|
เม่งไอ่ซีเพียงผงกศีรษะรับ มิได้ว่ากล่าวกระไร ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภริยาเปลี่ยนท่าทีโดยพลัน รีบประสานมือคารวะพลางกล่าวว่า
"ที่แท้เป็นเล้งฮูหยิน พวกเราเสียกริยาแล้ว"
เม่งไอ่ซีกล่าวเบาๆ ว่า
"พวกท่านอย่าได้มากมารยาท"
เก้าวิญญาณพลันลุกขึ้นโดยพร้อมเพรียง ก้มศีรษะประสานมือคารวะเช่นกัน เม่งไอ่ซีทางหนึ่งลอบถอนใจ ทางหนึ่งลุกขึ้นคารวะตอบ นางความจริงชิงชังพิธีรีตรอง ทว่ายามถูกเรียกหาเป็นเล้งฮูหยิน แบกศักดิ์ศรีฮวงจึงไว้บนบ่า ระลึกถึงการควรไม่ควร ยังคงปฏิบัติตามธรรมเนียม
ห้าสำนักใหญ่แห่งยุคประกอบด้วย เซี่ยวลิ้มยี่ เทียนซัว เล้งซัวจึง เก้าฮุ้นเก็ง และง้วยตอก่า ในจำนวนนี้นับเซี่ยวลิ้มยี่อยู่อันดับแรก มาตรว่าปัจจุบันไร้ศิษย์เด่นล้ำ ชื่อเสียงเมื่อกาลก่อนยังช่วยค้ำชู...
ง้วยตอก่ากลับรั้งอันดับท้าย จูไต่ลุ้ยศิษย์คนล่าสุดที่สร้างชื่อเสียงแก่สำนัก ยามขึ้นถึงขั้นไร้ผู้ต้านกลับหายสาบสูญ ตลอดสี่สิบปีให้หลังหามีผู้ใดพบพานไม่...
...เทียนซัวและเก้าฮุ้นเก็งโดดเด่นในด้านเพลงกระบี่ ร้อยปีที่ผ่านมา ประลองเปรียบเทียบฝีมือเจ็ดครั้ง ปรากฏผลแพ้ชนะสูสี เพลงกระบี่เทียนซัวฉับไวร้อนแรง เก้าฮุ้นเก็งกลับสุขุมเยือกเย็น มิอาจตัดสินฝ่ายใดเป็นรอง
...เล้งซัวจึงเป็นเอกทางเพลงหมัดและฝ่ามือ ฮ้วยเล้งชิ่ว (ฝ่ามือมังกรเพลิง) ดัดแปลงจากตำราแพทย์โบราณ แต่เดิมใช้ในการบำบัดรักษา ภายหลังปรับเป็นวิชาบู๊ ตกทอดกันมาทั้งสิ้นยี่สิบเจ็ดกระบวนท่า แบ่งแยกออกเป็นสองสาย ยิกเล้ง (มังกรสุริยัน) กราดเกรี้ยวดุดัน ตี่เล้ง (มังกรปฐพี) แช่มช้ายืดหยุ่น ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภริยาฝึกวิชาคนละแขนง ทว่ายามใช้ร่วมกันบันดาลอานุภาพเป็นทวีคูณ จัดอยู่ในสิบอันดับแรกของผู้ฝึกวิชาฝ่ามือ
ห้าสำนักใหญ่กลับมิได้นับรวมฮวงจึงเข้าไป เนื่องเพราะมีเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง...
นับแต่สมัยเล้งตงน้ำ ศิษย์ฮวงจึงมิเพียงฝึกวิชาทวน ยังฝึกเพลงดาบ กระบี่ มีดสั้น ตัวเบา หมัดมวย ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเล้งตงน้ำบัญญัติขึ้น ยามประลองเปรียบเทียบ ถึงกับเหนือล้ำกว่าคนของห้าสำนัก
...วิชามาตรว่าแข็งแกร่งกว่า ความเก่าแก่ของสำนักกลับเป็นรอง...
