|
กล้วยไม้เร้นดอกซุกซ่อน มาตรว่าแลเห็นรำไรเพียงปลายช่อ ยามต้องลมยังส่งกลิ่นหอมหวานปานน้ำผึ้ง...
เม่งไอ่ซีวางกระจาดเผือกมันลงข้างบ่อน้ำ ชี้ชวนปึงซิ่วซิ่วให้แลขึ้นด้านบน กล่าวว่า
"ที่โน้นยังมีอีกช่อหนึ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วแลตามไป เห็นด้านบนยังมีอีกช่อหนึ่งจริงๆ ทว่านางยามนี้หามีจิตใจใคร่ชมไม่ เพียงพยักหน้ารับ มิได้ว่ากล่าวอันใด
เม่งไอ่ซีสาวถังตักน้ำขึ้นมา ย่อกายลงล้างเผือกมันทีละหัว คล้ายมิได้แลเห็นสีหน้าร้อนใจของอีกฝ่าย
ปึงซิ่วซิ่วย่อมอดรนทนมิได้ ย่อเข่าลงนั่งที่ด้านข้าง กล่าวว่า
"ท่านใช่ได้ยินถ้อยคำที่น่ำไฮ้ก่าจู้ว่ากล่าว?"
เม่งไอ่ซีเงยศีรษะขึ้น ถามว่า
"ท่านหมายถึง ถ้อยคำที่บิดาข้าพเจ้ากล่าวแก่เต็งลั่ง?"
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะอย่างร้อนรน ถามต่อไปว่า
"น่ำไฮ้ก่าจู้ไฉนจึงหวังเต็งกงจื้อยกโทษแก่ท่าน"
เม่งไอ่ซีหยุดมือครู่หนึ่ง ปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึก ตนเองเสียมารยาทยิ่ง ถึงกับถามไถ่เรื่องราวส่วนตัวระหว่างพวกเขา ทว่ายามกระหายใคร่รู้ ยังคงมิอาจยั้งปากหยุดคำ
เม่งไอ่ซีคัดเผือกที่มีรอยเจาะหัวหนึ่งออก กล่าวว่า
"เผือกหัวนี้กลับมีหนูชิงรับประทานก่อน"
ปึงซิ่วซิ่วย่อมมิอาจเร่งซักไซ้ ได้แต่ก้มศีรษะลง ล้างเผือกมันที่เหลืออย่างแช่มช้า
เม่งไอ่ซีพลันกล่าวว่า
"ท่านอย่าได้เข้าใจ ข้าพเจ้าหลีกเลี่ยงมิตอบคำถาม"
ปึงซิ่วซิ่วรีบกล่าวว่า
"เป็นข้าพเจ้าเสียมารยาทเอง ต้องขออภัยท่าน"
เม่งไอ่ซีถอนใจน้อยๆ กล่าวว่า
"ที่บิดาข้าพเจ้าถามไถ่ เต็งลั่งใช่ยกโทษแก่ท่านหรือไม่ แท้จริงเป็นเรื่องราวเก่าก่อนระหว่างทั้งสอง ข้าพเจ้ามิได้ทราบความนัยโดยตลอด"
ปึงซิ่วซิ่วแลสบตาเม่งไอ่ซี สายตามีแววครุ่นคิด เม่งไอ่ซีพลันกล่าวต่อไปว่า
"ที่ข้าพเจ้าทราบมีเพียงเรื่องราวเดียว สิบกว่าปีก่อน บิดาข้าพเจ้าบอกกล่าวแก่เต็งลั่ง อย่าได้ย่างเท้าเข้าสู่น่ำไฮ้ก่าอีก..."
