โคมดวงน้อยริบหรี่เจียนดับ ห้องหับแคบเล็กพลันมืดมัวลง
เม่งไอ่ซีจุดโคมขึ้นอีกคราหนึ่ง เต็งลั่งแลดูแสงโคมที่ทาบไล้ดวงหน้านาง สายตาพอประสาน แสงสว่างในห้องคล้ายอบอุ่นนุ่มนวลกว่าเดิม ขอเพียงท่านเป็นมนุษย์มีเลือดเนื้อ ย่อมสัมผัสได้ถึงไออวลนั้น
... ท่านหากมีดวงตาเทพยดา ยังอาจมองเห็นสายใยเล็กบางเส้นหนึ่ง สายใยที่ผูกโยงพวกเขาทั้งสองเส้นหนึ่ง...
... สายใยมาตรว่าเล็กละเอียดอย่างยิ่ง ทว่าเหนียวแน่นอย่างยิ่ง ท่านแม้มิได้ตระหนักถึงการดำรงอยู่ สายใยนั้นกลับยังดำรงอยู่มิได้ขาดหาย...
... เรื่องราวเช่นนี้ทางหนึ่งคล้ายสลดรันทด ทางหนึ่งคล้ายวิจิตรเพริศแพร้ว...
... เรื่องราวที่ทั้งสลดรันทด ทั้งวิจิตรเพริศแพร้ว มิทราบผลลงเอยจักเป็นเช่นใด...

น่ำไฮ้ก่าจู้ยืนอยู่ที่ประตู มองดูบุคคลทั้งสองอย่างเงียบงัน ท่านมิเพียงแลเห็นสายใย ยังคล้ายสามารถทราบผลลงเอย
ดวงตาผู้ชราพลันมีหยาดน้ำรื้น ในใจยังรำพึงรำพัน...
... ซีซี ... เคอเคอ... พวกท่านสามารถอภัยแก่เรา?

เต็งลั่งพลันลากเก้าอี้มาทางหนึ่ง ทรุดกายลงนั่ง เงยศีรษะขึ้นมองน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"ท่านยังไม่เข้ามา?"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะ เดินเข้ามานั่งลงที่ด้านข้าง หันหน้ามาทางเต็งลั่ง
เม่งไอ่ซีเอ่ยขึ้นว่า
"พวกเราวันนี้กลับไม่มีน้ำชาและถั่วหวาน"
น่ำไฮ้ก่าจู้ยิ้มอย่างอบอุ่น กล่าวว่า
"เด็กน้อยยังรับประทานไม่อิ่มหนำ?"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเราเมื่อก่อนนั่งฟังนิทานจากท่าน กัดถั่วหวานคำหนึ่ง จิบชาคำหนึ่ง วันเวลาเช่นนั้นกลับมีความสุขยิ่ง"
เต็งลั่งพลันกล่าวว่า
"เสียดายที่พวกเรารับฟังวันนี้กลับมิใช่นิทาน..."
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอนใจยาว กล่าวว่า
"เรายังเสียดายยิ่งกว่าพวกเจ้า หนำซ้ำยังคิดใคร่ให้เรื่องราวเหล่านี้เป็นเพียงนิทาน..."

