|
ท้องฟ้าคิมหันต์หม่นมัว ฝนหลงฤดูโปรยปราย...
เฮียงเทียนเล้า (เหลาฟ้าหอม) มิเคยร้างผู้คน สายฝนยิ่งมาแรง ผู้คนกลับยิ่งทวีจำนวน
เถ้าแก่เนี้ยของเฮียงเทียนเล้าปีนี้อายุสี่สิบเจ็ดปี ผิวพรรณละเอียดเป็นยองใยราวดรุณีแรกรุ่น ยามแย้มยิ้มมาตรว่ามีริ้วรอยปรากฏ ยามชม้ายมองยังคงมีเสน่ห์ยวนใจ
นางเมื่ออายุสิบสี่แต่งให้พ่อค้าในตลาดผู้หนึ่ง หกปีให้หลังสามีพลันเสียชีวิตด้วยโรคลม มิเพียงทิ้งบุตรชายแก่นางสองคน ยังทิ้งตำราขาหมูตุ๋นไว้แผ่นหนึ่ง...
สองปีถัดมา พ่อครัวเหลาใหญ่ในเมืองสู่ขอนางเป็นภริยา อยู่กินกันได้สี่ปี มีธิดาสองนาง คาดไม่ถึง กลับประสบอุบัติเหตุทางน้ำ ตกตายโดยมิได้ร่ำลา นางครานั้นรับมรดกเป็นตำรานึ่งปลาเล่มใหญ่...
โศกเศร้าอยู่มินาน เถ้าแก่ร้านผ้าส่งแม่สื่อมาทาบทาม รับนางเป็นภริยาคนที่สี่ แต่งครานี้อยู่กันถึงสิบปี เถ้าแก่ร้านผ้าพลันเสียชีวิตกะทันหัน เขาย่อมมิได้ทิ้งตำราอาหารแก่นาง กลับทิ้งสมบัติก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง...
สามปีให้หลัง เฮียงเทียนเล้าจึงถือกำเนิดขึ้น ฟังว่ามิเพียงถอนทุนคืนได้ภายในสามเดือนแรก หนำซ้ำยังตีเหลาเก่าจนปิดไปสองแห่ง
เฮียงเทียนเล้ามิเพียงมีขาหมูเลิศรศปลานึ่งโอชา ยังมีชาเขียวที่หอมหวน ขนมใบชาสูตรพิเศษ...
ที่สำคัญ มีเถ้าแก่เนี้ยที่ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุผู้หนึ่ง...
ร้านอาหารที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ มิมีชื่อเสียงย่อมแปลกประหลาดยิ่ง
เวลาเที่ยงตรง...
พ่อครัวทั้งสี่ของเฮียงเทียนเล้าราวกับมีแปดศีรษะพันกร มือเท้าเคลื่อนไหวอย่างไวว่อง อาหารถูกส่งทยอยมามิได้ขาด มาตรว่าเบื้องนอกมีฝนพรำ ผู้คนยังคงต้องรับประทาน
เถ้าแก่เนี้ยเดินทักทายแขกด้วยกริยาสำรวม มิได้เจื้อยแจ้วจำนรรจาเช่นทุกวัน แขกในร้านก็คล้ายติดโรคนี้จากนาง เพียงสงบปากคำก้มหน้ารับประทาน หากคิดสนทนาบอกเล่า ได้แต่ป้องปากกระซิบกระซาบ กระทั่งตะเกียบในมือยังใช้อย่างระมัดระวัง มิกล้าให้กระทบกันดังเกินไป
...พวกเขาที่วันนี้ผิดประหลาด เนื่องเพราะเฮียงเทียนเล้ามีแขกพิเศษเก้าท่าน...
...แขกพิเศษที่เงียบเชียบอย่างยิ่งเก้าท่าน...
แขกพิเศษกลุ่มนี้แบ่งเป็นห้าบุรุษสี่สตรี มาตรว่ามาด้วยกัน กลับแบ่งแยกบุรุษโต๊ะหนึ่ง สตรีโต๊ะหนึ่ง...
