ฉิกอี๊ที่นั่งอยู่บนพื้นทรงกายขึ้นยืน ร่ำร้องว่า
"ไฉนเป็นเช่นนี้ นี่มิใช่ดังที่พวกเราว่ากล่าว..."
นางสะอึกกายเข้ามา สองตาเบิกกว้าง ในดวงตายังมีแววตื่นตระหนก ระล่ำระลักกล่าวว่า
"ลั่งยี้ นี่มิใช่ที่เราคาดคิด..."
มือยาวซูบเรียวที่จับมีดนั้นพลันปล่อยออก เห็นในมือมีประกายสีเงินวาบวับ ที่แท้เป็นซิ่งอู้จำนับร้อยเล่ม
ฉิกอี๊ก็แลเห็นประกายสีเงินนั้น ทว่านางมิทันขยับกายถอยหลัง ประกายสีเงินกลับถูกดีดพุ่งออก เป้าหมายถึงกับเป็นใบหน้านาง

เห็นประกายสีเงินจวนเจียนหายวับเข้าสู่ผิวเนื้อ มิคาด ยามห่างจากใบหน้าเพียงครึ่งหุน กลับแปรเปลี่ยนสภาวะ ถูกปัดกระจายสู่พื้นหมดสิ้น
ฉิกอี๊อุทานเสียงแหบแห้ง ในใจรู้สึกเย็นเยือก เมื่อครู่นางยังคล้ายสัมผัสถึงความแหลมคมที่จู่โจม ถึงกับสัมผัสจุดแห่งความเป็นตายคราหนึ่ง
เห็นเต็งลั่งผ่อนลมหายใจอย่างติดขัด ที่แท้เป็นเขาเกร็งกำลังปัดเข็มให้แก่นาง
เต็งลั่งที่มีมีดปักทรวงอกมิดด้าม ยังสามารถเกร็งกำลังปัดเข็มแก่นาง...

ฉิกอี๊สะอึกกายเข้ามาอีกครา ตวาดใส่ไช่ไฉ่เจ็กว่า
"ท่านหลอกลวงใช้เราทำร้ายเขา"
เต็งลั่งขยับถอยหลัง พลันรู้สึกคล้ายผืนดินใต้ฝ่าเท้าทรุดลง ลมหายใจไม่ประติดประต่อ ทว่าอ้อมแขนยังประคองร่างไช่ไฉ่เจ็ก สองตาแลสบสายตาท่าน ปากคิดใคร่ถามไถ่ความ ทว่าที่หลุดออกมาหาใช่วาจา กลับเป็นหยาดหยดโลหิต
ฉิกอี๊ร้องขึ้นอีกว่า
"ลั่งยี้ ปล่อยเขา เขาจึงคิดทำร้ายเจ้า"
เต็งลั่งคล้ายมิได้ยินวาจานาง สองแขนยังโอบอุ้มไช่ไฉ่เจ็ก ปากเอ่ยว่า
"ท่านไฉน..."
ถ้อยคำกลับมิอาจล่วงผ่าน โลหิตในทรวงอกคล้ายประดังขึ้นที่ลำคอ ได้แต่ฝืนกล้ำกลืนลงไป

ไช่ไฉ่เจ็กร่างกายท่อนล่างอ่อนระทวย ที่แท้กระดูกขาหักสลายหมดสิ้น มือยาวซูบเรียวบัดนี้ตกห้อยลง ดวงตายังจับจ้องเต็งลั่งมิได้เคลื่อนคลาย สายตาท่านกลับเป็นเช่นกาลก่อน ในหยาดน้ำวาววับ ยังมีแววรักเอ็นดู
... ค่ำคืนดึกดื่นคิดรับประทานเผือกโรยน้ำตาล ยังคงชักชวนกันกระโดดหน้าต่าง รุดเยี่ยมเยียนไช่ไฉ่เจ็กที่เคหสถานของท่าน...
... เผือกนึ่งที่หอมหวน นิทานชาวนาที่ซ้ำซาก...
เต็งลั่งที่อยู่ในห้วงความคิดคำนึง บัดนี้ทรุดกายลงนั่ง ถ้อยคำที่คิดว่ากล่าว ในที่สุดสามารถเปล่งออกมา...
"เจ่กเจ็ก ท่านไฉนทำร้ายเรา..."