เม่งไอ่ซีพลันยื่นมือออก เกาะกุมมือบิดาไว้ กล่าวว่า
"ท่านเล่าเถิด พวกเราเติบโตปานนี้ ผ่านพ้นวันเวลามากมาย มิว่าเรื่องราวใด ย่อมสามารถรับฟัง"
น่ำไฮ้ก่าจู้พยักหน้า เอ่ยว่า
"ยังคงเริ่มต้นจากเมื่อแปดสิบกว่าปีก่อน..."
เม่งไอ่ซีถามว่า
"ท่านใช่หมายถึง เมื่อน่ำก่าทั้งสี่แยกจากกัน"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะช้าๆ ดวงตาคล้ายมีแววรันทดวูบหนึ่ง
"เวลานั้นเอี้ยเอี้ย (ปู่) ของเราเป็นก่าจู้ น่ำก่าทั้งสี่ต่างมีจุดเด่นเฉพาะตน น่ำเทียนก่าเป็นเลิศทางศาสตราวุธทุกแขนง น่ำไฮ้ก่ามีฝ่ามือและดรรชนีลึกล้ำ น่ำซัวก่าเก่งกาจทางอาวุธลับ น่ำตี่ก่ากลับเชี่ยวชาญถึงสองทาง ทางหนึ่งคือด้านตัวยาและพิษ อีกทางคือวิชาตัวเบา ที่พวกเราได้ฉายา ไม่สัมผัสพสุธา อีกทั้งไม่คบหาอาชา ล้วนมีที่มาจากพวกเขา..."
เม่งไอ่ซีเอ่ยถามอีกว่า
"น่ำตี่ก่าคือพวกแซ่ลิ้ว?"
น่ำไฮ้ก่าจู้พยักหน้า เอ่ยต่อว่า
"แซ่ลิ้วปกครองน่ำตี่ก่า แซ่แต้ปกครองน่ำซัวก่า แซ่เจ็งปกครองน่ำเทียนก่า ที่ปกครองน่ำไฮ้ก่าคือพวกเราแซ่เม่ง"
เอ่ยถึงตรงนี้พลันหันมาทางเม่งไอ่ซี ถามอย่างสงสัยว่า
"เจ้าไฉนเอ่ยถึงพวกแซ่ลิ้ว"
เม่งไอ่ซีพลันชะงักนิดหนึ่ง ไตร่ตรองข้อความที่คิดว่ากล่าว สุดท้ายเอ่ยออกไปว่า
"ข้าพเจ้ายามอยู่ที่ฮวงจึง ประมือกับงึ่นแชฮูหยินนางหนึ่ง นางเอ่ยถึงกิมแชฮูหยินที่ล่วงลับ เรียกว่าลิ้วซีซี..."

เต็งลั่งที่นิ่งเงียบอยู่นานพลันโพล่งขึ้น
"กิมแชฮูหยินนั้นเรียกว่าลิ้วซีซี?"
เม่งไอ่ซีจับจ้องมองเต็งลั่งและบิดาสลับกัน เห็นน่ำไฮ้ก่าจู้มีสีหน้าลำบากใจยิ่ง แววตายังมีประกายหมองหมาง อดมิได้ต้องนึกถึงถ้อยคำของงึ่นแชฮูหยินที่บอกเล่าต่อนาง...
... บิดาท่านที่ไม่เอ่ยถึงน่ำเทียนก่า หรือยังไม่อาจตัดใจจากกิมแชฮูหยินคนก่อนของพวกเรา...
... เรื่องราวหนหลังมิอาจแก้ไข ยามระลึกถึง ใช่กัดกร่อนจิตใจรวดร้าวกว่าหรือไม่...

น่ำไฮ้ก่าจู้เงียบงันอยู่เนิ่นนาน เต็งลั่งและเม่งไอ่ซีก็มิได้เอ่ยปากเร่ง ผ่านไปครู่ใหญ่ พลันได้ยินท่านเอ่ยสืบต่อว่า
"สาเหตุที่สี่นิกายแยกออกจากกัน เริ่มจากความเห็นขัดแย้งของน่ำเทียนก่าจู้ในเวลานั้น..."
เม่งไอ่ซีเอ่ยถามว่า
"ความเห็นขัดแย้งใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้ตอบว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ความจริงมีนิสัยสงบสันโดษยิ่ง ทว่ายามออกสู่ภายนอก ท่านพลันพบว่า ผู้คนมากมายในโลกที่แก่งแย่งชิงดี สำนักใหญ่ที่ได้รับการยกย่อง มิเพียงไม่ประสานรอยร้าว กลับยังแบ่งแยกชนชั้น กระทั่งผู้ถือศีลที่ท่องบ่นคำหลุดพ้น ภายในสำนักยังยึดติดชั้นวรรณะ ผู้มีกำลังอ่อนล้วนตกเป็นเบี้ยล่าง"
เม่งไอ่ซีพลันเอื้อนเอ่ยว่า
"เรื่องราวในโลกล้วนเป็นเช่นนี้ พยัคฆ์รับประทานกวาง สัตว์ใหญ่ไล่ล่าสัตว์น้อย..."
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"พยัคฆ์รับประทานกวางเนื่องเพราะหิวโหย มนุษย์ที่กดขี่รังแกกันกลับมีสาเหตุอื่น"
เม่งไอ่ซีพยักหน้าใคร่ครวญ น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวต่อไปว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ท่านนั้นพลันเรียกก่าจู้อีกสามนิกายเข้าไป ท่านปรารถนาสร้างความเป็นหนึ่งเดียวในแผ่นดิน คิดให้พวกเราสี่นิกายเข้าปกครองบู๊ลิ้ม ยุบสำนักใหญ่น้อยรวมกัน หวังให้รักใคร่ปรองดอง ปราศจากการข่มเหงรังแก..."
เม่งไอ่ซีถอนใจกล่าวว่า
"นั่นความจริงเป็นเรื่องดียิ่ง เสียดาย..."
เต็งลั่งเอ่ยแทรกว่า
"เสียดาย... ความคิดเช่นนี้กลับมิอาจเป็นจริง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ในโลกมีเรื่องราวบางประการ มาตรว่าดีงามอย่างยิ่ง ฟังไปน่ากระทำอย่างยิ่ง เสียดายที่มิอาจเป็นจริง"

