|
ลิ้มเต็กเฮียะวิ่งนำลิ้มเซี่ยวตงเข้าสู่ห้องหับด้านใน เซี่ยวมั่งที่สาวเท้าตามหลังต้องรีบถลันมาด้านหน้า กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ยามที่เก็งจู้กลับมาพำนัก อย่าได้ส่งเสียงดังไป"
ลิ้มเต็กเฮียะป้องปากกระซิบกระซาบว่า
"เก็งจู้ท่านนี้ใช่เป็นเช่นเล่าโจ้วม่าของเซี่ยวเท้ง ชมชอบนอนกลางวัน จึงห้ามผู้ใดส่งเสียงเอะอะ"
ลิ้มเซี่ยวตงหัวร่อคักคัก เซี่ยวมั่งรีบยกมือปิดปากเขา ถอนใจกล่าวว่า
"ท่านสองพี่น้องหากมิเชื่อฟัง เราผู้นี้ลำบากใจยิ่งแล้ว"
ลิ้มเต็กเฮียะปั้นยิ้มประจบประแจง กล่าวว่า
"เห็นแก่ซาเจ้เจ๊ท่าน เราวันนี้ได้แต่สำรวมดังหินก้อนหนึ่ง"
ลิ้มเซี่ยวตงรีบกล่าวว่า
"เช่นนั้นเราได้แต่สำรวมดังไก่ป่าตัวหนึ่ง"
ลิ้มเต็กเฮียะหันไปถลึงตาใส่กอกอ กล่าวว่า
"ไก่ป่าจ้อกแจ้กจอแจ ท่านไฉนเปรียบเปรยราวทารกมิรู้ความ"
ลิ้มเซี่ยวตงแยกเขี้ยวใส่ม่วยม่วย กล่าวว่า
"เจ้าจึงเป็นทารกมิรู้ความ ไก่ป่าตัวหนึ่งหากโดนถอนขนทาเกลือ จวนถูกปิ้งย่างรับประทาน ใช่สามารถส่งเสียงหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะหัวเราะคิก กล่าวว่า
"หากท่านเป็นไก่ป่า ย่อมมิมีผู้ใดกล้ารับประทาน มิเช่นนั้นจะผิดใจกับเซี่ยวเท้งแล้ว"
ลิ้มเซี่ยวตงมิทันว่ากล่าวอันใด สตรีอาภรณ์แดงนางหนึ่งพลันปรากฏกายขึ้นที่ด้านข้าง ที่แท้เป็นหนึ่งในสตรีรับใช้ของเล่าฮูหยิน
นางหยุดลงที่เบื้องหน้าลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้อง ย่อกายคารวะพลางกล่าวว่า
"เล่าฮูหยินให้ข้าพเจ้ามาเชิญเซี่ยวเก็งจู้ทั้งสอง"
ลิ้มเต็กเฮียะโพล่งออกไปว่า
"ใช่เชื้อเชิญไปรับประทานไก่ป่าหรือไม่"
เซี่ยวมั่งขยิบตาเป็นเชิงห้ามปราม กล่าวว่า
"เซี่ยวเก็งจู้อย่าได้กล่าวล้อเล่นเหลวไหล ยังคงรีบไป"
ลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้องเดินตามสตรีอาภรณ์แดง เมื่อถึงห้องหับของเล่าฮูหยิน เห็นประตูแง้มเปิดไว้นิดหนึ่ง ภายในห้องกลับไม่มีสุ้มเสียงใด สตรีอาภรณ์แดงผายมือพลางกล่าวว่า
"เชิญเซี่ยวเก็งจู้ทั้งสอง"
ลิ้มเซี่ยวตงรุนหลังม่วยม่วย ตนเองปักหลักอยู่เบื้องหลัง ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้ย่อมมิอาจทุ่มเถียงมากความ ได้แต่สาวเท้าเข้าไป