ฮวงจึงก่อตั้งโดยเล้งบุ้นคี้ บิดาของเล้งตงน้ำ นับอายุสำนักมาถึงปัจจุบันได้เพียงหนึ่งร้อยสี่ปี ทว่าในบรรดาห้าสำนัก ง้วยตอก่าที่ก่อตั้งหลังสุด ยังมีอายุมากกว่าฮวงจึงหนึ่งเท่า
ด้วยเหตุนี้จึงมิได้นับรวมฮวงจึง เนื่องเพราะหากจัดตามลำดับอายุ ให้ฮวงจึงรั้งอันดับท้าย ยามประลองฝีมือย่อมเป็นที่ประดักประเดิด ทว่าหากจัดให้อยู่อันดับแรก ยังคงเกรงใจเซี่ยวลิ้มยี่และเทียนซัว
เล้งตงน้ำที่เปิดเผยห้าวหาญย่อมมิได้ใส่ใจความนี้ ท่านเพียงมุ่งในมรรคาบู๊ ชืดชาต่อชื่อเสียงสิ่งเร้า ฮวงจึงใช่อยู่ในอันดับหรือไม่ ย่อมมิได้เรียกร้องไถ่ถาม
มาถึงสมัยเล้งทิเจ็งที่สันโดษสมถะ ห้าสำนักใหญ่พลันระบายลมจากปาก สามารถหายใจทั่วท้อง มิคาด ลี้เพ้งเสียงแห่งเซี่ยวลิ้มยี่กลับสังเวยชีวิตแก่โอ้วชี เหตุการณ์นี้ย่อมสร้างความรู้สึกในใจผู้คน ยกย่องฮวงจึงเป็นอันดับหนึ่งของแผ่นดิน มีศักดิ์ศรีเหนือกว่าห้าสำนักใหญ่ หนำซ้ำภายหลังเล้งทิเจ็งส่งเล้งอิกบุตรชายไปยังโฮ้ยเกี่ยมซัว ฝึกวิชาจากโฮ้ยเกี่ยมแขะสองสามีภริยา เท่ากับผสานวิชาฝีมือระดับสูงเข้าด้วยกัน ความเกริกไกรของฮวงจึงยิ่งขจรขจาย มาตรว่าจึงจู้รุ่นปัจจุบันเก็บตัวเงียบเชียบ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวในแผ่นดิน ผู้คนยังคงยอมรับนับถือ
เต็งลั่งหยิบขนมชาป้อนเข้าปากอย่างสบายอกสบายใจ จุ้ยฮวยพลันหันมาทางเขา เอ่ยถามว่า
"มิทราบสหายท่านนี้..."
เต็งลั่งยังมิทันเอ่ยวาจา เม่งไอ่ซีกลับชิงกล่าวว่า
"ท่านผู้นี้เต็งกงจื้อ สหายสนิทของสามีข้าพเจ้า"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยเบิกตากว้าง เก้าวิญญาณก็คล้ายชะงักวูบ จ้องมองเต็งลั่งมิวางตา
จุ้ยฮวยพลันเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า
"ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้มีวาสนาได้พบพาน ขอเต็งกงจื้ออย่าได้ถือสาพวกเราเมื่อครู่"
เต็งลั่งกลืนขนมชาลงคอ ดื่มน้ำชาตามจอกหนึ่ง ยื่นมือลูบท้อง กล่าวว่า
"วันนี้พบพานพวกท่าน มิทราบเป็นบุญหรือบาปเคราะห์ มาตรว่าได้ขนมและชาเขียวเป็นของกำนัล ตะเกียบกลับเหลือข้างเดียว ชามข้าวก็พลันแตกทำลาย"
ทิเตี๊ยบมีสีหน้าเครียดลง ทว่าพยายามข่มน้ำเสียง กล่าวว่า
"เล้งซัวจึงเราประสบเคราะห์กรรมกะทันหัน ผู้ต้องสงสัยกลับปะปนอยู่ทุกหนแห่ง ยามพบพานผู้มีประวัติคลุมเครือ ยังคงกำจัดทิ้งเพื่อป้องกันเภทภัย"
เต็งลั่งจ้องมองทิเตี๊ยบจุ้ยฮวย กล่าวว่า
"พบผู้มีประวัติคลุมเครือล้วนต้องกำจัดทิ้ง ไยมิใช่ต้องสังหารฆ่าเกือบทั้งแผ่นดิน"
จุ้ยฮวยก้มศีรษะลง อ้อมแอ้มกล่าวว่า
"ที่เต็งกงจื้อว่ากล่าวนั้นมิผิด พวกเราตอนแรกอกสั่นขวัญแขวน ลงมือโดยไร้เหตุผลไปบ้าง หลังจากนี้ย่อมมิกล้ากระทำ..."