ปึงซิ่วซิ่วมีสีหน้าประหลาดใจ กล่าวว่า
"เต็งกงจื้อใช่ถือกำเนิดในน่ำไฮ้ก่า"
เม่งไอ่ซีพยักหน้ากล่าวว่า
"เขาย่อมถือกำเนิดที่นี้ เต็งอี๊ (น้าหญิงแซ่เต็ง) มารดาเขาเป็นสหายสนิทของมารดาข้าพเจ้า"
ปึงซิ่วซิ่วกล่าวว่า
"เช่นนั้น... เต็งกงจื้อย่อมเป็นบุคคลของน่ำไฮ้ก่าผู้หนึ่ง"
เม่งไอ่ซีเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"เขาความจริงย่อมเป็นบุคคลของน่ำไฮ้ก่า หากแต่... มีครั้งหนึ่ง เต็งอี๊กล่าวแก่บิดาข้าพเจ้า พวกท่านสองแม่ลูกมาตรว่าพำนักอาศัยที่นี้ ทว่ามิให้นับเป็นบุคคลของสถานที่นี้..."
ปึงซิ่วซิ่วถามอย่างงุนงงว่า
"พวกเขามาจากสถานที่ใด"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"เรื่องราวนี้ข้าพเจ้ากลับมิทราบ กระทั่งเต็งลั่งเองก็มิอาจทราบ เต็งอี๊มาตรว่ารักใคร่สนิทสนมกับบุตรชาย ทว่าเรื่องราวแต่หนหลัง กลับมิได้ปริปากแม้แต่น้อย หนำซ้ำ เต็งลั่งเมื่ออายุเพียงเจ็ดปี ถูกส่งไปที่โฮ้ยเกี่ยมซัว เฉพาะเทศกาลปีใหม่จึงได้รับอนุญาตให้กลับมา"
ปึงซิ่วซิ่วพลันนึกถึงเรื่องราวหนึ่ง รีบกล่าวว่า
"เต็งกงจื้อเคยกล่าว ท่านมิใช่ศิษย์ของโฮ้ยเกี่ยมแขะ"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะ กล่าวว่า
"เขาย่อมมิใช่ศิษย์ของโฮ้ยเกี่ยมแขะ มาตรว่าพักอาศัยอยู่สถานที่นั้น กลับมิได้ฝึกวิชาจากท่าน สามีข้าพเจ้าจึงเป็นศิษย์เพียงหนึ่งเดียวของโฮ้ยเกี่ยมแขะ"
ปึงซิ่วซิ่วสงสัยใจยิ่ง ถามว่า
"เต็งกงจื้อมีวิชาฝีมือสูงส่ง มิทราบฝึกจากผู้ใด"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"เขามิได้ฝึกจากผู้ใด เพียงเรียนรู้ด้วยตนเอง ทว่ารับคำชี้แนะจากโฮ้ยเกี่ยมแขะ"
ปึงซิ่วซิ่วถามต่อไปว่า
"เรียนรู้ด้วยตนเอง? ท่านใช่หมายถึง เต็งกงจื้อคิดค้นหลักวิชาขึ้นเอง"
เม่งไอ่ซีพลันแย้มยิ้มออกมาคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เป็ดน้อยกลับมิได้ชาญฉลาดปานนั้น เพียงจับแพะชนแกะ ผสานวิชาฝีมือหลายแขนง ปรับเป็นแนวทางของตน"
ปึงซิ่วซิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เม่งไอ่ซีพลันกล่าวสืบไปว่า
"เท่าที่ข้าพเจ้าทราบ ตำราวิชาฝีมือแต่โบราณของน่ำไฮ้ก่า บิดาข้าพเจ้าล้วนมอบต่อเต็งลั่ง นอกจากนี้ยังได้ยินว่า โฮ้ยเกี่ยมแขะก็มอบตำราของท่านแก่เขาเช่นกัน ทว่ามิได้ประสาทวิชาด้วยตนเอง ยังคงเป็นเป็ดน้อยร่ำเรียนเปะปะ"
ปึงซิ่วซิ่วก็แย้มยิ้มออกมา กล่าวว่า
"มาตรว่าไร้ผู้ฝึกสอน เต็งกงจื้อยังร่ำเรียนจนมีฝีมือล้ำเลิศ ไยมิใช่น่าภาคภูมิใจยิ่ง"
เม่งไอ่ซีพลันเงียบงันลง สักครู่จึงกล่าวว่า
"หากมองเพียงผิวเผิน เป็ดน้อยสมควรมีความสุขยิ่ง ตั้งแต่เยาว์วัยมา มิว่าคิดกระทำสิ่งใด หามีผู้ว่ากล่าวห้ามปรามไม่..."
