|
เต็งลั่งจับมือเม่งไอ่ซีลง หันมาทางน่ำไฮ้ก่าจู้ ถามว่า
"ยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย ย่อมมิใช่ยาพิษ?"
น่ำไฮ้ก่าจู้สั่นศีรษะนิดหนึ่ง ตอบว่า
"ยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย ย่อมมิใช่ยาพิษ ทว่านางฝึกม้อฮ้วยชิ่ว (หัตถ์โลหิตอสูร) เช่นเดียวกับเจ้า นับแต่ถือกำเนิด สามปีต้องรับประทานเก้าตั๊กฮวยคราหนึ่ง พิษและพลังลมปราณผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ยามนี้พลันรับประทานยาแก้เข้าไป ร่างกายเสียความสมดุลย์ พิษในกายจึงกำเริบขึ้น..."
เต็งลั่งบ้วนโลหิตออกคำหนึ่ง พลันรู้สึกหน้ามืดวิงเวียน ได้แต่ฝืนทรงกายไว้ น่ำไฮ้ก่าจู้ทั้งคับแค้นทั้งว้าวุ่นใจ ยามนี้หันไปทางไช่ไฉ่เจ็กที่นอนระทวยบนพื้น ตวาดว่า
"เจ้าไฉนกระทำเรื่องเช่นนี้"
ไช่ไฉ่เจ็กก็หันมาสบตาน่ำไฮ้ก่าจู้ ดวงตามีแววเคียดขึ้งเช่นกัน กล่าวว่า
"ท่านถามข้าพเจ้า ไฉนจึงไม่ถามตนเอง"
น่ำไฮ้ก่าจู้งงงันวูบ กล่าวว่า
"เราไฉนต้องถามตนเอง"
ไช่ไฉ่เจ็กที่ลมหายใจอ่อนล้า แค่นเสียงแหบโหยกล่าวว่า
"ลิ้วเซี่ยวก้าจู้ กิมแชฮูหยินนางนั้น เมื่อสามสิบกว่าปีก่อน เนื่องเพราะเกรงกลัวบิดา หลังตัดใจแยกทางจากเจ็งก่าจู้ กลับมิกล้าหวนคืนภูมิลำเนา..."
กล่าวถึงตรงนี้น้ำตาพลันไหลหลั่งออกมา ดวงตาจับจ้องไปที่เต็งลั่ง กล่าวว่า
"มารดาเจ้ามิอาจกลับไปยังสถานที่เดิมของนาง เนื่องเพราะเกรงกลัวกงกง (ตา) ของเจ้า น่ำตี่ก่าจู้ (เจ้านิกายดินทักษิณ)..."
เต็งลั่งผงกศีรษะรับทราบ ความนี้น่ำไฮ้ก่าจู้เมื่อหัวค่ำบ่งบอกออกมา ลิ้วซีซีมารดาเขาหมั้นหมายกับท่านแต่แรก ทว่าก่อนวิวาห์เพียงสามคืน กลับหลบหนีไปกับน่ำเทียนก่าจู้ นางยามหวนกลับมา ย่อมมิกล้าคืนสู่น่ำตี่ก่า
ไช่ไฉ่เจ็กหันมาทางน่ำไฮ้ก่าจู้อีกครา กล่าวว่า
"ท่านยามนั้นไฉนไม่บ่งบอกต่อนาง บิดานางคืนหนึ่งหลั่งน้ำตาเจรจาแก่ท่าน ขอเพียงได้นางกลับคืน มิว่าเรื่องราวใดล้วนยอมรับได้..."
น่ำไฮ้ก่าจู้ก้มศีรษะลง ในดวงตาพลันมีหยาดน้ำเอ่อคลอ ไช่ไฉ่เจ็กกล่าวสืบไปว่า
"ลิ้วเซี่ยวก่าจู้ไร้ญาติมิตรที่ภายนอก ได้แต่บากหน้ามาหาท่านที่นี้ ท่านกลับมิได้บอกเล่า บิดานางว่ากล่าวเยี่ยงไร นางที่มิอาจหวนคืนสู่บิดามารดา สุดท้ายใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ตกตายไปโดยไร้ญาติ..."