เห็นภายในห้องมีผู้คนสี่คน เล่าฮูหยินนั่งอยู่ที่โต๊ะกลางห้อง ถัดจากนางเป็นบุรุษอายุราวสามสิบเศษ คิ้วเรียวยาวใบหน้าคมสัน ยามจับจ้องมองลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้อง สีหน้าแววตาเฉยเมยอย่างยิ่ง ลิ้มเซี่ยวตงที่เดินตามหลังพลันรู้สึกคล้ายสันหลังเย็นเยียบ ต้องแอบยื่นมือดึงเสื้อม่วยม่วย มิให้ก้าวเดินเร็วเกินไป
เล่าฮูหยินกวักมือเรียกลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้อง ปากกล่าวว่า
"รีบเข้ามาคารวะเก็งจู้"
ลิ้มเต็กเฮียะสบตากอกอวูบหนึ่ง พลันประสานมือคารวะโดยพร้อมเพรียง มิคาด เก็งจู้นั้นมิเพียงไม่ส่งเสียงทักทาย หนำซ้ำยังมิได้ผงกศีรษะรับ ราวกับมิได้พบเห็นสิ่งใดก็ปาน
ลิ้มเต็กเฮียะกระตุกชายเสื้อกอกอ มิทราบสมควรวางท่าทีเยี่ยงไร เล่าฮูหยินพลันชี้มือมาที่เก้าอี้ด้านข้าง เรียกหาพวกเขาไปนั่ง
ลิ้มเต็กเฮียะกวาดสายตาไปทางด้านหลัง เห็นสตรีนามเล้งโกวยืนอยู่ข้างหน้าต่าง ทาริกาน้อยเล่งเหล็งก็ยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างมารดา ดวงตาหรุบลงต่ำ หามีท่าทีซุกซนก้าวร้าวเช่นเมื่อครู่ไม่
เล่าฮูหยินเอ่ยกับเก็งจู้นั้นว่า
"เซี่ยวเก็งจู้ทั้งสองมิได้ฝึกวิชาบู๊ ใช่สมควรให้พวกเขาเริ่มต้นหรือไม่"
เก็งจู้นั้นมองดูลิ้มเต็กเฮียะสองพี่น้องอีกครา ลิ้มเซี่ยวตงรีบก้มศีรษะลงมองนิ้วมือตนเอง ลิ้มเต็กเฮียะกลับคล้ายกระต่ายป่ายามตื่นตกใจ เบิกตากลมโตประสานกลับโดยพลัน
เก็งจู้นั้นจ้องมองนางแน่นิ่ง สักครู่จึงหันไปกล่าวกับเล่าฮูหยินว่า
"เด็กชายนี้ให้เริ่มฝึกกับบ้วนซิงแซ"
เล่าฮูหยินผงกศีรษะ ถามไถ่ว่า
"เด็กหญิงเล่า"
เก็งจู้นั้นเหลือบสายตาไปที่ด้านหลัง กล่าวว่า
"เด็กหญิงจึงให้ฝึกกับเล้งโกว"
ลิ้มเต็กเฮียะสะดุ้งน้อยๆ ในใจพลันคาดคิด ตนเองหากฝึกวิชากับสตรีหน้าซูบซีดไร้ความรู้สึก ต่อไปไยมิใช่กลับกลายเป็นเช่นเดียวกัน ยามร้อนรุ่มใจอดมิได้ต้องร่ำร้องว่า
"ข้าพเจ้าจึงไม่ฝึกวิชากับนาง"
เก็งจู้นั้นคล้ายงงงันวูบ เล่าฮูหยินรีบกล่าวว่า
"เล้งโกวมีวิชาฝีมือล้ำเลิศกว่าสตรีใดในเทียนมึ้งเก็ง เจ้าไฉนจึงไม่คิดฝึกกับนาง"
ลิ้มเต็กเฮียะใจเต้นตึกตัก เหลือบแลไปทางเล้งโกว เห็นยังยืนนิ่งเฉย สีหน้าราบเรียบ มิปรากฏอารมณ์อันใด ยามนี้พลันตัดสินใจแน่วแน่ กล่าวว่า
"เบื้องนอกมีคำว่ากล่าว บุตรธิดาดำเนินตามบุพการี ศิษย์เจริญรอยตามอาจารย์ ทว่าข้าพเจ้ามิคิดเป็นเช่นนาง"
