ยามโง่ว อาทิตย์สาดแสงตรงศีรษะ
อึ้งซัวตั่งชึง (หมู่บ้านถ้ำเหลือง) ซุกซ่อนเร้นลับอยู่ในหุบเขา ผู้คนผ่านวันคืนเงียบเหงาจนชินชา
... ทว่าวันนี้กลับมีสิ่งหนึ่งผิดแผก ...
... ผู้คนผิดแผก เรื่องราวผิดแผก ...

ดินทรายในหมู่บ้านถูกลมหอบขึ้นวูบหนึ่ง ย้อมอาภรณ์และอาชาของเล้งอิกจนขะมุกขะมอม
ยามนี้ได้แต่เสาะหาที่พักแห่งหนึ่ง น้ำอาบถังหนึ่ง อาหารมื้อหนึ่ง
คนนึกถึงอาหาร พลันสูดได้กลิ่นน้ำแกงหอมหวน ครั้นเหลียวหน้าไปโดยสัญชาติญาณ ก็พบเห็นบ้านน้อยหลังหนึ่ง ที่หน้าบ้านยืนไว้ด้วยบุรุษร่างผอมเล็ก อายุประมาณสามสิบปีเศษผู้หนึ่ง
...เป็นลู่เช่าจื้อ (เหนียมอายแซ่ลู่) ...

ลู่เช่าจื้อพอเห็นเล้งอิกก็หน้าแดงฉาน ถึงกับแดงกว่าพวงแก้มดรุณีน้อย
เล้งอิกจูงอาชาสาวเท้าเข้ามา ถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ที่นี้ใช่มีสถานที่พักแรมหรือไม่"
ลู่เช่าจื้อทีแรกสั่นศีรษะโดยแรง จากนั้นเปลี่ยนเป็นผงกศีรษะติดต่อกัน เล้งอิกชมดูจนงุนงง ได้แต่ถามซ้ำอีกครา
ลู่เช่าจื้อขณะอึกๆ อักๆ ที่ประตูไม้พลันมีสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า
"สถานที่นี้กระทั่งภูตผียังไม่สถิตสิง ผู้ใดยังมาเสาะหาที่พักแรม?"

เล้งอิกหันควับไปยังที่มา เห็นเงาร่างคนผู้หนึ่งก้าวออกมาด้านนอก จำเพาะพอดีหยุดลงในหอบฝุ่นละอองที่ตลบขึ้น ยามเพ่งสายตามอง รู้สึกคล้ายเบื้องหน้าสว่างไสวโดยพลัน ที่พบเห็นกลับเป็นสตรีนางหนึ่ง...
สตรีที่สูงโปร่งอย่างยิ่ง บุคลิกลักษณะที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง...
นางมาตรว่าสวมใส่อาภรณ์เนื้อหยาบ ตลอดทั้งร่างปราศจากเครื่องประดับใดๆ ยังมิอาจซุกงำราศีชนิดหนึ่ง
... ราศีของผู้มีอำนาจประเภทหนึ่ง ...
เล้งอิกยามงุนงงสงสัย พลันได้ยินสตรีนางนั้นเอ่ยถามว่า
"ท่านหลบหนีผู้คนมา?"
เล้งอิกสั่นศีรษะตอบคำ สตรีนางนั้นเอ่ยอีกว่า
"ท่านเพียงเป็นคนผ่านทาง?"
เล้งอิกผงกศีรษะคราหนึ่ง สตรีนางนั้นเพ่งมองเขา ดวงตาเรียวดังนัยน์ตาหงส์เปล่งประกายวูบ ถามต่ออีกว่า
"ผ่านไปที่ใด"
เล้งอิกก็สบนัยน์ตานาง เอ่ยตอบว่า
"ไปยังเทียนไล้กัง (ลำน้ำสวรรค์กราย)"