เม่งไอ่ซีรับกระบวนท่าที่ถั่งโถมของป่าซิงแซ ซ้ายขวายังมีผู้คนของน่ำไฮ้ก่าสอดมือช่วย ยามกวาดตามองหาเต็งลั่ง พอดีเห็นตอนที่เขากระแทกนั่งลง ท่าทีกลับมิใช่เช่นปกติ
ยามหายใจกระหืดกระหอบเร่งร้อน ร่างพลันทะยานขึ้นราวพลุบุปผา ถลันถึงเต็งลั่งในฉับพลัน พอรุดถึงแลเห็นมีดที่ปักทรวงอก ริมฝีปากพลันสั่นระริก ร่ำร้องว่า
"นี่เป็นเรื่องราวใด"
ซังแชเกี่ยมแขะและป่าซิงแซก็สืบเท้าติดตามนาง ทว่าถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มผู้คนของน่ำไฮ้ก่า พัวพันกระชั้นชิดแทบเพลี่ยงพล้ำ ได้แต่โผกายถอยหนีไปทางแนวต้นไม้ทึบ

ผู้คนของน่ำไฮ้ก่ายามชุลมุน พลันได้ยินเสียงตะโกน เต็งกงจื้อได้รับบาดเจ็บ ต้องรู้สึกประหวั่นลนลาน มือไม้พันกันวุ่นวาย แตกตื่นไม่เป็นขบวนอีกครา บางส่วนยังห้อมล้อมเข้ามาที่เต็งลั่ง บ้างคิดช่วยเหลือ บ้างคิดชมดู
เม่งไอ่ซีเงยหน้าขึ้นตวาดว่า
"พวกท่านออกไป อย่าได้รุมเข้ามาที่นี้"

น่ำไฮ้ก่าจู้รับมือซุนเซ่งเง็กอยู่อีกทางหนึ่ง มิอาจแลเห็นเหตุการณ์ทั้งมวล ทว่าจากสุ้มเสียงที่ได้ยิน ยังพอทราบความวุ่นวายที่เกิดขึ้น ยามห่วงใยผู้คนของตน ต้องรีบสั่งการว่า
"หากจับเป็นมิได้ ให้จับตายหมดสิ้น อย่าได้ปล่อยยืดเยื้อ"
ซุนเซ่งเง็กรับฝ่ามืออีกฝ่ายที่ฟาดมา พลางตะโกนสวนว่า
"พวกเขาคิดจับตาย พวกเรารีบไป"

น่ำไฮ้ก่าจู้ยามนี้ตระหนัก สถานการณ์ยุ่งเหยิงยากควบคุม ผู้คนของน่ำไฮ้ก่ามาตรว่ามีจำนวนมาก ทว่าประมือโดยไร้ประสบการณ์ หนำซ้ำเป็นคืนเดือนมืด ภูมิประเทศห้อมล้อมด้วยพรรณไม้หนาแน่น แม้สามารถรุกไล่ประชิด ฝ่ายตรงข้ามยังมีโอกาสหลบหนี
ในความคิดที่เร่งร้อน ร่างพลันเบี่ยงมาทางขวา สองเท้าก้าวอย่างพลิกแพลง คล้ายคิดใช้กระบวนท่าในเซียนปวยจี้ (ดรรชนีเทพเหาะเหิน)
ซุนเซ่งเง็กชิงโผพุ่งขึ้น เขาที่มีฐานะเป็นถึงยี่เก็งจู้ของเทียนมึ้งเก็ง ย่อมฝึกฝนเซียนจี้ (ดรรชนีเทพ) มาเช่นกัน เห็นน่ำไฮ้ก่าจู้คิดใช้เซียนปวยจี้ ต้องแค่นเสียงร้องว่า
"ยังคงเป็นกระบวนท่าที่เจ็ด จึงสามารถขู่ข้าพเจ้า"
น่ำไฮ้ก่าจู้ร้องอ้อ ร่างพลันหงายไปทางด้านหลัง สลับเท้าย่างก้าวราวเซียนเหาะเหิน คล้ายมิได้เหยียบย่ำบนแผ่นดิน นิ้วมือสองข้างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ราวผู้ทรงศีลกรีดประคำภาวนา จากท่าร่างยังคล้ายคิดใช้ออกในกระบวนท่าที่เจ็ดจริง