เต็งลั่งมองดูจันทร์เสี้ยวที่นอกหน้าต่าง เม่งไอ่ซีกลับจับจ้องดูดวงตาของเขา ดวงตาที่คล้ายมีดาวสุกใสสองดวงของเขา...
น่ำไฮ้ก่าจู้ก็มองดูเต็งลั่ง นัยน์ตาผู้ชรามีแววรักใคร่เอ็นดู เป็นเช่นเดียวกับยามที่ท่านแลดูธิดาโทนมิได้ผิดเพี้ยน
เต็งลั่งพลันเอ่ยถามขึ้นว่า
"สามนิกายในครั้งนั้นใช่ปฏิเสธน่ำเทียนก่าจู้"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"สามนิกายย่อมปฏิเสธ เนื่องเพราะเรื่องราวที่น่ำเทียนก่าจู้ปรารถนา มิอาจกระทำโดยไม่เสียเลือดเนื้อ"
เม่งไอ่ซีกล่าวขึ้นว่า
"สำนักใหญ่น้อยในบู๊ลิ้ม ล้วนมีภูมิหลังบันทึกจดจำ หากคิดให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ท่านคือเรา เราคือท่าน ผู้คนมากหลายย่อมมิอาจยอมรับ"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวต่อไปว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ในครั้งนั้นผิดหวังยิ่ง ถึงกับคิดกระทำการแต่ผู้เดียว สามนิกายเพื่อปกป้องผู้คนของตน ได้แต่ประกาศตัดขาดจากน่ำเทียนก่า ทว่าเรื่องราวที่ล่วงรู้ระหว่างกัน ก็มิได้บอกเล่าออกไป การแยกตัวของสามนิกายจึงเป็นปริศนาลึกลับประการหนึ่งของบู๊ลิ้ม"

เต็งลั่งเอ่ยถามขึ้นอีกว่า
"ทว่าน่ำเทียนก่ากลับมิได้ลงมือดังปณิธาน?"
น่ำไฮ้ก่าจู้ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"น่ำเทียนก่าย่อมคิดลงมือ ผู้คนของพวกเขายามนั้นมิเพียงฝึกดาบกระบี่ ยังหันมาคร่ำเคร่งในวิชาแขนงอื่น สามนิกายที่เหลือเห็นว่า หากน่ำเทียนก่าลงมือต่อสำนักอื่นในบู๊ลิ้ม มิว่าปรากฏผลเยี่ยงใด ยากที่จะไม่กระทบถึงพวกเขา จึงตัดสินใจถ่ายทอดวิชาฝีมือแก่รุ่นหลังเพิ่มเติม สร้างไพร่พลที่แข็งแกร่งกว่าเดิม กระทั่งวิชาฝีมือที่ต้องห้ามในอดีต ยังนำมาฟื้นฟูอีกครา"
เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยถามว่า
"ม้อฮ้วยชิ่ว (หัตถ์โลหิตอสูร) ใช่เป็นหนึ่งในวิชาต้องห้ามนั้น"
น่ำไฮ้ก่าจู้พยักหน้ากล่าวว่า
"ม้อฮ้วยชิ่วแฝงพิษฤทธิ์ร้าย หากผู้ใช้มีจิตใจหยาบทราม ย่อมเป็นเภทภัยใหญ่หลวง ทว่าวิชานี้ทรงอานุภาพ สามนิกายเพื่อป้องกันตนเอง ได้แต่ฟื้นฟูขึ้นอีกครั้ง ถ่ายทอดเฉพาะบุตรหลานใกล้ชิด"