สตรีนางนั้นเพ่งมองเล้งอิกมิวางตา สักครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
"ผู้คนในตงง้วนที่คิดไปยังเทียนไล้กังคล้ายมีไม่มาก"
เล้งอิกมิทราบสมควรว่ากล่าวกระไร ตนวันนี้ความจริงคิดเดินทางจนเย็นย่ำ ทว่าดินแดนในหุบเขาอากาศร้อนจัด หนำซ้ำตรากตรำมาหลายวัน ได้แต่แวะพักกลางคัน คาดไม่ถึงในเมืองน้อยชายแดนกลับพบพานบุคคลเช่นนี้
สตรีนางนั้นสาวเท้ามาข้างหน้าสามก้าว เอ่ยต่อไปว่า
"เจ็ดปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าเพียงพบพานคนผู้เดียวที่คิดไปยังที่นั้น"
เล้งอิกร้องอ้อคำหนึ่ง มิทราบสมควรต่อคำสนทนาฤานิ่งไว้ ยามครุ่นคิดพอดีลู่เช่าจื้อก้าวออกมาอยู่ระหว่างกลางทั้งสอง กล่าวด้วยน้ำเสียงอุบอิบในลำคอว่า
"ท่านคืนนี้หากคิดพักแรม ยังคงสามารถพักที่บ้านของพวกเรา"
เล้งอิกรีบเอ่ยคำขอบคุณ ลู่เช่าจื้อหน้าแดงไม่หาย ก้มหน้าลงกล่าวสืบไปว่า
"พวกเราเที่ยงนี้พอดีต้มน้ำแกงหม้อหนึ่ง ในครัวยังมีหมั่นโถวหลายใบ เนื้อเค็มหลายชิ้น ท่านสามารถร่วมรับประทาน"


ชามน้ำแกงสามใบตั้งเรียงรายบนโต๊ะ หมั่นโถวนึ่งใหม่ทั้งนุ่มทั้งหอม กลิ่นเนื้อย่างยิ่งเย้ายวนผู้คนจนอดรนทนมิได้
เล้งอิกยามนี้อาบน้ำผลัดเสื้อผ้าใหม่ ลู่เช่าจื้อที่นั่งรอที่โต๊ะกวักมือเรียกเขา สตรีร่างสูงโปร่งที่นั่งด้านข้างกลับมีสีหน้าเรียบเฉย กระทั่งสายตาก็มิได้เหลือบแล
ลู่เช่าจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"เนื้อย่างแก่ไฟเล็กน้อย ม่วยม่วย (น้องสาว) ข้าพเจ้าความจริงมีฝีมือปรุงอาหารไม่เลว ทว่ายามอารมณ์ไม่ดี ของที่พวกเรารับประทานมักแก่ไฟบ้าง อ่อนไฟบ้าง เปรี้ยวไปบ้าง เค็มไปบ้าง..."
เล้งอิกได้แต่ฝืนยิ้ม มิทราบสมควรว่ากล่าวเยี่ยงไร ในใจพลันครุ่นคิดสงสัย ลู่เช่าจื้อที่ทั้งผอมเล็กทั้งขี้อาย กลับมีม่วยม่วยที่ทั้งปั้นปึ่งเย็นชา ทั้งสูงส่งพิลาส อย่าว่าแต่ สตรีเช่นนี้กลับปรากฏขึ้นในเมืองน้อยห่างไกลผู้คน ย่อมเป็นที่ประหลาดนัก

ทว่าเล้งอิกยังคงตัดใจไม่คิด...
หลายเดือนมานี้มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย เล้งอิกที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า กระทั่งเรื่องราวของตนเองยังมิอาจสะสางสิ้น ย่อมไม่คิดเสาะหาความอื่น

ลู่เช่าจื้อส่งช้อนคันหนึ่งให้เล้งอิกพลางเอ่ยว่า
"ท่านสามารถพักอยู่ที่นี้หลายวัน"
เล้งอิกยิ้มนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"ขอบคุณท่าน ทว่าข้าพเจ้ามีธุระร้อน..."
ลู่เช่าจื้อเงยศีรษะขึ้นมองเล้งอิกอย่างขลาดๆ กล่าวตะกุกตะกักว่า
"ข้าพเจ้าเพียงคิดกล่าว ท่านเดินทางมาจากที่ไกล ยังคงพักผ่อนให้สบายก่อน..."
เล้งอิกรีบรับประทานน้ำแกงลงไป ขณะคิดว่ากล่าวกระไร ม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อพลันผุดลุกขึ้น หันกายเดินไปที่ห้องของนาง ปิดประตูดังปังใหญ่
ลู่เช่าจื้อแลบลิ้นออกมา ย่นคอกล่าวว่า
"ขออภัยท่าน"

