จันทร์ข้างแรมอวดพักตร์เพียงเสี้ยว ประดุจดรุณีน้อยผินหน้าแก่ท่าน...
จันทร์คืนเพ็ญสุกใสกระจ่าง จันทร์ข้างแรมใช่งดงามเทียบเทียม?

ปึงซิ่วซิ่วนั่งอยู่ที่ข้างหน้าต่าง เหม่อมองดูจันทร์เสี้ยวงอโค้ง
เมื่อหัวค่ำเต็งลั่งพานางและเม่งไอ่ซีออกไปข้างนอก ชักชวนดูแมลงชนิดหนึ่ง
แมลงตัวเล็กกลมราวเต่าทอง ทว่าสีสันกลับผิดแผก ปีกสองข้างเป็นสีเขียวเหลือบ ดวงตาเป็นสีแดงใส ยามต้องแสงริบหรี่ในความมืด ถึงกับสะท้อนเป็นจุดวาบ
เต็งลั่งบอกกล่าวแก่นาง ... นี่เรียกว่า แมลงแสงจันทร์...
... ท่านยามกลางวันหากจับเต่าทองได้ตัวหนึ่ง ต้องรีบอธิษฐานให้จบคำ หากเต่าทองมิได้บินหนี คำอธิษฐานย่อมสัมฤทธิ์ผล
... ยามค่ำคืนยากเสาะหาเต่าทอง ได้แต่พึ่งพาแมลงแสงจันทร์...

เม่งไอ่ซีจับแมลงแสงจันทร์ได้ตัวหนึ่ง มิทราบอธิษฐานว่ากระไร ทว่ามิทันว่ากล่าวเสร็จสิ้น แมลงกลับบินหนีหลบหาย
ปึงซิ่วซิ่วกลับมิว่องไวเท่า ค้นหาจนแขนเสื้อเปียกชื้น ยังมิได้แมลงแสงจันทร์แม้สักตัว สุดท้ายยังเป็นเต็งลั่งเสาะหาแก่นาง
ทว่านางกลับมิได้อธิษฐาน...
แมลงแสงจันทร์ตัวน้อยเกาะนิ้วมือนางแน่นิ่ง นางกลับมิได้อธิษฐาน...
ท่านหากเคยผ่านวัยวันเช่นนาง รับรองต้องไม่คิดอธิษฐาน...

ปึงซิ่วซิ่วยื่นมือออก ลูบคลำสันมือด้านขวาอย่างเลื่อนลอย ที่ลูบคลำคือรอยแผลเป็นสายหนึ่ง
บาดแผลเกิดมานานเนิ่น เวลานั้นนางอายุเพียงแปดปี
บาดแผลเมื่อเยาว์วัย มาตรว่ารุนแรงหนักหนา เลือดเนื้อท่านยังสามารถสมาน
ทว่า... หากบาดแผลนั้นเกิดในใจเล่า...
บาดแผลที่เกิดในใจ แม้เกิดมานานเนิ่น ใช่สามารถสมานหรือไม่...

เม่งไอ่ซียามอยู่เบื้องนอก เกาะกุมมือนางเสาะหาแมลงแสงจันทร์ ยังลูบคลำถูกรอยแผลนี้
... บาดแผลท่านเกิดจากเรื่องราวใด...
ปึงซิ่วซิ่วยามนั้นปั้นรอยยิ้มขึ้นรอยหนึ่ง รอยยิ้มที่งดงามยิ่ง บริสุทธิ์ยิ่ง
วิชาปั้นรอยยิ้มมิเพียงได้มาจากการฝึกฝน นางยังถึงกับมีพรสวรรค์
... ย่อมเป็นข้าพเจ้าเมื่อเยาว์วัยซุกซน ใช้มีดคมเล่มหนึ่ง เล่นหั่นผักปรุงอาหาร...