เก็งจู้นั้นจับจ้องมองลิ้มเต็กเฮียะ ถามว่า
"เจ้ามิคิดเป็นเช่นนาง ใช่เห็นนางมีข้อบกพร่องใด"
ลิ้มเต็กเฮียะถอนใจกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าวันนี้เพิ่งพบเห็นนาง ย่อมมิอาจว่ากล่าว นางมีข้อบกพร่องอันใด ทว่าเอ่ยตามความสัตย์ ข้าพเจ้าหากเหลือบแลนางวูบหนึ่ง โลหิตในกายพลันเย็นเยียบ รู้สึกหนาวเหน็บวังเวงยิ่ง หากต้องฝึกวิชากับนาง ไหนเลยสามารถปัดมือวาดเท้า อีกประการ ข้าพเจ้าผู้นี้ชมชอบหัวร่อยิ้มแย้ม หากใกล้ชิดกับนางเนิ่นนาน มิทราบเส้นเอ็นที่ริมฝีปากพลันชำรุดเสียหายหรือไม่"
ลิ้มเซี่ยวตงเม้มปากกลั้นหัวร่อ ยามหันไปทางเล้งโกว เห็นนางพลันมีสีหน้าพิกล ทว่ายังคงยืนสงบนิ่ง มิได้ออกปากเอ่ยคำ
เล่าฮูหยินส่ายศีรษะน้อยๆ คิดว่ากล่าวอันใด เก็งจู้นั้นพลันโบกมือ กล่าวว่า
"นางเมื่อไม่ยินดี ก็ให้ฝึกกับผู้อื่นเถิด"
เล่าฮูหยินถามว่า
"ฝึกกับผู้ใด"
เก็งจู้นั้นผุดลุกขึ้นยืน ท่าทีคล้ายตระเตรียมจากไป ทว่ายังคงหันมากล่าวว่า
"ฝึกกับเรา"
หมู่บ้านยามสายสงบเงียบไร้ผู้คน น้ำในลำธารไหลรินพาดผ่าน กลับเป็นสุ้มเสียงเดียวที่ปรากฏ
เคหาใหญ่น้อยปลูกเรียงรายเคียงกัน เม่งไอ่ซีสาวเท้านำเต็งลั่งและปึงซิ่วซิ่ว ยามรุดถึงบ้านไม้ที่เก่าอย่างยิ่งหลังหนึ่ง นางพลันหันมาเอ่ยว่า
"ไช่ไฉ่เจ็กกลับมิได้ปลูกบ้านใหม่"
เต็งลั่งก็เดินตามขึ้นมา พลันชี้มือไปทางด้านหลัง แย้มยิ้มกล่าวว่า
"หลังนั้นไยมิใช่เก่าแก่กว่า"
ปึงซิ่วซิ่วชำเลืองแลดู เห็นที่ด้านหลังมีบ้านไม้เล็กหลังหนึ่ง เสาด้านซ้ายจัดทำด้วยไม้คดงอ บนระเบียงบ้านแขวนกระถางต้นไม้รายรอบ ที่ด้านหน้ายังมีกรงนกว่างเปล่าแขวนไว้
เม่งไอ่ซีหัวร่อเบิกบาน ฉวยข้อมือปึงซิ่วซิ่วออกวิ่งไปที่บ้านหลังน้อย ผลักเปิดประตูเปิดออกโดยพลัน พริบตาเดียวนำพาปึงซิ่วซิ่วมาถึงห้องหับชั้นบน
ปึงซิ่วซิ่วจับต้นชนปลายไม่ถูก เห็นเม่งไอ่ซีชี้มือไปทางซ้าย กล่าวว่า
"ห้องทางนั้นว่างอยู่ ข้าพเจ้าสักครู่ค่อยไปปัดกวาด ท่านจึงสามารถพักอาศัย"
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะ ทว่าในใจกลับงุนงงสงสัย มิทราบตนเองใช่ฟังผิดหรือไม่
... เม่งไอ่ซีที่มีศักดิ์ศรีเป็นเซี่ยวก่าจู้ ไยต้องลงมือปัดกวาดห้องหับเอง มิทราบสตรีรับใช้ไปทางใดหมดสิ้น...