ปึงซิ่วซิ่วเขม้นมองเม่งไอ่ซี มิทราบนางคิดบอกเล่าสิ่งใด
เม่งไอ่ซีกล่าวต่อไปว่า
"หากมองในแง่เขา ท่านดู... เขาถือกำเนิด ณ สถานที่นี้ ทว่ามิใช่บุคคลของน่ำไฮ้ก่า ยามอยู่ในโฮ้ยเกี่ยมซัว ก็มิได้มีสถานะเกี่ยวพันกับโฮ้ยเกี่ยมแขะ..."
ปึงซิ่วซิ่วคล้ายตกอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด เม่งไอ่ซีพลันยกถังไม้ขึ้น เทน้ำราดรดผืนดินจนเนืองนอง กลับมิได้ว่ากล่าวอันใดอีก
... ผืนดินผืนฟ้ากว้างใหญ่ไพศาล คนผู้หนึ่งหากมิทราบ รากเหง้าตนเองฝังอยู่ที่ใด ใช่รู้สึกเงียบเหงาเปลี่ยวเปล่าหรือไม่...
... ท่านหากตกอยู่ในวังวนหนึ่ง ห้อมล้อมด้วยผู้คนมากมาย มาตรว่าสนิทสนมกลมเกลียว กลับมิได้นับรวมท่านเข้าไป ในใจท่านใช่เวิ้งว้างวังเวงหรือไม่...
ปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึกคล้ายหัวใจจมลึกลงสู่ผลึกน้ำแข็ง
ความเดียวดายเช่นนี้ นางไยมิใช่ซึมทราบถึงที่สุด...
... หยาดน้ำใสพลันร่วงหล่นลง ปึงซิ่วซิ่วที่ตาพร่ามัว กลับมิทราบหยาดน้ำมาจากที่ใด
... ใช่เป็นน้ำกระเซ็นสายจากบ่อ ฤาเป็นน้ำตาหยาดหนึ่ง ...
ควันไฟสีขาวลอยอ้อยอิ่ง ไฟในเตาค่อยปะทุทีละน้อย...
น่ำไฮ้ก่าจู้ย่อกายลง ใช้พัดในมือโบกเบาๆ ก่อไฟอย่างไม่เร่งร้อน
เต็งลั่งนั่งอยู่บนโต๊ะด้านข้าง สายตาจับจ้องเปลวไฟลามเลีย ท่วงทีคล้ายมิได้ใส่ใจอันใด
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันเอื้อนเอ่ยอีกครา
"เจ้ายังมิได้บอกต่อเรา กับเรื่องราวในครั้งนั้น ใช่ยกโทษแก่เราแล้วหรือไม่"
เต็งลั่งมองดูเงาหลังผู้ชรา นัยน์ตาสุกใสพลันหม่นแสงลง ปากกล่าวว่า
"ท่านมิได้มีความผิดอันใด ข้าพเจ้าย่อมมิอาจยกโทษแก่ท่าน"
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันหันกายมา มองดูเต็งลั่งอย่างเงียบงัน เต็งลั่งก็สบตากับท่าน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าภายหลังได้คิด ท่านครั้งกระโน้นว่ากล่าวเช่นนั้น ในใจย่อมเจ็บช้ำยิ่ง ทุกวันคืนยังกล่าวโทษตนเอง ใช่เป็นเช่นนั้นหรือไม่"
น่ำไฮ้ก่าจู้กลับมิได้ตอบคำ เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"เจ้าจึงเติบโตแล้ว ..."
เต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"ที่ข้าพเจ้ากลับมา มิใช่เพื่อทวงถามเรื่องราวระหว่างพวกเรา หากต้องการทราบความนัยสองประการ"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถามว่า
"ความนัยสองประการใด"
เต็งลั่งกล่าวช้าๆ ว่า
"ประการแรก คือเรื่องราวของน่ำเทียนก่า..."