เต็งลั่งมิได้สนใจฟังนาง ลุกขึ้นเดินไปที่เถ้าแก่เนี้ย ยื่นมือออกฉุดดึงนางขึ้นจากพื้น เถ้าแก่เนี้ยมาตรว่าน้ำตายังนองหน้า ตัวสั่นระริกมิหยุดยั้ง ยังคงมีสติรับทราบ รีบย่อกายลง พึมพัมขอบคุณอยู่ไปมา
เต็งลั่งประคองนางนั่งบนเก้าอี้ บุ้ยใบ้ไปทางเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"ขนมชาและชาเขียวของท่านรสดียิ่ง เล้งฮูหยินท่านนั้นยังคิดซื้อขนมชาสามก้อน เก็บไว้รับประทานระหว่างทาง"
เม่งไอ่ซีพลันยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังคงอุดหนุนห้าก้อน เผื่อไว้ให้คนปากกว้างผู้หนึ่ง"
เต็งลั่งทำสีหน้าฉงน ชี้ไปทางสตรีอีกนางที่นั่งร่วมโต๊ะ กล่าวว่า
"ท่านหมายถึงนาง?"
เม่งไอ่ซียิ้มพลางกล่าวว่า
"ท่านย่อมทราบ ที่เรากล่าวมิใช่หมายถึงปึงโกวเนี้ย"
แขกเหรื่อในร้านพลันหันไปมองสตรีที่ร่วมโต๊ะกับเต็งลั่งและเม่งไอ่ซี เห็นนางนั่งหลังตรงศีรษะเชิด ดวงหน้าผุดผาดเรียบเฉยราวรูปสลัก คล้ายมิได้นำพาสิ่งใด
... นางที่แท้คือปึงซิ่วซิ่วเอง...
จุ้ยฮวยพลันปั้นหน้ายิ้มแย้ม เมื่อครู่เต็งลั่งมิได้รับฟังวาจานาง ความจริงรู้สึกเสียหน้าอย่างยิ่ง ทว่ายามอยู่ต่อหน้าผู้คน จำเป็นต้องระงับกริยา ยามนี้สบโอกาสเจรจา รีบผายมือไปทางปึงซิ่วซิ่ว เอ่ยคำว่า
"โกวเนี้ยท่านนี้..."