ซุนเซ่งเง็กแค่นเสียงหัวร่อ พลิกร่างลงที่เบื้องหน้าน่ำไฮ้ก่าจู้ สลับเท้าก้าวย่างในท่วงท่าเดียวกับท่าน มือทั้งสองยังคล้ายเตรียมจู่โจมเช่นเดียวกัน ปากร้องว่า
"ท่านดู เซียนไล้จี้ที่เทียนมึ้งเก็งถ่ายทอด กับที่ก่าจู้ท่านร่ำเรียนมา มิทราบของผู้ใดจึงมีอานุภาพกว่า"
น่ำไฮ้ก่าจู้ตลบร่างมาด้านข้างอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากคล้ายแย้มยิ้มขึ้น เห็นปลายนิ้วที่กรีดวาดคล้ายมีประกายสีเขียวเลือนราง ใบหน้าก็ครอบคลุมด้วยม่านหมอกสีเขียวชั้นหนึ่ง
... แชเซียน (เทพเขียว) จุติจากฟากฟ้า พำนักบนขุนเขาสูงเสียดเมฆ...
... อาทิตย์จันทร์โคจรผ่าน ยังก้มศีรษะคารวะท่าน...

ซุนเซ่งเง็กถลึงตาแทบฉีกขาด ร้องตะโกนว่า
"แชเซียนจี้ (ดรรชนีเทพเขียว) เป็นตั่วกอเราบัญญัติขึ้น ก่าจู้ท่านโขมยฝึกจากที่ใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้คล้ายมิได้รับฟังวาจานั้น ยังคงสืบเท้าราวเทพลำพอง ย่างก้าวฉวัดเฉวียนยากคาดเดา ดรรชนีที่ใช้ออกรวดเร็วราวประกายสายฟ้า
ซุนเซ่งเง็กตวัดเท้าถอยหลัง สองมือเกร็งกำลังขึ้น แปรเปลี่ยนท่าร่างโดยพลัน คล้ายคิดฟาดออกด้วยพลังฝ่ามือ
น่ำไฮ้ก่าจู้กลับมิได้ใส่ใจกระบวนท่าของซุนเซ่งเง็ก ยังคงสืบเท้ามาด้านหน้า ดรรชนีวาดออกอย่างดุดัน ด้านซ้ายหมายจุดตายที่ทรวงอก ด้านขวากลับมุ่งขึ้นใส่ศีรษะ รวดเร็วราวพญาเหยี่ยวสังหาร ถึงกับสามารถแปรเปลี่ยนความอ่อนช้อยยืดหยุ่นของแชเซียนจี้เป็นพลังกราดเกรี้ยวสายหนึ่ง

ซุนเซ่งเง็กพลันรู้สึกเย็นเยือก ได้แต่ยกฝ่ามือขึ้นปะทะโดยตรง พลังสองสายที่แกร่งกล้า ต่างใช้ออกโดยมิได้หลีกเลี่ยงแก่กัน เท่ากับคิดเดิมพันด้วยชีวิตแล้ว
ในเสียงลมที่หวีดหวิว ภาวะที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย พลันได้ยินเม่งไอ่ซีร้องว่า
"บิดา ลั่งยี้สาหัสแล้ว"