เม่งไอ่ซีผงกศีรษะกล่าวว่า
"งึ่นแชฮูหยินนางนั้นจึงว่ากล่าว น่ำไฮ้ก่าเรามิปฏิบัติตามสัญญาเก่าก่อน ถ่ายทอดม้อฮ้วยชิ่วแก่รุ่นหลัง..."
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันถามว่า
"เจ้าบัดนี้ฝึกถึงขั้นใด"
เม่งไอ่ซีฝืนยิ้มกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่ออยู่ในฮวงจึง มิได้ฝึกวิชาฝีมือเพิ่มเติม เพียงวาดภาพท่องตำรา ม้อฮ้วยชิ่วจึงยังอยู่ในขั้นที่สาม"
น่ำไฮ้ก่าจู้หันมาทางเต็งลั่ง ถามว่า
"เจ้าเล่า"
เต็งลั่งแย้มยิ้มกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อยามเร่ร่อน มิได้ฝึกวิชาฝีมือเพิ่มเติม แต่ละวันเพียงคิดดักสัตว์ทอดแห หาสิ่งของมารับประทาน ม้อฮ้วยชิ่วจึงยังอยู่ในขั้นที่หนึ่ง"
เม่งไอ่ซีอดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า
"ม้อฮ้วยชิ่วท่านอยู่ในขั้นที่หนึ่ง ความนี้เราจึงเชื่อแทบตายแล้ว"
น่ำไฮ้ก่าจู้ก็เลียนเยี่ยงธิดา กล่าวว่า
"ม้อฮ้วยชิ่วเจ้าอยู่ในขั้นที่หนึ่ง ความนี้เราหากเชื่อก็เป็นคนตายแล้ว"

เต็งลั่งหัวร่อฮาฮา น่ำไฮ้ก่าจู้พลันยื่นนิ้วออก ดีดศีรษะเขาคราหนึ่ง
เต็งลั่งพลันหดศีรษะวูบ ชี้มือไปทางเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"นางจึงนำท่านออกนอกลู่ทาง ยังคงดีดศีรษะนาง"
เม่งไอ่ซียกมือกุมศีรษะ กล่าวว่า
"ศีรษะข้าพเจ้าบางดังไข่ไก่ หากโดนดีดก็จะแตกทำลายแล้ว"
น่ำไฮ้ก่าจู้หัวร่ออย่างเบิกบานใจ ชั่วพริบตาที่ทุกผู้คนมีรอยยิ้ม วันเวลาก่อนเก่าคล้ายกลับคืนมา
...ทว่า... สิ่งที่เพียงคล้ายกลับคืนมา ใช่สามารถกลับคืนมาหรือไม่...