เม่งไอ่ซีเงยหน้ามองบิดา ตอนแรกคิดถามไถ่ท่าน เหตุใดมิได้บอกกล่าวแก่ลิ้วซีซี ทว่ายามนี้เห็นสีหน้าท่าน เห็นแววปวดร้าวในดวงตาท่าน กลับสามารถเข้าใจโดยมิต้องถามไถ่
... บุคคลในดวงใจหวนคืน ท่านสามารถตัดใจสละไปโดยง่าย?
... ท่านหากคำนึงหาคนผู้หนึ่งทุกค่ำเช้า ยามมิคาดฝัน คนผู้นี้พลันปรากฏกายต่อหน้า ท่านมาตรว่ามิได้ครอบครอง กลับยังมุ่งหวัง สามารถพบเห็นคนผู้นี้ทุกวี่วัน ...
... กับเรื่องราวประการนี้ นางไยมิใช่เข้าใจที่สุด ...
ไช่ไฉ่เจ็กหลั่งน้ำตาเนืองนอง มือข้างหนึ่งไขว่คว้ามาที่เต็งลั่ง ดวงตาสบกับน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"ท่านมิเพียงกระทำผิดต่อลิ้วซีซี ยังกระทำผิดต่อบุตรชายนาง..."
เต็งลั่งเกาะกุมมือไช่ไฉ่เจ็ก กล่าวว่า
"เจ่กเจ็ก ท่านอย่าได้ว่ากล่าวแล้ว"
ไช่ไฉ่เจ็กส่ายหน้าช้าๆ มิได้สนใจฟังเต็งลั่ง ดวงตายังคงจับจ้องน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวสืบไปว่า
"ลิ้วซีซีก่อนเสียชีวิต ฝากฝังท่านดูแลบุตรชาย ทั้งยังมุ่งหวัง ท่านบอกเล่าเรื่องราวทั้งสิ้นแก่เขา ให้เขาตัดสินใจ คิดกลับคืนสู่น่ำตี่ก่า ฤาคิดร่วมอุดมการณ์ของบิดา หวนเข้าน่ำเทียนก่า...
กล่าวถึงตรงนี้ นัยน์ตาพลันมีแววขัดเคือง สุ้มเสียงก็สั่นสะท้าน
"ท่านเมื่อสิบปีก่อนมิเพียงไม่บอกเล่า หนำซ้ำยังให้เขาไปจากที่นี้ ให้เขาตัดขาดจากธิดาท่าน..."
เม่งไอ่ซีหลับนัยน์ตาลง หยาดน้ำใสร่วงหล่นราวน้ำค้างกลางหาว ได้ยินไช่ไฉ่เจ็กกล่าวต่อไปว่า
"ลิ้วซีซีตกตายโดยไร้ญาติขาดมิตร ฤาท่านคิดให้เต็งลั่งก็เป็นเช่นมารดา มิอาจค้นหารากเหง้าตลอดกาล"
น่ำไฮ้ก่าจู้หลั่งน้ำตาออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
"ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของเรา ล้วนเป็นเรา..."
ไช่ไฉ่เจ็กสูดลมหายใจรุนแรง น้ำเสียงระโหยอ่อนล้า
"ลั่งยี้ซียี้ผูกพันกันปานนี้ ท่านกลับให้พวกเขาแยกจากกัน ใช่คิดแก้แค้นบิดาลั่งยี้หรือไม่ ท่านไยมิถามไถ่ตนเอง"
เต็งลั่งประคองไช่ไฉ่เจ็กขึ้น นัยน์ตาแลสบตาท่าน กล่าวว่า
"เจ่กเจ็ก เพราะเหตุนี้ท่านจึง..."