น่ำไฮ้ก่าจู้ชะงักกระบวนท่าโดยพลัน ประกายสีเขียวเรืองรองบนใบหน้าพลันสลายคลาย ดรรชนีที่กราดเกรี้ยวก็แปรเปลี่ยนสภาวะ มิได้เข้าปะทะโดยตรง ทว่ากลายกลับเป็นกระบวนท่าปัดป้อง คลายพลังลงถึงเจ็ดส่วน
ซุนเซ่งเง็กย่อมมิปล่อยโอกาสหลุดลอย ยามนี้ฟาดฝ่ามือออกไปตรงๆ น่ำไฮ้ก่าจู้พลันงอร่างลง หลบรอดไปได้อย่างหวุดหวิด สืบเท้าถอยหลังราวเมฆต้องพายุ ปากร้องว่า
"พวกเราหยุดมือ"
ซุนเซ่งเง็กถลันกายเข้ามา ฝ่ามือหนุนเนื่องราวเกลียวคลื่นในมหาสมุทร ตะโกนว่า
"ท่านจึงหยุดมือ..."
น่ำไฮ้ก่าจู้หลบหลีกพัลวัน ท่าเท้าที่ใช้เลี่ยงหนียังเป็นกระบวนท่าในเซียนปวยจี้ ยามร้อนรนได้แต่เปล่งวาจาอย่างรวดเร็ว
"ท่านฟัง เต็งลั่งนั้นที่แท้เป็น..."
ซุนเซ่งเง็กมิเพียงไม่รับฟัง หนำซ้ำยังมิได้ลดทอนพลังที่ฟาดออก จวบจนฝ่ามือจวนเจียนปะทะกันกลางอากาศ จึงได้ยินน่ำไฮ้ก่าจู้ร้องว่า
"... เป็นบุตรของเจ็งไฮ้ ..."

ซุนเซ่งเง็กผงะวูบ รั้งสภาวะกลับอย่างเร่งร้อน กล่าวว่า
"ท่านว่ากระไร เต็งลั่งนั้นเป็นบุตรของตั่วกอเรา?"
น่ำไฮ้ก่าจู้ถอยหลังก้าวหนึ่ง ผงกศีรษะตอบว่า
"เต็งลั่งเป็นบุตรของเจ็งไฮ้ที่กำเนิดจากลิ้วซีซี"
ซุนเซ่งเง็กมีสีหน้าฉงนสนเท่ห์ กล่าวว่า
"เรื่องนี้ข้าพเจ้ากลับมิเคยทราบ กระทั่งมารดาข้าพเจ้าก็มิได้ทราบมาก่อน"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่ทราบเรื่องนี้มีเพียงสามท่าน หนึ่งคือเจ็งไฮ้ สองคือลิ้วซีซี..."
ซุนเซ่งเง็กโพล่งขึ้นว่า
"สามคือผู้ใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวสืบไปว่า
"... สามคือภริยาอีกนางหนึ่งของเจ็งไฮ้ อดีตงึ่นแชฮูหยินของพวกท่าน"

ซุนเซ่งเง็กสั่นศีรษะอย่างงุนงง กล่าวว่า
"หากงึ่นแชฮูหยินท่านนั้นทราบ นางไฉนมิเคยเอ่ยออกมา"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิได้สนใจตอบคำ สะกิดเท้าออก มุ่งหน้าไปสู่ทิศทางที่เม่งไอ่ซีกวักมืออยู่
ซุนเซ่งเง็กสืบเท้าติดตาม ผู้คนของน่ำไฮ้ก่าปราดเข้ามากีดขวางโดยพลัน ซุนเซ่งเง็กเกร็งกำลังขึ้น ร่างพลันลอยละลิ่วราววิหคราตรี ระดับความรวดเร็วมิได้ด้อยกว่าน่ำไฮ้ก่าจู้ ยามใกล้ถึงตัวท่าน ยังฟาดฝ่ามือออกคราหนึ่ง ทว่าใช้พลังเพียงสี่ห้าส่วน
น่ำไฮ้ก่าจู้ย่อมสัมผัสได้ในพริบตา ได้แต่พลิกกายหันมา ฟาดแขนเสื้อออกเบี่ยงกระแสพลังนั้น ปากร้องว่า
"ท่านมิได้ยินที่เราบอก เต็งลั่งคือบุตรของเจ็งไฮ้"
ซุนเซ่งเง็กฟาดฝ่ามือออกอย่างหนุนเนื่อง ทว่าเพียงจงใจรั้งยื้อ มิได้ใช้พลังดุดันเช่นเมื่อครู่ ปากกล่าวว่า
"หากเป็นเช่นนั้น ท่านไฉนเพิ่งบอกออกมา"
น่ำไฮ้ก่าจู้จิตใจร้อนรุ่ม ยามโต้กลับยังรุนแรงกว่า กล่าวว่า
"เราตอนแรกคิดให้เต็งลั่งตัดสินใจ คิดบอกกล่าวหรือไม่สุดแท้แต่เขา..."
วาจาพอขาดคำ คนก้าวเท้าถลันหลบ ร่างโผมายังเต็งลั่งโดยพลัน