เล้งอิกพลันรู้สึกกระอักกระอ่วน เข้าใจว่าม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อไม่พึงพอใจให้เขาพำนักอยู่ น้ำแกงที่ทั้งร้อนทั้งหอมพลันฝืดคอขึ้นมาโดยพลัน
ลู่เช่าจื้อคล้ายทราบความในใจเขา รีบกล่าวว่า
"ม่วยม่วยข้าพเจ้ามิได้มีอคติต่อท่าน นางเจ็ดปีมานี้ มักมีโทสะทุกยามโง่ว"
เล้งอิกรู้สึกงุนงงสงสัย ทว่ามิได้ออกปากเอ่ยถาม ลู่เช่าจื้อพลันเอ่ยต่อไปว่า
"นางที่มีโทสะ สืบเนื่องเพราะคาดหวังให้คนผู้หนึ่งหวนคืน..."
เล้งอิกตอนนี้คิดใคร่ทราบ นางคาดหวังให้ผู้ใดกลับมา ทว่าตนเพิ่งพบพานลู่เช่าจื้อสองเฮียม่วย ย่อมมิอาจเสียมารยาทถามไถ่มากความ
ลู่เช่าจื้อเอ่ยเบาๆ สืบไปว่า
"นางพบพานคนผู้นั้นในยามโง่ว หนำซ้ำผละจากกันในยามโง่ว นางจึงคาดหวัง ได้พบพานอีกคราในเวลาเดียวกัน"

เล้งอิกร้องอ้อเบาๆ ในใจพลันกระหวัดถึงเม่งไอ่ซี ครั้งแรกที่เขาพบพานนาง ไยมิใช่เป็นยามโง่วเฉกเช่นเดียวกัน
เวลานั้นเล้งอิกอายุย่างสิบเก้าปี ห้ออาชาท่องเที่ยวกับเต็งลั่งอยู่ครึ่งค่อนวัน มิคาด ยามใกล้ถึงสถานที่ตั้งของน่ำไฮ้ก่า เต็งลั่งกลับเฆี่ยนอาชาตะบึงจากไป
เต็งลั่งที่สันโดษพิสดาร เล้งอิกย่อมมิได้ติดตาม อีกทั้งมิได้ถามไถ่ภายหลัง
กับผู้คนที่มักมีเหตุผลเฉพาะของตนเอง เล้งอิกย่อมคุ้นเคยเป็นพิเศษ
... เพ็กกงจู้มารดาเขาก็เป็นเช่นนี้ เต็งลั่งก็เป็นเช่นนี้
ดังนั้นเล้งอิกฝึกฝนตนเองแต่เยาว์วัย ฝึกฝนจนสามารถระงับความกระหายใคร่ทราบ ...
... รอจนเขาภายหลังกระหายใคร่ทราบจริงๆ ทุกสิ่งกลับคล้ายสายเกิน ...

ที่เบื้องนอกพลันมีเสียงอาชาฝูงหนึ่งห้อตะบึงมาแต่ไกล เล้งอิกเงยศีรษะขึ้นนิดหนึ่ง ในใจครุ่นคิดสงสัย
นับแต่ที่เขาออกนอกเขตแผ่นดินใหญ่ เพียงพบพานเมืองน้อยมากหลาย ผู้คนในแถบนี้เพียงเลี้ยงวัวควายแพะแกะ หามีผู้ใดใช้ม้าเป็นพาหนะไม่ ยามนี้ไฉนพลันมาปรากฏขึ้นกะทันหัน
ลู่เช่าจื้อย่อมประหลาดใจเช่นกัน รีบลุกจากเก้าอี้ เดินไปแง้มหน้าต่างส่องดูที่ภายนอก
เล้งอิกก็ขยับกายลุกขึ้น ม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อที่อยู่ภายในห้องพลันส่งเสียงออกมาว่า
"ท่านมิใช่บอก หาได้หลบหนีผู้ใดมาไม่"
เล้งอิกชะงักเท้า รีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ามิได้หลบหนีผู้ใดมา"
ม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อแค่นเสียงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากลับมีลางสังหรณ์ ผู้คนเหล่านี้มาติดตามท่าน"

