|
น่ำไฮ้ก่าจู้มีสีหน้านิ่งเฉย กระทั่งแววตายังมิได้เปลี่ยนแปร ท่านแลดูซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"ท่านคิดว่ากล่าวอย่างไร ยังคงว่ากล่าวตามใจเถิด"
ซุนเซ่งเง็กจับจ้องน่ำไฮ้ก่าจู้อย่างแน่วแน่ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าสามารถว่ากล่าวตามใจ เนื่องเพราะก่าจู้ท่านมิอาจปฏิเสธ?"
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันชี้มือไปทางพงหญ้ารกแห่งหนึ่ง กล่าวว่า
"ที่นั้นมักมีหรีดเรไรร่ำระงม เรารับฟังมาแต่เยาว์วัยจนเฒ่าชรา ยังมิเคยว่ากล่าวให้เดรัจฉานเหล่านั้นเปลี่ยนถ้อยคำสำเนียง"
ซุนเซ่งเง็กพลันยิ้มออกมา นัยน์ตากลับมีแววพึงพอใจ ราวได้ยินถ้อยคำเชยชม ยามนี้ประสานมืออย่างนอบน้อมอีกครา เอื้อนเอ่ยว่า
"เม่งก่าจู้นับเป็นมังกรหลบเร้น มาตรว่าเกลือกกายในไร่สวน วาจายังสามารถเชือดเฉือนผู้คน"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวอย่างเยือกเย็นว่า
"วาจาเราย่อมมิอาจเชือดเฉือนท่าน"
ซุนเซ่งเง็กเอียงศีรษะกล่าวว่า
"ท่านไฉนมั่นใจปานนั้น"
น่ำไฮ้ก่าจู้เหลือบสายตาไปยังผ้าขาวที่ห่อหุ้มหัวใจมนุษย์ กล่าวว่า
"ผู้ที่สามารถส่งของกำนัลเช่นนั้น ทั้งยังสามารถใช้ซิ่งอู้จำกับทารก ย่อมมิถูกวาจาเชือดเฉือนโดยง่าย"
ฉิกอี๊ที่อยู่ด้านหลังพลันร่ำร้องว่า
"ผู้คนหยาบช้าสามานย์เช่นนี้ พวกเราย่อมมิอาจปล่อยลอยนวล"
ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าพลันถูกกระตุ้นจนโลหิตคุกรุ่น ซุนเซ่งเง็กชายตามาทางพวกเขา สีหน้ายังคงประดับด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า
"น่ำไฮ้ก่ากลับไร้ระเบียบปานนี้ ชนชั้นก่าจู้สนทนา บ่าวไพร่กลับร่ำร้องวุ่นวาย"
น่ำไฮ้ก่าจู้สั่นศีรษะเอ่ยว่า
"ท่านเข้าใจผิดแล้ว น่ำไฮ้ก่าเรามิได้แบ่งแยกชนชั้น เราที่เป็นก่าจู้ ก็มิได้วิเศษไปกว่าพวกเขา"
ซุนเซ่งเง็กขยับปากคิดว่ากล่าวอันใด น่ำไฮ้ก่าจู้พลันโบกมือ กล่าวสืบไปว่า
"พวกท่านมาในยามวิกาล มีเรื่องราวใดยังคงรีบแถลง พ้นจากนี้จึงเป็นเวลาเราทวงถามกลับคืน"
ซุนเซ่งเง็กถอนใจน้อยๆ กล่าวว่า
"คนกันเองกลับต้องเร่งรีบต่อความ อดีตน่ำก่าทั้งสี่กลับมิอาจสานสายใย"
น่ำไฮ้ก่าเขม้นมองอีกฝ่าย ท่าทียังคงสงบราบเรียบราวขุนเขา กล่าวว่า
"ที่มิอาจสานสายใย อาจบางทีเป็นเพราะมีบุคคลเช่นท่าน"
ซุนเซ่งเง็กเดินมาหยุดที่เบื้องหน้าน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"ท่านที่เจรจาไร้เยื่อใย เกรงว่าเข้าใจอันใดผิดไป"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิทันเอ่ยคำ ซุนเซ่งเง็กชิงกล่าวต่อไปว่า
"มุ่ยเง็กเซียนนึ้งที่ปักเข็มใส่ทารกของพวกท่าน ความจริงมิได้คิดทำร้าย..."