เห็นเต็งลั่งหลั่งโลหิตที่มุมปาก ทรวงอกยังมีมีดปักอยู่ ไช่ไฉ่เจ็กที่อยู่ในอ้อมแขนพลันยกมือขึ้นอีกครา น่ำไฮ้ก่าจู้ที่จับต้นชนปลายไม่ถูก ได้แต่สะอึกเข้าไปใกล้ ถามอย่างร้อนรนว่า
"เป็นผู้ใดทำร้ายเจ้า"
เต็งลั่งเพียงแลดูน่ำไฮ้ก่าจู้ มิได้ตอบคำอันใด ไช่ไฉ่เจ็กที่ยกมือขึ้นพลันชะงักค้าง หันหน้ามาทางน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบโหยว่า
"เป็นเราทำร้ายเขา"
น่ำไฮ้ก่าจู้งงงันสุดบรรยาย ทว่ายามกะทันหันมิอาจถามไถ่มากความ รีบฉุดดึงไช่ไฉ่เจ็กออกวางบนพื้น ประคองร่างเต็งลั่งขึ้น ยื่นมือออกหมายสกัดจุดห้ามโลหิต มิคาด เต็งลั่งที่หลั่งเลือดโทรมกาย กลับปัดมือท่านออก ในเรี่ยวแรงยังใช้กระแสพลังหลายส่วน
เม่งไอ่ซีงุนงงกับท่าทีเต็งลั่ง ร่ำร้องว่า
"ลั่งยี้ รีบให้บิดาช่วย"
เต็งลั่งสั่นศีรษะโดยพลัน กล่าวว่า
"หากสกัดห้ามโลหิต ข้าพเจ้าจึงมิอาจใช้กำลัง"
น่ำไฮ้ก่าจู้สีหน้าเคร่งเครียดยิ่ง ยื่นมือออกอีกครา กล่าวว่า
"เจ้าเป็นเช่นนี้ ยังคงคิดใช้กำลังอันใด"
มือท่านพอยื่นออก พลันสัมผัสถึงกระแสพลังที่มาปะทะ ย่อมเป็นเต็งลั่งดึงดันต้านออก น่ำไฮ้ก่าจู้พลันแปรเปลี่ยนทิศทาง มือหนึ่งโต้กระแสพลังนั้นกลับ อีกมือวาดลงทางซ้าย คิดสกัดจุดเต็งลั่งให้จงได้

เม่งไอ่ซีก็วาดมือออก ช่วยเหลือบิดาอีกทาง ปากร้องว่า
"ลั่งยี้ หากมัวพิรี้พิไร จะมีอันตรายถึงชีวิตแล้ว"
เต็งลั่งผลักมือออก ท่าร่างยังรวดเร็วกว่า ถึงกับผลักนางกระเด็นไป ที่แท้ยามเลือดลมพลุ่งพล่าน ลมปราณมิได้เป็นเช่นปกติ มิอาจควบคุมพลังดังปรารถนา
น่ำไฮ้ก่าจู้มิได้ลดละความพยายาม ยามนี้แปรเปลี่ยนเป้าหมาย คิดสกัดจุดจากล่างขึ้นบน มิคาด เต็งลั่งพลันกระแทกพลังออกอย่างเร่งร้อน ร่างทะยานขึ้นราวศรดอกหนึ่ง ร้องว่า
"พวกท่านอย่าได้เสียเวลา สตรีชราที่มีเล้งเจี๊ยะ (หินมังกร) คิดหลบหนีแล้ว"