เต็งลั่งข่มกริยาสงบสำรวม เอ่ยถามต่อไปว่า
"น่ำเทียนก่าตระเตรียมผู้คนพรักพร้อม เหตุใดจึงมิได้ลงมือ"
น่ำไฮ้ก่าจู้ตอบว่า
"ความนี้กลับเป็นโศกนาฏกรรมเรื่องหนึ่ง น่ำเทียนก่าจู้ผู้นั้นคร่ำเคร่งคิดการ เส้นโลหิตภายในศีรษะแตกทำลาย กลับกลายเป็นคนพิการผู้หนึ่ง..."
เม่งไอ่ซีร้องอุทานออกมา น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวสืบไปว่า
"น่ำเทียนก่าเวลานั้น เป็นเช่นมังกรไร้เศียร ย่อมมิอาจกระทำการดังคาดหวัง ผู้คนของพวกเขาได้แต่รอเก็งจู้รุ่นถัดไป"
เต็งลั่งพลันกล่าวว่า
"เก็งจู้รุ่นถัดไปสามารถกระทำการนั้น?"
น่ำไฮ้ก่าจู้ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"เก็งจู้รุ่นถัดไปของพวกเขา เรียกว่าเจ็งเซ่งยิก ท่านเติบโตมากับอุดมการณ์ของนิกาย ทว่าติดที่ร่างกายอ่อนแอ มิอาจฝึกวิชาจนบรรลุ น่ำเทียนก่าในยุคนั้นจึงเงียบเหงายิ่ง"
เม่งไอ่ซีเอ่ยถามว่า
"น่ำก่าทั้งสี่ตัดขาดจากกัน ข่าวคราวของพวกเขาไฉนยังตกมาถึงพวกท่าน"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"น่ำก่าตัดขาดจากกันแต่เพียงในนาม ผู้คนมากหลายยังเกี่ยวดองเป็นญาติมิตร ข่าวคราวในเวลานั้นย่อมหลั่งไหลสู่กันดังลำธารสายหนึ่ง"
เม่งไอ่ซีพึมพัมว่า
"หากเป็นลำธารสายหนึ่ง ย่อมมิอาจตัดขาดจากกันแล้ว..."
น่ำไฮ้ก่าจู้เอ่ยต่อไปว่า
"น่ำเทียนก่าจู้ เจ็งเซ่งยิกท่านนั้น ยังรู้จักสนิทสนมกับบิดาของเรา แต่ละปียังไปมาหาสู่ บุตรชายโทนของเขา เจ็งไฮ้ ยังติดตามบิดามายังสถานที่ของพวกเรา"
เม่งไอ่ซีรีบถามว่า
"หากเป็นเช่นนั้น ท่านย่อมรู้จักกับเจ็งไฮ้"

น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะช้าๆ ดวงตากลับมิได้จับจ้องอยู่ที่สิ่งใด คล้ายจมอยู่ในความหลังครั้งก่อนเก่า ถึงกับมิอาจถอนตัวมาสู่ปัจจุบัน
ผ่านไปเนิ่นนาน ท่านจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"มิเพียงเราที่รู้จักสนิทสนมกับเจ็งไฮ้ บุตรธิดาวัยเดียวกันของน่ำตี่ก่าและน่ำซัวก่าก็รู้จักสนิทสนมกับเขา ทุกผู้คนล้วนนิยมชมชอบเขา..."
กล่าวถึงตอนนี้ พลันหันมาทางเต็งลั่ง จับจ้องมองดูเขาอย่างพินิจ
"... เจ็งไฮ้ผู้นั้นเฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง เป็นความภูมิใจของน่ำเทียนก่าทั้งมวล..."
เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยว่า
"วันเวลาที่ผันผ่าน มิอาจลบล้างปณิธานของพวกเขา"
น่ำไฮ้ก่าจู้ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"เราเมื่อเยาว์วัยก็เคยพบพานเจ็งเซ่งยิก ยังเรียกหาท่านเป็นแปะแป๊ะ ท่านความจริงมีนิสัยอ่อนโยน กับอุดมการณ์ของน่ำเทียนก่า ท่านมาตรว่าเห็นด้วย แต่มิได้คิดกระทำการโดยรุนแรง หักหาญชีวิตเลือดเนื้อ เสียดาย...."
เม่งไอ่ซีถามไถ่ว่า
"เสียดายอันใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอนใจหลายครา กล่าวว่า
"เจ็งเซ่งยิกที่มีโรคร้ายในตัว อายุจึงมิได้ยืนยาว เสียชีวิตไปตั้งแต่วัยฉกรรจ์ เจ็งไฮ้บุตรชายท่าน ขึ้นเป็นก่าจู้ตั้งแต่อายุเพียงสิบสี่ปี"

เม่งไอ่ซีก็ถอนใจยาว กล่าวว่า
"ผ่านพ้นไปสองรุ่น ปณิธานมิได้เป็นดังหวัง อุดมการณ์ใช่ลดถอย?"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิทันตอบคำ เต็งลั่งกลับโพล่งถามว่า
"เจ็งไฮ้ผู้นั้นเป็นคนเยี่ยงไร"
น่ำไฮ้ก่าจู้สบสายตากับเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เจ็งไฮ้ผู้นั้นทรนงองอาจ อีกทั้งเป็นอัจฉริยะในศาสตร์หลายแขนง เมื่ออายุเพียงสิบเจ็ดปี ถึงกับสำเร็จเซียนจี้ (ดรรชนีเทพ) ทั้งสี่แขนง หนำซ้ำคิดค้นเพิ่มเติมแขนงที่ห้า เรียกว่าแชเซียนจี้ (ดรรชนีเทพเขียว)"