น่ำไฮ้ก่าจู้เบิกตาขึ้น ถามว่า
"พวกเขาปรากฏกายอีกครา?"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเขาเปลี่ยนนามเป็นเทียนมึ้งเก็ง แฝงกายบุกรุกห้าสำนักใหญ่ อีกทั้งจู่โจมทำร้ายฮวงจึง สตรีนางหนึ่งในสังกัดพวกเขายังประมือกับ
ไอ่ซี"
น่ำไฮ้ก่าจู้อุทานดังอา พวกท่านที่เร้นกายห่างไกลผู้คน ถือสันโดษปลูกผักทำไร่ กับเรื่องราวเช่นนี้ย่อมมิอาจล่วงรู้
เต็งลั่งกล่าวต่อไปว่า
"ที่ข้าพเจ้าต้องการทราบคือ น่ำเทียนก่าเหตุใดจึงตัดความสัมพันธ์กับสามนิกาย"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอนใจยาว กล่าวว่า
"เรื่องราวนี้เรามิได้คิดปิดบังต่อพวกเจ้า เพียงแต่ครั้งกระโน้นพวกเจ้ายังเยาว์วัยนัก"
เต็งลั่งหันกายไปอีกทางหนึ่ง สองตาแลออกนอกหน้าต่าง น่ำไฮ้ก่าจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"รอไอ่ซีกลับมา เราจึงบอกเล่าต่อพวกเจ้าโดยพร้อมเพรียง"
เต็งลั่งพลันหันกลับมา กล่าวว่า
"ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถามว่า
"เป็นเรื่องใด"
เต็งลั่งก้มลงมองดูรองเท้าที่เก่าขาด กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า
"มารดาข้าพเจ้าไฉนจึงมีกิมแชดวงหนึ่ง..."
ศาสตราวุธเจ็ดสิ่งเปลือยคมเรียงรายบนโต๊ะยาว ที่มีฝักก็มิทราบฝักอยู่ที่ใด...
ลิ้มเต็กเฮียะยืนอยู่หน้าโต๊ะนั้น คมอาวุธยามต้องแสงไฟ ยังปรากฏประกายวูบวาบบนดวงหน้านาง
เก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็งเดินขึ้นมาที่ด้านข้าง ถามไถ่ว่า
"เจ้าทราบ ของเหล่านี้มีนามเรียกหาอย่างไร?"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะ ชี้มือไปยังดาบคู่ที่อยู่ลำดับท้ายสุด กล่าวว่า
"ดาบสั้นคู่นี้แม้รูปร่างคล้ายปังตอในครัว ทว่าตัวด้ามเล็กบางน่าใช้ยิ่ง"
เก็งจู้นั้นผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"นี่คือฮู่เตี๊ยบตอ (ดาบผีเสื้อ) น้ำหนักเบามือ เหมาะกับอิสตรีที่มีท่าร่างว่องไว"
ลิ้มเต็กเฮียะกระพริบตากล่าวว่า
"ฮู่เตี๊ยบตอ? นามไพเราะเยี่ยงนี้หาเหมาะกับข้าพเจ้าไม่"
กล่าวพลางแลถัดมาอีกลำดับ เห็นเป็นลูกดอกขนาดกะทัดรัด ท้ายด้ามติดโซ่เงินประกายวาววาม ผูกไว้ด้วยเชือกยาวสายหนึ่ง
เก็งจู้นั้นแลตามสายตานางพลางกล่าวว่า
"ลูกดอกนี้เหมาะกับการปะทะจากระยะไกล อีกทั้งสามารถใช้ลอบทำร้าย"
ลิ้มเต็กเฮียะย่นจมูกคราหนึ่ง เก็งจู้นั้นชี้มือไปที่แส้ขนหางม้า กล่าวว่า