น่ำไฮ้ก่าจู้ทางหนึ่งถลันออกติดตามเต็งลั่ง ทางหนึ่งตะโกนบอกแก่ผู้คนว่า
"อย่าให้มุ่ยเง็กเซียนนึ้งนั้นหลบหนีได้ รีบชิงเล้งเจี๊ยะเพื่อช่วยเหลือทารก"
ประโยคหลังร้องกล่าวกับเต็งลั่งว่า
"ผู้คนของน่ำไฮ้ก่ามีมากหลาย มิต้องให้เจ้าออกหน้า ยังคงห่วงใยตนเองก่อน"
เต็งลั่งกลับมิได้รับฟังวาจาท่าน คล้ายเร่งสภาวะความเร็วขึ้นอีกเท่าหนึ่ง ยามใช้พลังย่อมมิอาจอดกลั้นระงับ โลหิตพลันไหลหลั่งออกจากจมูกเป็นสาย
เม่งไอ่ซียันกายขึ้น ทว่ามิทันสะกิดเท้าติดตาม มือข้างหนึ่งของไช่ไฉ่เจ็กพลันยื่นมาถึงนาง ฉุดรั้งข้อเท้าไว้อย่างเหนียวแน่น
นางสะบัดเท้าออก กล่าวว่า
"อย่าได้หน่วงเหนี่ยวข้าพเจ้า"
ไช่ไฉ่เจ็กรวบรวมพลังที่หลงเหลือ กลิ้งกายออก จับข้อเท้านางไว้อีกข้าง กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบเครือว่า
"พวกเจ้าทำเช่นนี้ ชีวิตลั่งยี้จึงมิอาจรักษาแล้ว"
เม่งไอ่ซีชะงักวูบ นางที่ยังสับสนใจ ไช่ไฉ่เจ็กไฉนทำร้ายเต็งลั่ง ยามนี้พยายามรวบรวมสติ ถามไถ่ว่า
"เช่นนั้นต้องทำเช่นใด จึงสามารถรักษาชีวิตเขา"
ไช่ไฉ่เจ็กหลั่งน้ำตาออกมา กล่าวสืบไปว่า
"เจ้าพาเขาไปที่เทียนมึ้งเก็ง จึงสามารถรักษาชีวิตเขา อีกทั้งยัง..."
เม่งไอ่ซีก้มกายลง ประคองศีรษะไช่ไฉ่เจ็กขึ้น ถามว่า
"อีกทั้งยังมีอันใด"
ไช่ไฉ่เจ็กสบสายตากับนาง ผ่อนลมหายใจแผ่วเบา กล่าวว่า
"อีกทั้งยังสามารถสานต่อความสัมพันธ์พวกเจ้า ให้เป็นไปดังที่ลิ้วซีซีและมารดาเจ้าสั่งไว้ ..."

น่ำไฮ้ก่าจู้ไล่ติดตามเต็งลั่งอย่างไม่ลดละ ท่านย่อมคาดไม่ถึง เต็งลั่งที่บาดเจ็บสาหัส ถึงกับยังสามารถควบคุมลมปราณ หนำซ้ำยังรวดเร็วราวพายุหอบหนึ่ง
เห็นเต็งลั่งปราดขึ้นบนยอดไม้ บัดเดี๋ยวพลันลดความเร็วลง โผลงสู่เบื้องล่างราวพญาเหยี่ยวโฉบเหยื่อ
ได้ยินเสียงหัวร่อคิกคักบาดหู ที่แท้เป็นมุ่ยเง็กเซียนนึ้งเอง นางเมื่อครู่คำนึงสถานการณ์คับขัน ได้แต่แฝงกายเข้าสู่ที่รกชัฏ มิกล้าเคลื่อนไหวโดยเร็ว เกรงเป็นร่องรอยให้ฝ่ายตรงข้ามติดตาม มิคาด เต็งลั่งกลับสามารถพบเห็นนาง
ยามนี้ได้แต่ทำใจดีสู้เสือ เยื้องย่างอย่างชดช้อย บีบเสียงกล่าวว่า
"เต็งกงจื้อสายตาดียิ่ง มีดเล่มหนึ่งยังมิอาจลดทอนกำลังท่าน"
เต็งลั่งกลับคล้ายแย้มยิ้มเช่นกัน กล่าวว่า
"คิดติดตามสตรีนางหนึ่ง มีดเล่มเดียวย่อมมิอาจเป็นอุปสรรค ..."
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งบิดกายกล่าวว่า
"ท่านผู้นี้โสตประสาทดียิ่ง มิทราบฝึกหูตามาจากที่ใด"
เต็งลั่งทางหนึ่งสังเกตสภาพรอบข้าง ทางหนึ่งกล่าวอย่างแช่มช้าว่า
"หูตาข้าพเจ้ายังมินับว่าดีนัก เพียงแต่สตรีที่มีกลิ่นแรงเช่นท่าน กระทั่งเต่าตัวหนึ่งยังเสาะพบได้..."
ถ้อยคำสุดท้ายมิทันจางหาย คนกลับอันตรธานโดยไร้ร่องรอย มุ่ยเง็กเซียนนึ้งใจเต้นระรัว หันมองรอบด้านอย่างตื่นตระหนก