บุรุษล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์ดำ พกพากระบี่ฝักสีดำ สตรีกลับแต่งกายด้วยอาภรณ์เขียว พกพากระบี่ฝักสีเขียว
พวกเขาความจริงดูไปเรียบๆ ร้อยๆ ยามเดินเข้ามาไร้สุ้มเสียง ยามรับประทานยิ่งเงียบเชียบ กระบี่ก็วางไว้ข้างโต๊ะอย่างเงียบเชียบ...
สตรีสี่นางรับประทานน้อยอย่างยิ่ง เพียงสั่งข้าวสวยคนละชาม รับประทานกับเต้าหู้ผัดผักจานหนึ่ง ยามเคลื่อนไหวอิริยาบถ สมถะสำรวมราวนางชีในอาราม
บุรุษมาตรว่ารับประทานมากกว่า ท่วงท่ายังเป็นเช่นเดียวกัน รับประทานอย่างเรียบร้อยหมดจดยิ่ง
แขกรายอื่นในร้านแอบชำเลืองดูพวกเขา พลันรู้สึกหนาววังเวง ราวกับพลัดหลงเดียวดายในอาราม
... คนของเก้าฮุ้นเก็ง (วังเก้าวิญญาณ) เยี่ยมกราย กระทั่งร้านอาหารคึกคักก็คล้ายเปลี่ยนเป็นอารามวิเวกแล้ว...
แขกทั้งเก้าพอรับประทานเสร็จสิ้น เสี่ยวยี่ผู้หนึ่งรีบถลันเข้ามาเก็บช้อนชาม เถ้าแก่เนี้ยพลันนวยนาดเข้าไปในครัว สักครู่หนึ่งจึงยกถาดขนมชาและชาเขียวออกมา นำไปวางให้ทั้งสองโต๊ะด้วยตนเอง
สตรีชุดเขียวนางหนึ่งพลันเอ่ยว่า
"ของนี้พวกเรามิได้สั่ง"
เถ้าแก่เนี้ยแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ขนมและชาเขียว เฮียงเทียนเล้าเรามอบพิเศษแด่ท่าน"
สตรีชุดเขียวนั้นถามว่า
"ใช่คิดราคาหรือไม่"
เถ้าแก่เนี้ยสั่นศีรษะตอบว่า
"ย่อมมิคิดราคา"
สตรีชุดเขียวกล่าวขอบคุณคำหนึ่ง ยื่นมือหยิบขนมชาเข้าปากรับประทาน พวกพ้องที่เหลือพลันกระทำตามนาง รับประทานขนมดื่มชาอย่างเรียบร้อย
ที่ด้านในพลันมีเสียงถ้วยชามกระทบกันดังเคร้ง คนผู้หนึ่งส่งเสียงตวาดว่า
"เก้าวิญญาณรับประทานข้าวสวยเต้าหู้ผัด ยังได้ของแถมเป็นชาเขียว เราสองสามีภริยาสั่งปลานึ่งซีอิ๊ว ขาห่านน้ำแดง หมูผัดขิงเห็ดหอม ไก่กระทงตุ๋นโสม เป็ดย่างน้ำผึ้ง ขาหมูพะโล้ ยังมีข้าวสวยอีกหกชาม กลับมิได้ของแถมอันใด"
แขกในร้านหันขวับไปยังต้นเสียงโดยพร้อมเพรียง เห็นผู้พูดเป็นชายฉกรรจ์ศีรษะล้านเลี่ยน คิ้วเข้มนัยน์ตาโปน ร่างกายเตี้ยเล็ก ในมือยังถือขาไก่ขาหนึ่ง กล่าววาจาพลางแทะกินพลาง อาหารที่วางเรียงรายบนโต๊ะหมดไปกว่าครึ่ง
ที่นั่งตรงข้ามเป็นสตรีร่างใหญ่เอวหยาบ สวมใส่อาภรณ์ไหมสีชมพู แขนเสื้อใช้ด้ายทองปักเป็นรูปบุปผา นางใช้ตะเกียบพุ้ยข้าวเข้าปาก ตามด้วยห่านคำหนึ่ง ปลาคำหนึ่ง เป็ดคำหนึ่ง ซดน้ำแกงอีกคำหนึ่ง เมื่อเคี้ยวเสร็จสิ้นจึงกล่าวเบาๆ แก่ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านนั้นว่า
"ทิเตี๊ยบ (ผีเสื้อเหล็ก) ท่านอย่าได้วุ่นวายไป พวกเรารับประทานเสร็จค่อยสั่งขนมชา"
นางที่ร่างใหญ่เอวหยาบ ใบหน้ามีรอยกร้านแดดลม ยามรับประทานคีบตักคำใหญ่ ดูไปคล้ายสตรีชนบทที่ถางป่าทำไร่ สามสี่ปีจึงได้เข้าเมือง รับประทานหมูเห็ดเป็ดไก่ให้สมอยากสักครา