เม่งไอ่ซีคล้ายทราบความในใจนาง ดวงหน้าผุดผาดพลันมีรอยยิ้มปรากฏ เอ่ยคำว่า
"ท่านใช่คาดคิด น่ำไฮ้ก่าเราเป็นเช่นฮวงจึง สถานที่ใหญ่โตโอ่โถง พรั่งพร้อมด้วยบุรุษสตรีรับใช้"
ปึงซิ่วซิ่วได้แต่กระพริบตาอย่างงุนงง เม่งไอ่ซีเดินมาที่หน้าต่าง ยกนิ้วขึ้นปาดคราหนึ่ง พลันขมวดคิ้วกล่าวว่า
"บิดาข้าพเจ้าปกติชมชอบความสะอาดยิ่ง ท่านพักนี้น่ากลัวมีธุระมากมาย ขอบหน้าต่างกลับมีฝุ่นหนา"
ปึงซิ่วซิ่วอดรนทนมิได้ ต้องร้องถามว่า
"บิดาท่านไฉนต้องปัดกวาดสถานที่นี้"
เม่งไอ่ซีคล้ายงงวันวูบ ทวนคำว่า
"ท่านย่อมต้องปัดกวาดสถานที่นี้"
ปึงซิ่วซิ่วส่ายศีรษะอย่างสงสัยใจ กล่าวว่า
"เพราะเหตุใด"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"เนื่องเพราะนี่เป็นบ้านของท่าน"
ปึงซิ่วซิ่วตะลึงลานวูบ บ้านหลังนี้ทั้งเก่าทั้งคับแคบ ไฉนคู่ควรเป็นที่พำนักของก่าจู้ผู้หนึ่ง...
เม่งไอ่ซีพลันฉวยข้อมือปึงซิ่วซิ่ว พาลงบันไดมาชั้นล่าง เปิดประตูห้องหับด้านหลัง ยื่นศีรษะเข้าไปสำรวจคราหนึ่ง พลันกล่าวว่า
"บิดากลับดูแลรักษาดีอย่างยิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วก็ชะโงกหน้าเข้าไป เห็นเป็นห้องเล็กมีหน้าต่างสองบาน ด้านในสุดจัดตั้งเตียงไม้ อีกด้านหนึ่งมีโต๊ะเก้าอี้ตัวน้อย บนโต๊ะเพียงจัดวางแจกันเคลือบ บนเก้าอี้นั่งไว้ด้วยตุ๊กตาผ้าตัวหนึ่ง
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"นี่เป็นห้องของข้าพเจ้าเมื่อกาลก่อน"
นางพลันสาวเท้าเดินเข้าไป หยิบตุ๊กตาผ้าขึ้นมายกดู กล่าวว่า
"ท่านดู ซิมยี้ของข้าพเจ้ามีรอยปะสิบเอ็ดแห่ง"
ปึงซิ่วซิ่วฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า
"มาตรว่ามีรอยปะ ยังดูน่ารักอย่างยิ่ง"
เต็งลั่งพลันเดินเข้ามาสมทบ เม่งไอ่ซีฉุดดึงมือปึงซิ่วซิ่วนั่งลงบนเตียง กล่าวว่า
"หากท่านชอบห้องของข้าพเจ้า ยังคงสามารถพักที่นี้ ข้าพเจ้าจึงขึ้นไปพักที่ชั้นบน"
ปึงซิ่วซิ่วรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังคงพักที่ชั้นบน ท่านจึงพักห้องของท่านเถิด"
เต็งลั่งจัดแจงเปิดหน้าต่างทั้งสองบานพลางกล่าวว่า
"นางที่ให้ท่านพักที่นี้ ตนเองคิดขึ้นไปพักชั้นบน ที่แท้มีเลศนัยซับซ้อน"
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพาลไปมีเลศนัยซับซ้อนอันใด"