เต็งลั่งพลันเดินกลับมาที่โต๊ะ นั่งลงที่ด้านข้างปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"โกวเนี้ยท่านนี้เป็นหนึ่งในผู้มีประวัติคลุมเครือ พวกท่านสามีภริยาคิดใคร่สังหารนาง?"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยแลสบตากันอย่างงุนงง มิทราบเต็งลั่งผู้นี้ล้อเล่นอันใด เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ปึงโกวเนี้ยร่วมทางกับข้าพเจ้า เต็งกงจื้อเพียงกล่าววาจาหยอกเย้า พวกท่านอย่าได้ถือสา"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยรีบร้องว่า
"พวกเรามิกล้า"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะเรียกเสี่ยวยี่ เปิดไถ้คาดเอวหยิบอัฐส่งให้พลางกล่าวว่า
"ห่อขนมให้ข้าพเจ้าอีกห้าก้อน"
เถ้าแก่เนี้ยที่นั่งสงบสติอารมณ์รีบลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"เล้งฮูหยินและเต็งกงจื้อให้เกียรติมาที่ร้าน อาหารทั้งหมดถือเป็นข้าพเจ้ากำนัลเถิด"
เม่งไอ่ซียิ้มให้นาง กล่าวว่า
"น้ำใจท่าน ข้าพเจ้าคราวหน้าค่อยมารับ"
จุ้ยฮวยมองทางโน้นทีทางนี้ที พลันโพล่งขึ้นว่า
"ทั้งหมดยังคงเรียกเก็บจากพวกเราสามีภริยา"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะน้อยๆ ปฏิเสธว่า
"ของที่พวกเรารับประทาน พวกเราย่อมเป็นผู้ชำระเงินทอง"
นางหยิบถุงผ้าบนโต๊ะขึ้นสะพาย เสี่ยวยี่ที่รับอัฐเมื่อครู่รีบถลันเข้ามา ส่งห่อขนมให้แก่นาง เม่งไอ่ซีรับมาใส่ลงในถุงผ้า ผงกศีรษะแก่เต็งลั่งและปึงซิ่วซิ่ว กล่าวเบาๆ ว่า
"พวกเราไป"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภริยารีบสะอึกเข้ามา กล่าวว่า
"มิทราบฮูหยินคิดเดินทางไปที่ใด"
เม่งไอ่ซีมิได้หันไปมองพวกเขา เพียงตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าคิดไปเยี่ยมเยียนบิดา"
จุ้ยฮวยเขยิบกายเข้ามาใกล้ ถามอย่างแผ่วเบาว่า
"ที่ฮวงจึงใช่เกิดเหตุเช่นกัน"
เม่งไอ่ซีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เต็งลั่งพลันขยับมาข้างหน้า กล่าวว่า
"พวกท่านเมื่อครู่มิใช่บอก คิดไปฮวงจึงเยี่ยมเยียนเล้งจึงจู้ ไยมิใช่ไปสอบถามที่นั่น"
ทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยรีบผงกศีรษะพลางถอยออกห่าง กล่าวคำว่า
"น้อมส่งเล้งฮูหยิน เต็งกงจื้อ และปึงโกวเนี้ย เดินทางโดยสวัสดิภาพ"
เม่งไอ่ซีประสานมือคราหนึ่ง สาวเท้าเดินออกจากเฮียงเทียนเล้า เต็งลั่งและปึงซิ่วซิ่วก็ออกเดินเคียงข้าง เพียงชั่วครู่ก็ลับตาไป
ทิเตี๊ยบพลันระบายลมจากปากคำหนึ่ง กล่าวกับภริยาว่า
"อึดอัดแทบตายแล้ว"
จุ้ยฮวยส่ายหน้ากล่าวว่า
"อย่าได้บ่นอันใดแล้ว ยังคงรีบเดินทาง"
ทิเตี๊ยบยังคับข้องใจมิหาย พึมพัมว่า
"เล้งฮูหยินนั้นหยิ่งยโสนัก เต็งลั่งก็มิได้เห็นพวกเราอยู่ในสายตา"
จุ้ยฮวยร้องเฮอะคำหนึ่ง กล่าวว่า
"เขามิได้เห็นพวกเราอยู่ในสายตา ไยมิใช่เป็นโชคของเราท่าน หาไม่..."
ป่าละเมาะหลังฝนสดชื่นขึ้นทันตา มวลไม้พลิ้วใบเขียวขจึ...