ปึงซิ่วซิ่วซบศีรษะลงกับท่อนแขน ยามนี้กลับคิดอธิษฐานต่อแมลงแสงจันทร์ ขอให้คำตอบของนางเป็นความจริงประการหนึ่ง

สายลมจากเบื้องนอกกรรโชกแรงวูบ ปึงซิ่วซิ่วเงยศีรษะขึ้น พลันรู้สึกคล้ายมีความหนาวเหน็บแล่นลงสู่หัวใจ
นางผละจากหน้าต่างโดยสัญชาติญาณ โลหิตในกายคล้ายเย็นเฉียบ ขนที่แขนยังลุกซู่ โสตประสาทยิ่งขมึงเกร็ง
ที่ด้านนอกเงียบงันอย่างยิ่ง ปึงซิ่วซิ่วเหลือบดูจันทร์เสี้ยวอีกครา พลันรู้สึกคล้ายหัวใจตกหล่นหาย
จันทราที่เยี่ยมหน้าดังดรุณีเอียงอาย มิทราบบัดนี้หลบหนีสู่หนใด...

ที่ด้านล่างพลันมีเสียงเคาะประตู
เสียงเคาะมาตรว่าไม่หนักหน่วง ทว่าในยามค่ำคืนย่อมดังก้องไปทั่ว
ปึงซิ่วซิ่วเงี่ยหูฟัง ได้ยินเสียงฝีเท้าผู้คน คาดว่าเป็นเม่งไอ่ซีเดินออกจากห้องหับไปเปิดประตู
ได้ยินเสียงอุทาน ตามมาด้วยเสียงคล้ายสิ่งของใดตกหล่น...
ปึงซิ่วซิ่วคิดเปิดประตูห้องโดยพลัน ทว่ามือยังไม่ทันผลักออก พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งดังมา
... มาเยือนน่ำไฮ้ก่า อาคันตุกะย่อมส่งของกำนัล...
... ของกำนัลสีแดงดังทับทิม หวังน่ำไฮ้ก่าจู้พึงพอใจ...
... เมื่อชมดูสำเร็จเสร็จสิ้น ยังคงเรียกหาเราอุ่นสุราสนทนา...

ปึงซิ่วซิ่วพลันมือตกห้อยลงข้างตัว ตลอดทั้งร่างสั่นระริก
... สุ้มเสียงล่องลอยลึกลับ กลับคล้ายดังฝันร้าย หนำซ้ำเป็นฝันร้ายที่นางประสบพบพานมาชั่วชีวิต ...
พริบตานั้นนางพลันขดกายลง สองมือกุมท้อง ฝ่ามือโชกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ปากพึมพัมถ้อยคำที่ฟังไม่ได้ศัพท์
... คนผู้หนึ่งหากฟ้าลิขิตให้มีฝันร้าย สามารถดิ้นรนสลัดพ้นหรือไม่ ...


เต็งลั่งถลาโลดไปบนกิ่งไม้สูง ท่าร่างพลิกพลิ้วราวคลื่นในพายุหอบหนึ่ง ทว่าในความมืดมนอนธกาล หาพบเห็นร่องรอยใดไม่
ยามหยุดครุ่นคิดพลันได้ยินเสียงกู่ก้องมา ที่แท้เป็นน่ำไฮ้ก่าจู้ส่งสัญญาณเรียก ได้แต่พลิกร่างหันกลับโดยพลัน
ทันทีที่รุดมาถึง เห็นเม่งไอ่ซียังยืนอยู่ข้างประตู ใกล้เท้านางมีห่อผ้าสีขาววางอยู่ ในแสงเลือนรางยังมองเห็นจุดแดงประพรมอยู่ทั่ว
เต็งลั่งถลันถึงข้างกายนาง มองดูสิ่งของในห่อผ้า พลันรู้สึกคล้ายใจกระตุกวูบ
ของที่อยู่ในห่อผ้าเป็นก้อนเนื้อที่ยังสั่นไหว ก้อนเนื้อที่ชุ่มโชกด้วยโลหิต ...
ถึงกับเป็นหัวใจมนุษย์ดวงหนึ่ง!