เต็งลั่งนั่งลงบนเก้าอี้ ยกขาขึ้นพาดวางบนโต๊ะ กล่าวว่า
"ห้องหับของเซี่ยวก่าจู้ท่านติดกับเล้าไก่ ยามกลางวันไร้ผู้คน แม่ไก่มักพาลูกเจี๊ยบกระโดดเข้าหน้าต่างมา ทั้งคุ้ยเขี่ยเอะอะวุ่นวาย ทั้งขับถ่ายพื้นห้องเลอะเทอะ ท่านคิดให้ปึงตั่วเสี่ยวเจี๊ยะของข้าพเจ้าพำนักที่นี้ ที่แท้คิดให้นางเช็ดถูพื้นห้องจนผ่ายผอม"
เม่งไอ่ซีหัวร่ออย่างเบิกบาน พลันผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ารีบขึ้นไปปัดกวาดที่ชั้นบน ปึงโกวเนี้ยจึงได้พักผ่อนบ้าง"
กล่าวพลางสาวเท้าออกไป ปึงซิ่วซิ่วทีแรกคิดใคร่ติดตาม ทว่ายามหันมามองเต็งลั่ง ได้แต่ชะงักกายไว้
เต็งลั่งเอนกายมาที่เตียง หยิบตุ๊กตาผ้าขึ้นมานับรอยปะพลางกล่าวว่า
"ตุ๊กตานี้อายุเกือบสามสิบปี ท่านยังคงเรียกนางเป็นอาอี๊"
ปึงซิ่วซิ่วพลันเอ่ยว่า
"น่ำไฮ้ก่ากลับเป็นสถานที่เช่นนี้ ข้าพเจ้ากลับมิได้คาดฝัน"
เต็งลั่งยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า
"ท่านใช่เข้าใจ น่ำไฮ้ก่าคือสวรรค์บนแดนดิน ผู้คนสวมอาภรณ์แพรไหม บนศีรษะประดับมงกุฎอันหนึ่ง ยามเดินเหินคล้ายล่องลอยไป ยามเจรจาว่ากล่าวส่งเสียงทางลมปราณ กระทั่งผู้คนอยู่ห่างไปห้าสิบลี้ยังได้ยิน"
ปึงซิ่วซิ่วกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับคาดคิดเช่นนั้นจริง"
เต็งลั่งจัดวางตุ๊กตาลงบนเตียงอย่างแผ่วเบา กล่าวว่า
"ท่านยังคาดคิด เม่งไอ่ซียามมาถึงสถานที่นี้ กลับเป็นเช่นกงจู้ (องค์หญิง) นางหนึ่ง ล้อมรอบด้วยสตรีรับใช้ ยามรับประทานยังมีอาหารจัดมาหนึ่งร้อยแปดอย่าง"
ปึงซิ่วซิ่วส่ายศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแม้มิได้คาดคิดถึงเพียงนั้น ทว่ายังคงใกล้เคียงอยู่"
เต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"ท่านย่อมมิได้คาดคิด น่ำไฮ้ก่าเป็นเพียงหมู่บ้านชาวนา เซี่ยวก่าจู้เมื่อเยาว์วัย ตื่นแต่เช้ามืดผสมอาหารเลี้ยงสุกร ระหว่างวันซักผ้าตักน้ำหุงหาอาหาร ยามเย็นโปรยข้าวเปลือกเรียกไก่ ยามค่ำคืนยังต้องตัดเย็บปะชุนเสื้อผ้า"
ปึงซิ่วซิ่วเงียบงันอยู่นาน สักครู่จึงกล่าวว่า
"ท่านเล่า ใช่เติบโตในสถานที่นี้เช่นกัน"
เต็งลั่งเพียงผงกศีรษะ มิได้กล่าวคำอันใด ปึงซิ่วซิ่วหันมามองดูเขา พลันเอ่ยขึ้นว่า
"หากพวกท่านรู้จักกันแต่เยาว์วัย ข้าพเจ้ามิเข้าใจ..."