ฉิกอี๊ที่รับฟังพลันอดรนทนมิได้ ต้องสืบเท้าขึ้นมา กระซิบแก่น่ำไฮ้ก่าจู้ว่า
"คนผู้นี้เพียงคิดเจรจายืดความ เบื้องหลังอาจหลบซ่อนวางแผนอันใด พวกเรายังคงเริ่มก่อนก้าวหนึ่ง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ส่งสายตาแก่นางเป็นเชิงปราม ท่านที่ภายนอกสงบเยือกเย็น ภายในกลับครุ่นคิดมิได้หยุดยั้ง
ซุนเซ่งเง็กมีผู้ติดตามเพียงสี่ราย หากพลพรรคท่านเข้ากลุ้มรุมต่อตี มาตรว่ามิอาจสยบจับกุม ยังคงสามารถรุกไล่ถดถอย เกรงแต่ผู้มามีแผนชั่วร้ายแอบแฝง หนำซ้ำในกลุ่มพวกท่านอาจมีฝ่ายตรงข้ามปะปน ยามลงมือมิทันระวังตัว อาจมีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย...
ยามสองจิตสองใจพลันได้ยินซุนเซ่งเง็กเอ่ยว่า
"พวกเราที่รุดมาอย่างกะทันหัน มิได้มีแผนซับซ้อนอันใด เพียงมาเชื้อเชิญคนผู้หนึ่ง"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถามว่า
"เป็นผู้ใด"
ซุนเซ่งเง็กหันศีรษะมาทางซ้าย มองดูเคหาเก่าแก่ของน่ำไฮ้ก่าจู้ เอ่ยตอบว่า
"เป็นธิดาท่าน เม่งไอ่ซี ..."
แสงไฟในตะเกียงริบหรี่วอมแวม ทว่ากับห้องหับแคบเล็กของเม่งไอ่ซี ยังปรากฏแสงสว่างเพียงพอ
เต็งลั่งโอบอุ้มทารกผู้หนึ่งขึ้นมา ทาบฝ่ามือขวาลงกับแผ่นหลัง มือซ้ายประคองร่างทารกไว้ในท่านั่ง ถ่ายทอดพลังอย่างแช่มช้า ทางหนึ่งช่วยรักษาอาการหายใจติดขัด ทางหนึ่งค่อยกระตุ้นขับซิ่งอู้จำออกทีละน้อย
เม่งไอ่ซีเอ่ยถามอย่างแผ่วเบาว่า
"หากเข็มขับออกจนสามารถหยิบจับได้ อนุญาตให้ข้าพเจ้าดึงออกหรือไม่"
เต็งลั่งผ่อนลมหายใจละเอียดยิ่ง กล่าวว่า
"หากท่านมั่นใจ สามารถดึงเข็มได้ตลอดเล่ม จึงค่อยหยิบจับออก"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะ พลันสาวเท้าไปที่ผนังด้านหนึ่ง ที่แท้คอยรับฟังเรื่องราวภายนอก เห็นนางตอนแรกใบหน้าสงบราบเรียบ สักครู่แววตากลับแปรเปลี่ยนไปมา บัดเดี๋ยวเปล่งประกายเจิดจ้า บัดเดี๋ยวคล้ายวิตกกังวล
เต็งลั่งแลดูเม่งไอ่ซี ประกายในดวงตาคล้ายแปรเปลี่ยนตามนาง ทว่าอารมณ์ยังคงสะกดนิ่ง สมาธิจดจ่ออยู่กับทารกในวงแขน
ผ่านไปชั่วเวลาหนึ่ง เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าบางทีออกไปด้านนอกสักครู่"
เต็งลั่งสั่นศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"ท่านมิต้องออกไป"
กล่าวพลางพลิกทารกหันกลับมา ใช้ปลายนิ้วดึงซิ่งอู้จำออกมาตลอดทั้งเล่ม
เม่งไอ่ซีอุทานว่า
"รวดเร็วปานนี้"
เต็งลั่งวางทารกลงบนเตียง เห็นใบหน้าน้อยๆ เป็นสีแดงระเรื่อ ลมหายใจมิได้ติดขัดเช่นเมื่อครู่ นับว่าผ่านพ้นอันตรายแล้ว
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มยินดี กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้คาดคิด ท่านใช้เวลาเพียงน้อยนิด ก็ช่วยทารกได้รายหนึ่ง"
เต็งลั่งโอบอุ้มทารกอีกคนขึ้นมา ทาบฝ่ามือลงที่กลางหลัง กล่าวว่า
"เสียดายคราต่อไปมิอาจกระทำอย่างรวดเร็วอีก"
เม่งไอ่ซีมองดูเต็งลั่งอย่างสงสัยใจ ถามว่า
"เพราะเหตุใด"
เต็งลั่งเริ่มถ่ายทอดกำลังแก่ทารก ลมหายใจผ่อนอย่างแผ่วเบา วาจาที่ว่ากล่าวก็แผ่วเบายิ่ง
"เนื่องเพราะผู้คนที่มาภายนอก"
เม่งไอ่ซีงงงันวูบ กล่าวว่า
"ท่านได้ยินพวกเขา?"