น่ำไฮ้ก่าจู้ตีเกราะเป็นสัญญาณระรัว ชั่วพริบตาผู้คนทั้งหมู่บ้านมารวมกันแทบครบถ้วน เต็งลั่งกวาดสายตาโดยเร็ว พลันได้ยินเม่งไอ่ซีร้องว่า
"ไช่ไฉ่เจ็กเล่า"
น่ำไฮ้ก่าจู้อุทานดังอา สายตาเหลือบแลไปยังห่อผ้าบนพื้นโดยมิตั้งใจ เต็งลั่งทั้งว้าวุ่นทั้งร้อนรน พลันมีคนผู้หนึ่งก้าวออกมาข้างหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงไปดูที่บ้านไช่ไฉ่"
น่ำไฮ้ก่าจู้ผงกศีรษะโดยพลัน กล่าวสำทับว่า
"ระวังให้มาก"
เต็งลั่งแลสบตาเม่งไอ่ซี ถามไถ่ว่า
"ปึงโกวเนี้ยเล่า"

เม่งไอ่ซีอุทานเบาๆ รีบพลิกกายโผขึ้นด้านบน เต็งลั่งพลันสะกิดเท้าติดตามที่ด้านหลัง
เม่งไอ่ซีผลักประตูห้องเปิดออก ร้องเรียกว่า
"ปึงโกวเนี้ย"
เต็งลั่งก็ถลันเข้ามา สอดส่ายสายตาไปทั่ว ทว่าที่พบเห็นเป็นเพียงเตียงว่างเปล่า ตู้แคบเล็กใบหนึ่ง เก้าอี้น้อยตัวหนึ่ง หามีเงาร่างปึงซิ่วซิ่วไม่
เม่งไอ่ซีกล่าวอย่างร้อนรุ่มใจว่า
"นางใช่สามารถไปที่ใด พวกเราสนทนากันที่ด้านล่าง หากนางก้าวลงบันได ต้องได้ยินสุ้มเสียง"
เต็งลั่งมองดูหน้าต่างที่เปิดกว้าง เม่งไอ่ซีแลตามสายตาเขา กล่าวว่า
"นางไร้วิชาฝีมือ หน้าต่างสูงปานนี้ ย่อมมิอาจลงทางหน้าต่าง"
เต็งลั่งผงกศีรษะ ยามกะทันหันย่อมรู้สึกงุนงงสงสัย เม่งไอ่ซีครุ่นคิดไตร่ตรอง พลันกล่าวว่า
"ทว่าผู้ที่ส่งสุ้มเสียงนั้นก็มิได้เข้ามาด้านใน"
เต็งลั่งนิ่งคิดโดยถ้วนถี่ กล่าวว่า
"ผู้ที่ส่งสุ้มเสียงนั้นอยู่ภายนอก ในที่นี้หามีผู้ใดย่างเท้าเข้ามาไม่"
เม่งไอ่ซีกล่าวอีกว่า
"เมื่อข้าพเจ้ารุดไปที่ประตู ก็มิได้พบเห็นร่องรอยผู้ใด"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"พื้นดินใต้ห่อผ้าขาวนั้นยุบลงเป็นหลุม ห่อผ้าย่อมมิได้ถูกนำมาจัดวาง ทว่าถูกซัดมา"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะ เต็งลั่งกล่าวสืบไปว่า
"เสียงเคาะประตูที่ได้ยิน เกรงว่าเป็นการซัดสิ่งใดมาเช่นกัน"

เบื้องนอกพลันมีเสียงร้องดังขึ้น เม่งไอ่ซีกับเต็งลั่งถลันออกจากห้อง ชั่วพริบตาลงมาถึงที่ด้านล่าง เห็นผู้คนมุงล้อมเป็นวง ได้ยินเสียงน่ำไฮ้ก่าจู้ร้องว่า
"เป็นซิ่งอู้จำ (เข็มขนนกเทพยดา)"
เต็งลั่งรีบรุดเข้าไป เห็นที่กลางวงมีสตรีนางหนึ่ง ในมือโอบอุ้มทารกชายวัยขวบเศษ ทารกร่างอ่อนระทวย ลมหายใจรวยริน ดวงหน้าน้อยๆ ขาวซีด
น่ำไฮ้ก่าจู้พอเห็นเต็งลั่งก็รีบกล่าวว่า
"ทารกนี้ถูกซิ่งอู้จำทำร้าย"
เต็งลั่งรีบก้มลงตรวจดู เห็นที่หน้าอกด้านซ้ายของทารกมีรอยช้ำเท่าหัวแม่มือ กลางรอยช้ำยังมีประกายจุดสีเงิน ถึงกับโดนเข็มปักจนมิดด้าม