เต็งลั่งถามว่า
"ท่านมิเข้าใจอันใด"
ปึงซิ่วซิ่วเดินไปที่ประตู กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิเข้าใจ ท่านเหตุไฉนจึงปล่อยนางไป..."
หน้าต่างประตูชั้นบนเปิดกว้างทุกบาน พื้นไม้เก่าถูกเช็ดถูจนขึ้นมัน
เม่งไอ่ซีในมือถือผ้าเปียกสองผืน คุกเข่าลงถูพื้นอย่างคล่องแคล่ว ยามที่ปึงซิ่วซิ่วขึ้นมาสมทบ ถึงกับทำความสะอาดเสร็จไปกว่าครึ่ง
ปึงซิ่วซิ่วรีบกล่าวว่า
"งานเช่นนี้ยังคงให้ข้าพเจ้าทำ"
เม่งไอ่ซีเงยศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"ท่านเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง ยังคงนั่งพักก่อน"
นางพลันหยุดมือชั่วขณะ สาวเท้าไปที่บันได ตะโกนว่า
"ลั่งยี้ ท่านรีบไปดูในครัวไช่ไฉ่เจ็ก ใช่มีอาหารเหลือรับประทานหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วเลิกคิ้วขึ้น เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มพลางอธิบายว่า
"บิดาข้าพเจ้ามักหุงหาอาหารแต่น้อย พวกเราเมื่อกาลก่อน หากมีอาคันตุกะมาเยือนกะทันหัน มักไปค้นในครัวของไช่ไฉ่เจ็ก ท่านอย่างน้อยต้องมีข้าวต้มเหลือครึ่งหม้อ เนื้อเค็มอีกหลายชิ้น"
ปึงซิ่วซิ่วเสาะหาผ้าผืนหนึ่ง นำมาจุ่มน้ำในอ่าง ลงมือช่วยขัดถูอีกแรง ท่วงทีดูไปเก้งก้างขัดเขินยิ่ง
เม่งไอ่ซีมองดูนางพลางกล่าวว่า
"ท่านน่ากลัวมิได้ทำงานเช่นนี้บ่อยครั้ง"
ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้ทำงานเช่นนี้บ่อยครั้ง"
เม่งไอ่ซีถามสืบไปว่า
"ท่านใช่สามารถบอกต่อข้าพเจ้า ท่านถือกำเนิดที่ใด"
ปึงซิ่วซิ่วพลันหยุดมือลง เงยหน้าขึ้นสบตาเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"กับเรื่องนี้ ข้าพเจ้าย่อมไม่สามารถบอกต่อท่าน"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะกล่าวว่า
"ท่านเมื่อไม่สะดวกบอกเล่า ยังคงถือว่าข้าพเจ้ามิได้ถามเถิด"
ปึงซิ่วซิ่วถอนใจคราหนึ่ง ดวงตาคู่งามพลันปรากฏแววสะท้อนสะท้าน นางจุ่มผ้าลงในอ่างน้ำ ซักอย่างแช่มช้าพลางกล่าวว่า
"ที่ข้าพเจ้ามิอาจบอกเล่า หาใช่เป็นเพราะคิดปกปิด"
เม่งไอ่ซีชะงักมือโดยพลัน ปึงซิ่วซิ่วกล่าวต่อไปว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อจำความได้ ก็ติดตามบุคคลผู้หนึ่งของเทียนมึ้งเก็ง ถิ่นกำเนิดของข้าพเจ้าอยู่ที่ใด บิดามารดาชื่อแซ่ใด ข้าพเจ้าหาทราบไม่..."
นางพลันหยุดทอดถอนใจอีกครา สักครู่หนึ่งจึงกล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าติดตามบุคคลผู้นั้น เพียงร่ำเรียนวิชาจากเขาสามประการ..."