ไช่ไฉ่เจ็กผงกศีรษะช้าๆ กล่าวว่า
"เพราะเหตุนี้เราจึงกำนัลเจ้ามีดหนึ่ง ทั้งยังกำนัลยาแก้ของเก้าตั๊กฮวยแก่ไอ่ซี เนื่องเพราะหากมิทำเช่นนี้ พวกเจ้าจึงมิยินยอมเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง"
ฉิกอี๊ที่รับฟังอยู่ด้านข้างพลันเอ่ยคำขึ้น
"ทว่าท่านทำร้ายเขาสาหัสปานนี้ กลับมิใช่ที่พวกเราตกลงกัน"
ไช่ไฉ่เจ็กคล้ายฝืนแย้มยิ้ม กล่าวว่า
"เราปักมีดจวนเจียนถึงหัวใจ ยังมิอาจรั้งเขามิให้โลดแล่น หากเพียงสกัดจุดดังที่ว่ากล่าวกับเจ้า น่ากลัว..."
ซุนเซ่งเง็กรับฟังอยู่เนิ่นนาน บัดนี้พลันสอดแทรกขึ้น
"เราที่แท้ยังถูกคนเยี่ยงเจ้าล่อลวง"
เต็งลั่งมิได้ใส่ใจซุนเซ่งเง็ก ยังคงว่ากล่าวกับไช่ไฉ่เจ็กว่า
"ท่านไฉนพาลไปเกี่ยวข้องกับผู้คนของเทียนมึ้งเก็งที่มาคืนนี้"
ไช่ไฉ่เจ็กสั่นศีรษะ ตอบว่า
"เราย่อมมิได้เกี่ยวข้องอันใด ทว่าเมื่อหัวค่ำ เรานั่งสนทนาอยู่กับฉิกอี๊เจ้า พลันพบเห็นการมาของพวกเขา..."
กล่าวถึงตรงนี้พลันรู้สึกปั่นป่วนภายใน ร่างกายสั่นระริก มิอาจว่ากล่าวสืบต่อ ฉิกอี๊ก็เข้ามาเกาะกุมมือท่าน กล่าวว่า
"ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งก็ทราบว่าถูกพวกเราพบเห็น ยี่เก็งจู้ท่านนี้พลันลงมือต่อพวกเรา ไช่ไฉ่คิดปกป้องเรานางเฒ่า จึงถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้..."
ไช่ไฉ่เจ็กข่มกลั้นอาการภายใน กล่าวสืบไปว่า
"เราในขณะใกล้เป็นตาย พลันฉุกคิดแผนการนี้ กรุยทางเข้าสู่เทียนมึ้งเก็งแก่ลั่งยี้"
ซุนเซ่งเง็กแค่นเสียงกล่าวว่า
"เจ้าจึงบอกกล่าวแก่เรา มีความแค้นสาหัสกับเต็งลั่ง หมายปลิดปลงชีวิตเขา"
ไช่ไฉ่เจ็กผงกศีรษะกล่าวว่า
"เราในขณะนั้นย่อมมิอาจบอกเล่าเรื่องราวชาติกำเนิดของเต็งลั่งแก่ท่าน เนื่องเพราะท่านเพียงเห็นเราเป็นชนชั้นต่ำทราม ย่อมมิยอมรับฟังวาจาเรา..."
ถึงตรงนี้พลันหยุดกล้ำกลืนความเจ็บปวดชั่วอึดใจ สักครู่จึงกล่าวต่อว่า
"ลั่งยี้หากไม่บาดเจ็บสาหัส ย่อมมิยินยอมเข้าสู่เทียนมึ้งเก็งโดยง่าย ทว่าเขามีนิสัยดื้อรั้น เราได้แต่ให้ไอ่ซีรับประทานยาแก้เก้าตั๊กฮวย เพื่อผลักดันเขาอีกทาง..."