ทว่าเหลียวดูอาภรณ์ที่สวมใส่ ล้วนเป็นแพรไหมเนื้อดี ตัดเย็บอย่างประนีต รองเท้ายังเป็นสีแดงราวกับเจ้าสาวในงานวิวาห์ ขัดกับบุคลิกอย่างยิ่ง แขกในร้านพลันชมดูจนขบขัน หากแต่มิมีผู้ใดกล้าหัวร่อ ได้แต่ป้องปากซุบซิบ บุ้ยใบ้แก่กันอยู่ไปมา
สตรีชุดเขียวที่นั่งโต๊ะด้านหน้าพลันลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะมาทางสองสามีภริยา กล่าวว่า
"มิทราบท่านทั้งสองใช้ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวย (ผีเสื้อเหล็กบุปผาวารี) แห่งเล้งซัวจึง (หมู่บ้านหุบเขามังกร) หรือไม่"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านแทะกระดูกไก่จนเกลี้ยงเกลา ชำเลืองมองสตรีชุดเขียว กล่าวว่า
"ใช่แล้วจะเป็นไร เก้าวิญญาณคงมิคิดกราบเราสองสามีภริยาเป็นซือแป๋กระมัง"
สตรีชุดเขียวกลับมิได้โกรธเคือง ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ที่แท้เป็นสหายร่วมทาง ยินดีแล้ว"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านขมวดคิ้วนิ่วหน้า กล่าวว่า
"พวกเราไปเป็นสหายร่วมทางกับผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งตั้งแต่เมื่อใด"
สตรีร่างใหญ่พลันโบกมือ กล่าวแก่สตรีชุดเขียวว่า
"สามีเราเดินทางจนเหน็ดเหนื่อย อารมณ์เสียไปบ้าง พวกท่านอย่าได้ใส่ใจ"
เถ้าแก่เนี้ยที่ยืนงุนงงอยู่พลันใจหายวาบ เล้งซัวจึงมีชื่อเสียงเลื่องลือในแถบปักเกีย นางที่ทำกิจการร้านค้า จะมากจะน้อยย่อมได้ยินกิตติศัพท์มาบ้าง มิคาด ผู้คนของพวกเขาจะมาปรากฏกายทางใต้
นางยามกะทันหัน รีบเปลี่ยนสถานการณ์เป็นโอกาส เดินแย้มยิ้มเข้าไปที่โต๊ะทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภริยา เอื้อนเอ่ยอย่างอ่อนหวานว่า
"หากพวกท่านรับประทานเสร็จสิ้น เฮียงเทียนเล้าเราย่อมกำนัลชาเขียวและขนมเช่นกัน"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านกลับตบโต๊ะคราหนึ่ง ร้องว่า
"นี่จึงไม่ยุติธรรมแล้ว"
เถ้าแก่เนี้ยพลันคล้ายหนวกใบ้กะทันหัน มิทราบสมควรว่ากล่าวเยี่ยงไร สตรีร่างใหญ่พลันเงยหน้าขึ้นกล่าวกับนาง
"สามีเราเห็นว่าไม่ยุติธรรม เนื่องเพราะท่านกำนัลขนมและชาเขียวไม่ครบจำนวนผู้คน"
เถ้าแก่เนี้ยงงงันวูบ สตรีร่างใหญ่กล่าวต่อไปว่า
"ท่านกำนัลขนมแก่สหายทั้งเก้าและพวกเรา หรือมิอาจกำนัลแด่แขกท่านอื่นในร้าน"
เถ้าแก่เนี้ยยามนี้พลันเข้าใจ รีบส่งสายตาแก่เสี่ยวยี่ผู้หนึ่ง ยกขนมและชาเขียวบริการแก่แขกทุกโต๊ะ ในใจมาตรว่าร่ำร้อง วันนี้พบพานภูติผีศีรษะล้าน ขาดทุนกำไรไปหลายตำลึง สีหน้ายังคงปั้นได้เบิกบานยิ่ง ถึงกับแย้มยิ้มมิได้ขาด มองเผินๆ คล้ายสวมหน้ากากใบหนึ่ง
... คิดประกอบกิจการร้านค้า มีผู้ใดจึงมิได้สวมหน้ากาก...
