|
ทุ่งนากว้างไกลราวไร้ขอบเขตสิ้นสุด วิหคที่ออกหากินยามเช้าส่งเสียงกู่เรียกหากัน บรรยากาศเวิ้งว้างพลันมลายหาย...
ปึงซิ่วซิ่วย่างเท้าบนคันนาอย่างระมัดระวัง สองตาเหลือบแลคอยระวังดินอ่อน กริ่งเกรงเหยียบย่ำจนทรุดลง เต็งลั่งที่เดินอยู่เบื้องหลังต้องร้องว่า
"โกวเนี้ยท่านนี้มิทราบเป็นตั่วเสี่ยวเจี๊ยะ (คุณหนูใหญ่) บ้านใด เดินเหินกรีดกรายยิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วหันไปถลึงตาใส่เขา เต็งลั่งพลันมองข้ามศีรษะนางไปที่เบื้องหน้า กล่าวว่า
"เซี่ยวไหนไน่ (นายหญิง) หากยังมิลดฝีเท้า น่ากลัวตั่วเสี่ยวเจี๊ยะของข้าพเจ้าจะตกคันนาแล้ว"
เม่งไอ่ซีที่เดินอยู่เบื้องหน้าพลันชะงักเท้าลง หันมาแย้มยิ้มกล่าวว่า
"กงจื้อท่านเกรงกลัวตั่วเสี่ยวเจี๊ยะพลาดพลั้ง ไยมิทุ่มเทเงินทองซื้อเกี้ยวหลังหนึ่ง จ้างผู้คนแบกหามนาง"
เต็งลั่งถอนใจกล่าวว่า
"เราระหว่างนี้ยากไร้เงินทอง กระทั่งพุทราเชื่อมครึ่งอีแปะยังมิกล้าซื้อรับประทาน ย่อมมิอาจว่าจ้างผู้คน"
เม่งไอ่ซีจูงมือปึงซิ่วซิ่วไว้ กล่าวว่า
"เห็นแก่กงจื้อตกยากท่าน เราได้แต่ช่วยประคองนาง"
ปึงซิ่วซิ่วเหลือบตาดูเม่งไอ่ซี เห็นนางทั้งกระปรี้กระเปร่าทั้งสดใส อดมิได้ต้องครุ่นคิดขึ้น...
... เม่งไอ่ซีกับเต็งลั่งดูคล้ายชมชอบกันอย่างยิ่ง ที่นางกับเล้งอิกแยกกันพำนัก มิทราบมีสาเหตุจากเรื่องนี้หรือไม่...
... หากพวกเขามีจิตใจสัมพันธ์ นางไฉนแต่งเข้าสู่ฮวงจึง...
... บุตรธิดาออกเรือนมาตรว่าเป็นไปตามธรรมเนียม บิดามารดาเป็นผู้เลือกเฟ้น ทว่าพวกเขาเป็นบุคคลในบู๊ลิ้ม ย่อมมิได้ยึดถือเคร่งครัด หนำซ้ำด้วยบุคลิกของเม่งไอ่ซี หาใช่สตรีอ่อนแอในห้องหอ ไหนเลยยินยอมรับชะตากรรมโดยไร้ข้อโต้แย้ง ...