หันมาทางซุนเซ่งเง็ก กล่าวว่า
"... หากเต็งลั่งมิบาดเจ็บปานนี้ พวกท่านก็ย่อมมิกล้านำพาเขาเข้าสู่เทียนมึ้งเก็งเช่นกัน"
เต็งลั่งมือหนึ่งประคองไช่ไฉ่เจ็ก อีกมือเกาะกุมอยู่กับเม่งไอ่ซี ดวงตาสุกใสกระจ่างบัดนี้คล้ายมีม่านหมอกชั้นหนึ่งเคลือบคลุม
ไช่ไฉ่เจ็กฝืนทนความเจ็บปวดภายใน กล่าวแก่เต็งลั่งว่า
"เจ้ายังคงเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง ทว่าคิดสานต่อปณิธานบิดาเจ้าหรือไม่ ยังคงว่ากล่าวกันอีกครา"
ฉิกอี๊ก็หลั่งน้ำตามิขาดสาย กล่าวเสริมว่า
"เจ้านำพาซียี้เข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง มีแต่วิธีนี้จึงสามารถครองคู่"
เต็งลั่งสั่นศีรษะอย่างปวดร้าว น้ำตาหยาดหนึ่งพลันตกลงบนใบหน้าไช่ไฉ่เจ็ก
ฉิกอี๊แตะแขนเขาอย่างแผ่วเบา กล่าวว่า
"เทียนมึ้งเก็งเพียงเคารพกฎเกณฑ์ของตน มิสนใจกฎของผู้อื่นภายนอก เจ้าดู มารดาเจ้าหมั้นหมายแก่เม่งก่าจู้ ความจริงย่อมถือเป็นภริยาเขา ทว่าเมื่อเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง แต่งให้แก่เจ็งก่าจู้ ยังได้รับการยกย่องเป็นกิมแชฮูหยิน ..."
กล่าวถึงตรงนี้พลันบุ้ยใบ้ไปทางซุนเซ่งเง็ก เอ่ยสืบต่อว่า
"... ยังมี อั้งเง็กเซียนนึ้งที่เป็นมารดาของบิดาเจ้า ภายหลังตกแต่งใหม่กับบุรุษแซ่ซุน ทว่าศักดิ์ศรีนางยังคงเป็นเช่นเดิม บุตรชายที่เกิดกับผู้แซ่ซุน ยังดำรงตำแหน่งยี่เก็งจู้ ..."
ไช่ไฉ่เจ็กก็ผงกศีรษะ กล่าวด้วยน้ำเสียงแหบโหยว่า
"เยี่ยงนี้เราจึงกล่าว เจ้าเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง เท่ากับสานปณิธานบิดา อีกทั้งชักนำไอ่ซีเข้าไป เท่ากับกระทำตามคำมารดาเจ้าและมารดานาง"
ฉิกอี๊กล่าวขึ้นอีกว่า
"ลิ้วซีซีและเม่งฮูหยินมุ่งหวังให้บุตรธิดาเป็นทองแผ่นเดียว พวกเจ้าพลัดพรากกันเป็นสิบปี บัดนี้ยังคง..."
กล่าวยังมิทันจบคำ เห็นไช่ไฉ่เจ็กบิดกายอย่างเจ็บปวด ท่อนแขนแข็งเกร็ง ริมฝีปากสั่นระริก ลมหายใจร่อแร่รวยริน
เต็งลั่งโอบกอดท่านแนบแน่น มีดที่ปักทรวงอกยังคล้ายโดนกระแทกลึกลง โลหิตพุ่งขึ้นถึงมุมปาก ครานี้ย่อมมิอาจกล้ำกลืนลงไป ได้แต่ปล่อยให้หลั่งไหลออกพร้อมถ้อยคำเรียกหา
"เจ่กเจ็ก..."
ซุนเซ่งเง็กพลันถลันเข้ามา คิดฉุดดึงร่างไช่ไฉ่ออก ตวาดว่า
"คนผู้นี้แม้เทพยดาก็มิอาจรักษาแล้ว เจ้ายังคงรีบไปกับเรา"
เต็งลั่งฝืนกายรั้งร่างไช่ไฉ่เจ็กไว้ ตวาดกลับไปว่า
"ท่านจึงรีบไปจากที่นี้"
ซุนเซ่งเง็กนิ่วหน้าอย่างขัดใจ กล่าวว่า
"หากมัวแต่พิรี้พิไร ชีวิตเจ้าและภริยาจะดับสูญแล้ว ยังคงรีบไปกับพวกเรา"
วาจาพอกล่าวจบ คนปราดเข้าทางด้านข้าง ยื่นมือออกหมายสกัดจุดเต็งลั่ง มิคาด เต็งลั่งที่ทั้งบาดเจ็บ ทั้งโอบอุ้มคนร่างใหญ่ผู้หนึ่ง มิเพียงสามารถเบี่ยงกายถลันหลบ หนำซ้ำยังทะยานขึ้นสูง ตวาดว่า
"เราจึงไม่ไปกับพวกท่าน"
ซุนเซ่งเง็กงงงันวูบ เห็นเต็งลั่งโอบอุ้มไช่ไฉ่เจ็กพุ่งปราดไปทางทิศใต้ ในท่าร่างที่รวดเร็ว ยังได้ยินคำกล่าวว่า
"ไอ่ซี ท่านจึงไปกับพวกเขา เราภายหน้าไปรับท่านออกมา..."