เต็งลั่งสั่นศีรษะนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าหาได้ยินพวกเขาไม่ เพียงสามารถสัมผัสถึงการมา"
เม่งไอ่ซีรีบกล่าวว่า
"ท่านมิต้องเป็นห่วงไป ผู้มามีเพียงไม่กี่คน บิดาข้าพเจ้าและผู้คนของเราสามารถสกัดรั้งอย่างง่ายดาย"
เต็งลั่งสั่นศีรษะอีกครา กล่าวว่า
"ที่ข้าพเจ้าสัมผัสได้ มิเพียงการมาของพวกเขา ทั้งยังสามารถสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของท่าน"
เม่งไอ่ซีพลันรู้สึกคล้ายหัวใจสั่นไหว ยามสะกดกลั้นอารมณ์ วาจามิอาจเปล่งออก
เต็งลั่งพลันเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านอยู่ที่นี้ อย่าได้ออกไป หากท่านคิดออกไป ข้าพเจ้าจึงออกไปด้วย"
เม่งไอ่ซีย่อกายลงเบื้องหน้าเต็งลั่ง ดวงตาแลสบดวงตา กล่าวว่า
"พวกเราอยู่ที่นี้ มิว่าเบื้องนอกเป็นอย่างไร พวกเราล้วนอยู่ที่นี้ หากรักษาทารกไม่เสร็จสิ้น พวกเรายังคงมิย่างก้าวออกไป"
เต็งลั่งพลันหลับตาลง ทั้งมิได้กล่าวรับ ทั้งมิได้ปฏิเสธ
เม่งไอ่ซียื่นมือเรียวงามออก คล้ายคิดลูบคลำใบหน้าเขา ทว่าเมื่อจวนสัมผัสผิวเนื้อกลับหยุดชะงัก เพียงลูบไล้อากาศอย่างแผ่วเบา
นางในเวลานั้นพลันคิดกล่าว ... ท่านเรียกรั้งข้าพเจ้าไว้ที่นี้ ข้าพเจ้าย่อมมิออกไปเบื้องนอก...
... ท่านกระทั่งเรียกรั้งข้าพเจ้าไว้ตลอดกาล ข้าพเจ้ายังคงเชื่อฟัง...
... เพียงมิทราบ ท่านใช่คิดเรียกรั้งข้าพเจ้าตลอดกาลหรือไม่...
วาจาแม้คิดใคร่กล่าว กลับมิอาจว่ากล่าว เนื่องเพราะนางทราบ
เต็งลั่งย่อมมิยอมเรียกรั้งนางไว้ตลอดกาล...
น่ำไฮ้ก่าจู้สาวเท้ามาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง ซุนเซ่งเง็กก็ขยับถอยหลังก้าวหนึ่ง คล้ายจงใจรักษาระยะห่างระหว่างทั้งสอง
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันกล่าวว่า
"คิดเชื้อเชิญบุตรีเรา คงมิใช่มีงานสำราญ"
ซุนเซ่งเง็กคล้ายมีสีหน้าเคร่งเครียดลง ทว่ามุมปากยังประดับด้วยรอยยิ้ม กล่าวว่า
"งานสำราญกลับมิอาจจัดขึ้น เนื่องเพราะภริยาข้าพเจ้ามิอาจมาร่วม"
น่ำไฮ้ก่าจู้ขมวดคิ้วกล่าวว่า
"ที่แท้เป็นเรื่องราวใด"
ซุนเซ่งเง็กแสร้งทอดถอนใจยาว กล่าวว่า
"ฮวงจึงรั้งภริยาข้าพเจ้าไว้ ได้แต่เชื้อเชิญจึงจู้ฮูหยินมาเจรจาว่ากล่าว"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"ท่านคิดเชื้อเชิญบุตรีเราไปเจรจาว่ากล่าว จำเป็นต้องทำร้ายทารกไร้เดียงสา?"
ซุนเซ่งเง็กถอนใจอีกครา พลันหันไปทางสตรีชราผมดำที่ยืนอยู่ด้านหลัง กล่าวว่า
"มุ่ยเง็กเซียนนึ้งที่เมตตาการุณ ย่อมมิคิดทำร้ายทารกไร้เดียงสา นางที่กระทำลงไป เนื่องเพราะเคยรับทราบ ธิดาท่านดื้อดึงมิฟังความ ได้แต่หาข้อแลกเปลี่ยน"
น่ำไฮ้ก่าจู้ทวนคำว่า
"หาข้อแลกเปลี่ยน?"