เม่งไอ่ซีกับเต็งลั่งเดินสนทนาเคียงกัน ปึงซิ่วซิ่วที่เดินตามด้านหลังแสร้งเสมองต้นไม้ใบหญ้า นางมาตรว่าถูกฝึกแต่เยาว์วัย สีหน้าท่าทางต้องระงับไว้ภายใน ยามนี้มิทราบเป็นเยี่ยงไร ในดวงตากลับคล้ายมีหยาดฝน
พื้นดินบางส่วนขังน้ำเป็นหลุมใหญ่ เม่งไอ่ซีกับเต็งลั่งสาวเท้าอย่างคล่องแคล่ว แม้มิได้ใช้วิชาตัวเบา ยังเดินเหินได้รวดเร็วยิ่ง ปึงซิ่วซิ่วที่กึ่งเดินกึ่งวิ่ง ยามร้อนรนกลับย่ำลงในดินโคลน ถลาลื่นล้มลง
เม่งไอ่ซีรีบถลันกายมา ประคองนางลุกขึ้นยืน ถามอย่างห่วงใยว่า
"เจ็บมากหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วสั่นศีรษะ หยาดฝนในดวงตากลับมิอาจกลั้นไว้ ได้แต่ปล่อยร่วงหล่นเป็นสาย
เต็งลั่งนิ่วหน้ากล่าวว่า
"ตุ๊กตาดินปั้นไฉนร่ำไห้ได้"
เม่งไอ่ซีจ้องมองเต็งลั่ง จุ๊ปากเป็นเชิงตำหนิ กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้แกล้งกระเซ้านาง พวกเรารีบร้อนเดินทาง กลับลืมนึกถึงนางไป"
เต็งลั่งล้วงมือเข้าในอกเสื้อ ค้นหาจนได้ผ้าเช็ดหน้าเก่าผืนหนึ่ง ยื่นส่งให้ปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"ท่านเช็ดหน้าเสีย ยามออกพ้นเขตเมือง ข้าพเจ้าค่อยแบกท่านเดินทางดีหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วถอยห่างก้าวหนึ่ง ทว่ายังคงรับผ้าเช็ดหน้านั้นมา เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"อย่างช้าที่สุด พวกเราเช้าพรุ่งนี้ก็ถึงน่ำไฮ้ก่า"
ปึงซิ่วซิ่วเช็ดหน้าเช็ดตา กล่าวเบาๆ ว่า
"เมื่อถึงสถานที่ของพวกท่าน ใช่คิดสังหารข้าพเจ้าทิ้งหรือไม่"
เม่งไอ่ซีมีสีหน้าประหลาดใจ กล่าวว่า
"พวกเราย่อมมิเคยคิดสังหารท่าน"
ปึงซิ่วซิ่วพลันมีสีหน้าเย็นชาอีกครา กล่าวว่า
"พวกท่านระหว่างเดินทางมิได้ปกปิดศักดิ์ศรีชื่อแซ่ ทั้งใช้ข้าพเจ้าเป็นตัวล่อ คิดเรียกผู้คนของเทียนมึ้งเก็งออกมา หากพวกท่านบรรลุถึงน่ำไฮ้ก่า ข้าพเจ้าพลันหมดความหมาย หรือยังคิดเก็บไว้ดูเล่น"
เต็งลั่งแลสบตาเม่งไอ่ซี พลันกล่าวกับปึงซิ่วซิ่วว่า
"พวกเราใช้ท่านเป็นตัวล่อ ดึงดูดความสนใจเทียนมึ้งเก็ง ทว่ามิได้คิดร้ายต่อท่าน เพียงต้องการทราบความประการหนึ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วนิ่งรอฟัง เต็งลั่งกล่าวต่อว่า
"ที่ข้าพเจ้าได้ยินมา เทียนมึ้งเก็งลงมือต่อบรรดาสำนักใหญ่ เพียงบุกรุกเข่นฆ่าผู้คน จากนั้นหลบถอยหาย มิได้ปรากฏกายให้เห็นอีก ที่กระทำต่อฮวงจึงก็เป็นเช่นนี้"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเราที่นำพาท่านมาด้วย มีเหตุผลสองประการ ประการแรกคือคิดใคร่ทราบ ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งใช่ถอนกายหมดสิ้นหรือไม่ ระหว่างทางสังเกตท่าทีผู้คน กลับมิได้พบผู้มีปฏิกริยายามพบเห็นท่าน"
เต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"การที่ผู้คนมิได้มีปฏิกริยา บ่งบอกได้สองประการ ประการแรกคือเทียนมึ้งเก็งถอนกายหมดสิ้น ประการที่สองคือ..."