ได้ยินเสียงชายเสื้อปะทะลมวูบ มุ่ยเง็กเซียนนึ้งล้วงมือเข้าอกเสื้อ ตระเตรียมบุปผาพิรุณชุดหนึ่ง
เห็นผู้มาคือน่ำไฮ้ก่าจู้ มุ่ยเง็กเซียนนึ้งพลันรู้สึกตึงมือยิ่ง นางย่อมทราบ ตนเองมิใช่คู่มือท่าน หนำซ้ำ เต็งลั่งที่ว่องไวดังวิญญาณนั้นมิทราบอยู่ที่ใด
น่ำไฮ้ก่าจู้ถลันเข้าใส่นาง ตวาดว่า
"มอบเล้งเจี๊ยะแก่เรา"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งถอยหลังก้าวหนึ่ง ปากกล่าวว่า
"เราเป็นคนว่าง่ายยิ่ง ย่อมมอบแก่ท่านโดยง่ายดาย"
มือพอยื่นออก บุปผาพิรุณพลันกระจายพร่างพราว ในความมืดกลับคล้ายแสงจากหิ่งห้อย บัดเดี๋ยววูบขึ้น บัดเดี๋ยวดับหาย
น่ำไฮ้ก่าจู้สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง บุปผาพิรุณพลันร่วงลงพื้นอย่างไร้สุ้มเสียง เห็นมุ่ยเง็กเซียนนึ้งดีดร่างไปอีกทาง ต้องรีบถลันตามติด ทว่าย่างออกเพียงสองก้าวก็ได้ยินเสียงอุทานอย่างตระหนก ต้องรีบชะงักฝีเท้าวูบ

ที่เบื้องหน้าพลันมีวัตถุสิ่งหนึ่งพุ่งมา ยามตกลงสู่พื้นดินจึงเห็นถนัดว่าเป็นมุ่ยเง็กเซียนนึ้งเอง...
นางพอร่วงฟาดพื้นก็รีบยันกายขึ้น สีหน้าทั้งหวาดหวั่นทั้งตระหนก แขนข้างขวาบิดเบี้ยวผิดรูป นิ้วมือก็ขดเกร็ง ที่แท้โดนหักกระดูกแล้ว
ในความมืดพลันมีร่างคนอีกผู้หนึ่งก้าวออกมา ย่อมเป็นเต็งลั่ง
น่ำไฮ้ก่าจู้คาดเดาเหตุการณ์ออกโดยตลอด รีบถลันเข้าไปที่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"เจ้าใช้กำลังมากไปแล้ว"
เต็งลั่งยื่นมือออก ส่งของสิ่งหนึ่งให้น่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"รีบช่วยเหลือทารก"
มุ่ยเง็กเซียนนึ้งตบอกกระแอมกระไอ กระอักโลหิตออกมาคำใหญ่ ที่แท้ได้รับบาดเจ็บภายใน ทว่ายังสามารถเอ่ยคำกระท่อนกระแท่น
"เต็งกงจื้อผู้นี้รุ่มร่ามยิ่ง ถึงกับล้วงอาภรณ์เรา ค้นหาเล้งเจี๊ยะ..."