ซิ่งอู้จำเป็นอาวุธลับชนิดหนึ่งของน่ำก่าในอดีต ตัวเข็มเล็กบางราวเส้นขนนก ทว่าแหลมคมเป็นพิเศษ ยามฝังลงในเนื้อท่าน รับรองมิทันรู้สึกเจ็บปวด
ซิ่งอู้จำมิได้ใช้เพื่อทำร้าย ทว่าเพียงซัดใส่จุดสำคัญ สะกดฝ่ายตรงข้าม มิให้สามารถเกร็งกำลังลงมือ ยามกะทันหันเปิดโอกาสให้ผู้ใช้หลบหนีโดยง่าย ผู้โดนเข็มนี้เพียงสงบสมาธิ โคจรลมปราณโดยละเอียด มิถึงครึ่งชั่วยามก็สามารถขับออก
ทว่าหากใช้เข็มนี้กับทารกน้อยผู้หนึ่ง เรื่องราวกลับผิดแผกไปแล้ว...

ทารกมิเพียงมิอาจโคจรลมปราณ ขับเข็มออกด้วยตนเอง หนำซ้ำยังมิอาจทนความอึดอัด เนื่องเพราะสภาวะการหายใจที่ผิดธรรมดา
คิดขับซิ่งอู้จำให้ทารกผู้หนึ่ง ผู้รักษามิเพียงต้องมีความรู้ในจังหวะลมปราณ ยังต้องใช้สมาธิอย่างยิ่งยวด

เม่งไอ่ซีสมทบเข้ามา มองดูเต็งลั่งสลับกับบิดา กล่าวอย่างร้อนใจว่า
"ทารกใช่โดนเข็มได้อย่างไร"
สตรีผู้เป็นมารดาหลั่งน้ำตานองหน้า ร่ำร้องว่า
"ข้าพเจ้ามิทราบ เพ้งยี้ไฉนจึงโดนเข็มนี้ เขาเมื่อครู่ยังเป็นปกติ ก่าจู้ เซี่ยวก่าจู้ เต็งกงจื้อ ข้าพเจ้าวิงวอน พวกท่านได้โปรดช่วยเหลือ..."

เม่งไอ่ซียื่นมือรับทารกมา ขณะจะปรึกษาบิดา สมควรแก้ไขอย่างไร พลันได้ยินเต็งลั่งเอ่ยว่า
"ทารกมิได้เพิ่งถูกเข็ม ผู้คิดร้ายอย่างน้อยต้องลงมือเมื่อหนึ่งชั่วยามที่แล้ว"
เม่งไอ่ซีถามว่า
"ท่านทราบได้อย่างไร"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"หากเพิ่งถูกเข็ม ผิวเนื้อรอบบริเวณเพียงบวมแดง มิใช่รอยช้ำเช่นนี้"
เม่งไอ่ซีหันไปทางมารดาของทารกนั้น ถามว่า
"หนึ่งชั่วยามที่แล้ว ใช่มีผู้ใดเข้าใกล้ทารก"
สตรีนั้นร่ำไห้ตอบว่า
"หนึ่งชั่วยามที่แล้ว เพ้งยี้นอนหลับอยู่ในห้อง ข้าพเจ้ายังคงนั่งทอผ้า บิดาของเพ้งยี้เก็บกวาดยุ้งฉาง"
บิดาของทารกนั้นก็ร่ำไห้จนนัยน์ตาแดง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าอยู่ที่ภายนอก กลับมิได้พบเห็น..."
วาจามิทันขาดคำ พลันได้ยินเสียงร้องในหมู่ผู้คน ที่แท้ทารกในอ้อมแขนมารดาอีกสามรายกลับมีอาการหายใจติดขัด ยามเปิดเสื้อออกดู กลับพบรอยช้ำเช่นเดียวกับทารกรายแรก ถึงกับโดนซิ่งอู้จำเฉกเช่นเดียวกัน