ปึงซิ่วซิ่วครุ่นคิดอยู่ไปมา ถึงกับมิได้สังเกต ที่ห่างไกลมีผู้คนเดินมาขบวนหนึ่ง ยามใจลอยพลันได้ยินเม่งไอ่ซีร่ำร้องว่า
"ลั่งยี้ท่านดู นั่นมิใช่ไฉ่เจ็ก (อาผักกาด) หรอกหรือ"
วาจามิทันขาดคำ คนพลันวิ่งตะบึงสู่เบื้องหน้า ปึงซิ่วซิ่วที่โดนจูงแทบมิได้สาวเท้า กลับคล้ายลอยละลิ่วตามไปก็มิปาน
เม่งไอ่ซีพลันหยุดกายลง รั้งร่างปึงซิ่วซิ่วที่โผถลา เอ่ยคำว่า
"ปึงเซี่ยวโกวเนี้ย ขอโทษท่าน ข้าพเจ้ากลับรีบร้อนไป"
ได้ยินเสียงร่ำร้องเซ็งแซ่ ผู้คนที่เบื้องหน้าคล้ายเหาะเหินมาเช่นกัน เห็นเป็นบุรุษสตรีต่างวัยเจ็ดแปดคน สวมใส่อาภรณ์ผ้าฝ้ายหยาบ ในมือถือจอบเสียมคนละเล่ม ผู้ที่อยู่ด้านหน้าเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างสูงผอมอย่างยิ่ง ใบหน้าเรียวยาวมีรอยคร้ามแดด ทันทีที่พุ่งกายมาถึงก็ร่ำร้องว่า
"เซี่ยวก่าจู้ ลั่งยี้ เป็นพวกท่าน"
เม่งไอ่ซีปล่อยมือปึงซิ่วซิ่ว ปราดเข้าไปหาชายวัยกลางคนนั้น ถึงกับยื่นแขนสวมกอดอย่างสนิทสนม เต็งลั่งพลันกระโดดมาที่เบื้องหน้า กล่าวว่า
"เซี่ยวอ๊ะ (เป็ดน้อย) ท่านกอดรัดแนบแน่นปานนั้น ไช่ไฉ่เจ็กจึงหายใจไม่ออกตาย"
ไช่ไฉ่เจ็กนั้นหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า
"เราเมื่อคืนนอนกระสับกระส่ายมิใคร่สบาย ที่แท้เป็นลางพิเศษ วันนี้ได้พบเจอทั้งเซี่ยวอ๊ะเซี่ยวโกย (ไก่น้อย)"
บุรุษสตรีที่อยู่ด้านหลังดาหน้าเข้ามาอย่างสนิทสนม สตรีร่างท้วมนางหนึ่งยกมือเช็ดน้ำตา กล่าวว่า
"พวกท่านมิได้คืนสู่เหย้าเรือนนานปี มาครั้งนี้อย่าได้พำนักเพียงชั่วครู่ยาม"
เต็งลั่งรีบใช้แขนเสื้อเช็ดหน้าแก่นางพลางกล่าวว่า
"มาครานี้หากมิได้รับประทานซุปเต่าของฉิกอี๊ (น้าที่เจ็ด) ข้าพเจ้าย่อมมิอาจจากไป"
ผู้คนทั้งมวลพลันส่งเสียงหัวร่อโดยพร้อมเพรียง เม่งไอ่ซีคลายมือจากไช่ไฉ่เจ็ก กล่าวว่า
"เดินทางกับไก่น้อยอดโซ เงินทองข้าพเจ้าแทบหมดสิ้น ยามแวะรับประทานต้องสั่งข้าวสวยถึงหกชาม"
ฉิกอี๊นั้นรีบเข้ามาเกาะกุมมือนาง กล่าวว่า
"เซี่ยวอ๊ะท่านเมื่อเยาว์วัยรับประทานนกทอดหนอนคั่วของเขามากมาย ยามนี้ชดใช้คืนบ้างจะเป็นไร"
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ติดหนี้นกทอดหนอนคั่ว ใช้คืนเป็นห่านอบขาหมูตุ๋น ข้าพเจ้าจึงขาดทุนนัก"
ปึงซิ่วซิ่วที่ด้านหลังชมดูจนงุนงง ในใจพลันเกิดข้อสงสัยสองประการ...
... ประการแรก ชาวไร่มือใหญ่เท้าหยาบเหล่านี้ ไฉนพลันมารู้จักเม่งไอ่ซีกับเต็งลั่ง หนำซ้ำสนิทสนมกลมเกลียวอย่างยิ่ง...
... ประการที่สอง เม่งไอ่ซีกับเต็งลั่งใช่รู้จักกันมาแต่เยาว์วัย?
มิทันครุ่นคิดสืบต่อ ไช่ไฉ่เจ็กนั้นพลันบุ้ยใบ้มาทางนาง กล่าวว่า
"โกวเนี้ยท่านนี้..."