ซุนเซ่งเง็กเอ่ยต่อไปว่า
"หากธิดาท่านยินดีรับคำเชิญ ร่วมทางไปกับพวกเรา มุ่ยเง็กเซียนนึ้งจึงรีบประคองน้อมส่งเล้งเจี๊ยะ (หินมังกร) แก่พวกท่าน สามารถดูดซิ่งอู้จำแก่ทารกโดยง่าย มิทันเป็นอันตรายไป"
ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าแลสบตากันไปมา เล้งเจี๊ยะเป็นของหายากยิ่ง ฟังว่าเกิดในท้องอสรพิษใต้สมุทรที่มีอายุกว่าเจ็ดร้อยปี สามารถดูดซับพิษร้ายหลายชนิด อีกทั้งดูดเข็มที่ถูกซัดใส่เข้าในร่างกาย ทว่าที่พวกเขาได้ยินมาเพียงคล้ายเป็นตำนาน มิทราบยังมีผู้คนครอบครองของเช่นนี้อยู่
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งสาวเท้ามาข้างหน้า ย่อกายลงคารวะน่ำไฮ้ก่าจู้จนเข่าแทบจรดพื้น ต่างหูอัญมณีหลากสีสั่นไหวไปมา แลดูทั้งขัดตาทั้งน่าขัน
นางล้วงอกเสื้อหยิบหินสีดำก้อนหนึ่งออกมา ชูหินขึ้นพลางกล่าวว่า
"เล้งเจี๊ยะที่รักษามานาน บัดนี้ยอมน้อมส่งจากใจ เสียดาย เต็งกงจื้อกลับยืนยัน สามารถรักษาสมาธิ ขจัดเข็มแก่ทารก"
ซุนเซ่งเง็กส่ายศีรษะไม่หยุดยั้ง กล่าวว่า
"เสียดาย เสียดายจริง"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งพลันกล่าวว่า
"ยี่เก็งจู้ท่านคิดมาเจรจาโดยสันติ น่ากลัวมิอาจเป็นผลแล้ว"
ซุนเซ่งเง็กผงกศีรษะกล่าวว่า
"เต็งกงจื้อนั้นสมาธิดียิ่ง เล้งเจี๊ยะอาจบางทีมิได้ใช้ โชคดีพวกเรายังมีนั้งเจี๊ยะ (หินมนุษย์) อีกก้อนหนึ่ง"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งพลันปั้นสีหน้าคล้ายประหวั่นพรั่นพรึง กล่าวเสียงเล็กแหลมว่า
"โอ นั้งเจี๊ยะก้อนนี้หลั่งโลหิตน่ากลัวยิ่ง"
ชายวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์เหลือง บนหน้าผากวาดสัญลักษณ์วงรีนั้นพลันก้าวออกมาข้างหน้า ทุ่มถุงผ้าสีแดงที่แบกไว้ลงบนพื้น ได้ยินเสียงดังทึบหนักๆ ที่อยู่ข้างในกลับคล้ายเป็นคนผู้หนึ่ง
ซุนเซ่งเง็กชายตาไปที่ประตู กล่าวว่า
"เต็งกงจื้อที่มีสมาธิล้ำเลิศ มิทราบสามารถรักษาชีวิตคนผู้นี้หรือไม่"
น่ำไฮ้ก่าจู้แลดูถุงผ้า ในใจรู้สึกร้อนรนขึ้นมา กล่าวว่า
"นี่เป็นผู้ใด"
ซุนเซ่งเง็กเพียงแย้มยิ้มมิตอบคำ ฉิกอี๊พลันทะยานขึ้นมา ร่ำร้องว่า
"ก่าจู้ พวกเราทั้งสิ้นจู่โจมพร้อมกัน พวกเขาย่อมมิอาจรอดพ้นไปได้"
ซุนเซ่งเง็กหันมาทางนาง ดวงตามีประกายเจิดจ้า รอยยิ้มกลับคล้ายพึงพอใจ กล่าวว่า
"กล่าวได้ถูกต้อง หากพวกท่านกลุ้มรุมโดยพร้อมเพรียง พวกเรามาตรว่าเล็ดรอดได้ อาการยังคงสาหัสยิ่ง"
ฉิกอี๊เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เพียงเงยศีรษะแลดูน่ำไฮ้ก่าจู้ มิทราบท่านคิดตัดสินใจเยี่ยงไร
ซุนเซ่งเง็กกลับคล้ายเย็นใจยิ่ง เดินเฉียดมาที่ถุงผ้า เอ่ยวาจาแก่ชายวัยกลางคนที่สวมอาภรณ์เหลืองนั้นว่า
"ป่าซิงแซ (ท่านเสือดาว) หากพวกเขาเริ่มจู่โจม ให้สังหารบุคคลในถุงผ้าโดยพลัน เราในพริบตานั้นคอยระวังแก่ท่าน มิให้ผู้ใดทำร้าย"
ป่าซิงแซผงกศีรษะรับคำ ซุนเซ่งเง็กหันมาทางบุรุษฝาแฝดผมสีเงินยวง กล่าวว่า
"จี่แชซิงแซ (ท่านดาวม่วง) อั่งแชซิงแซ (ท่านดาวแดง) หากพวกเขาเริ่มห้อมล้อมเข้ามา อย่าได้สนใจรับมือ พวกท่านเพียงจุดชุดไฟออก โยนเข้าสู่ตัวบ้านให้มากที่สุด"
จี่แชซิงแซพลันโพล่งขึ้นว่า
"ยี่เก็งจู้ให้พวกเราเผาผลาญสถานที่นี้?"