เม่งไอ่ซีมองดูทารกที่หายใจรวยริน พลันกล่าวอย่างวุ่นวายใจว่า
"นี่เป็นเรื่องราวใด"
เต็งลั่งถลันเข้าไปพิจารณาทารกอีกราย ครุ่นคิดอยู่พริบตาหนึ่งจึงกล่าวว่า
"เข็มพิษนี้มิได้ซัดใส่ ทว่าใช้ปักใส่"
ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกำหมัดร้องว่า
"ผู้คิดร้ายนี้ถึงกับเดินเข้ามาในบ้านของพวกเรา ปักเข็มใส่ทารกของพวกเรา ทว่าหามีผู้ใดระแคะระคายไม่ นี่เป็นเรื่องราวผีสางแล้ว"
เม่งไอ่ซีร้อนรุ่มใจยิ่ง กล่าวว่า
"ใช่สามารถช่วยเหลือทารกเหล่านี้หรือไม่"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"เข็มนี้มิมีพิษร้าย พวกเขายังสามารถมีชีวิตอีกหนึ่งชั่วยาม"
น่ำไฮ้ก่าจู้มีสีหน้าเคร่งเครียด กล่าวว่า
"เข็มปักลงที่ทรวงอกด้านซ้าย มาตรว่ามิได้แล่นเข้าสู่หัวใจโดยพลัน ทว่ามิอาจใช้พลังกระตุ้นขับโดยง่าย เนื่องเพราะตำแหน่งใกล้จุดสำคัญ หากไม่มีสมาธิเพียงพอ ยังทำร้ายพวกเขาถึงแก่ชีวิต"
ท่านมองดูทารกในมือธิดา แก้วตาพลันสั่นระริก กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือว่า
"ผู้คิดร้ายกลับใช้ทารกบริสุทธิ์เป็นเหยื่อ โจมตีพวกเราให้สมาธิสั่นไหว นี่เป็นเรื่องหยาบช้ายิ่ง"

ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าต่างเพ่งมองประมุขเป็นจุดเดียว พวกเขามาตรว่ายังถ่ายทอดวิชาฝีมือแก่รุ่นหลัง ทว่าขาดประสบการณ์ต่อสู้ เพียงใช้ชีวิตสงบเช่นชาวไร่ชาวนา กับเรื่องราวเช่นนี้ย่อมมิได้คาดฝันมาก่อน
เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"พวกท่านอย่าได้หวั่นเกรง เข็มชนิดนี้ข้าพเจ้าสามารถขับออกได้"
น่ำไฮ้ก่าจู้มองดูเต็งลั่ง เอ่ยอย่างไตร่ตรองว่า
"ผู้คิดร้ายจงใจใช้เข็มชนิดนี้ มิใช่เพื่อปลิดปลงชีวิต ทว่าเพื่อให้พวกเราคนใดคนหนึ่งใช้สมาธิรักษาพวกเขา"
เต็งลั่งผงกศีรษะกล่าวว่า
"ความข้อนี้ข้าพเจ้าทราบ"
เม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"หนำซ้ำยังเป็นไปได้ ผู้คิดร้ายนั้นแฝงกายปะปนอยู่ในพวกเรา"
เต็งลั่งพลันมีสีหน้าเย็นชา ประกายตาเจิดจรัสราวสายฟ้า น่ำไฮ้ก่าจู้ขบกรามกล่าวว่า
"ผู้คิดร้ายนั้นต้องการให้พวกเราคนใดคนหนึ่งลงมือรักษาทารก ตัดทอนกำลังลงไป..."

ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าพึมพัมอย่างโกรธแค้น ต่างคนต่างเหลียวมองผู้ที่ยืนข้างกาย ทว่ายามหันซ้ายพบญาติสนิท หันขวายังเป็นสหายรักใคร่ มิทราบผู้ใดจึงเป็นผู้แอบแฝงทำร้ายนั้น
น่ำไฮ้ก่าจู้โบกมือขึ้น กล่าวว่า
"พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนกไป น่ำไฮ้ก่ามิใช่หนอนแมลง ผู้อื่นย่อมมิอาจเหยียบย่ำโดยง่าย"
เต็งลั่งกล่าวกับน่ำไฮ้ก่าจู้ว่า
"ข้าพเจ้ายามนี้รีบรักษาทารกทั้งสี่ ท่านจัดคนรักษาการบริเวณนี้เถิด"
น่ำไฮ้ก่าจู้มีสีหน้ากังวลใจ กล่าวว่า
"เจ้ามั่นใจ ตนเองมีสมาธิเพียงพอ"
เต็งลั่งเหลือบแลไปยังเม่งไอ่ซีวูบหนึ่ง น่ำไฮ้ก่าจู้ย่อมเข้าใจเขา ท่านพลันกล่าวว่า
"เราเป็นบิดานาง ย่อมระวังรักษานาง มิให้มีเภทภัยใด"
เม่งไอ่ซีก็โอบอุ้มทารกเดินเข้ามา เงยหน้าขึ้นสบตาเต็งลั่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงอยู่ที่ข้างกายท่าน"

ยามนั้นพลันมีเสียงร่ำร้องดังขึ้น ที่แท้ผู้ที่รับอาสาไปดูไช่ไฉ่เจ็กนั้นวิ่งตะบึงกลับมา ในมือถือผ้าขยุกหนึ่ง สีหน้ายังขาวซีดราวคนตาย
น่ำไฮ้ก่าจู้รีบถลันเข้าไป ถามว่า
"ไช่ไฉ่เล่า"
คนผู้นั้นส่งผ้าในมือแก่ท่าน กล่าวด้วยน่ำเสียงสั่นระริกว่า
"ข้าพเจ้าค้นดูทั้งในนอก หาพบผู้ใดไม่ เพียงพบสิ่งนี้บนเตียงไช่ไฉ่..."
เต็งลั่งก็ชะโงกหน้าเข้ามา กล่าวว่า
"เป็นสิ่งของใด"

น่ำไฮ้ก่าจู้คลี่ผ้าในมือออก เห็นเป็นเสื้อตัวหนึ่ง เสื้อที่ทั้งเก่าทั้งสกปรกมอมแมมตัวหนึ่ง ย่อมเป็นเสื้อของไช่ไฉ่หาผิดไม่
เต็งลั่งมองดูเสื้อนั้น หัวใจพลันคล้ายถูกกระตุกวูบ ที่แท้ตรงอกเสื้อข้างซ้ายทะลุเป็นรูขนาดเท่ากำปั้น ตัวเสื้อยังมีโลหิตสดๆ ชุ่มโชก
เม่งไอ่ซีพลันหลั่งน้ำตาออกมา น่ำไฮ้ก่าจู้รวบเสื้อนั้นเข้าด้วยกัน มือสองข้างเกร็งจนเส้นเอ็นปูดโปน ท่านนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันมาทางเต็งลั่ง กล่าวว่า
"เจ้ายังมีสมาธิเพียงพอ?"
เต็งลั่งผงกศีรษะอย่างแช่มช้า ดวงตากลับคล้ายนิ่งเฉย กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังมีสมาธิเพียงพอ"
วาจาพอกล่าวออก คนหันไปรับทารกสองรายไว้ในอ้อมแขน หมุนกายเดินเข้าบ้านไป มิได้ว่ากล่าวอันใดอีก

เม่งไอ่ซีก็นำพาทารกอีกสองรายติดตามเข้าไป น่ำไฮ้ก่าจู้สั่งการผู้คนที่ท่านไว้ใจ คอยระวังเฝ้าอยู่ภายนอก
ฉิกอี๊พลันสะอึกเข้ามา สองตามีหยาดน้ำเอ่อคลอ กล่าวแก่น่ำไฮ้ก่าจู้ว่า
"ลั่งยี้กับไช่ไฉ่รักใคร่สนิทสนม บัดนี้มิทราบไช่ไฉ่ที่โง่งมเป็นตายร้ายดี ลั่งยี้ใช่มีสมาธิรักษาทารก?"
น่ำไฮ้ก่าจู้สะกดกลั้นอารมณ์พลุ่งพล่าน กล่าวว่า
"ลั่งยี้ย่อมทุกข์ทรมานใจ ทว่าเขาที่ผ่านวันวารเยี่ยงนั้น หนำซ้ำมีเลือดเนื้อของผู้คนเหล่านั้นในกาย ย่อมมีสมาธิเหนือกว่าพวกเรา กระทั่งยังเหนือกว่าเรา..."
ฉิกอี๊ยกมือขึ้นปาดน้ำตา ดวงหน้ามาตรว่ายับย่นด้วยวัยวัน ดวงตายังมีประกายแกร่งกร้าว นางสบสายตากับน่ำไฮ้ก่าจู้เนิ่นนาน พลันกล่าวว่า
"มิว่าเป็นผู้ใดรุกล้ำ น่ำไฮ้ก่าเราย่อมสามารถขจัดผ่านพ้น วันเวลาที่สุขสงบ ณ ที่นี้ พวกเรามาตรว่ามิใช่บู๊เฮียบนึ่งเฮียบ ยังคงสามารถรักษา"
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันมีรอยยิ้มปรากฏ กล่าวว่า
"เจ้ากล่าวผิดแล้ว น่ำไฮ้ก่าเราเนื่องเพราะมีนึ่งเฮียบเช่นเจ้า จึงสามารถดำรงอยู่..."