เม่งไอ่ซีรีบกล่าวว่า
"นางเรียกว่าปึงโกวเนี้ย ร่วมทางมากับข้าพเจ้า"
บุรุษสตรีทั้งแปดพลันส่งเสียงทักทายปึงซิ่วซิ่ว สตรีนางหนึ่งรีบปลดผ้าคลุมบนศีรษะออก ส่งให้ปึงซิ่วซิ่วพลางกล่าวว่า
"ท่านดูคล้ายมิใช่เช่นพวกเรา ตากแดดยามสายจะปวดศีรษะ"
ปึงซิ่วซิ่วรับผ้ามาอย่างงุนงง ฉิกอี๊พลันกล่าวว่า
"นางมอบผ้าแก่ท่าน คิดให้ท่านใช้คลุมศีรษะ"
ปึงซิ่วซิ่วหันไปทางเม่งไอ่ซี ฉิกอี๊นั้นกล่าวอีกว่า
"เซี่ยวก่าจู้ทนแดดฝนมาแต่เด็ก นี่เป็นเพราะรับประทานซุปเต่าของเรา"
ปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึกคล้ายศีรษะหมุนโคลง ที่แท้งุนงงจนจับต้นชนปลายมิได้ ต้องเอ่ยอย่างสงสัยใจว่า
"มิทราบพวกท่านเป็นผู้ใด"
เต็งลั่งหันมาทางนาง ฉีกยิ้มกว้างแทบถึงใบหู กล่าวว่า
"พวกเขาล้วนเป็นญาติสนิทมิตรสหาย ข้าพเจ้าเมื่อกาลก่อนมิเพียงรับประทานซุปเต่าของฉิกอี๊ ยังรับประทานผัดผักกาดดองของไช่ไฉ่เจ็ก เท้าห่านเผาไฟของช้วนเจ๊ ต้มเลือดสุกรของฮ้งเฮีย..."
เม่งไอ่ซีส่ายศีรษะ พึมพัมว่า
"ยามรำพันยังมีแต่สุราอาหาร คนผู้นี้อดอยากเกินไปจริงๆ"
นางหันมาทางปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"พวกเขาล้วนเป็นพี่น้องของข้าพเจ้าทั้งสิ้น ท่านดู อาณาเขตจากทุ่งนาด้านนี้ไปจนจรดเนินเขาทางซ้าย มีแม่น้ำเล็กๆ ด้านหลัง หมู่บ้านที่ตั้งขนานกับลำธารคือน่ำไฮ้ก่าของพวกเรา"
ปึงซิ่วซิ่วกวาดตามองบุรุษสตรีที่ยืนเรียงรายอยู่ด้านหน้า ยามกะทันหันได้แต่ส่ายศีรษะอย่างงุนงง นางย่อมมิได้คาดคิด น่ำไฮ้ก่าที่เคยเป็นหนึ่งในสี่นิกายเลิศล้ำ ปัจจุบันกลับเป็นเพียงหมู่บ้านชาวนาแห่งหนึ่ง สาวกอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร ที่แท้เป็นชาวนามือใหญ่เท้าหยาบ เซี่ยวก่าจู้ที่บริสุทธิ์สูงส่งยังถูกเรียกหาเป็นเป็ดน้อย
... คนของสี่นิกายไม่สัมผัสพสุธา อีกทั้งไม่คบหาอาชา ตำนานพิสดารที่คล้ายจริงคล้ายไม่จริง ...
ปึงซิ่วซิ่วพลันส่ายศีรษะไม่หยุดยั้ง กับเรื่องราวที่พลิกความคาดหมายเช่นนี้ นางย่อมมิได้นึกฝันมาก่อน...
เต็งลั่งที่อยู่ด้านข้างพลันหันไปทางเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"พวกเรายังคงรีบเข้าสู่หมู่บ้าน หากชักช้าปึงโกวเนี้ยจะโดนแดดเผาจนสมองหมุนแล้ว"
ไช่ไฉ่เจ็กพลันกล่าวว่า
"หากคิดพบพานก่าจู้ในบัดดล ยังคงตามไปที่ต้นลำธาร ท่านวันนี้พาผู้คนไปรื้อถางหญ้า"
เต็งลั่งกับเม่งไอ่ซีส่งเสียงตอบรับโดยพร้อมเพรียง เม่งไอ่ซีพลันยื่นมือมาที่ปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"พวกเราไปกันเถิด"
บุรุษสตรีเหล่านั้นส่งเสียงบอกลาเซ็งแซ่ เต็งลั่งพลันเดินมาสบทบกับสตรีทั้งสอง ยื่นมือออกจูงมืออีกข้างของปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"พวกเราช่วยกันจูงเซี่ยวโกวเนี้ย มิให้นางหกล้มไป"
เม่งไอ่ซีเงยศีรษะขึ้นมองดูเขา หยาดเหงื่อที่ผุดพราวบนดวงหน้านาง ดูราวเม็ดฝนบนกลีบบุปผา
เต็งลั่งสบตากับเม่งไอ่ซีวูบหนึ่ง ระหว่างที่เดินไปกลับมิมีผู้ใดว่ากล่าวถ้อยคำ ปึงซิ่วซิ่วที่เดินอยู่ตรงกลางพลันรู้สึกวังเวงอย่างประหลาด
... นางเดินมากับพวกเขา ทว่ากลับคล้ายมิได้ร่วมทาง ...