เซียนจี้ทั้งสี่แขนงประกอบด้วย เซียนไล้จี้ (ดรรชนีเทพย่างกราย) เน้นการรุกไล่ชิงลงมือ เซียนปวยจี้ (ดรรชนีเทพเหาะเหิน) ท่าร่างพลิ้วพรายดังเทพยดา เซียนชีลิ้วจี้ (ดรรชนีเทพสถิตต้นหลิว) เน้นความอ่อนช้อยงดงาม เซียนชีแม้จี้ (ดรรชนีเทพสถิตยามวิกาล) เน้นความผกผันปรวนแปร...

แชเซียนจี้ที่บัญญัติขึ้นใหม่ รวมปมเด่นของแต่ละแขนง ยามใช้ซับซ้อนซ่อนเงื่อน มิอาจคาดเดากระบวนท่าต่อเนื่อง หนำซ้ำยังวกเวียนพลิกผัน สามารถกลับสู่กระบวนท่าเซียนทั้งสี่ได้ทุกขณะ เม่งไอ่ซีเมื่อประมือกับงึ่นแชฮูหยิน ยังใช้ออกด้วยกระบวนท่าในแชเซียนจี้...

เม่งไอ่ซีครุ่นคิดอยู่สักครู่ พลันเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า
"แชเซียนจี้เป็นวิชาเฉพาะของน่ำเทียนก่า มารดาข้าพเจ้าไฉนฝึกมาได้"
น่ำไฮ้ก่าจู้หลบสายตานาง กล่าวว่า
"เรื่องราวนี้มีเงื่อนงำ เราอีกสักครู่จึงบอกต่อเจ้า"
เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อขึ้นสู่โฮ้ยเกี่ยมซัว นำตำราวิชาฝีมือติดตัวไปมากมาย เล่มหนึ่งยังเป็นเคล็ดวิชาแชเซียนจี้"
น่ำไฮ้ก่าจู้ซักถามว่า
"เจ้าใช่ฝึกแชเซียนจี้จนสำเร็จ"
เต็งลั่งเพียงผงกศีรษะ มิได้ว่ากล่าวอันใด น่ำไฮ้ก่าจู้มองดูเขา ดวงตาทอประกายอ่อนโยน กล่าวว่า
"เจ้าจึงมิทำให้เราผู้เฒ่าผิดหวัง"

เม่งไอ่ซีเอ่ยถามอีกว่า
"น่ำเทียนก่ายุคนั้นมีเจ็งไฮ้เป็นประมุข ย่อมแข็งแกร่งดังภูผาศิลา มิทราบพวกเขาตัดสินใจก่อการหรือไม่"
น่ำไฮ้ก่าจู้ไตร่ตรองถ้อยคำก่อนกล่าวว่า
"ผู้คนของน่ำเทียนก่า หลังจากผ่านวันปีอันสุขสงบกับเจ็งเซ่งยิก ปณิธานย่อมแปรเปลี่ยนไป กว่าครึ่งเพียงมุ่งหวังชีวิตสุขสงบ มิได้หวังสานต่ออุดมการณ์"
เต็งลั่งพลันเอ่ยถามว่า
"ผู้อื่นมิได้คิดสานต่อ ทว่าเจ็งไฮ้ผู้นั้นเล่า"
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันมีสีหน้าหม่นหมองลง กล่าวว่า
"เจ็งก่าจู้ที่องอาจเปิดเผย เรื่องยึดครองบู๊ลิ้มมาตรว่ามิได้อยู่ในใจเขา ทว่าความคิดเอาชัยยังมีเต็มเปี่ยม เขาเมื่ออยู่ในวัยฉกรรจ์ ส่งสาส์นท้าประลองกับเจ้าสำนักทั้งห้า ผู้ใดพ่ายแพ้แก่เขา ต้องปลดป้ายสำนักลง..."
เม่งไอ่ซีขมวดคิ้วอย่างสงสัย กล่าวว่า
"สาส์นท้าประลองที่อุกอาจนัก เรื่องราวนี้ไฉนมิได้แพร่ไปในบู๊ลิ้ม"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"เรื่องราวเช่นนี้ย่อมมิได้แพร่ไป เนื่องเพราะห้าเจ้าสำนักในเวลานั้น มิได้มีความมั่นใจสามารถเอาชัยเจ็งก่าจู้ พวกเขานัดประลองในสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง"
เม่งไอ่ซีถามอีกว่า
"เรื่องราวนี้มิได้แพร่สู่ภายนอก ท่านไฉนจึงทราบความนัย"
น่ำไฮ้ก่าจู้ตอบว่า
"เจ็งก่าจู้ก่อนประมือกับพวกเขา ได้มาเยี่ยมเยียนเราที่นี้ หลังประมือเสร็จสรรพ ก็ยังแวะเวียนมาอีกครา บอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งสิ้นแก่เรา"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"เขาสามารถเอาชัยเจ้าสำนักทั้งห้า?"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"เขามิเพียงมีวิชาฝีมือเลิศล้ำ สติปัญญายังเฉียบแหลม นับเป็นอัจฉริยะแห่งยุคผู้หนึ่ง ช่วงอายุที่เขาลงมือ กล่าวไปแล้วยังอยู่หลังช่วงที่เขามีฝีมือถึงขีดสุด ทว่าที่เลือกเวลานั้น เนื่องเพราะเขาทราบ วิชาฝีมือแม้สูงส่ง มิอาจเทียบเคียงความสุขุมลุ่มลึก พยัคฆ์หาญในวัยคะนอง มิอาจล้มพญาคชสารที่มั่นคงดังภูผา"