น่ำไฮ้ก่าจู้มิได้สนใจนาง พอดีผู้คนของน่ำไฮ้ก่าติดตามเข้ามา บุรุษที่อยู่ด้านหน้าเอ่ยถามว่า
"ให้พวกเราคุมตัวนางหรือไม่"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิทันตอบคำ เต็งลั่งพลันกล่าวว่า
"หากมิคิดสังหารนาง ยังคงปล่อยไป นางนับแต่นี้ได้แต่ใช้อุบาย มิอาจใช้กำลัง"
บุรุษนั้นน้อมศีรษะรับคำ ยามเหลือบแลมุ่ยเง็กเซียนนึ้ง พลันรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมา กล่าวว่า
"นางเฒ่านี้ใช้ซิ่งอู้จำทำร้ายทารกของพวกเรา ก่อนปล่อยไปยังคงตัดนิ้วนางออกให้หมดสิ้น"
น่ำไฮ้ก่าจู้มิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ยามนี้เหลือบดูเต็งลั่ง เห็นสีหน้าซีดเซียว บนใบหน้ายังมีคราบโลหิต ได้แต่รีบฉุดดึงมือเขา กล่าวว่า
"เรารีบรักษาแก่เจ้าก่อน"

เต็งลั่งผงกศีรษะคราหนึ่ง พลันรู้สึกนัยน์ตาพร่าพราย โลหิตพุ่งขึ้นในลำคอ ตนความจริงถูกมีดไช่ไฉ่เจ็ก ทิ่มแทงแทบถึงหัวใจ กระทบกระเทือนภายในไม่น้อย ทว่าหากเมื่อครู่ไม่ฝืนใจลงมือ มุ่ยเง็กเซียนนึ้งที่เจ้าเล่ห์ช่ำชอง ย่อมสามารถเร้นกายหลบหนี ผู้คนของน่ำไฮ้ก่ามาตรว่ามีฝีมือ ทว่าเปรียบเป็นเช่นโคป่ามหิงสา ย่อมมิอาจเท่าทันเหลี่ยมเล่ห์จิ้งจอกตนหนึ่ง

ยามนี้พลันได้ยินเสียงร้องชุลมุนที่ภายนอก เต็งลั่งพลันเบิกตาขึ้น ใจกระหวัดถึงเม่งไอ่ซี ต้องรีบสะกิดเท้าพุ่งออกไป น่ำไฮ้ก่าจู้ก็ติดตามอยู่ด้านหลัง
ยามออกพ้นพุ่มไม้ เห็นเม่งไอ่ซีประคองไช่ไฉ่เจ็กอยู่ที่เดิม ดวงหน้านางบัดนี้ซีดขาว ตรงกลางหน้าผากกลับปรากฏจุดแดงขึ้น
เต็งลั่งถลันรวดเดียวถึงตัวนาง ถามอย่างเร่งร้อนว่า
"นี่เป็นเรื่องราวใด"
น่ำไฮ้ก่าจู้ก็ติดตามถึงโดยพลัน เพียงกวาดตาวูบก็ร้องออกมาว่า
"นางได้รับพิษ"
ไช่ไฉ่เจ็กที่อยู่ในอ้อมแขนเม่งไอ่ซีพลันโงศีรษะขึ้น กล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า
"นางรับประทานยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย (บุปผาเก้าพิษ) ลงไป เพียงชั่ววัน ลมปราณจะแตกทำลายแล้ว"
น่ำไฮ้ก่าจู้ตระหนกสุดระงับ รีบเข้าประคองธิดา กล่าวว่า
"ผู้ใดพาลไปมียาแก้ของเก้าตั๊กฮวย นางไฉนจึงรับประทานเข้าไป"
ไชไฉ่เจ็กเค้นเสียงแหบแห้ง ร้องว่า
"เราจึงมียาแก้ของเก้าตั๊กฮวย เป็นเราที่ให้นางรับประทานลงไป"

น่ำไฮ้ก่าจู้พลันเดือดดาลพลุ่งพล่าน มาตรว่ามิทราบ เรื่องนี้มีความนัยใด ยังคงผลักไช่ไฉ่เจ็กออกโดยแรง
เม่งไอ่ซีพลันลืมตาขึ้น พอแลเห็นเต็งลั่งก็ยื่นมือออก จับต้องใบหน้าเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ลั่งยี้ พวกเราไปเทียนมึ้งเก็ง..."