... พวกเขาที่จูงมือนางอย่างระมัดระวัง ความอบอุ่นกลับมิได้หลั่งไหลลงสู่กายนาง ...
พริบตานั้นนางกลับคิดใคร่สะบัดมือวิ่งจากไป ทว่ามิทราบด้วยเหตุใด สองแขนกลับปวกเปียกไร้เรี่ยวแรง สองขายังทรุดลง
เต็งลั่งพลันรวบร่างนางไว้ ยกขึ้นแบกทางด้านขวา เม่งไอ่ซีพลันยื่นมือออก เกาะกุมมือที่เป็นอิสระของเขา เต็งลั่งกลับพลิกมือโดยพลัน เปลี่ยนเป็นยึดจับมือนาง ประกายตาเปล่งแววอ่อนโยนนุ่มนวล ...
เม่งไอ่ซีค้นหาผ้าเช็ดหน้าในอกเสื้อ ทว่ามิอาจพบพาน ได้แต่เกลือกศีรษะกับอกเสื้อเต็งลั่ง ซับเหงื่อที่หน้าผากให้แก่ตนเอง
ปึงซิ่วซิ่วย่อมแลเห็นภาพนั้น นางพลันซบศีรษะลง ดูไปคล้ายอ่อนแรงยิ่ง
... คนอ่อนแรง น้ำตากลับราดรดจนเปียกชุ่ม ...
เต็งลั่งก้าวเดินเร็วขึ้นกว่าเดิม สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"เสื้อข้าพเจ้าเปียกไป มิทราบสมควรเรียกผู้ใดซักตากให้"
... ถ้อยคำที่เปล่งออก มิทราบว่ากล่าวแก่ผู้ใดแล้ว ...
อากาศภายนอกร้อนอย่างยิ่ง ลมทะเลยามเช้ากรรโชกแรง ฝูงมัจฉาถูกซัดมาติดชายหาดจนเกลื่อนกลาด ...
ลิ้มเต็กเฮียะวันนี้เดินเล่นกับเซี่ยวมั่ง ช่วยกันเสาะหาหินก้อนกลม โหงวกอกอยังติดตามพวกนางมาที่เบื้องหลัง คิดใคร่ขุดหลุมจับปูลม
เซี่ยวมั่งยืนให้ลมพัดเสื้อผ้าปลิวไสว เงยศีรษะสูดอากาศเข้าไปเต็มที่ กล่าวว่า
"ที่นี้จึงเป็นสวรรค์แห่งหนึ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะมองดูนาง พลันเอ่ยถามว่า
"ท่านใช่ชมชอบสถานที่นี้จริง?"
เซี่ยวมั่งผงกศีรษะกล่าวว่า
"สถานที่นี้สงบอย่างยิ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะโยนหินก้อนหนึ่งลงในทะเล กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับมิได้รู้สึกเช่นท่าน สถานที่นี้มาตรว่าห่างไกลผู้คน ทว่าผู้อยู่ใช่รู้สึกสงบอย่างแท้จริง?"