"แส้นี้ดีอย่างยิ่ง กระทั่งทาริกายังฝึกหัดใช้ได้"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันนึกถึงเล่งเหล็งที่ซุกซนร้ายกาจ ต้องรีบส่ายศีรษะกล่าวว่า
"แส้ทำจากขนหางม้า อาจบางทีมีวิญญาณม้าสิงอยู่ ข้าพเจ้าผู้นี้เกิดปีชวด จึงเป็นปรปักษ์กับม้า"
เก็งจู้นั้นคล้ายคิดแย้มยิ้มทว่าชะงักไว้ ชี้มือไปยังลำดับถัดไป ลิ้มเต็กเฮียะส่งสายตาแลตาม เห็นเป็นกริชด้ามเล็ก ตัวคมฉาบด้วยสีแดงระเรื่อ ดูราวคราบโลหิตก็ปาน
เก็งจู้นั้นมองนางด้วยสายตาไถ่ถาม ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะถี่รัว กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพอเห็นกริชด้ามนี้ก็เสียวไส้ยิ่ง ย่อมมิอาจรักษาไว้ในครอบครอง"
เก็งจู้นั้นขมวดคิ้วคราหนึ่ง ที่แท้วันนี้ชักนำลิ้มเต็กเฮียะมาเลือกอาวุธ มิคาด ผ่านไปสี่ลำดับ ยังหามีสิ่งใดถูกใจนางไม่
ลิ้มเต็กเฮียะขยับมาทางหัวโต๊ะ เห็นจัดวางไว้ด้วยพัดสีแดงสดใส ต้องรีบแย้มยิ้มกล่าวว่า
"พัดนี้ดียิ่ง ยามร้อนรุ่มใช้พัดเรียกลม ยามจุดไฟยังใช้โบกไล่ควัน"
เก็งจู้นั้นชี้มือไปที่ปลายแพนของพัด กล่าวว่า
"บริเวณนี้สอดไว้ด้วยคมกระบี่อ่อน สามารถตัดลำคอขาดในพริบตา"
ลิ้มเต็กเฮียะย่นคอลงอย่างลืมตัว กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้มาตรว่าชมชอบรับประทานไก่ย่าง ทว่าให้เชือดคอฆ่าไก่กลับมิอาจกระทำ อาวุธที่ใช้ตัดคอคนเยี่ยงนี้ น่ากลัวมิอาจใช้เหมาะมือ"
เก็งจู้นั้นผงกศีรษะช้าๆ ชี้มือไปยังอาวุธลำดับถัดไป เห็นเป็นสามง่ามด้ามเล็กบาง ลิ้มเต็กเฮียะพอแลดูก็หัวร่อคิกคัก นางแต่ก่อนทำงานในไร่สวน ใช้คราดขูดไถจนชำนาญ พอเห็นสามง่ามยังนึกไปถึงคราด รู้สึกคล้ายพบพานสหายเก่าแก่ อดมิได้ต้องรีบหยิบจับหมายเชยชม
มิคาด สามง่ามที่เล็กบางกลับหนักอึ้งราวศิลา ลิ้มเต็กเฮียะที่ไม่ทันระวัง ถึงกับพลาดพลั้งทำหลุดมือ เก็งจู้นั้นพลันถลันเข้ามา ยื่นมือออกปัดคราหนึ่ง สามง่ามที่หนักหลายชั่งพลันปลิวคว้างขึ้นราวไร้น้ำหนัก เห็นเก็งจู้นั้นตวัดมือวูบ สามง่ามกลับคล้ายถูกดูดเข้ามา ยามผลักมือออกอีกครา สามง่ามพลันกระดอนกลับไปที่โต๊ะ จัดวางเรียบร้อยราวกับมิได้ถูกผู้ใดแตะต้อง
ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนแทบลืมหายใจ ต้องร่ำร้องออกมาว่า
"นี่กลับคล้ายวิชาของผู้แซ่เอี้ย"
เก็งจู้นั้นมองนางเป็นเชิงไต่ถาม ลิ้มเต็กเฮียะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าหมายถึงเอี้ยซิงแซ ศิษย์ผู้หนึ่งของฮวงจึง ยามแลดูท่านร่ายรำทวน กลับคล้ายในมือถือเข็มสอยผ้า ย่างก้าวราวกับไร้น้ำหนัก..."