เสี่ยวยี่ที่ยกขนมกำนัลแด่แขกเหรื่อในร้าน แขนสองข้างทั้งเล็กทั้งผอม เส้นเอ็ดขึ้นปูดโปน ทว่าคล่องแคล่วว่องไวยิ่ง วิ่งเข้าออกเพียงเจ็ดแปดครั้ง กำนัลขนมได้สำเร็จเสร็จสิ้น หนำซ้ำยังรินชาเขียวแจกแก่ทุกผู้คนโดยถ้วนทั่ว
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านอิ่มเอมเปรมใจยิ่ง กล่าวแก่ภริยาว่า
"ร้านอาหารที่ประเสริฐเยี่ยงนี้ พวกเราวันหน้ามารับประทานอีกครา"
สตรีร่างใหญ่แย้มยิ้มกล่าวว่า
"ท่านเมื่อชำระเงิน ยังคงกำนัลแก่พวกเขาเป็นพิเศษ"
เถ้าแก่เนี้ยพลันรับฟังจนชื่นใจ ลืมเลือนเรื่องกำไรไปชั่วครู่ รีบกล่าวว่า
"วันนี้มีบุญวาสนาต้อนรับไต้เฮียบนึ่งเฮียบทั้งหลาย จึงถือเป็นของกำนัลพิเศษ"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านซดชาเขียวดังโฮก ผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"ชาที่ดี"
เถ้าแก่เนี้ยพลันรู้สึกสถานการณ์คลี่คลาย รีบนวยนาดเข้ามา กล่าวว่า
"ชาเขียวเป็นสูตรของร้านเรา วิธีชงยังพิเศษเฉพาะ เพียงได้กลิ่นก็สดชื่นยิ่ง"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านวางถ้วยชาลง หันหน้ามาทางเถ้าแก่เนี้ย มองดูนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ได้ยินว่าท่านแต่งสามครั้งสามครา สามีแต่ละรายเสียชีวิตกะทันหัน มิทราบเป็นความจริงหรือไม่"
เถ้าแก่เนี้ยงงงันวูบ มิทราบผู้ถามมีวัตถุประสงค์ใด ได้แต่อ้อมแอ้มตอบว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้อาภัพคู่ครอง แต่งสามครั้งจึงเป็นม่ายทั้งสามครา"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านจ้องมองนางมิวางตา สตรีร่างใหญ่พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านคิดว่านางน่าสงสัย"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ในเวลาเช่นนี้ มิว่าผู้ใดมีประวัติแปลกประหลาด ล้วนเป็นบุคคลน่าสงสัย"
เถ้าแก่เนี้ยพลันรู้สึกหวาดหวั่น อดมิได้ต้องถอยหลังก้าวหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไฉนพลอยเป็นบุคคลน่าสงสัย"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านตบโต๊ะฉาดใหญ่ กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า
"เล้งซัวจึงเราเมื่อเจ็ดวันก่อนมีผู้บุกรุก ผู้เฒ่าผู้เยาว์โดนเข่นฆ่าอย่างเลือดเย็น จึงจู้สาบสูญอย่างลึกลับ พวกเราออกค้นหาเบาะแส พบว่าผู้คนที่อาศัยในละแวกใกล้เคียงหายไปอย่างไร้ร่องรอย ผู้คนเหล่านี้ล้วนมีประวัติคลุมเครือ บ้างโยกย้ายมาจากถิ่นอื่น บ้างอ้างเป็นผู้อยู่อาศัยมานาน ทว่าบุคลิกหน้าตากลับแปรเปลี่ยน ที่เป็นม่ายสามีตายกลับมีอยู่ไม่น้อย..."