ซุนเซ่งเง็กสะกิดเท้าหมายพุ่งติดตาม น่ำไฮ้ก่าจู้พลันผุดลุกขึ้น กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"อย่าได้ติดตาม"
ซุนเซ่งเง็กขัดใจยิ่ง กล่าวว่า
"หากเขาเป็นบุตรของตั่วกอเราจริง เราย่อมมิอาจให้เขาตกตาย"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวว่า
"ท่านหากติดตามเขา มีแต่ยืดเวลาออกไป จึงทำให้เขาตกตาย"
ซุนเซ่งเง็กแลดูน่ำไฮ้ก่าจู้อย่างกังขา ได้ยินท่านเอ่ยต่อไปว่า
"เต็งลั่งดื้อรั้นเชื่อมั่นตนเอง เขาหากไม่คิดไปกับท่าน มิว่าอย่างไรยังคงไม่ยินยอม ท่านบัดนี้รีบนำพาธิดาเราเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง รักษาชีวิตนางให้ปลอดภัย วันข้างหน้าเต็งลั่งจึงไปเยี่ยมเยียน..."
ซุนเซ่งเง็กสั่นศีรษะโพล่งขึ้นว่า
"เต็งลั่งมิเคยล่วงรู้ที่ตั้งของเทียนมึ้งเก็ง ไหนเลยสามารถ..."
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวตัดบทว่า
"หากบุคคลเช่นเจ็งไฮ้คิดเสาะหาสถานที่ที่แม้ภูติผีเทพยดายังมิอาจพบ ท่านว่าเขาสามารถหาพบหรือไม่"
ซุนเซ่งเง็กพลันนิ่งอึ้งไป น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวอีกว่า
"สิ่งใดที่กอกอท่านสามารถกระทำ เต็งลั่งย่อมสามารถกระทำ อย่าว่าแต่... สิ่งที่กอกอท่านมิอาจกระทำ เต็งลั่งบางทียังสามารถกระทำ..."
ซุนเซ่งเง็กสบตากับน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"ค่ำคืนนี้มีเรื่องที่เราไม่คาดฝันมากหลาย"
กล่าวพลางโอบอุ้มร่างเม่งไอ่ซีขึ้น น่ำไฮ้ก่าจู้เกาะกุมมือธิดาอย่างห่วงใย ซุนเซ่งเง็กพลันกล่าวว่า
"นางภายหน้ายังจะเป็นฮูหยินของเทียนมึ้งเก็ง พวกเราย่อมต้องดูแลนาง"
น่ำไฮ้ก่าจู้กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า
"หากนางปลอดภัย พวกท่านยังสามารถใช้นางต่อรองกับเล้งอิก ส่งมอบภริยาท่านกลับคืน"
ซุนเซ่งเง็กแค่นเสียงกล่าวว่า
"เรื่องนี้เราสามารถคิดเอง มิต้องให้ก่าจู้ท่านบอกกล่าว"
น่ำไฮ้ก่าจู้เอ่ยถามว่า
"อนุญาตให้คนของน่ำไฮ้ก่าติดตามนางหรือไม่"
ซุนเซ่งเง็กหันกายมาอีกทาง กล่าวว่า
"ไม่อนุญาต"
ขณะจะพุ่งกายจากไป ที่ด้านบนพลันมีสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า
"ไม่อนุญาตผู้อื่น หรือยังไม่อนุญาตข้าพเจ้า?"