ว่ากล่าวถึงตอนนี้วาจาพลันชะงักวูบ ที่แท้ระลึกถึงถ้อยคำของเซี่ยวมั่ง มิให้เอ่ยนามฮวงจึงในสถานที่นี้ มิคาด เก็งจู้นั้นเพียงผงกศีรษะรับฟัง มิได้ว่ากล่าวเคียดขึ้งอันใด
ลิ้มเต็กเฮียะลอบถอนใจคราหนึ่ง ยามนี้กวาดตามองบนโต๊ะ เห็นอาวุธลำดับสุดท้ายเป็นกระบี่สองเล่ม เล่มที่อยู่ทางขวายาวสามเชียะเศษ ตัวด้ามทำด้วยไม้เนื้อดำ ตรงปลายติดพู่สีแดงสดใส เล่มที่อยู่ทางซ้ายมีความยาวเพียงสองเชียะครึ่ง ตัวด้ามทำด้วยไม้เนื้อแดง ตรงปลายติดพู่แดงเช่นกัน
นางหยิบกระบี่ด้ามแดงขึ้น รู้สึกน้ำหนักเบามือ อดมิได้ต้องลองสะบัดดูสักครา ได้ยินเสียงดังควับเควี้ยว เก็งจู้นั้นพลันหยิบกระบี่อีกด้ามมาถือไว้ สะกิดเท้าอย่างว่องไว ร่ายรำออกสามกระบวนท่า ทว่าหามีเสียงกระบี่ปะทะลมไม่
ลิ้มเต็กเฮียะสงสัยใจยิ่ง เอ่ยถามว่า
"กระบี่ยามอยู่ในมือท่าน ไฉนไร้ซึ่งสุ้มเสียง"
เก็งจู้นั้นวางกระบี่ลง กล่าวว่า
"ยามมีพายุฝน เจ้าใช่เคยถือร่มหรือไม่"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะอย่างงุนงง เก็งจู้นั้นกล่าวต่อว่า
"ถือร่มยามมีพายุ หากรู้วิธี ร่มจึงไม่ชำรุดเสียหาย"
ลิ้มเต็กเฮียะฉุกคิดในฉับพลัน รีบกล่าวว่า
"หากเอียงร่มให้ถูกทิศทาง มิให้ปะทะลม จึงสามารถรักษาร่มไว้"
เก็งจู้นั้นกล่าวเสริมว่า
"กระบี่ก็เป็นเช่นเดียวกัน หากเสือกแทงสอดคล้องทิศทางลม ย่อมไม่ปรากฏสุ้มเสียง"
ลิ้มเต็กเฮียะเลิกคิ้วขึ้น ถามว่า
"ร่ายรำกระบี่ไร้สุ้มเสียง มีประโยชน์อันใด"
เก็งจู้นั้นวางกระบี่กลับคืนลงบนโต๊ะ หันกายมาทางลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"หากประลองกับชนชั้นด้อยฝีมือ กระบี่มีสุ้มเสียงหรือไม่ ย่อมไม่มีความสำคัญ..."
ลิ้มเต็กเฮียะนิ่งคิดไตร่ตรอง พลันได้ยินเก็งจู้นั้นกล่าวสืบไปว่า
"ทว่าหากประมือกับผู้บรรลุมรรคาบู๊ สุ้มเสียงเพียงน้อยนิด สามารถชี้เป็นชี้ตายทุกขณะ"
ลิ้มเต็กเฮียะกล่าวว่า
"ท่านใช่หมายถึง ผู้มีวิชาฝีมือสูงส่ง ยามประมือมิเพียงใช้สายตา ยังต้องใช้หูฟัง..."