เล้งอิกรู้สึกงงงันวูบ มิทันถามไถ่สืบต่อ พอดีได้ยินเสียงม้าฝูงนั้นหยุดลงที่หน้าบ้าน
ลู่เช่าจื้อหดศีรษะลง ละสายตาจากภาพที่เบื้องนอก หันมากล่าวกับเล้งอิกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบายิ่ง
"ผู้มามีเก้าคน บุรุษห้าคน ที่เหลือเป็นสตรี ทุกผู้คนล้วนพกพากระบี่ ..."
เล้งอิกผงกศีรษะ ในใจอดมิได้ต้องครุ่นคิด ผู้มาเพิ่งปรากฏกาย ลู่เช่าจื้อที่เหลือบมองเพียงแวบเดียว ก็สามารถสังเกตเห็นรายละเอียดถี่ถ้วน กลับมิคลับคล้ายชาวบ้านร้านถิ่นธรรมดา?

ยามนั้นได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งดังกังวานขึ้นที่ภายนอก
"เล้งจึงจู้ใช่พำนักอยู่ที่นี้หรือไม่"
เล้งอิกพิศวงสงสัยยิ่ง ยามนี้ได้แต่สาวเท้ามาที่ประตู ยื่นมือเปิดออกกว้าง
เห็นผู้มาเป็นห้าบุรุษสี่สตรีเช่นที่ลู่เช่าจื้อกล่าว บุรุษล้วนแต่งกายด้วยอาภรณ์ดำ พกพากระบี่ฝักสีดำ สตรีแต่งกายด้วยอาภรณ์เขียว พกพากระบี่ฝักสีเขียว สีหน้าแววตาราบเรียบไร้ความรู้สึก
บุรุษที่อยู่ด้านหน้าประสานมือกล่าวว่า
"ใช่เล้งจึงจู้จริงๆ พวกเราเสียมารยาทรบกวน ต้องขออภัยแล้ว"
เล้งอิกประสานมือตอบ ยามนี้เพิ่งคาดเดาออก จากอาภรณ์และกระบี่ของผู้คนเหล่านี้ แสดงว่ามาจากเก้าฮุ้นเก็ง (วังเก้าวิญญาณ) เพียงมิทราบ ผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งไฉนต้องติดตามเขา

บุรุษหนุ่มด้านหน้าย่อมแลเห็นแววประหลาดใจของเล้งอิก รีบอธิบายว่า
"พวกเราเฮียม่วยมาจากเก้าฮุ้นเก็ง ข้าพเจ้าเรียกว่าโป่วคึ่ง จัดอยู่ในลำดับที่หนึ่งของศิษย์ทั้งเก้า"
เล้งอิกพยักหน้าคราหนึ่ง สตรีชุดเขียวอีกนางรีบขยับมาด้านหน้า ประสานมือกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเอี้ยเลี่ยงฮวง จัดอยู่ในลำดับที่สอง พวกเราที่เดินทางอย่างเร่งร้อนมาเสาะหาท่าน เนื่องเพราะเก้าฮุ้นเก็งเกิดภัยพิบัติ"
เล้งอิกผงกศีรษะอีกครา ระหว่างที่เดินทางในตงง้วน ย่อมได้ยินข่าวเช่นนี้ ฟังว่าสำนักใหญ่น้อยล้วนระส่ำระสาย ผู้คนมากหลายเดินทางสู่ฮวงจึงเพื่อปรึกษาหารือ ทว่าที่น่าประหลาด การเดินทางออกนอกด่านของเขา มีเพียงเตี้ยงโหวสามซือเฮียตี๋และเล้งจ้งก้วงที่ทราบ ท่านเหล่านี้ย่อมไม่แพร่งพรายออกไป มิทราบผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งสามารถสืบทราบร่องรอยเขาได้อย่างไร