เซี่ยวมั่งมองดูลิ้มเต็กเฮียะพลางกล่าวว่า
"เทียนมึ้งเก็งมุ่งหวังความสงบ ท่านไฉนมีความคิดเช่นนั้น"
ลิ้มเต็กเฮียะส่ายศีรษะกล่าวว่า
"หากมุ่งหวังความสงบจริง ไฉนต้องบุกรุกฮวงจึงและสำนักอื่น กระทั่งมารดาข้าพเจ้าก็ยังมิได้กลับมา"
เซี่ยวมั่งหรุบสายตาลงต่ำ ลิ้มเต็กเฮียะผุดลุกขึ้นยืน ทว่ายังมิทันกล่าวอันใด พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังมา กลับคล้ายเป็นหวูดสัญญาณ
เซี่ยวมั่งหันหน้าไปทางทิศทางของเสียง ลิ้มเซี่ยวตงพลันวิ่งหน้าตื่นมาสบทบ ไถ่ถามว่า
"เป็นเสียงสัญญาณอันใด"
เซี่ยวมั่งยกนิ้วชี้ขึ้นจรดริมฝีปาก เงี่ยหูฟังสัญญาณอย่างตั้งใจ พลันกล่าวว่า
"ที่แท้เก็งจู้กลับมาแล้ว"
ลิ้มเซี่ยวตงกล่าวว่า
"เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของพวกเรา สมควรเรียกหาว่าอย่างไร"
เซี่ยวมั่งสั่นหน้ากล่าวว่า
"เก็งจู้คือเก็งจู้ มิว่าผู้ใดก็มิอาจนับท่านเป็นญาติพี่น้อง"
ลิ้มเต็กเฮียะอุทานออกมา เบิกตากลมโตกล่าวว่า
"อย่างนั้นเล่าฮูหยินไยมิใช่ต้องเรียกหาเขาเป็นเก็งจู้เช่นกัน"
เซี่ยวมั่งผงกศีรษะกล่าวว่า
"ท่านกล่าวถูกต้อง กระทั่งเล่าฮูหยินที่เป็นอาม่าของเขา ก็มิอาจเรียกชื่อเขาโดยตรง"
ลิ้มเซี่ยวตงฉุดดึงลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"พวกเรายังคงรีบไปชมดูเก็งจู้ผู้นั้นสักครา มิทราบยิ่งใหญ่คับฟ้าปานใด"
ลิ้มเต็กเฮียะนึกสนุกโดยพลัน ทว่ายังมิทันก้าวขาออกก็ต้องหยุดชะงัก เห็นที่ไกลออกไปมีกลุ่มคนวิ่งมากรูเกรียว ยามเขม้นมองยังพอทราบ ที่แท้เป็นดรุณีน้อยใหญ่ในเทียนมึ้งเก็งเอง
ลิ้มเซี่ยวตงเลิกคิ้วกล่าวว่า
"พวกนางแตกตื่นหนีสิ่งใด"
เซี่ยวมั่งพลันถลันกายขึ้นมาเบื้องหน้า กล่าวว่า
"ยังคงเป็นเล่งเหล็งเล่นสนุกเช่นเคย"
ลิ้มเต็กเฮียะสะกิดนางถามว่า
"เล่งเหล็งคือผู้ใด"
เซี่ยวมั่งยังมิทันตอบคำ เหล่าดรุณีพลันวิ่งมาถึงบริเวณที่พวกนางยืนอยู่ บางนางแลเห็นลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้องก็รีบเบี่ยงร่างหลบไป บางนางกลับวิ่งวุ่นวายมิได้ดูทิศทาง แทบชนเข้ากับลิ้มเต็กเฮียะที่ยืนงงงันอยู่
ได้ยินเสียงหัวเราะสดใสดังแว่วมา ร่างเล็กสายหนึ่งกระโจนปราดอย่างแคล่วคล่อง ที่แท้เป็นเพียงทาริกาวัยแปดเก้าขวบ ใบหน้าขาวผ่องสดใส แก้มสองข้างแดงระเรื่อ น่ารักน่าเอ็นดูอย่างยิ่ง
เห็นในมือนางถือแส้ยาวเส้นหนึ่ง หางแส้ตวัดไปมา กลับไล่ล่าดรุณีน้อยใหญ่อย่างดุดัน ลิ้มเต็กเฮียะทีแรกเข้าใจ ทาริกาน้อยเล่นสนุกตามประสา มิคาด ได้ยินเสียงแส้ตวัดลงดังเควี้ยว ดรุณีนางหนึ่งกรีดร้องออกมา มือข้างหนึ่งยกขึ้นกุมใบหน้า ถึงกับมีโลหิตหยาดหยดลง
ทาริกาน้อยนั้นถลันเข้าใส่ดรุณีที่บาดเจ็บ ตวัดแส้ลงอย่างไม่ยั้ง ถึงกับหวดลงหลังไหล่นาง ปากก็ร้องว่า