วาจาพอกล่าวออก ที่ห่างไกลพลันมีเสียงหัวร่อดังก้องมา
ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าหันขวับเป็นตาเดียว บุรุษฉกรรจ์ด้านหน้าง้างหมัดเกร็งกำลัง สตรีขยับกายระวังตัว โลหิตในกายล้วนระอุคุกรุ่น
เสียงหัวเราะกลับคล้ายฝากแรงลมที่พัดผ่าน บัดเดี๋ยวก้องกังวาน บัดเดี๋ยวแผ่วเบาจางหาย
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
"หลีกเลี่ยงการต่อสู้ประชิดตัว ถอยออกเป็นวงกว้าง หลบหลีกรักษาชีวิต ยามมีจังหวะจึงใช้อาวุธลับ"
กล่าวพลางชำเลืองแลรอบด้าน ดวงตาเปี่ยมแววห่วงใย ท่านย่อมทราบ ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าเหินห่างการประมือ หากโรมรันประชิดตัว ย่อมพลาดพลั้งเสียเปรียบ ขอเพียงสามารถรักษาชีวิต มิว่าอย่างไรยังสามารถรับได้

เสียงหัวเราะพอขาดหาย คนพลันปรากฏกาย
ในแสงสลัวเลือนราง เห็นทางทิศตะวันตกมีเงาร่างผู้คนกลุ่มหนึ่งโลดแล่นมา เพียงชั่วพริบตาก็ปรากฏร่างชัดเจน
... ผู้ที่อยู่ด้านหน้าเป็นชายวัยสี่สิบเศษ ร่างสูงสง่า ใบหน้าคมสัน อาภรณ์ที่สวมใส่ปักด้วยดิ้นเงินทอง ที่ติดตามมาด้านหลังมีสี่คน หนึ่งเป็นสตรีชราร่างเตี้ยเล็ก ใบหน้าเหี่ยวย่น ทว่าผมเผ้าดำสนิททั้งศีรษะ อีกหนึ่งเป็นบุรุษวัยกลางคน หนวดเครารกครึ้ม บนหน้าผากวาดสัญลักษณ์วงรีสีเหลือง เสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนเป็นสีเหลือง บนบ่าแบกถุงผ้าสีแดงใบใหญ่ มิทราบที่อยู่ข้างในเป็นอะไร
... ที่ด้านหลังสุดยืนไว้ด้วยบุรุษสองคน ผมเผ้าสีเงินยวง หนึ่งสวมอาภรณ์สีม่วง หนึ่งสวมอาภรณ์สีแดง รูปร่างหน้าตากลับคลับคล้ายกัน ที่แท้เป็นแฝดคู่หนึ่ง