สตรีร่างใหญ่พลันมีสีหน้าเศร้าสลด ทอดถอนใจเอ่ยว่า
"มิเพียงพวกเราที่ประสบเคราะห์กรรม ได้ยินว่าเซี่ยวลิ้มยี่ เทียนซัว ง้วยตอก่า (นิกายดาบจันทรา) ล้วนเกิดเหตุร้ายเช่นเดียวกัน"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านหันไปทางผู้คนของเก้าฮุ้นเก็ง ตะโกนถามว่า
"พวกท่านใช่พบพานเรื่องราวเช่นนี้?"
บุรุษสตรีทั้งเก้าเพียงเหลียวมาสบตากัน มิว่าผู้ใดก็มิได้ว่ากล่าว ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า
"หากมิเกิดเรื่องราว พวกท่านเก้าวิญญาณคงคร่ำเคร่งบำเพ็ญเพียร หาออกสู่โลกภายนอกไม่"
บุรุษสตรีทั้งเก้าสบตากันนิ่งเงียบ เก้าฮุ้นเก็งเป็นสำนักกระบี่ ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ ทว่าพวกเขาล้วนดำเนินชีวิตสมถะ แต่ละรุ่นรับศิษย์เพียงเก้าท่าน ขนานนามเป็นเก้าวิญญาณ...
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านเอ่ยถามอีกว่า
"เก็งจู้ของพวกท่านสบาย?"
เก้าวิญญาณได้แต่นิ่งงันอีกครา สตรีชุดเขียวที่กล่าวคารวะทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยเมื่อครู่พลันหันมาตอบว่า
"เก็งจู้ของพวกเราสบายดี ขอบคุณท่านที่มีไมตรีจิตไถ่ถาม"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านมีสีหน้าประหลาดใจ สตรีร่างใหญ่พลันลุกขึ้นกล่าวว่า
"ขอแสดงความยินดี เก้าฮุ้นเก็งของพวกท่านอยู่ดีมีสุข มิได้ประสบเภทภัยเช่นสำนักอื่น"
สตรีชุดเขียวก้มหน้าเงียบงัน สตรีร่างใหญ่กล่าวอีกว่า
"พวกเราระหว่างเดินทาง ได้ข่าวฮวงจึงประสบภัยเช่นกัน ทว่าเมื่อพวกเราแวะเวียนไปที่สาขาน่ำเอี้ยง กลับพบแต่สำนักร้าง มิทราบพวกเขาอพยพโยกย้ายสู่ที่ใด"
สตรีชุดเขียวพลันเอ่ยถามว่า
"หากเป็นเช่นนั้น... พวกท่านใช่คิดเดินทางสู่สำนักใหญ่ของฮวงจึง"
สตรีร่างใหญ่พยักหน้ากล่าวว่า
"พวกเราคิดใคร่พบเล้งจึงจู้ ปรึกษาเภทภัยพิสดารนี้"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านโพล่งขึ้นว่า
"พวกท่านเก้าวิญญาณ ใช่คิดเดินทางสู่ฮวงจึงเช่นเดียวกับเรา"
สตรีชุดเขียวนิ่งไปชั่วครู่จึงกล่าวว่า
"พวกเราย่อมคิดเยี่ยมเยียนฮวงจึง คารวะเล้งจึงจู้สักครา"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านแค่นเสียงดังเฮอะ คิดว่ากล่าวสิ่งใดทว่าระงับไว้ ที่แท้สตรีร่างใหญ่โบกมือส่งสัญญาณแก่เขา พลางเอ่ยแก่บุรุษสตรีทั้งเก้าว่า
"เช่นนั้นพวกเรายังคงร่วมทางกัน มิทราบพวกท่านรังเกียจหรือไม่"
เก้าวิญญาณสบตากันอย่างเคร่งเครียดอีกครา ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านพลันตบโต๊ะฉาดใหญ่ ตวาดว่า
"วิญญาณภูติผีเหาะเหินเดินอากาศ ยังคงอย่าได้ร่วมทางกัน"
สตรีร่างใหญ่มองดูสามี ทอดถอนใจกล่าวว่า
"ท่านใจร้อนวู่วาม เวลาเช่นนี้ยังไม่คิดผูกมิตรรวมน้ำใจ?"