"เราวันนี้จับได้อาชาพยศตัวหนึ่ง ยังคงตีให้เชื่องเชื่อ"
ลิ้มเต็กเฮียะร้องอุทานอย่างตกใจ ทาริกาน้อยที่นางเข้าใจว่าเล่นสนุก ถึงกับหวดแส้ใส่ผู้คนอย่างไม่ปรานี ยามนี้ต้องรีบถลันเข้าไป ร่ำร้องว่า
"เด็กน้อยเจ้ารีบหยุดมือ"
ทาริกาน้อยหันขวับมาทันควัน ยกนิ้วชี้หน้าลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"เอียเท้านี้ทำหน้าตาบูดบึ้งใส่เรา ใช่คิดใคร่รับประทานแส้หรือไม่"
วาจาพอว่ากล่าว แส้ในมือพลันตวัดออก ลิ้มเต็กเฮียะยามตื่นตกใจกลับเซถลาแทบล้มลง เซี่ยวมั่งรีบพุ่งปราดมา มือหนึ่งประคองลิ้มเต็กเฮียะ อีกมือคว้าจับปลายแส้ไว้ ปากร้องว่า
"ท่านผู้นี้คือเซี่ยวเก็งจู้ เหล็งน้อยอย่าได้เสียมารยาท"
ทาริกาน้อยหยุดชะงักโดยพลัน มองดูลิ้มเต็กเฮียะตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า พลันยกมือขึ้นเท้าสะเอว ร้องว่า
"เซี่ยวเก็งจู้นี้มิใช่ง่อยเปลี้ย ไฉนมิได้ฝึกวิชาบู๊ ใช่เป็นคนปัญญาอ่อนหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะขมวดคิ้วนิ่วหน้า ทาริกาน้อยอายุเยาว์วัย กริยากลับเขื่องโข วาจาไร้มารยาท นางความจริงคิดว่ากล่าวอันใด ทว่าเซี่ยวมั่งชิงเอ่ยว่า
"เซี่ยวเก็งจู้เติบโตที่ภายนอก จึงมิได้ร่ำเรียนวิชาฝีมือ"
ทาริกาน้อยเชิดศีรษะร้องเฮอะ กล่าวว่า
"เราเติบโตที่ภายนอกเช่นกัน ยังได้ร่ำเรียนอยู่หลายกระบวนท่า หากเซี่ยวเก็งจู้ท่านนี้คิดร่ำเรียน ยังสามารถก้มศีรษะกราบกรานเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะก้าวออกมาเบื้องหน้า กล่าวว่า
"เอียเท้าน้อยเจ้าเข้าใจ ฝึกวิชาหลายกระบวนท่าก็อยู่เหนือผู้อื่น"
ทาริกาน้อยยิ้มเยาะคราหนึ่ง สะบัดหน้ากล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ท่านนี้สติปัญญาจำกัดนัก หรือมิเคยได้ยิน ผู้มีกำลังอ่อนย่อมพ่ายแพ้"
ลิ้มเต็กเฮียะกล่าวว่า
"เจ้าจึงมีสติปัญญาจำกัด หนำซ้ำจัดอยู่ในชั้นต่ำ หรือมิเคยได้ยิน ชั้นสูงประลองปัญญา ชั้นต่ำจึงประลองกำลัง"
ทาริกาน้อยขยี้เท้าอย่างโกรธเคือง สะบัดแส้ในมือดังควับเควี้ยว กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ที่ฝีปากกล้า มิว่าประลองสูงหรือต่ำ คาดว่าสามารถได้ชัยเหนือเรา?"
เซี่ยวมั่งส่ายศีรษะกล่าวว่า
"เล่งเหล็งเจ้าอย่าได้ต่อปากคำ..."
ทาริกาน้อยสะบัดหน้าเชิดศีรษะ กล่าวว่า
"ผู้มีศักดิ์ศรีเช่นเจ้า ทางที่ดีอย่าได้สอดเรื่องของเรา"
ลิ้มเต็กเฮียะจุ๊ปากอย่างขัดใจ เซี่ยวมั่งพลันส่ายศีรษะเป็นเชิงห้ามปราม ทาริกาน้อยจ้องมองลิ้มเต็กเฮียะมิวางตา ขณะคิดว่ากล่าวต่อปากคำ พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า
"เล่งเหล็งไปซุกซนอยู่ที่ใด"
สุ้มเสียงพอกล่าวออก คนพุ่งปราดมาราวเหาะเหิน เพียงพริบตาก็โลดแล่นถึงเบื้องหน้า...