ซุนเซ่งเง็กสั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า
"ผู้คนของพวกเขามีมากมาย พวกเราคิดเผาผลาญบ้านทั้งหลัง ย่อมมิอาจกระทำโดยง่าย ที่ให้พวกท่านโยนชุดไฟ เนื่องเพราะข้าพเจ้าคิดใคร่ทราบ เต็งกงจื้อที่มีสมาธิล้ำเลิศ สามารถสูดดมกลิ่นควันไฟได้เนิ่นนานเท่าใด"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งพลันล้วงมือเข้าในอกเสื้อ หยิบผ้าเช็ดหน้าสีชมพูขึ้นแตะซับหัวตา บีบเสียงกล่าวว่า
"เต็งกงจื้อมาตรว่าทนทานได้ ทว่าทารกที่โดนซิ่งอู้จำ ลมหายใจติดขัด มิทราบสามารถทนได้หรือไม่"
ซุนเซ่งเง็กสบสายตากับนาง กล่าวว่า
"พวกเราวันนี้มิอาจเชื้อเชิญเม่งเซี่ยวก่าจู้ ทารกเหล่านั้นได้แต่ร่วมเคราะห์ร้าย"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งยกมือขึ้นจัดแต่งทรงผม กล่าวว่า
"เราพั่วพั้วเพิ่งทุเลาจากบาดเจ็บ วันนี้หากโดนกลุ้มรุมทำร้าย มิทราบรับมือได้นานเท่าใด"
ซุนเซ่งเง็กเงยศีรษะขึ้นนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้รับมือโดยตรง ยังคงใช้วิชาตัวเบา เหินขึ้นสูงกว่าพวกเขา ใช้ออกด้วยเข็มและผงพิษ"
กล่าวพลางหันมาทางป่าซิงแซ กล่าวว่า
"ท่านก็เช่นเดียวกัน อย่าได้ใส่ใจลงมือ เพียงสังหารคนในถุงผ้า จากนั้นหาทางหลบหนี"
น่ำไฮ้ก่าจู้รับฟังจนใจสะท้าน ผู้คนเหล่านี้กลับเจรจาว่ากล่าว ซักซ้อมแผนการต่อหน้าพวกท่าน มิทราบมีเจตนาหลอกล่อ ฤาคิดกระทำเช่นถ้อยคำที่เปล่งออกจริง
หากพวกเขาคิดกระทำเช่นที่ว่ากล่าว ย่อมสั่นคลอนสมาธิพวกท่าน มิเพียงต้องระวังรักษาเต็งลั่งที่อยู่ด้านใน ยังต้องปลีกสายตาระวังอาวุธลับและผงพิษ
... ยังมี คนที่อยู่ในถุงผ้า มิทราบที่แท้เป็นผู้ใด...
หากพวกท่านลงมือโดยพลัน มิว่าผู้ใดก็มิอาจรับประกัน สามารถรักษาชีวิตคนในถุงผ้าได้ อย่าว่าแต่ ซุนเซ่งเง็กยังช่วยระวังแก่ป่าซิงแซนั้น
... เวลาเพียงชั่วพริบตา สังหารชีวิตคนผู้หนึ่ง ย่อมมิใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา...
ทว่าหากปล่อยเหตุการณ์ยืดเยื้อ อาจบางทีมีสิ่งมิคาดฝัน กลับกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวง...