สุ้มเสียงทั้งไพเราะอ่อนหวาน ทั้งนุ่มนวลชวนฟัง ในกระแสเสียงยังมีแววตัดพ้อ
ทุกผู้คนพลันเงยศีรษะขึ้นมอง เห็นที่หน้าต่างห้องชั้นบนมีเงาร่างสายหนึ่งยืนอยู่
... คนที่แบบบางราวมิอาจต้านทานกระแสลม ดวงหน้าที่เรียบเฉยราวทะเลต้องสาป
... ดวงหน้าเรียบเฉย ดวงตากลับคล้ายมีมนตร์ของภูติผี ในแสงสลัวเลือนรางของจันทร์เสี้ยว กลับคล้ายเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนชวนใจ ...
... นางที่แท้คือปึงซิ่วซิ่วเอง ...
ซุนเซ่งเง็กชะงักเท้าโดยพลัน กล่าวพึมพัมว่า
"เป็นเจ้า"
ปึงซิ่วซิ่วพลันกรีดนิ้วออกลูบคลำปอยผม ชะโงกศีรษะมาด้านหน้า ทอดเสียงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้ฝึกวิชาฝีมือ ทั้งโง่เขลาทั้งอ่อนแอ มีเพียงวิชาหนึ่งติดตัว มิทราบอนุญาตข้าพเจ้าไปหรือไม่"
ขณะกล่าวคำ "วิชาหนึ่งติดตัว" ดวงตาพลันมีแวววาบไหว ไหล่แบบบางคล้ายสั่นสะท้าน ดูไปชวนรักใคร่เวทนายิ่ง...
ซุนเซ่งเง็กจับจ้องนางมิวางตา พลันเอ่ยช้าๆ ว่า
"เจ้าลงมา"
ปึงซิ่วซิ่วขบริมฝีปากแนบแน่น กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าลงไป"
วาจาพอขาดคำ คนพลันปีนขึ้นบนหน้าต่าง ทิ้งร่างลงมาโดยพลัน!
เห็นร่างแบบบางจวนเจียนตกกระแทกพื้น ซุนเซ่งเง็กพลันขยับกายวูบ มือยื่นคว้าออกคราหนึ่ง รวบเอวนางไว้ในมือข้างเดียว
ปึงซิ่วซิ่วร้องครางราวลูกแมวน้อย ซุกศีรษะเข้ากับอกเสื้อซุนเซ่งเง็ก กล่าวเบาๆ ว่า
"ข้าพเจ้ากลัวอย่างยิ่ง"
ซุนเซ่งเง็กมิได้ว่ากล่าวอันใด มุมปากคล้ายมีรอยยิ้มผุดขึ้น หันมาทางน่ำไฮ้ก่าจู้ กล่าวว่า
"วันหน้าจึงพบกันอีกครา"
น่ำไฮ้ก่าจู้ก็ประสานมือกล่าวว่า
"โปรดดูแลธิดาเรา..."
ท่านยังมิทันกล่าวจบคำ ซุนเซ่งเง็กพลันทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ป่าซิงแซและพวกติดตามอยู่ด้านหลัง เพียงชั่วพริบตาก็ลับหาย
น่ำไฮ้ก่าจู้พลันหันศีรษะมาทางเบื้องหลัง ที่ประสบพบเห็นย่อมเป็นเพียงความมืดมน
... ราตรีที่ประหวั่นขวัญแขวน เพียงเฝ้ารอวันพรุ่ง หวังอรุณไขแสงอีกครา...
... ขอเพียงมีชีวิตถึงวันพรุ่ง ย่อมมีโอกาสเห็นแสงสว่าง...
... เพียงแค้น อรุณที่ไขความสว่างสู่โลก ไฉนมิอาจไขความสว่างสู่จิตใจมนุษย์...
... คนผู้หนึ่งหากมีหัวใจที่ถักทอจากใยอนธกาล ชั่วชีวิตใช่สามารถเปลี่ยนแปลงได้?
|