|
เล้งอิกยืนอยู่ข้างหน้าต่างห้องชั้นบนของตัวตึก ห้องนี้ในอดีตเคยเป็นห้องนอนของมารดาเขา ภาพบนผนังทุกภาพล้วนเป็นฝีมือของนาง ม่านไหมที่แขวนก็นำมาจากดินแดนนาง พรมบนพื้น โต๊ะเครื่องแป้ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนนำมาจากดินแดนนางทั้งสิ้น
เพ็กกงจู้มิได้รังเกียจวัฒนธรรมแผ่นดินใหญ่ ทว่านางพอใจที่ได้อยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของดินแดนเดิม กระทั่งเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สวมใส่ นางก็กลับไปยังสถานที่ของนางทุกสามปีเพื่อตัดเย็บใหม่
เล้งอิกเคยเดินทางไปกับนางคราหนึ่ง เล้งจงก้วงยังติดตามไปดูแลเขา เวลานั้นเขาอายุเพียงเจ็ดปี จำได้เพียงว่า สถานที่นั้นอากาศร้อนมาก ผู้คนสวมใส่อาภรณ์กันน้อยชิ้นยิ่ง บุรุษเปลือยร่างท่อนบน ท่อนล่างมีเพียงกางเกงแค่เข่า ผมเผ้าโพกไว้ด้วยผ้าสีสด สตรีสวมเสื้อหลากสีไว้ด้านใน ด้านนอกคลุมด้วยผ้าแพรสีขาวบางเบา กระโปรงของพวกนางก็เป็นแพรบางเบา แลทะลุไปถึงกางเกงยาวปักลายบุปผา
ที่พิเศษอย่างยิ่งได้แก่ผมเผ้าของพวกนาง...
เล้งอิกชอบผมเผ้าของสตรีเหล่านั้นอย่างยิ่ง พวกนางมีผมยาวที่อบร่ำด้วยบุปผากลิ่นจรุง บุปผาที่เป็นสีเหลืองอ่อน กลีบเรียวยาวชนิดหนึ่ง...
ทุกค่ำคืนก่อนนอน พวกนางจะนำดอกไม้นี้มาอังไฟอ่อนๆ รมจนกลิ่นหอมโชยออกมา จากนั้นเอาใส่ในหมอนกลวง เวลานอนวางศีรษะพาดไว้ในส่วนกลวงนี้ ครั้นถึงยามอรุณ ผมเผ้าที่อบร่ำก็หอมตลบอบอวล
มารดาของเล้งอิกก็มีผมหอมอย่างยิ่ง กระทั่งทุกวันนี้ กลิ่นอายของนางก็คล้ายยังดำีีรงอยู่ ทุกครั้งที่เล้งอิกเข้ามาในห้องของนาง ยังสามารถสัมผัสถึงกลิ่นหอมอบอวลในทุกอณูอากาศ
... กลิ่นหอมนั้นย่อมมิใช่คงอยู่ในห้อง ทว่าคงอยู่ในจิตใจ...
ภายหลังที่เล้งทิเจ็งเสียชีวิต เพ็กกงจู้เดินทางกลับสู่ดินแดนของนาง
ช่วงเวลาสุดท้ายของพวกเขา เล้งทิเจ็งป่วยหนักอย่างยิ่ง ซูบผอมอย่างยิ่ง เพ็กกงจู้ที่ปกติแยกห้องนอนกับสามีนาง สั่งบ่าวไพร่ให้ยกเตียงของนางมาไว้ในห้องเขา เฝ้าดูแลเขาทั้งวันทั้งคืน สิ่งของที่เขารับประทาน เสื้อผ้าอาภรณ์ของเขา กระทั่งยาของเขา ล้วนเป็นนางปรุงแต่งทำขึ้นทั้งสิ้น
วันที่เล้งทิเจ็งเสียชีวิต เพ็กกงจู้แต่งกายด้วยอาภรณ์งดงามอย่างยิ่ง นางสวมเสื้อตัวในเป็นไหมสีเงิน เสื้อแพรบางตัวนอกก็เป็นสีเงิน กระทั่งรองเท้าก็ปักด้วยดิ้นเงินแพรวพราย มีเพียงปิ่นประดับบนศีรษะและต่างหูจึงเป็นมรกต
... เยี่ยงนี้จึงเป็นเพ็กกงจู้ที่ท่านพบเห็นครั้งแรก เยี่ยงนี้จึงเป็นสตรีที่ท่านมอบความรักให้จนหมดหัวใจ...