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันตัดสินใจ สถานการณ์เช่นนี้ได้แต่กระทำเพื่อพวกพ้องส่วนใหญ่ จำต้องละเลยส่วนย่อย
พริบตานั้นร่างท่านพลันทะยานขึ้น โผคว้างในอากาศราวเหยี่ยวใหญ่ ตวาดว่า
"สตรีรับมือชุดไฟ บุรุษลงมือจู่โจม"
ในพริบตาที่ผู้คนขยับกาย ได้ยินเสียงซุนเซ่งเง็กร้องว่า
"ป่าซิงแซ ลงมือ"
ป่าซิงแซเกร็งฝ่ามือขึ้น เห็นฝ่ามือใหญ่ราวอุ้งเท้าพยัคฆ์ตะปบลง อีกเพียงหุนเดียวก็จะฟาดลงบนถุงผ้า พลันมีสุ้มเสียงหนึ่งตะโกนว่า
"หยุดไว้"
สุ้มเสียงมิทันขาดหาย คนพลันปรากฏกาย ที่แท้เป็นเต็งลั่ง ที่ด้านหลังยังมีเม่งไอ่ซีติดตามมา
ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าหยุดการเคลื่อนไหวโดยพลัน ป่าซิงแซก็ชะงักฝ่ามือค้าง น่ำไฮ้ก่าจู้หมุนร่างกลับกลางอากาศ โผลงมาที่ข้างกายเต็งลั่ง ถามว่า
"เจ้าไฉน..."
เต็งลั่งมีเหงื่อซึมทั่วใบหน้า กล่าวอย่าง
"ท่านคิดลงมือ ทว่าข้าพเจ้ามิอาจปล่อยให้คนในถุงผ้าตกตาย"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถามว่า
"เจ้าทราบ คนในถุงผ้าคือผู้ใด"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิทราบ เพียงสามารถรู้สึก หากเขาตกตายไป ข้าพเจ้าต้องเสียใจยิ่ง"
น่ำไฮ้ก่าจู้รู้สึกพลุ่งพล่านใจ ทว่าข่มกลั้นอารมณ์ไว้ กระซิบถามว่า
"ทารกทั้งสี่เล่า"
เต็งลั่งลดเสียงลง ตอบว่า
"ข้าพเจ้ารักษาได้สองราย อีกสองรายกลับมิอาจข่มสมาธิสืบต่อ"
ซุนเซ่งเง็กก้าวออกมาข้างหน้า แลดูเต็งลั่งอย่างพินิจ กล่าวว่า
"ท่านคือเต็งลั่ง"
เต็งลั่งกลับมิตอบคำ สายตายังคงจับจ้องที่ถุงผ้านั้น กล่าวว่า
"มอบคนผู้นี้แก่ข้าพเจ้า"
ซุนเซ่งเง็กยิ้มหยันที่มุมปาก กล่าวว่า
"เราหากมอบคนแก่ท่าน ยามคิดออกจากที่นี้ น่ากลัวทุลักทุเลยิ่ง"
เต็งลั่งสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"ท่านมอบคนผู้นี้แก่ข้าพเจ้า พวกท่านก็กลับออกไป หามีผู้ใดทำร้ายพวกท่านไม่"
ซุนเซ่งเง็กหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า
"เต็งกงจื้อมิใช่ก่าจู้ของสถานที่นี้ สามารถกล่าววาจารับรองพวกเรา?"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้กล่าวรับรองพวกท่าน เพียงเลือกเส้นทางประเสริฐสุดเพื่อตนเอง"
ซุนเซ่งเง็กขมวดคิ้ว กล่าวทวนคำว่า
"เส้นทางประเสริฐสุดเพื่อตนเอง?"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"พวกท่านมอบคนมา ข้าพเจ้าสามารถรักษาชีวิตเขา ย่อมมีจิตใจรักษาทารกที่เหลือ"
ซุนเซ่งเง็กพลันเอ่ยว่า
"ท่านผู้นี้กลับคลับคล้ายเรา มีแผนการในใจอย่างไร สามารถบ่งบอกต่อผู้คน กระทั่งฝ่ายตรงข้ามก็มิได้ปิดบัง"
เต็งลั่งนิ่งไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
"ที่ว่าคลับคล้ายกลับมิใช่ ท่านที่บอกเล่าแผนการตนเอง เพียงคิดใคร่ให้พวกเขาประหวั่นลนลาน ห่วงหน้าพะวงหลัง มิอาจลงมือเต็มที่ ทว่าที่ข้าพเจ้าบอกกล่าวแก่ท่าน เพื่อให้ท่านได้คิด"
ซุนเซ่งเง็กทวนคำว่า
"ให้เราได้คิด?"