ลิ้มเต็กเฮียะเขม้นมอง เห็นผู้มาเป็นสตรีวัยสามสิบเศษ สวมใส่เสื้อสั้นรัดเอวทะมัดทะแมง ใบหน้าขาวจนดูซูบเผือด กระทั่งริมฝีปากยังซีดเซียวไร้สีเลือด
ทาริกาน้อยนามเล่งเหล็งพลันวิ่งเข้าไปหานาง ปากร้องว่า
"มารดา ข้าพเจ้าวันนี้ขัดใจยิ่ง"
สตรีใบหน้าซูบซีดนั้นก้มลงมองดูธิดา สีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา กล่าวว่า
"มาถึงเคหสถาน กลับสนใจแต่เล่นซุกซน มิรีบไปคารวะเล่าฮูหยิน"
เล่งเหล็งเชิดปากกล่าวว่า
"คารวะเล่าฮูหยินมีประโยชน์อันใด ข้าพเจ้ามิว่าอย่างไรก็มิใช่เซี่ยวเก็งจู้"
สตรีใบหน้าซูบซีดพลันยกมือฟาดออก ถึงกับตบลงบนใบหน้าของทาริกาน้อย เห็นนางเซไปด้านหลัง ทว่ากลับมิได้ร่ำไห้ กระทั่งลูบคลำก็มิได้ลูบคลำ
สตรีนั้นตวาดสำทับว่า
"ยังไม่รีบไป"
ทาริกาน้อยพลันหันหลังวิ่งตะบึงไป สตรีใบหน้าซูบซีดก็สะกิดเท้าติดตาม นางตั้งแต่มาจนจากไป ถึงกับมิได้ส่งสายตาเหลือบแลผู้อื่นแม้แต่น้อย
ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนงงงัน เอ่ยถามเซี่ยวมั่งว่า
"สตรีนางนั้นเป็นผู้ใด"
เซี่ยวมั่งรอจนดรุณีนางอื่นเดินจากไป ค่อยหันมากล่าวกับลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้องว่า
"พวกท่านหากพบเห็นนางและทาริกานั้น ทางที่ดีอย่าได้เข้าไปสุงสิง"
ลิ้มเต็กเฮียะขมวดคิ้วอย่างสงสัยใจ ถามว่า
"นางกับทาริกานั้นมีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง"
เซี่ยวมั่งยืนนิ่งเฉยมิกล่าวคำ สีหน้ามีแววครุ่นคิด คล้ายมิทราบสมควรตอบเยี่ยงใด ผ่านไปครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"นางกับทาริกานั้นมิได้มีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง พวกเราเพียงเรียกหานางเป็นเล้งโกว (สตรีศักดิ์สิทธิ์) ทาริกานั้นเป็นธิดาโทนของนาง เรียกว่าเล่งเหล็ง"
ลิ้มเซี่ยวตงที่เงียบงันอยู่นานพลันโพล่งออกมาว่า
"หากมิได้มีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง ไฉนดรุณีเหล่านั้นจึงเกรงกลัวนาง มิกล้าลงมือตอบโต้"
เซี่ยวมั่งตอบคำว่า
"ที่ผู้คนเกรงกลัวนาง มีเหตุผลอยู่สองประการ"
ลิ้มเซี่ยวตงซักไซ้ว่า
"เป็นเหตุผลใด"
เซี่ยวมั่งกล่าวช้าๆ ว่า
"เหตุผลประการแรก นางมีวิชาฝีมือสูงส่งอย่างยิ่ง เนื่องเพราะได้รับการถ่ายทอดจากเล่าฮูหยินโดยตรง"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันเอ่ยอย่างงุนงง
"ท่านเมื่อครู่กล่าว นางมิได้มีศักดิ์ศรีในเทียนมึ้งเก็ง ไฉนสามารถฝึกวิชากับเล่าฮูหยิน"
เซี่ยวมั่งกล่าวสืบไปว่า
"นั่นสืบเนื่องจากเหตุผลประการที่สอง"