เม่งไอ่ซีไถ่ถามว่า
"เป็นสามประการใด"
ปึงซิ่วซิ่วยิ้มอย่างขมขื่น กล่าวว่า
"วิชาแรกคือลอบฟัง ข้าพเจ้าเมื่อห้าขวบก็สำเร็จวิชานี้ สามารถนั่งนิ่งเป็นเวลาเนิ่นนาน กระทั่งลมหายใจยังแผ่วเบายิ่ง มิว่าผู้ใดก็มิอาจคาดคิด ในตู้ใบหนึ่งของพวกเขา มีเด็กน้อยเร้นกายลอบฟัง..."
เม่งไอ่ซีรับฟังจนนิ่งงัน มิอาจว่ากล่าวอันใด ปึงซิ่วซิ่วกล่าวต่อไปอีกว่า
"วิชาที่สองคือลอบฆ่า ข้าพเจ้าเมื่อแปดขวบก็รู้จักปลิดวิญญาณผู้คน ก่อนอายุสิบปีถึงกับสังหารไปไม่น้อยกว่าสามสิบราย..."
เม่งไอ่ซีพลันมีสีหน้ายากบรรยาย ปึงซิ่วซิ่วกล้ำกลืนความสะทกสะท้อน กล่าวสืบไปว่า
"วิชาที่สามกลับง่ายดายกว่าสองวิชาแรกมากนัก ข้าพเจ้าเมื่ออายุสิบเอ็ดปีก็สามารถเรียนรู้จนช่ำชอง"
เม่งไอ่ซีถามอย่างแผ่วเบาว่า
"เป็นวิชาใด"
ปึงซิ่วซิ่วสบตานางพลางกล่าวว่า
"เป็นวิชา ..."
วาจามิทันหลุดจากปาก ที่ด้านล่างพลันมีเสียงเปิดประตู เม่งไอ่ซีรีบตะโกนว่า
"ในครัวไช่ไฉ่เจ็กใช่มีของรับประทานเหลือหรือไม่"
เบื้องล่างกลับมิมีเสียงตอบกลับ เม่งไอ่ซีพลันผุดลุกขึ้น วิ่งปราดลงบันไดไป ปึงซิ่วซิ่วรีบติดตามมาที่ด้านหลัง ได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งจากในครัว เม่งไอ่ซีรีบพุ่งปราดไป ร่ำร้องว่า
"เป็ดน้อยท่านได้ของดีอันใด คิดลอบรับประทานโดยลำพัง..."
คนพอถึงประตู สุ้มเสียงกลับชะงักค้าง กระทั่งการเคลื่อนไหวก็หยุดไป ปึงซิ่วซิ่วที่รุดมาด้านหลังรีบชะโงกหน้าเข้ามา เห็นคนผู้หนึ่งยืนหันหลังให้ประตู อาภรณ์ผ้าฝ้ายที่สวมใส่เก่าคร่ำคร่ายิ่ง ผมเผ้าบนศีรษะยังแซมด้วยสีเทาหลายแห่ง
เม่งไอ่ซีพลันถลันเข้าไป ร่ำร้องว่า
"บิดา..."
คนผู้นั้นพลันหันกลับมา เห็นเป็นชายชราผู้หนึ่ง สีหน้าแม้ราบเรียบ ดวงตายังปรากฏแววปลาบปลื้ม ได้ยินท่านกล่าวว่า
"จากไปเนิ่นนาน ถึงกับจำฝีเท้าบิดามิได้แล้ว"
เม่งไอ่ซีถาโถมลงในอกท่าน กล่าวว่า
"ก่าจู้ท่านล่องลอยราววิญญาณสายหนึ่ง ไหนเลยมีเสียงฝีเท้า"
น่ำไฮ้ก่าจู้หัวร่อเบาๆ เหลือบสายตามายังปึงซิ่วซิ่ว พลันกล่าวกับธิดาว่า
"โกวเนี้ยนางนี้..."