เล้งอิกเหม่อมองดูภาพวาดฝีมือมารดาบนผนัง เป็นภาพของบิดายืนอยู่ข้างลำน้ำแห่งหนึ่ง..
... นั่นย่อมเทียนไล้กัง (ลำน้ำสวรรค์กราย) ตอนที่มารดาพบเห็นบิดาเ้ขาครั้งแรก ท่านย่อมยืนอยู่ที่นั้นเพียงลำพัง ...
เล้งอิกทอดถอนใจ เขาย่อมทราบ บิดามารดารักกันสุดหัวใจ ทว่าคนทั้งสองแตกต่างกันราวขาวกับดำ การกระทำของนาง คำพูดของนาง ตลอดจนความในใจของนาง บิดาเขาไม่อาจเข้าใจ สิ่งที่บิดากระทำ มารดาเขาก็มิอาจยอมรับ พวกท่านแม้ใช้ชีวิตร่วมชายคาเดียวกัน หากแต่รักษาระยะห่างไว้ระยะหนึ่ง ระยะห่างนี้มิเพียงกั้นขวางคนทั้งสอง หนำซ้ำยังกัดกร่อนทำลายจิตใจ
... บิดาเป็นนักสู้หยาบกร้าน จึงไม่อาจเข้าใจความคิดที่ละเอียดอ่อนของมารดาเจ้า เจ้าเองก็เป็นเช่นบิดา พวกเราเป็นคนประเภทหนึ่ง มารดาเจ้าเป็นอีกประเภทหนึ่ง พวกเราแม้เห็นความงดงามของพวกเขา ใฝ่ฝันไขว่คว้าพวกเขา เมื่อได้มาก็คิดว่าได้ครอบครอง ที่แท้หาเป็นเช่นนั้นไม่...
ในโลกนี้มีคนประเภทหนึ่ง ท่านแม้ร่ำรวยมีสมบัติมหาศาล มีอำนาจอิทธิพลล้นแผ่นดิน ทว่าท่านกลับไม่อาจครอบครองพวกเขา
หากท่านจับเขาขังไว้ในกรง ก็เพียงทำให้เขาสูญเสียอิสรภาพ หากท่านพันธนาการเขาด้วยใยรัก ถึงกับโขมยดวงใจเขามาเก็บไว้ เขาแม้ไม่อาจกระดิกกระเดี้ยหลบหนี แต่ท่านก็หาได้ครอบครองเขาอย่างแท้จริงไม่...
ความจริงข้อนี้เล้งอิกมิเพียงได้ยินมา หนำซ้ำยังประสบซึมซาบ
เขาทอดสายตาผ่านหน้าต่าง เหม่อมองไปด้านนอกอย่างซึมเซา...
ตึกเล็กด้านหลังที่ตั้งเรียงรายกันสิบเอ็ดตึก มีอยู่ตึกหนึ่งที่มีต้นไม้ใบหนาล้อมรอบ คล้ายจะกั้นขวางตัวเองจากโลกภายนอก
ตึกนั้นเงียบสงบอย่างยิ่ง มิว่าเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน ล้วนไม่มีสุ้มเสียงผู้คน
... คนอยู่เพียงเดียวดาย ย่อมไม่มีเสียงพูดคุย
คนเดียวดาย ใช่ยังมีหัวใจหรือไม่...
หากใช่... หัวใจนั้นอยู่ที่ใด...
|