ลิ้มเต็กเฮียะสบสายตากับกอกอ เซี่ยวมั่งพลันลดเสียงเบาลง ยื่นหน้าเข้ามาใกล้พวกเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงกระซิบว่า
"นางเป็นสตรีคนสนิทของเก็งจู้ท่านปัจจุบัน"
ลิ้มเต็กเฮียะตีหน้านิ่ว กล่าวว่า
"ท่านใช่หมายถึง นางเป็นคนรักของเก็งจู้"
เซี่ยวมั่งส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"คำว่าคนรักกลับมิอาจเรียกหา"
ลิ้มเต็กเฮียะส่ายศีรษะอย่างไม่เข้าใจ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามักเข้าใจ บุรุษสตรีหากสนิทสนมกัน ย่อมเป็นคู่รักคู่หนึ่ง เฉกเช่นโหงวกอกอกับเซี่ยวเท้ง"
ลิ้มเซี่ยวตงหน้าแดงวูบ รีบยื่นมือออกเคาะศีรษะม่วยม่วย พลางหันมากล่าวกับเซี่ยวมั่งว่า
"หรือสามีของสตรีนางนั้นมีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง"
เซี่ยวมั่งสั่นศีรษะ ตอบคำว่า
"นางมิเคยมีสามีมาก่อน"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบร้องว่า
"ท่านผิดแล้ว หากนางมิเคยมีสามี ไหนเลยให้กำเนิดธิดานางหนึ่ง"
ลิ้มเซี่ยวตงมองม่วยม่วยอย่างขัดใจ กล่าวว่า
"เราความจริงเข้าใจว่าเจ้าฉลาดปราดเปรื่อง มิทราบบางคราไฉนจึงโง่งมนัก"
ลิ้มเต็กเฮียะกำหมัดน้อยๆ ทว่ายังมิทันทุบใส่กอกอ เซี่ยวมั่งรีบจับมือนางไว้ กล่าวว่า
"สตรีมาตรว่ามิได้แต่งงาน ยังคงมีบุตรธิดาได้"
ลิ้มเต็กเฮียะเอียงศีรษะครุ่นคิด สักครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
"มิได้แต่งงานก็สามารถมีบุตรธิดา เรื่องนี้ข้าพเจ้ากลับมิทราบมาก่อน..."
ลิ้มเซี่ยวตงสบตากับเซี่ยวมั่ง พลันกระซิบว่า
"เล่งเหล็งนั้นใช่เป็นธิดาของ..."
เซี่ยวมั่งชิงปิดหูสั่นศีรษะ ร่ำร้องว่า
"เรื่องนี้มิว่าผู้ใดก็มิอาจว่ากล่าว ข้าพเจ้าเองก็มิทราบเช่นกัน พวกท่านยังคงอย่าได้ถามแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบกระชากปกเสื้อกอกอ ฉุดดึงเข้ามาถามว่า
"เล่งเหล็งนั้นใช่เป็นธิดาของผู้ใด ยังคงรีบบอกเรา"
ลิ้มเซี่ยวตงป้องปากกระซิบที่ข้างหูม่วยม่วย เซี่ยวมั่งพลันถอนใจส่ายศีรษะ กล่าวกับลิ้มเต็กเฮียะว่า
"ถ้อยคำที่กอกอท่านบอกกล่าว ยังคงอย่าได้บอกเล่าแก่ผู้อื่น"
ลิ้มเต็กเฮียะจ้องมองเซี่ยวมั่งอย่างงงงัน กล่าวว่า
"เรื่องนี้เป็นมงคลยิ่ง ไฉนจึงมิอาจเอ่ยถึง"
ลิ้มเซี่ยวตงพลันหัวร่อวิ่งออกไป เซี่ยวมั่งพลันถามว่า
"กอกอท่านบอกกล่าวอันใด"
ลิ้มเต็กเฮียะปัดทรายที่ติดตามเสื้อผ้าพลางกล่าวว่า
"โหงวกอกอบอกว่า เล้งโกวนั้นมิได้แต่งงานมีสามี ธิดาที่ถือกำเนิดย่อมเป็นเง็กเซียนฮ่องเต้ (เทพเจ้าบนสวรรค์) ประทานมา ความนี้กลับมีเหตุผลยิ่ง ท่านว่าใช่หรือไม่..."
|