เต็งลั่งพยักหน้าพลางกล่าวสืบไปว่า
"ให้ท่านได้คิด ท่านหากลงมือเช่นที่ว่ากล่าว พวกเขายามเลือดเข้าตา ได้แต่จู่โจมเต็มกำลัง ยอมเสียสละผู้คนส่วนน้อย รักษาชีวิตผู้คนส่วนใหญ่"
ซุนเซ่งเง็กชี้มือไปทางผู้คนของน่ำไฮ้ก่า กล่าวว่า
"ท่านเข้าใจ ผู้คนเหล่านี้สามารถไล่ล่าเราทัน"
เต็งลั่งยังคงรักษาความเยือกเย็น กล่าวว่า
"ผู้คนเหล่านี้ไล่ล่าท่านได้หรือไม่ ข้าพเจ้ากลับมิทราบ ที่ข้าพเจ้าทราบ ตนเองสามารถไล่ล่าท่าน"
ซุนเซ่งเง็กแค่นเสียงกล่าวว่า
"ท่านมั่นใจปานนั้น"
เต็งลั่งกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามั่นใจปานนั้น"
ซุนเซ่งเง็กพลันหัวร่ออีกครา หันไปทางพวกพ้องตน กล่าวว่า
"เต็งกงจื้อผู้นี้ตรงไปตรงมายิ่ง ถึงกับมีข้อเสนอที่ดีต่อสองฝ่าย"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งก้าวเดินยักย้าย กล่าวอย่างมีจริตว่า
"ที่เต็งกงจื้อเสนอมา ยี่เก็งจู้คิดเห็นประการใด"
ซุนเซ่งเง็กพลันทอดถอนใจ กล่าวว่า
"ข้อเสนอที่ดีปานนี้ ข้าพเจ้าย่อมมิอาจปฏิเสธ"
กล่าวพลางเดินมาทางถุงผ้า ยกมือขึ้นวาดกลางอากาศคราหนึ่ง ท่าร่างที่คล้ายไม่ตั้งใจ ที่แท้เป็นกระบวนท่าหนึ่งในแชเซียนจี้
คนปัดมือกลางอากาศ ถุงผ้ากลับคล้ายถูกจับต้อง ได้ยินเสียงดังควาก ถึงกับถูกกรีดออกด้วยพลังดรรชนี
ถุงพอเปิดออก ร่างท่อนบนของคนผู้หนึ่งโผล่พ้นออกมา เห็นใบหน้าเรียวยาวเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ มุมปากมีโลหิตเกรอะกรัง กลับเป็นไช่ไฉ่เจ็กที่พวกเขาเข้าใจว่าประสบภัยถึงชีวิต
เต็งลั่งแทบกลั้นใจแลดู เห็นทรวงอกท่านยังขยับขึ้นลง ที่แท้ยังมีชีวิตอยู่ ยามตื้นตันใจพลันได้ยินฉิกอี๊ร่ำร้องว่า
"ที่แท้พวกเจ้ามิได้ควักหัวใจเขา"
ซุนเซ่งเง็กกล่าวว่า
"หัวใจเขายังมีค่าอยู่บ้าง เราจึงมิได้ควักออกมา"
ฉิกอี๊ร้องถามอีกว่า
"เช่นนั้นหัวใจในห่อผ้าเป็นของผู้ใด"
ซุนเซ่งเง็กมิได้ใส่ใจคำถามนาง สายตายังคงแลดูเต็งลั่งอย่างระแวดระวัง
เม่งไอ่ซียื่นมือออกเกาะกุมมือเต็งลั่งแนบแน่น กล่าวว่า
"อย่าได้ประมาท พวกเขาอาจมีแผนการใด"
เต็งลั่งคลายมือนางออก ก้าวออกมาข้างหน้า กล่าวว่า
"มอบเขาแก่เรา"
ซุนเซ่งเง็กกล่าวว่า
"เราย่อมมอบเขาแก่ท่าน"
วาจาพอเปล่งออก คนพลันตวัดเท้าวูบ ถึงกับเตะร่างไช่ไฉ่เจ็กลอยละลิ่วขึ้นในอากาศ
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งกับซังแชเกี่ยมแขะสบตาส่งสัญญาณแก่กัน พลันถลันกายขึ้นสูง กลับติดตามร่างไช่ไฉ่เจ็กไป
เต็งลั่งงงงันวูบ ทว่ายังคงสะกิดเท้า โผร่างขึ้นอย่างเร่งร้อน ระดับความเร็วยังเหนือกว่าพวกมุ่ยเง็กเซียนนึ้ง เพียงเปลี่ยนสภาวะคราหนึ่ง ถึงกับสามารถรับร่างไช่ไฉ่เจ็กได้ก่อน
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งดึงสภาวะผกผัน เปลี่ยนท่าร่างโดยพลัน มือสองข้างตวัดออกอย่างรวดเร็ว เห็นประกายหลากสีวูบวาบ ที่แท้ซัดออกด้วยบุปผาพิรุณสามชุดซ้อน เป้าหมายกลับเป็นเม่งไอ่ซี