ปึงซิ่วซิ่วโพล่งขึ้นว่า
"ประการที่สองคืออันใด"
เต็งลั่งมองนางพลางถอนใจ กล่าวว่า
"ประการที่สองคือ... หากพวกเขามิได้ถอนกาย ทว่ายามพบเห็นท่านกลับมิได้มีปฏิกริยา ย่อมแสดงว่า ท่านมิได้มีความสำคัญใดต่อพวกเขา"
ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะลง สองตามองดินโคลนที่เปรอะเปื้อนรองเท้า ได้ยินเต็งลั่งกล่าวต่อว่า
"ข้าพเจ้าคาดคิดแต่แรก ท่านมิได้มีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง พวกเขาทั้งมิได้ถ่ายทอดวิชาฝีมือแก่ท่าน มิได้คิดช่วยเหลือท่าน และมิได้คิดสังหารท่านปิดปาก"
ปึงซิ่วซิ่วพลันแย้มยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวว่า
"ยามนี้พวกท่านทราบแล้ว ไฉนยังต้องพาข้าพเจ้าร่วมทางไป"
เต็งลั่งก็ก้มลงมองรองเท้าที่เปื้อนโคลนของปึงซิ่วซิ่ว เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยอย่างแช่มช้าว่า
"ปึงโกวเนี้ย เมื่อครู่ข้าพเจ้าบอกต่อท่าน ที่พวกเรานำพาท่านมา มีเหตุผลสองประการ"
ปึงซิ่วซิ่วเงยหน้าขึ้นมองเม่งไอ่ซี ถามว่า
"ท่านยังมีเหตุผลใดอีกเล่า"
เม่งไอ่ซีก็มองดูนาง น้ำเสียงที่ว่ากล่าวทั้งอ่อนโยนทั้งนุ่มนวล
"เหตุผลประการที่สอง พวกเราพาท่านมา เนื่องเพราะท่านมิอาจอยู่ในฮวงจึง ผู้คนของที่นั่นมาตรว่ามีเมตตา ทว่าย่อมมิอาจสงเคราะห์รับท่านไว้ อีกทั้งมิอาจปล่อยท่านออกไป"
ปึงซิ่วซิ่วนิ่งฟังนาง เม่งไอ่ซีกล่าวสืบไปว่า
"ท่านยังเยาว์วัย ย่อมมิสมควรถูกกักขัง ข้าพเจ้าเพียงต้องการพาท่านมายังสถานที่หนึ่ง ท่านหากพึงพอใจ คิดพำนักอาศัย พวกเขาย่อมต้อนรับอย่างดี"
ปึงซิ่วซิ่วเอ่ยถามว่า
"ท่านหมายถึงน่ำไฮ้ก่า"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะ ปึงซิ่วซิ่วส่ายหน้ากล่าวว่า
"สถานที่สูงส่งเช่นนั้น ข้าพเจ้าไหนเลยสามารถพำนัก"
เม่งไอ่ซีหันมาสบตากับเต็งลั่ง แย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
"สถานที่สูงส่งเช่นนั้น ท่านว่านางพำนักได้หรือไม่"
เต็งลั่งก็ยิ้มแล้ว มิเพียงยิ้มให้แก่เม่งไอ่ซี ยังยิ้มให้แก่ปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"สถานที่สูงส่งเช่นนั้น อย่าว่าแต่นางสามารถพำนัก กระทั่งเป็ดตอนตัวหนึ่ง แมวสามขาตัวหนึ่ง สุนัขเรื้อนตัวหนึ่ง สุกรแคระตัวหนึ่ง ยังสามารถพำนักได้"
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มอย่างเบิกบาน ปึงซิ่วซิ่วมองดูนาง พลันรู้สึก สตรีนางนี้งดงามอย่างยิ่ง ท่านเห็นนางสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายหยาบ ดวงหน้าไร้แป้งประทิ่น ผมเผ้าขาดอัญมณีประดับ ทว่าเยี่ยงนี้กลับยิ่งงดงามกว่า ดังราวกล้วยไม้กำเนิดในพงไพร ผู้พบเห็นพลันรู้สึกเป็นบุญวาสนาได้ชม ผู้ที่มิได้พบเห็นยังคิดเสาะแสวงหา หวังพบพานสักดอกหนึ่ง...