นางพลันหันมาทางเก้าวิญญาณ กล่าวว่า
"หากพวกท่านไม่สะดวก ถือว่าข้าพเจ้าจุ้ยเตี๊ยบมิได้เชิญเถิด"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านพลันหันมาทางเถ้าแก่เนี้ยอีกครา เค้นเสียงกล่าวว่า
"ตั้งแต่เล้งซัวจึงเราประสบเภทภัย เราพลันชิงชังผู้มีประวัติพิสดารคลุมเครือ ระหว่างทางฆ่าฟันไปสี่สิบเจ็ดราย ในจำนวนนี้มีกว่าครึ่งที่ฝึกวิชาบู๊ สามในจำนวนนั้นถึงกับมีฝีมือร้ายกาจ"
เถ้าแก่เนี้ยเบิกตากว้าง สาวเท้าถอยหลังกรูด ระล่ำระลักกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเป็นเพียงสตรีม่าย มิได้ฝึกวิชาบู๊ ไหนเลยสามารถทำร้ายพวกท่าน"
สตรีร่างใหญ่ทอดถอนใจอีกครา กล่าวเบาๆ ว่า
"คนของเล้งซัวจึงเรา ยี่สิบสี่คนตกตายด้วยน้ำมือผู้ที่มิได้ฝึกวิชาบู๊"
แขกเหรื่อในร้านพลันตระหนัก เภทภัยกรายกล้ำอย่างมิคาดฝัน ทว่ามิมีผู้ใดกล้าลุกหนี ได้แต่เราสะกิดท่าน ท่านดึงหลังเรา คิดใคร่แปลงร่างเป็นแมลงหวี่โบยบิน จนใจมิอาจกระทำ
เห็นชายฉกรรจ์ศีรษะล้านเดินมาหยุดที่เบื้องหน้าเถ้าแก่เนี้ย ตวาดว่า
"มีลวดลายใดยังคงใช้ออกมา"
เถ้าแก่เนี้ยยามประหวั่นลนลาน ได้แต่คุกเข่าลง โขกศีรษะกับพื้นดังโครมใหญ่ ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านแยกเขี้ยวหัวร่อ กล่าวว่า
"ที่โขกศีรษะดังเช่นนี้ กลับมิใช่ท่านเป็นรายแรก"
สตรีร่างใหญ่ส่ายศีรษะพลางโบกมือพลาง กล่าวว่า
"ทิเตี๊ยบท่านอย่าได้กล่าววาจามากไป คิดลงมือยังคงรีบกระทำ"
เถ้าแก่เนี้ยอกสั่นหวั่นไหว ได้แต่ปล่อยเสียงร่ำไห้ โขกหน้าผากกับพื้นมิได้หยุดยั้ง ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านกางมือขึ้น ยกขึ้นเหนือศีรษะนาง ยามเกร็งกำลังยังกล่าวว่า
"หากเราฆ่าผิด ท่านเกิดชาติหน้าค่อยมาสังหารเรากลับคืน"
เห็นมือที่ยกขึ้นงองุ้มราวกรงเล็บเหยี่ยว เถ้าแก่เนี้ยที่ตัวสั่นงันงกพลันเงยหน้าขึ้น ร่ำร้องว่า
"เยี่ยงนี้จึงไม่ยุติธรรม"
สตรีร่างใหญ่หันหน้าไปอีกทาง กล่าวเบาๆ ว่า
"ทิเตี๊ยบท่านลงมือโดยเร็ว ฆ่าผิดยังพอทำเนา ทว่ามิอาจปล่อยผู้ทำร้ายพี่น้องเราให้ลอยนวล"
เถ้าแก่เนี้ยน้ำตาหลั่งไหลมิขาดสาย ฟูมฟายกล่าวว่า
"พวกท่านหากฆ่าคนตามใจเช่นนี้ วิญญาณผู้ตายย่อมติดตามทวงถาม"
สตรีร่างใหญ่เดินกลับมานั่งที่เก้าอี้ ยกถ้วยชาขึ้นดื่ม กล่าวว่า