เม่งไอ่ซีหันมาทางปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"ปึงโกวเนี้ย ท่านผู้นี้คือบิดาของข้าพเจ้า"
ปึงซิ่วซิ่วย่อมคาดเดาได้แต่แรก รีบย่อกายคารวะโดยพลัน เม่งไอ่ซีกล่าวแก่บิดาว่า
"ปึงโกวเนี้ยติดตามข้าพเจ้ากับเต็งลั่งมา"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะ กล่าวแก่ปึงซิ่วซิ่วว่า
"สถานที่คับแคบไปบ้าง ปึงโกวเนี้ยอย่าได้ถือสา"
ปึงซิ่วซิ่วรีบกล่าวว่า
"พวกท่านมีน้ำใจให้พำนัก ข้าพเจ้ามิทราบสามารถทดแทนเยี่ยงไร"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิทันเอ่ยคำ คนผู้หนึ่งพลันกระโจนเข้ามาทางหน้าต่าง ในอ้อมแขนโอบอุ้มกระจาดเผือกมัน ที่แท้เป็นเต็งลั่งเอง
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ดูท่าน ออกไปเพียงชั่วครู่ยังได้เผือกมันมากมาย วิชาหาของกินกลับมิได้ถดถอย"
เต็งลั่งวางกระจาดลงบนพื้น กล่าวว่า
"วิชาหาของกินกลับมิได้ใช้ เผือกมันเหล่านี้หยิบยืมมาจากซาอี๊"
เม่งไอ่ซีจุ๊ปากกล่าวว่า
"หยิบยืมมามากมาย พวกเราพรุ่งนี้รีบเร่งขุดคืนแก่นาง"
เต็งลั่งหันมาทางปึงซิ่วซิ่ว โยนเผือกหัวหนึ่งแก่นาง ถามว่า
"เผือกนึ่งโรยน้ำตาล ท่านเคยรับประทานหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมเคยรับประทาน"
เม่งไอ่ซีนับเผือกมันในกระจาดอยู่ไปมา สักครู่จึงเอ่ยขึ้นว่า
"ยังคงเก็บสำรองไว้สักหลายหัว รอไช่ไฉ่เจ็กกลับมาทำเผือกทอด ปึงโกวเนี้ยท่านว่าดีหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วทางหนึ่งพยักหน้า ทางหนึ่งลอบสังเกตท่าทีระหว่างน่ำไฮ้ก่าจู้กับเต็งลั่ง...
นับแต่ที่เต็งลั่งปรากฏกาย น่ำไฮ้ก่าจู้กลับเงียบงันโดยพลัน หาได้ว่ากล่าวอันใดไม่ เต็งลั่งก็คล้ายมิได้สังเกตสนใจ เพียงเจรจากับนางและเม่งไอ่ซี ราวกับมิได้ประสบพบพานผู้อื่นก็ปาน
... ระหว่างบุคคลทั้งสอง ที่แท้ใช่มีเรื่องราวใดค้างคาใจ...
ปึงซิ่วซิ่วมิทันครุ่นคิดเนิ่นนาน น่ำไฮ้ก่าจู้พลันกล่าวแก่เม่งไอ่ซีว่า
"ยังคงรีบนำเผือกมันไปล้างที่บ่อน้ำ บิดาจะเร่งก่อไฟ"
เม่งไอ่ซียกกระจาดเผือกมันขึ้น น่ำไฮ้ก่าจู้หันมาทางปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"ที่ต้นไม้ใหญ่ข้างบ่อน้ำ มีกล้วยไม้ออกดอกอยู่ ปึงโกวเนี้ยใช่คิดไปชมดู?"
ปึงซิ่วซิ่วงงงันวูบ เม่งไอ่ซีพลันกล่าวว่า
"กล้วยไม้ป่ามิเพียงงดงาม หนำซ้ำมีกลิ่นหอมอย่างยิ่ง ข้าพเจ้านำพาท่านไป"
ปึงซิ่วซิ่วพลันได้คิด รีบสาวเท้ารวดเร็วตามหลังเม่งไอ่ซี ทว่าก่อนออกพ้นประตูด้านหน้า ยังได้ยินน่ำไฮ้ก่าจู้ว่ากล่าวแก่เต็งลั่ง ...
"... เจ้ากลับมาสถานที่นี้ ใช่ยกโทษแก่เราแล้วหรือไม่..."
|