สายฝนเพิ่งจางหาย หน้าตึกใหญ่ของฮวงจึงยืนไว้ด้วยผู้คนสองคน...
ผู้ชราถือร่มกระดาษทาไขคันหนึ่ง ยามนี้หุบร่มลง เงยศีรษะขึ้นมองผู้เยาว์
...บนใบหน้าผู้เยาว์มีหยดน้ำ ที่แท้เมื่อครู่ยืนตากฝนชำระใจ สงบความพลุ่งพล่านภายในที่รุมเร้า
...ทั้งคู่คือเล้งอิกและเล้งจงก้วงเอง...
เล้งจงก้วงเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านคิดไป?"
เล้งอิกตอบว่า
"ข้าพเจ้าย่อมต้องไป"
เล้งจงก้วงถอนใจน้อยๆ กล่าวว่า
"ท่านคิดถามไถ่นาง"
เล้งอิกผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมต้องถามไถ่นาง"
เล้งจงก้วงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ดินแดนแห่งนั้นอยู่ไกลนัก ท่านจากไปในเวลานี้..."
เล้งอิกโบกมือกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าหารือกับพวกเตี้ยงแปะแป๊ะ พวกท่านสามซือเฮียตี๋เฝ้ารักษาฮวงจึง ยังมีอาวเอี้ยงกุนและเล้งป้อซัว อีกทั้งศิษย์จากน่ำเอี้ยงก็อยู่ระหว่างเดินทาง เมื่อพวกเขามาสมทบ ทางนี้มีกำลังเข้มแข็ง ข้าพเจ้าย่อมวางใจ"
เล้งจงก้วงส่ายหน้ากล่าวว่า
"ท่านเมื่อพบนาง ใช่คิดบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด"
เล้งอิกเงยหน้าขึ้นมองฟ้าเบื้องบน สักครู่จึงเอ่ยว่า
"บิดาและมารดาข้าพเจ้า ยามอยู่ร่วมกันกลับรักษาระยะห่าง บิดาเมื่อไปประมือกับน่ำเทียนก่าจู้ผู้นั้น มิได้บอกกล่าวแก่นาง สุดท้ายเกิดโศกนาฏกรรม ยังมิกล้าถามไถ่นาง กลายเป็นเรื่องค้างคาใจระหว่างทั้งสอง..."
เล้งจงก้วงพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"บิดาท่านทั้งว้าวุ่นทั้งกลัดกลุ้ม กริ่งเกรงผู้คนของน่ำเทียนก่าย้อนมาแก้แค้น ได้แต่ส่งท่านไปโฮ้ยเกี่ยมซัว ผสานวิชาฝีมือระหว่างฮวงจึงและโฮ้ยเกี่ยมแขะ มุ่งหวังให้ท่านรักษาตัวรอด..."