น่ำไฮ้ก่าจู้ถลันวูบ โบกแขนเสื้ออย่างเร่งร้อน ช่วยธิดาต้านบุปผาพิรุณนับร้อยสาย ปากก็ร้องว่า
"พวกเขายังคิดลงมือ พวกเราจู่โจมโดยพลัน"
ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าปราดเข้ามาโดยพร้อมเพรียง ซุนเซ่งเง็กพลันส่งสัญญาณแก่พวกพ้อง ร่างโผทะยานขึ้นราววิหคใหญ่ ระดับความเร็วกลับมิได้ด้อยกว่าเต็งลั่ง
ป่าซิงแซดึงดาบที่สะพายอยู่ออกจากฝัก สะกิดเท้าราวพายุหอบหนึ่ง หลบหลีกผู้คนที่ถลันเข้ามา เป้าหมายกลับมุ่งสู่เม่งไอ่ซี
น่ำไฮ้ก่าจู้ปราดเข้ามาขวางที่เบื้องหน้าธิดา มิคาด ซุนเซ่งเง็กกลับพลิกร่างลง แตะเท้าคล้ายก้าวเดินในอากาศ กรีดมือข้างหนึ่งออกจู่โจมใส่น่ำไฮ้ก่าจู้ มืออีกข้างล้วงเข้าในอกเสื้อ ยามตวัดออกเห็นเป็นประกายสีเงินแพรวพราย ที่แท้เป็นซิ่งอู้จำกว่าร้อยเล่ม ยามเพ่งมองเห็นตรงปลายมีจุดดำ ถึงกับเป็นซิ่งอู้จำที่ฉาบเคลือบพิษ
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องคล้ายคิดทะยานหนีการติดตาม ทว่าโดยฉับพลันกลับหันเข้าเผชิญกัน ยื่นฝ่ามือประกบถ่ายทอดพลัง ส่งร่างอั่งแชซิงแซลอยขึ้นสูง กระบี่หลุดออกจากฝักอย่างรวดเร็ว
เห็นประกายกระบี่วาววับ คนก็รวดเร็วเช่นดาวตกดวงหนึ่ง ถึงกับพุ่งเข้าใส่เม่งไอ่ซีเช่นเดียวกับป่าซิงแซ
ซุนเซ่งเง็กรุกไล่น่ำไฮ้ก่าจู้ จงใจชักดันท่านโผขึ้นเบื้องสูง ทะยานร่างบนยอดไม้ ห่างไกลจากผู้คนอื่น ทว่าน่ำไฮ้ก่าจู้ที่ห่วงใยธิดา ทางหนึ่งรับมือ ทางหนึ่งยังสังเกตมอง ยามร้อนรนต้องรีบตะโกนว่า
"คุ้มครองเซี่ยวก่าจู้"
ผู้คนของน่ำไฮ้ก่ามาตรว่ากลุ้มรุมโดยพร้อมเพรียง ทว่าฝ่ายตรงข้ามมีวิชาตัวเบาล้ำเลิศ เพียงถลันหลบเลี่ยงแล้วกลับจู่โจมในสภาวะไม่คาดฝัน ย่อมลุกรี้ลุกลนมิเป็นขบวน
เต็งลั่งเรียกฉิกอี๊เข้ามา กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"ท่านคอยพิทักษ์เขา เราออกไปรับมือ"
ฉิกอี๊ผงกศีรษะ มองดูไช่ไฉ่เจ็กที่ร่างอ่อนปวกเปียก พลันร่ำร้องว่า
"นั่นอะไร"
เต็งลั่งก้มลงมองไช่ไฉ่เจ็กในอ้อมแขน พริบตานั้นฉิกอี๊พลันสะอึกเข้ามา ดึงดาบสั้นออกจากรองเท้า คล้ายคิดเสือกแทงเข้าใส่ไช่ไฉ่เจ็ก
เต็งลั่งยามงุนงง ได้แต่โอบร่างไช่ไฉ่เจ็กขึ้นสูง มืออีกข้างปัดสภาวะดาบของฉิกอี๊ ปากร้องว่า
"ท่านคิดทำอะไร"
ฉิกอี๊กลับมีสีหน้าเย็นชา ดึงดาบจากรองเท้าอีกข้าง ครานี้ตวัดเข้าใส่เต็งลั่ง
เต็งลั่งข่มใจระงับความสงสัย วาดมือออกผลักร่างฉิกอี๊หงายลง พริบตานั้นพลันรู้สึกแปลบปลาบที่ทรวงอกด้านซ้าย คล้ายมีวัตถุเย็นเยียบชำแรกเข้าสู่หัวใจ ยามก้มลงมองจึงเห็นมีดเล่มหนึ่ง
... มีดที่ปักอยู่บนทรวงอกตนเล่มหนึ่ง...
มือที่ปักมีดเป็นมือที่ซูบผอมอย่างยิ่ง หยาบกร้านอย่างยิ่ง
... หากมิใช่ไช่ไฉ่เจ็ก ยังจะเป็นผู้ใด ...
|