เต็งลั่งพลันเอ่ยถามว่า
"เจ็งก่าจู้ผู้นั้นเพียงลงมือต่อเจ้าสำนักทั้งห้า ทว่าเรื่องราวนี้ไยเกี่ยวพันไปถึงฮวงจึง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอนใจยาว กล่าวว่า
"เจ้าสำนักทั้งห้าหลังพ่ายแพ้ ทั้งอับอายทั้งตื่นตระหนก พวกเขาย่อมมิยอมให้ป้ายสำนักปลดปลง จึงชักนำเล้งจึงจู้เข้ามา..."
เม่งไอ่ซีร้องขึ้นว่า
"เล้งจึงจู้ที่ท่านกล่าว ใช่หมายถึงบิดาของเล้งอิก"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ย่อมเป็นเล้งทิเจ็งผู้นั้น"
เต็งลั่งฉุกคิดถึงถ้อยคำของงึ่นแชฮูหยิน พลันเอ่ยออกมาว่า
"เล้งทิเจ็งกลับสามารถสังหารเจ็งก่าจู้..."
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอนใจหลายครั้งหลายครา เนิ่นนานผ่านไปจึงกล่าวว่า
"เล้งทิเจ็งนับเป็นยอดคนผู้หนึ่งเช่นกัน ทว่าความตายของเจ็งไฮ้กลับมีเงื่อนงำ"
เม่งไอ่ซีถามไถ่ว่า
"เป็นเงื่อนงำใด"