เล้งอิกทอดถอนใจยาว กล่าวว่า
"บิดาเมื่อส่งข้าพเจ้าออกจากบ้าน มารดาย่อมชอกช้ำน้ำใจ ยิ่งกระทบความสัมพันธ์ระหว่างพวกท่าน"
เล้งจงก้วงมีสีหน้าหมองหม่น นัยน์ตาฝ้าฟางพลันมีหยาดน้ำเอ่อคลอ กล่าวว่า
"บิดาท่านเพราะเพื่อห้าสำนัก มิได้เปิดเผยความนัยออก กลับทำร้ายความสัมพันธ์ในครอบครัว..."
เล้งอิกกล่าวขึ้นว่า
"เพราะเพื่อเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องไป"
เล้งจงก้วงมองดูเล้งอิกอยู่เนิ่นนาน สักครู่จึงกล่าวว่า
"ท่านจึงจำเป็นต้องไป"
บ่าวผู้หนึ่งพลันเดินเข้ามา ก้มศีรษะอย่างนอบน้อม กล่าวว่า
"จึงจู้ ข้าพเจ้าเตรียมม้าเรียบร้อยแล้ว"
เล้งอิกผงกศีรษะเป็นเชิงขอบใจ บ่าวผู้นั้นปิดปากจามเบาๆ เอ่ยถามอย่างเกรงใจว่า
"วันนี้ฝนฟ้าไม่เป็นใจ จึงจู้ท่านยังคิดออกไปภายนอก โปรดรักษาสุขภาพ"
เล้งอิกยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า
"ที่ต้องรักษาสุขภาพยังคงเป็นเจ้า"
เมื่อบ่าวนั้นลับกายไป เล้งจงก้วงหันมาถามเล้งอิกว่า
"ท่านมิคิดบอกกล่าวพวกเขา ท่านที่แท้ไปที่แห่งใด"
เล้งอิกกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงบอกต่อแปะแป๊ะทั้งสาม ที่มิต้องการให้แพร่งพรายออกไป เนื่องเพราะยามนี้มีเภทภัย กริ่งเกรงผู้คนตื่นตระหนก"
เล้งจงก้วงผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ท่านคิดไปยังเทียนไล้กัง (ลำน้ำสวรรค์กราย) ที่ห่างไกล สถานการณ์เวลานี้ยังตึงเครียด มิทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังที่แท้ พวกเขาย่อมห่วงใยอย่างยิ่ง"
เล้งอิกสบตาเล้งจงก้วงแน่นิ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็ห่วงใยพวกเขาเช่นกัน ทว่าปมเงื่อนระหว่างสำนักเรากับน่ำไฮ้ก่า หากมิทราบความกระจ่างเรื่องฮ้วยหงส์ตั๊ก ย่อมยากที่จะคลี่คลาย"
ดวงตาเล้งจงก้วงพลันมีหยาดน้ำรื้นอีกครา กล่าวเบาๆ ว่า
"ฝากความเคารพและระลึกถึงไปยังมารดาท่าน"
เล้งอิกฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า
"ท่านมาตรว่ามิได้ฝากไป นางยังคงสามารถรับรู้"
สายฝนขาดสาย ตะวันกลมโตพลันเยี่ยมศีรษะ ส่องแสงสว่างแก่แผ่นดินอีกครา...
เล้งจงก้วงยืนฟังเสียงอาชาที่ควบขับไป พลันรู้สึกคล้ายว่างเปล่า ถ้อยคำสุดท้ายของเล้งอิกยังคงก้องอยู่ในใจ
... ที่นี้มีท่านอยู่ ข้าพเจ้าย่อมสามารถวางใจ...
...ถ้อยคำของเล้งอิก กลับเป็นเช่นเดียวกับเล้งทิเจ็งมิผิดเพี้ยน...
เล้งจงก้วงพลันยืดกายขึ้น หันกายเดินกลับเข้าสู่ด้านใน
ท่านเมื่อได้รับความไว้วางใจจากผู้คน ประการแรกต้องมีความเข้มแข็ง ประการที่สองต้องเชื่อมั่นในตนเอง...
ท่านหากมีสองสิ่งนี้ครบถ้วน ยังคงได้รับความไว้วางใจตลอดกาล...
|