปกับนาง ข้าพเจ้าอยู่ทางนี้จึงวางใจ"
เม่งไอ่ซีผุดลุกขึ้นยืน หันกายเดินออกจากห้องไปโดยมิได้เอ่ยคำ เต็งลั่งเล้งอิกแลสบตากันวูบหนึ่ง งึ่นแชฮูหยินพลันส่งเสียงหัวร่อออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงระคายหูว่า
"ความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่านช่างแน่นแฟ้น เราที่ชราปานนี้ยังมิอาจหยั่งรู้ ผู้ใดจึงเป็นชิ้นของผู้ใด"
เล้งอิกพลันเปิดประตูเดินออกจากห้องไป เต็งลั่งสาวเท้าตามมาด้านหลัง ระหว่างที่ก้าวขึ้นบันได เต็งลั่งพลันเอ่ยเบาๆ ว่า
"นางมิเคยไปสถานที่นั้นของข้าพเจ้า..."
ดาวทองดวงน้อยเปล่งประกายวูบวาบ ด้านหลังยังสลักอักษรคำหนึ่ง...
ลิ้มเต็กเฮียะนั่งอยู่ที่โต๊ะหิน ในมือถือดาวทอง พลิกไปมาพิจารณาอย่างละเอียด ยามนี้เพ่งตามองที่อักษรนั้น เห็นสลักเป็นคำว่ายิก (ตะวัน) ต้องเอ่ยถามว่า
"ท่านว่านี่เป็นกิมแชดวงหนึ่ง ไฉนจึงสลักตัวยิกไว้ด้านหลัง"
สตรีชราที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"นี่มิใช่กิมแช หากแต่เป็นอดีตกิมแชดวงหนึ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะถามอย่างสงสัยว่า
"อดีตกิมแชไฉนจึงมิใช่กิมแช"
สตรีชราฝืนยิ้มกล่าวว่า
"อดีตคนเป็นมิใช่คนเป็น อดีดกิมแชก็มิใช่กิมแช"
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะร้องว่า
"ท่านมิอาจเปรียบเทียบเช่นนั้น เนื่องเพราะกิมแชดวงนี้เป็นเพียงสิ่งของ ต่อให้ผ่านกาลเวลาเนิ่นนานเพียงใด ยังคงเป็นกิมแชดวงหนึ่ง"
สตรีชราทอดถอนใจยาว กล่าวว่า
"รูปลักษณ์ภายนอกยังคงเป็นกิมแช ทว่าภายในหามีวิญญาณไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะส่งกิมแชคืนให้สตรีชราพลางกล่าวว่า
"หากว่านี่เป็นอดีตกิมแช มิทราบปัจจุบันใช่มีกิมแชดวงใหม่"
สตรีชราผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"กิมแชล้วนมอบแก่ฮูหยินแต่ละรุ่นของเทียนมึ้งเก็ง ยามใดที่กิมแชดวงใหม่ปรากฏ กิมแชดวงเก่าก็สิ้นสถานภาพ"
ลิ้มเต็กเฮียะเอ่ยถามว่า
"มิทราบเป็นผู้ใดถือกิมแชดวงปัจจุบัน"
สตรีชราพลันมีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตามีแววหม่นหมอง นางนิ่งเงียบอยู่เพลาหนึ่งจึงกล่าวว่า
"กิมแชดวงปัจจุบันสาบสูญนานปี ทว่าพวกเราในเทียนมึ้งเก็งมิได้แต่งตั้งกิมแชฮูหยินคนใหม่ กิมแชที่สาบสูญจึงยังดำรงสถานภาพอยู่"
ลิ้มเต็กเฮียะมีสีหน้างุนงง กล่าวว่า
"กิมแชสาบสูญ? ท่านใช่หมายถึง ผู้ถือกิมแชนั้นสาบสูญ?"