น่ำไฮ้ก่าจู้เกาะกุมมือเต็งลั่งและเม่งไอ่ซีไว้คนละข้าง พลันเอ่ยช้าๆ ว่า
"เรื่องราวที่เราคิดกล่าวต่อไปนี้สำคัญยิ่ง มิเพียงเกี่ยวพันโดยตรงกับเจ้าทั้งสอง ยังกระหวัดไปถึงเล้งอิกและมารดาเขา"
เม่งไอ่ซีพลันร้อนรุ่มใจยิ่ง กล่าวว่า
"ท่านรีบบอก"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวประโยคแรกว่า
"เจ็งไฮ้ที่ถึงแก่ความตายหลังประมือกับเล้งทิเจ็ง มิใช่เป็นเพราะคมดาบกระบี่ ทว่าเกิดจากพิษร้ายนอกด่าน"
เม่งไอ่ซีและเต็งลั่งสบตากันวูบหนึ่ง น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวสืบไปว่า
"พิษชนิดนี้เรียกว่าฮ้วยหงส์ตั๊ก (พิษหงสาโลหิต) ความรุนแรงมิได้ด้อยไปกว่าเก้าตั๊กฮวย (บุปผาเก้าพิษ) ของน่ำตี่ก่า"
เม่งไอ่ซีเอ่ยโพล่งขึ้นว่า
"ฮ้วยหงส์ตั๊กเป็นพิษนอกด่าน ใช่เกี่ยวพันกับเพ็กกงจู้ มารดาของเล้งอิก"
น่ำไฮ้ก่าจู้ส่ายศีรษะอย่างวุ่นวายใจ กล่าวว่า
"ความข้อนี้หามีผู้ใดทราบกระจ่างไม่ พวกเราเพียงทราบ เพ็กกงจู้มาจากดินแดนนอกด่าน ทั้งยังมีความสามารถในการสกัดพิษและตัวยา"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"เรื่องราวสำคัญเช่นนี้ ไฉนจึงปล่อยให้ค้างคา"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอนใจกล่าวว่า
"เจ็งก่าจู้ถึงแก่ความตายโดยมิคาดฝัน น่ำเทียนก่าราวกับถูกสวรรค์สาป อั้งเง็กเซียนนึ้ง (เทพธิดาหยกแดง) ที่เศร้าโศกรันทัด กลับพาผู้คนจากไปโดยมิได้สืบสาวเรื่องราว"
เม่งไอ่ซีรีบถามว่า
"อั้งเง็กเซียนนึ้งคือผู้ใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้ตอบว่า
"อั้งเง็กเซียนนึ้งคือมารดาของเจ็งก่าจู้ นางฝากความหวังในตัวบุตรชายอย่างเต็มเปี่ยม มิคาด เจ็งก่าจู้กลับเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำ จิตใจนางย่อมท้อถอยยิ่ง"

เม่งไอ่ซีครุ่นคิดคราหนึ่ง พลันเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้ายามอยู่ในฮวงจึง ยังประมือกับสตรีชราที่เรียกว่ามุ่ยเง็กเซียนนึ้ง มิทราบนางทั้งสองมีความสัมพันธ์ใดต่อกัน"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"พวกนางเป็นเจ้ม่วยร่วมสายโลหิต ทว่าอั้งเง็กเซียนนึ้งรูปโฉมสะคราญกว่า หนำซ้ำวิชาฝีมือล้ำเลิศกว่า จึงได้รับเลือกเป็นกิมแชฮูหยิน ได้ยินว่านางที่คล้ายนุ่มนวลอ่อนโยน เบื้องหลังกลับเข้มงวดเย็นชา ทว่าเรื่องราวเหล่านี้เรามิกล้ายืนยัน เนื่องเพราะพบเห็นนางเพียงน้อยครั้ง"
เม่งไอ่ซีกล่าวเบาๆ ว่า
"เจ็งก่าจู้เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำเช่นนั้น น่ำเทียนก่าจึงเคียดแค้นฮวงจึง"

เต็งลั่งที่เงียบงันอยู่นานพลันเอ่ยถามอย่างไตร่ตรองว่า
"เจ็งก่าจู้ยามประมือกับเล้งจึงจู้ ใช่มีผู้ใดชมดูอยู่"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"ความจริงสมควรกล่าว หามีผู้ใดชมดูอยู่ เนื่องเพราะพวกเขาต้องการประมือโดยลำพัง ทว่า..."
เต็งลั่งถามอย่างรวดเร็วว่า
"ทว่ายังมีเงื่อนงำใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้ก้มศีรษะลง กล้ำกลืนความรู้สึกพลุ่งพล่าน เม่งไอ่ซีบีบมือท่านอย่างแผ่วเบา กล่าวว่า
"บิดา ใช่ยังมีเงื่อนงำอันใด"

น่ำไฮ้ก่าจู้เงยศีรษะขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายอ่อนล้ายิ่ง
"การประลองวันนั้น ความจริงมีคนผู้หนึ่งร่วมชมอยู่ด้านข้าง ทว่าคนผู้นี้มีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ สามารถเล็ดรอดเข้าสู่สถานที่นั้นโดยมิมีผู้ใดล่วงรู้ กระทั่งเจ็งก่าจู้และเล้งจึงจู้ก็มิได้ทราบ"
เต็งลั่งรีบร้อนถามว่า
"เป็นผู้ใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้มองเขาด้วยดวงตาที่มีหยาดน้ำรื้น กล่าวเบาๆ ว่า
"เป็นมารดาเจ้า..."