"หากพวกเราฆ่าผิด ท่านก็มาหลอกหลอนตามใจชอบเถิด"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านมีสีหน้าเครียดเคร่ง ฝ่ามือที่ยกขึ้นตวัดลงอีกครา แขกเหรื่อในร้านพลันหลับตาลงโดยพร้อมเพรียง ได้ยินเสียงแหวกอากาศดังวืด ยามสงสัยใจได้แต่ลืมตาขึ้นดู เห็นชายฉกรรจ์ศีรษะล้านยกมือชะงักค้าง เบิกตามองวัตถุที่คีบจับไว้ระหว่างนิ้วชี้กับนิ้วกลาง สีหน้าทั้งงุนงง ทั้งประหวั่นพรั่นพรึง
สายตาทุกผู้คนจับจ้องไปที่วัตถุนั้น บางคนถึงกับอุทานดังอา
...ที่แท้เป็นตะเกียบไม้ข้างหนึ่ง...
ตะเกียบไม้ลอยแหวกอากาศมาราวไร้น้ำหนัก ทั้งไร้สุ้มเสียงทั้งแม่นยำ ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านส่งเสียงตวาดกราดเกรี้ยว สองตาสอดส่ายหาที่มา สตรีร่างใหญ่พลันลุกขึ้นยืน นัยน์ตาส่งประกายเจิดจ้า นางเคลื่อนกายมาที่ด้านหลัง มุ่งหน้าตรงไปที่โต๊ะหนึ่ง ท่าเดินกลับคล้ายลอยละลิ่ว สองเท้าแทบมิได้แตะพื้น
แขกเหรื่อในร้านจับจ้องมองนางเป็นตาเดียว แต่ละคนอกสั่นขวัญแขวน มิทราบเป็นผู้ใดถูกรางวัล
เห็นนางหยุดอยู่ที่โต๊ะเล็กตัวหนึ่ง ผู้ที่นั่งอยู่เป็นหนึ่งบุรุษสองสตรี บุรุษสวมเสื้อเก่าอย่างยิ่ง ยามนั่งเท้าคางหันศีรษะมา เห็นดวงตาสุกใสกระจ่างราวดาวสองดวง
สตรีร่างใหญ่เขม้นมองบนโต๊ะ ชามข้าวที่วางอยู่เบื้องหน้าบุรุษนั้นว่างเปล่าเกลี้ยงเกลา ตะเกียบที่พาดบนปากชามกลับเหลือเพียงข้างเดียว
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านพลันถลันเข้ามา กล่าวอย่างดุดันว่า
"เป็นผู้ใดสอดเข้ามา"
บุรุษหนุ่มนั้นเงยศีรษะขึ้นมองสองสามีภริยา แย้มยิ้มกล่าวว่า
"เป็นตะเกียบของข้าพเจ้าสอดเข้าไป"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านแยกเขี้ยวยิงฟัน สตรีร่างใหญ่กลับชิงกล่าวว่า
"มิทราบเป็นสหายทางใด ยังคงบอกชื่อแซ่"
บุรุษหนุ่มแย้มยิ้มมิได้หยุด กล่าวว่า
"ท่านหมายถึงชื่อแซ่ข้าพเจ้า หรือชื่อแซ่ตะเกียบของข้าพเจ้า"
สตรีร่างใหญ่เชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"สามีเราอารมณ์ร้อนยิ่ง ทางที่ดีอย่าได้กล่าววาจาเช่นทารก"
บุรุษหนุ่มถอนใจกล่าวว่า
"สามีท่านอ้างอารมณ์ร้อน ทำร้ายผู้คนโดยไร้เหตุผล ระหว่างทางฆ่าฟันถึงสี่สิบเจ็ดชีวิต มิทราบมีผู้คนบริสุทธิ์ปะปนมากน้อยเท่าใด"