เก็งจู้นั้นผงกศีรษะกล่าวว่า
"มิเพียงตาและหู หากต้องพึ่งประสาทสัมผัสทุกด้าน"
ลิ้มเต็กเฮียพลันครุ่นคิดไปไกล อดมิได้ต้องแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ใช้ประสาทสัมผัสทุกด้าน? หรือลิ้นก็ยังต้องนำออกมาใช้ด้วย"
เก็งจู้นั้นคล้ายแย้มยิ้มตามนาง กล่าวว่า
"การประลองหาใช่จำกัดเพียงศาสตราวุธ คู่ต่อสู้บางคนยังใช้พิษร้ายเคลือบแฝง"
ลิ้มเต็กเฮียะร่ำร้องว่า
"ผู้ใช้พิษจึงมิใช่ตัวดี"
เก็งจู้นั้นกล่าวสืบไปว่า
"ผู้คนในโลกล้วนแตกต่าง หากเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญทางพิษ ยังคงใช้พิษในการประลอง"
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะระรัว กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงมิใช้พิษเด็ดขาด"
เก็งจู้นั้นกล่าวว่า
"เจ้ามิยินยอมใช้พิษ ทว่ามิอาจห้ามผู้อื่นใช้ เยี่ยงนี้เราจึงกล่าว ในการประลองคราหนึ่ง ต้องพึ่งประสาทสัมผัสทุกด้าน"
ลิ้มเต็กเฮียะถอนใจกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไยมิใช่ต้องฝึกฝน ลิ้นชิมรสชาติ จมูกดมกลิ่น?"
เก็งจู้นั้นผงกศีรษะ ลิ้มเต็กเฮียะพลันร้องขึ้นว่า
"หากเป็นพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นเล่า"
เก็งจู้นั้นกล่าวช้าๆ ว่า
"หากเป็นเช่นนั้น เจ้ายังคงสามารถใช้ความรู้สึก"
ลิ้มเต็กเฮียะถอนใจอีกหลายครา กล่าวว่า
"คนผู้หนึ่งหากต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ไยมิใช่เหน็ดเหนื่อยยิ่ง"
เก็งจู้นั้นกล่าวว่า
"หากเจ้าสามารถฝึก ทุกอากัปกริยาล้วนกระทำลงอย่างมีสติ เยี่ยงนี้จึงไม่เหน็ดเหนื่อย"
ลิ้มเต็กเฮียะถามว่า
"ท่านสามารถทำได้?"
เก็งจู้นั้นตอบว่า
"เราสามารถทำได้"
ลิ้มเต็กเฮียะถามอีกว่า
"ท่านกระทำการอย่างมีสติทุกลมหายใจเข้าออก?"
เก็งจู้นั้นกล่าวว่า
"เรากระทำการอย่างมีสติทุกลมหายใจเข้าออก"
ลิ้มเต็กเฮียะคล้ายไม่ยินยอม กล่าวว่า
"ท่านเมื่อลืมตาตื่น สติท่านใช่รับรู้ ท่านขณะนั้นลืมตาตื่น เมื่อลุกขึ้นจากเตียง ยังรับรู้ ท่านขณะนั้นลุกขึ้นจากเตียง?"