บุรุษที่สวมอาภรณ์ปักดิ้นทองแย้มยิ้มแก่น่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"เราส่งของมากำนัล ก่าจู้ถึงกับจัดผู้คนมาต้อนรับ ราตรีนี้รื่นรมย์ยิ่ง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ก็คล้ายแย้มยิ้ม ไถ่ถามว่า
"ส่งของกำนัลมาเยือน ทว่ามิได้แจ้งชื่อแซ่ มิทราบสมควรต้อนรับเยี่ยงใด"
บุรุษนั้นหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า
"ล้วนเป็นคนกันเอง มิต้องต้อนรับมากความ"
น่ำไฮ้ก่าจู้ทวนคำว่า
"คนกันเอง"
บุรุษนั้นเดินเข้ามาอย่างแช่มช้า กล่าวว่า
"ตั่วกอ (พี่ชายคนโต) ของข้าพเจ้ายกย่องท่านอย่างยิ่ง เรียกหาท่านเป็นเม่งเฮีย ข้าพเจ้าได้แต่ดำเนินรอยตาม"
น่ำไฮ้ก่าจู้ชะงักวูบ กล่าวว่า
"ตั่วกอของท่านคือ..."
บุรุษนั้นประสานมือคารวะ ถึงกับยังก้มศีรษะลงต่ำ กล่าวว่า
"ตั่วกอผู้ล่วงลับคืออดีตประมุขของน่ำเทียนก่า เจ็งไฮ้..."
น่ำไฮ้ก่าจู้รับคารวะอย่างงุนงง บุรุษนั้นพลันกล่าวต่อว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้แซ่ซุนนามเซ่งเง็ก ฐานะเป็นยี่เก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง..."

น่ำไฮ้ก่าจู้พินิจยี่เก็งจู้ซุนเซ่งเง็กนั้นอย่างถี่ถ้วน กล่าวว่า
"เรามิเคยพบเห็นท่าน ได้ยินแต่เพียงนาม"
ซุนเซ่งเง็กเลิกคิ้วกล่าวว่า
"ตั่วกอเคยเอ่ยถึงข้าพเจ้าแก่ท่าน?"
น่ำไฮ้ก่าจู้เงียบงันครู่หนึ่ง ซุนเซ่งเง็กสังเกตท่าทีท่าน แววตาคล้ายมีประกายประหลาดวูบ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้คบหาผู้ใดที่ภายนอก หากมีผู้คนเอ่ยถึงข้าพเจ้าแก่ท่าน ย่อมเป็นคนในของเทียนมึ้งเก็ง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ปั้นยิ้มกล่าวว่า
"เป็นผู้ใดกล่าวถึงท่านแก่ข้าพเจ้า ย่อมมิต้องใส่ใจ"
ซุนเซ่งเง็กกล่าวอย่างรวดเร็วว่า
"ข้าพเจ้ากลับคิดใส่ใจ"
น่ำไฮ้ก่าจู้มีสีหน้าสงบเยือกเย็น กล่าวว่า
"อย่างนั้นท่านคิดทำอย่างไร"
ซุนเซ่งเง็กกล่าวว่า
"ย่อมต้องถามไถ่ท่าน ผู้ที่เอ่ยนามข้าพเจ้าคือผู้ใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"หากเรามิบอกกล่าว ท่านใช่คิดเค้นคอทรมาน?"

ซุนเซ่งเง็กเงยหน้าขึ้นหัวร่อ กล่าวว่า
"เค้นคอก่าจู้ผู้หนึ่ง ข้าพเจ้าย่อมมิกล้า"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิได้ว่ากล่าวกระไร ซุนเซ่งเง็กพลันเอ่ยสืบไปว่า
"ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่สามารถเอ่ยนามข้าพเจ้าแก่ท่าน นับไปแล้วมีไม่เกินสามคน"
น่ำไฮ้ก่าจู้ร้องอ้อคำหนึ่ง สีหน้ายังคงชืดเฉย มิได้แสดงความรู้สึก ซุนเซ่งเง็กพลันหรี่ตาลง ขยับกายเข้ามาที่เบื้องหน้าท่าน กล่าวว่า
"ท่านแม้มิคิดบอกกล่าว ข้าพเจ้ากลับสามารถคาดเดา ผู้ที่สามารถเอ่ยนามข้าพเจ้าแก่ท่าน หากมิใช่ตั่วกอ ย่อมเป็นอดีตกิมแชฮูหยินของพวกเรา ทั้งยังเป็นอดีตคู่หมายของท่าน ลิ้วเซี่ยวก่าจู้ของน่ำตี่ก่า ลิ้วซีซี..."