สตรีชรารับถ้วยน้ำชาที่หญิงรับใช้ประคองส่งให้ นางจิบน้ำชาทีละน้อย อิริยาบถนุ่มนวลแช่มช้า ลิ้มเต็กเฮียะกลับอดทนรอคอยมิได้ ถามโพล่งว่า
"ผู้ถือกิมแชใช่สาบสูญไปหรือไม่"
สตรีชราส่งถ้วยชากลับคืนแก่หญิงรับใช้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า
"เด็กผู้นี้กระตือรือร้นสนใจนัก เรื่องราวของเทียนมึ้งเก็งเรา ยังคงถ่ายทอดให้แก่เจ้าจนหมดสิ้น"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบกล่าวว่า
"ท่านถ่ายทอดแก่ข้าพเจ้า วันข้างหน้าข้าพเจ้าเลี้ยงเต้าหู้ยัดไส้ท่านชามหนึ่ง"
สตรีชราแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน กล่าวว่า
"เรายังคงรีบเล่า มิเช่นนั้นจะอดเต้าหู้ยัดไส้แล้ว"
สตรีชราผงกศีรษะแก่หญิงรับใช้สองนาง เป็นสัญญาณให้ออกไป เมื่ออยู่เพียงลำพังกับลิ้มเต็กเฮียะ นางจึงเอื้อนเอ่ยว่า
"เจ้าเมื่อครู่ถามไถ่ บนกิมแชของเราไฉนมีอักษรยิก"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะถี่รัว สตรีชรากล่าวต่อไปว่า
"อักษรที่สลักด้านหลังกิมแช ที่แท้คือนามของเก็งจู้แต่ละรุ่น สามีเราแซ่เจ็งนามเซ่งยิก บนกิมแชจึงสลักตัวยิก ในเวลานั้นเจ็งเก็งจู้มิได้แต่งตั้งผู้ใดเป็นงึ่นแชฮูหยิน เราจึงเป็นภริยาเพียงหนึ่งเดียวของเขา"
ลิ้มเต็กเฮียร้องอ้อคำหนึ่ง สตรีชราเล่าสืบไปว่า
"เรากับเจ็งเก็งจู้มีบุตรชายด้วยกันผู้หนึ่ง เรียกว่าเจ็งไฮ้..."
กล่าวถึงตรงนี้ ดวงตานางพลันมีหยาดน้ำรื้น ได้แต่ระงับอารมณ์ ข่มน้ำเสียงกล่าวว่า
"บุตรชายเราเป็นอัจฉริยะอย่างยิ่ง มิว่าวิชาฝีมือใด ล้วนร่ำเรียนเร็วกว่าผู้อื่นสามเท่า เขาเมื่อเติบใหญ่ พวกเราเสาะหาสตรีแก่เขานางหนึ่ง เป็นสตรีที่นุ่มนวลอ่อนหวานนัก ปีต่อมายังให้กำเนิดบุตรชายแก่เขา ทว่าเขากลับมิพอใจนาง เพียงแต่งตั้งเป็นงึ่นแชฮูหยิน"
ลิ้มเต็กเฮียะมีสีหน้างุนงง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ารับฟังจากเซี่ยวมั่ง บอกว่ามารดาข้าพเจ้าเป็นงึ่นแชฮูหยินนางหนึ่ง เยี่ยงนี้ไยมิใช่..."