ไม่ทันครุ่นคิดสืบต่อ พอดีได้ยินเอี้ยเลี่ยงฮวงกล่าวว่า
"พวกเราตอนแรกเดินทางสู่ฮวงจึง ทว่ารับทราบจากเตี้ยงซิงแซ เล้งจึงจู้ออกเดินทางแล้ว พวกเราจึงอาศัยหูตาออกติดตาม"
หูตาที่นางว่ากล่าว ย่อมหมายถึงสายของเก้าฮุ้นเก็งที่ได้รับการจัดวางทั่วแผ่นดิน ผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งมาตรว่าประพฤติตนสมถะราวนักบวชในอาราม ทว่ากลับมี 'หูตา' แหลมคมเป็นที่ยอมรับ มิว่าข่าวคราวใหญ่น้อยล้วนมิอาจรอดเร้น

เล้งอิกเอ่ยถามขึ้นว่า
"พวกท่านที่ติดตามข้าพเจ้า มิทราบมีเรื่องราวด่วน?"
โป่วคึ่งมีสีหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า
"หลังเกิดเหตุร้ายที่เก้าฮุ้นเก็ง ซือแป๋ของพวกเราพลันสาบสูญไร้ร่องรอย หนำซ้ำระหว่างปะทะกับผู้บุกรุก เก้าซือม่วย (ศิษย์ผู้น้องที่เป็นสตรีลำดับที่เก้า) ของพวกเรารับบาดเจ็บสาหัสยิ่ง"
กล่าวพลางกวักมือเรียกสตรีเยาว์วัยที่ยืนอยู่ด้านหลัง เล้งอิกหันไปมอง เห็นนางอายุราวสิบเจ็ดสิบแปดปี เรือนร่างแบบบางราวมิอาจต้านลมไหว นัยน์ตามีประกายเซื่องซึมเลื่อนลอย ใบหน้าคล้ายฉาบเคลือบด้วยไอสีมรกตชั้นหนึ่ง

โป่วคึ่งจับไหล่นาง ตลบแขนเสื้อม้วนขึ้น เห็นที่ท้องแขนเป็นรอยดรรชนีสีเขียวคล้ำรอยหนึ่ง
เล้งอิกพอแลเห็นก็พึมพัมว่า
"นี่คล้ายเป็นแชเซียนจี้ (ดรรชนีเทพเขียว)"
โป่วคึ่งรีบกล่าวว่า
"ในการประมือครานั้น เก้าซือม่วยรับแชเซียนจี้จากผู้บุกรุกคนหนึ่ง พวกเราได้แต่รีบรุดเดินทางสู่ฮวงจึง หวังเล้งฮูหยินเมตตาช่วยเหลือนาง มิคาด เล้งฮูหยินกลับออกสู่ภายนอก พวกเราได้แต่อาศัยหูตา เสาะหาเล้งจึงจู้ท่าน..."
เล้งอิกครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว เม่งไอ่ซีที่เป็นธิดาโทนของน่ำไฮ้ก่าจู้ ย่อมศึกษาเซียนจี้หลายแขนง เก้าฮุ้นเก็งยามนี้เสาะหานาง ความจริงนับเป็นเรื่องชอบอยู่ ทว่ายามกะทันหันยังรู้สึกสงสัย ผู้คนทั้งเก้าไฉนไม่ติดตามเม่งไอ่ซี กลับมาสืบเสาะหาเขา ...

เล้งอิกขมวดคิ้วนิดหนึ่ง มาตรว่ารู้สึก เรื่องราวนี้ไม่ถูกต้องอยู่บ้าง ทว่าเหตุการณ์เบื้องหน้าฉุกละหุก ย่อมมิอาจไตร่ตรองเนิ่นนานไป
เห็นเอี้ยเลี่ยงฮวงหันมาทางเก้าซือม่วยนั้น เอ่ยคำว่า
"เซี่ยวซือม่วย พวกเราเสาะพบเล้งจึงจู้ เจ้าย่อมปลอดภัยไร้เรื่องราว"
เก้าซือม่วยนั้นมิได้ตอบคำ เพียงประคองร่างยืนไว้อย่างอ่อนแรง เอี้ยเลี่ยงฮวงหันมาทางเล้งอิก ยกมือขึ้นประสานคารวะอีกครา ปากกล่าวว่า
"ขอเล้งจึงจู้ได้โปรดช่วยเหลือ..."
นางกล่าวมิทันขาดคำ เก้าซือม่วยนั้นพลันล้มคว่ำมาทางเบื้องหน้า เล้งอิกต้องรีบประคองไว้ ขณะตวัดร่างนางโอบอุ้มขึ้นในอ้อมแขน ที่หางตาพลันเห็นประกายสีเงินวาบวับ
... เป็นประกายกระบี่ ...