เก็งจู้นั้นผงกศีรษะกล่าวว่า
"เป็นเช่นนั้นจริง ทว่าที่เจ้าว่ากล่าวยังหยาบไป เราเมื่อลืมตาตื่น สติยังรับรู้ ตนเองกระพริบตากี่ครั้ง ก่อนลุกจากเตียงยังรับรู้ เราขณะนี้ทรงกายขึ้นนั่ง จากนั้นจึงยันกายขึ้นยืน"
ลิ้มเต็กเฮียะพ่นลมจากปาก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงรับฟังยังเหน็ดเหนื่อยยิ่ง"
เก็งจู้นั้นกล่าวว่า
"เนื่องเพราะเจ้าละเลยความสามารถตนเอง"
ลิ้มเต็กเฮียะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงไม่มีความสามารถเช่นท่าน"
เก็งจู้นั้นส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"เจ้าผิดแล้ว ความสามารถที่เรากล่าวมา ล้วนมีอยู่ในมนุษย์ทุกคน เพียงถูกหลงลืมละเลย ผู้คนเมื่อลืมตาตื่น อาจบางทีครุ่นคิดถึงขนมที่รับประทานเมื่อวาน ยามเดินออกจากห้อง ครุ่นคิดถึงความฝันคืนก่อน ยามทำงานยังคิดถึงวันพรุ่งนี้ ภาวนาให้มีเรื่องตื่นเต้นสนุกสนาน"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงเป็นบุคคลเช่นนั้น"
เก็งจู้นั้นกล่าวว่า
"ภายในหนึ่งวัน ผู้คนกระทำการโดยขาดสติมากหลาย เนื่องเพราะครุ่นคิดฟุ้งซ่าน มิได้กำหนดสติไว้ที่การกระทำ เจ้าดู... หากเจ้าถือจอบขุดดิน คิดปลูกต้นไม้ต้นหนึ่ง ทว่าจิตใจกลับครุ่นคิด วันพรุ่งมีเทศกาลขนมหวาน กระทั่งจอบปักลงนิ้วเท้ายังมิได้รู้ตัว..."
ลิ้มเต็กเฮียะแลบลิ้นออกมา กล่าวว่า
"เรื่องราวเช่นนี้กลับเคยเกิดขึ้นจริงๆ"
เก็งจู้นั้นกล่าวต่อไปว่า
"หากเจ้าเป็นเพียงดรุณีปลูกบุปผา ผลที่เกิดย่อมไม่หนักหนาสาหัส ทว่าเจ้าวันนี้เป็นเซี่ยวเก็งจู้ ยามออกไปเบื้องนอก มิทราบมีศัตรูแอบแฝงมากน้อยเพียงใด ขอเพียงขาดสติเพียงเสี้ยวเวลาหนึ่ง ยังอาจพลาดพลั้งถึงชีวิต"
ลิ้มเต็กเฮียะวางกระบี่กลับคืนลงที่เดิม สีหน้ามีแววครุ่นคิดหนักหน่วง เก็งจู้นั้นจับจ้องมองนาง พลันเอ่ยถามว่า
"เจ้ายังครุ่นคิดอันใด"
ลิ้มเต็กเฮียะเดินไปที่ประตู ยื่นมือคล้ายคิดผลักออก ทว่าพลันเปลี่ยนใจ หันกายกลับมาอีกครั้ง กล่าวว่า
"ที่ท่านว่ากล่าวนั้นถูกต้อง เทียนมึ้งเก็งวันนี้ฝากรอยแค้นไว้กับหลายสำนัก ข้าพเจ้าที่เป็นเซี่ยวเก็งจู้ หากขาดสติเพียงเสี้ยวเวลาหนึ่ง ชีวิตคงถูกปลิดปลงง่ายดาย..."
เก็งจู้นั้นรับฟังนางอย่างเงียบงัน มิได้ว่ากล่าวอันใด ลิ้มเต็กเฮียะเอ่ยสืบไปว่า
"ทว่าข้าพเจ้ายังครุ่นคิด หากเทียนมึ้งเก็งเป็นเพียงอารามนักบวช พวกเราทุกวันถือประคำสวดมนตร์ ยามออกสู่เบื้องนอก ย่อมมิต้องกำหนดสติระวังตัว อย่างมากเพียงเดินผิดจังหวะ สะดุดขาตนเองล้มกลิ้ง หามีผู้คนเสือกดาบกระบี่ใส่ไม่"
เก็งจู้นั้นกล่าวว่า
"เจ้ารู้สึกเสียดาย เทียนมึ้งเก็งมิใช่อารามนักบวช?"
ลิ้มเต็กเฮียผงกศีรษะกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ารู้สึกเสียดายจริงๆ"
เก็งจู้นั้นพลันหันกายไป สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"เจ้าไปเถิด"
ลิ้มเต็กเฮียะถามอย่างงุนงงว่า
"ไปที่ใด"
เก็งจู้นั้นกล่าวโดยมิได้หันมา
"...ไปให้พ้นจากเทียนมึ้งเก็ง..."
|