ชายฉกรรจ์ศีรษะล้านพลันตวาดว่า
"พี่น้องเราถูกสังหารโดยไร้เหตุผลเช่นกัน เราวันนี้คิดฆ่าก็ฆ่า หาได้กลัวสวรรค์นรกไม่"
วาจามิทันขาดคำ ฝ่ามือกลับตวัดลงอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงดังเพล้ง ที่แท้ชามข้าวใบหนึ่งลอยวืดขึ้นจากโต๊ะ กระทบกับฝ่ามือจนแตกกระจาย
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภริยาผงะวูบ เห็นบุรุษหนุ่มยังคงนั่งแย้มยิ้มมิได้ทุกข์ร้อน จุ้ยฮวยพลันเยื้องย่างอย่างแช่มช้า กล่าวว่า
"ท่านไม่ประกาศชื่อแซ่ หนำซ้ำจงใจต่อต้านพวกเรา อย่าได้ว่าเราลงมือโดยไร้เหตุผลแล้ว"
บุรุษหนุ่มเงยหน้าขึ้น ร่ำร้องว่า
"ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่ง ท่านเมื่อครู่คิดสังหารเถ้าแก่เนี้ย ยามนี้ยังปรักปรำเราต่อต้านพวกท่าน ผู้อื่นกลับลอยนวลไป"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสบตากันอย่างงุนงงสงสัย จุ้ยฮวยเอ่ยถามว่า
"เป็นผู้ใดลอยนวล"
บุรุษหนุ่มชี้นิ้วไปยังสตรีที่นั่งตรงข้าม กล่าวว่า
"เป็นนาง"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยมองดูสตรีนั้น เห็นนางสวมอาภรณ์ฝ้ายสีขาว ผมเผ้าเกล้าเป็นมวยหลวมรุ่ยร่าย ดวงตาดำขลับราวนิลคู่งาม ยามจ้องมองลึกซึ้งดังห้วงมหรรณพ
จุ้ยฮวยชี้ไปที่นาง ถามซ้ำว่า
"เป็นท่าน"
สตรีอาภรณ์ขาวนั้นมิได้ตอบคำ บุรุษหนุ่มกลับกล่าวอย่างรวดเร็วว่า
"ย่อมเป็นนาง ตะเกียบมาตรว่าเป็นของข้าพเจ้า ยังคงเป็นนางหยิบยืม ชามข้าวที่แตกก็เป็นนางโยนขึ้น"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยร้องพร้อมกันว่า
"เป็นนาง?"
สตรีอาภรณ์ขาวจับจ้องมองบุรุษหนุ่ม นัยน์ตามีแววขบขัน นางเหลือบตาขึ้นมองทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภริยาแวบหนึ่ง กล่าวว่า
"เขาผู้นี้มาตรว่าพูดจาเล่นหัวไปบ้าง ทว่ายังมิรู้จักโป้ปด"
จุ้ยฮวยเพ่งมองสตรีอาภรณ์ขาวอย่างพินิจพิเคราะห์พลางกล่าวว่า
"โกวเนี้ยท่านนี้มิทราบชื่อแซ่ใด"
สตรีอาภรณ์ขาวเงยศีรษะขึ้น ใบหน้าราบเรียบเฉยเมย ตอบคำว่า
"คำว่าโกวเนี้ยยังคงอย่าได้ใช้ ข้าพเจ้าเป็นสตรีมีสามี นามเดิมเรียกว่าเม่งไอ่ซี"
จุ้ยฮวยพลันมีสีหน้าซีดเผือดโดยพลัน ร่ำร้องว่า
"ท่านที่แท้คือเล้งฮูหยินของฮวงจึง..."
|