สตรีชราสั่นศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"มารดาเจ้าเป็นงึ่นแชฮูหยินรุ่นปัจจุบัน ที่เราว่ากล่าว ยังคงหมายถึงงึ่นแชฮูหยินรุ่นก่อน"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะถี่ๆ สตรีชรามองดูนางอย่างรักเอ็นดู พลางกล่าวต่อไปว่า
"บุตรชายเราภายหลังพบพานสตรีนางหนึ่งที่ภายนอก นำพานางเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง ถึงกับแต่งตั้งเป็นกิมแชฮูหยิน"
ลิ้มเต็กเฮียะเอ่ยถามว่า
"ใช่เป็นกิมแชที่สาบสูญ"
สตรีชราผงกศีรษะพลางถอนใจพลาง กล่าวว่า
"กิมแชฮูหยินนางนั้นดื้อรั้นทรนง นางมิพอใจอุดมการณ์ของพวกเรา ภายหลังกลับหลบหนีออกจากวัง สิบปีให้หลังจึงมีผู้คนส่งเถ้ากระดูกของนางมา"
ลิ้มเต็กเฮียะกระโดดปราดขึ้น ร้องว่า
"ที่แท้นางกลับเสียชีวิต"
สตรีชราส่ายหน้ากล่าวว่า
"นางเสียชีวิตจริงหรือไม่ มิว่าผู้ใดย่อมมิอาจพิสูจน์ ทว่ากิมแชดวงนั้นมิได้กลับคืน จนบัดนี้ยังเป็นปริศนาแก่เทียนมึ้งเก็งเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะกอดอกเดินไปมาอย่างครุ่นคิด สักครู่พลันระลึกถึงสิ่งหนึ่ง รีบหันมากล่าวว่า
"บุตรชายท่านเล่า เขาไฉนมิออกติดตามหานาง"
สตรีชราหลับตาลง สูดลมหายใจยาวคราหนึ่ง เมื่อลืมตาขึ้นจึงกล่าวว่า
"เขาย่อมมิอาจติดตาม เนื่องเพราะหลังจากที่นางจากไปได้ไม่ถึงสามปี เขากลับเสียชีวิตอย่างมิคาดฝัน"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึกสงสารสตรีชรา รีบนั่งลงข้างนาง ปลอบโยนว่า
"ท่านเมื่อครู่บอกต่อข้าพเจ้า งึ่นแชฮูหยินคนก่อนมีบุตรชายคนหนึ่ง ท่านอย่างน้อยยังมีหลานชายเป็นที่ประโลมใจ"
สตรีชราพลันแย้มยิ้มออกมา กล่าวว่า
"เจ้าว่ากล่าวถูกต้อง หลานชายเราผู้นี้น่ารักอย่างยิ่ง เชื่อฟังอย่างยิ่ง ยึดมั่นอุดมการณ์ของเทียนมึ้งเก็งเรา มิได้ทำให้บรรพบุรุษผิดหวัง ทว่านอกจากเขา เรายังมีหลานที่น่ารักอีกสองคน"
ลิ้มเต็กเฮียะเลิกคิ้วถามว่า
"บุตรชายท่านก่อนเสียชีวิต ยังมีบุตรกับฮูหยินทั้งสอง"
สตรีชราสั่นศีรษะกล่าวว่า
"เจ็งไฮ้มีบุตรชายกับงึ่นแชฮูหยินเพียงคนเดียว"
ลิ้มเต็กเฮียะถามอย่างสงสัยว่า
"หากเป็นเช่นนั้น ท่านพาลไปมีหลานจากที่ใด"
สตรีชราตบมือลิ้มเต็กเฮียะเบาๆ กล่าวว่า
"สามีเราเจ็งเซ่งยิกเสียชีวิตตั้งแต่เจ็งไฮ้อายุเพียงสิบสี่ปี เราภายหลังแต่งแก่บุรุษอีกผู้หนึ่ง ให้กำเนิดบุตรชายคนเล็ก"
ลิ้มเต็กเฮียะร้องอา กล่าวว่า
"ท่านที่แท้ยังมีบุตรชายอีกหนึ่งท่าน"
สตรีชราพยักหน้ากล่าวว่า
"บุตรชายเราคนนี้มีตำแหน่งเป็นยี่เก็งจู้ (ประมุขวังคนรอง) ของเทียนมึ้งเก็ง"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันอ้าปากค้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบโหยว่า
"ท่านที่แท้เป็น..."
สตรีชราแย้มยิ้มมิได้หยุด กล่าวว่า
"... เป็นอาม่า (ย่า) ของเจ้า"
|