เล้งอิกถลันกายหลบตามสัญชาติญาณ ด้วยระดับความเร็วของเขา ความจริงย่อมหลบรอดได้ไม่ยากนัก มิคาด พ้นกระบี่หนึ่งกลับเข้าพัวพันอีกกระบี่หนึ่ง เพียงชั่วพริบตาได้ยินเสียงเคร้งคร้างหวีดหวิว กระบี่สี่เล่มหลุดออกจากฝักโดยพร้อมเพรียง
ในช่วงคับขันได้ยินเสียงโป่วคึ่งตวาดว่า
"รุกเข้าที่แคบ"
เล้งอิกยามนั้นยืนอยู่ที่ประตู ในมือยังโอบอุ้มเก้าซือม่วยที่หายใจรวยริน หากคิดหลบกระบี่ทั้งสี่ที่จู่โจมพรักพร้อม ย่อมต้องถลันเข้าสู่ด้านใน ทว่าหากกระทำเช่นนั้น เท่ากับรนเข้าสู่ที่จำกัด ปิดทางของตนเองสายหนึ่ง ...
... อย่าว่าแต่ ดรุณีที่อยู่ในอ้อมอก ใช่บาดเจ็บจริงหรือไม่ ...

ในห้วงความเป็นตายย่อมไม่มีเวลาให้ครุ่นคิด หากเป็นผู้อื่น เพียงเหวี่ยงสตรีในอ้อมแขนทิ้งลง คนยังมีโอกาสถลันหลบรอด
ทว่าเล้งอิกกลับมิได้กระทำเช่นนั้น ...
มาตรว่าเข้าสู่สถานการณ์คับขัน เล้งอิกยังคงรักษาความเยือกเย็น ตวัดเท้าเหวี่ยงร่างมาทางด้านหลัง หลบปลายกระบี่ทั้งสี่อย่างเฉียดฉิว ฝ่ามือขวาฟาดออกเฉียงๆ ในสภาวะที่เหวี่ยงร่างย้อนกลับ ยังสามารถฟาดออกฝ่ามือหนึ่ง
เป้าจู่โจมกลับมิใช่ผู้คน หากแต่เป็นประตูไม้ ...

โป่วคึ่งซือเฮียม่วยลงมือจังหวะแรกผิดพลาด ทว่ายามเห็นเล้งอิกถลันหลบเข้าในประตู ในใจย่อมปราโมทย์ยิ่ง
เก้าฮุ้นเกี่ยม (กระบี่เก้าวิญญาณ) วันนี้มีโอกาสลงมือพร้อมเพรียง เพียงขาดไปกระบี่หนึ่ง คู่ต่อสู้กลับเลือกสถานที่คับแคบจำกัด ไยมิใช่เปิดทางมรณะด้วยตนเอง
มิคาด เล้งอิกทางหนึ่งพุ่งกายหลบเลี่ยง อีกทางกลับแผ่พลังกระแทกประตูไม้ ท่ามกลางเสียงดังครืนโครม ประตูที่หนาหนักพลันแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เศษไม้แตกพุ่งคว้างเข้าใส่ผู้คนของเก้าฮุ้นเก็ง กลับคล้ายเป็นอาวุธลับที่ซัดใส่ด้วยความเร็วสูง เหล่าบุรุษสตรีที่ตระเตรียมพุ่งกายเข้าประตู ได้แต่ชะงักร่างถอนกระบี่กลับ เบี่ยงกายปัดป้องพัลวัน

โป่วคึ่งกับเอี้ยเลี่ยงฮวงเจนจัดกว่า สะกิดกายแยกย้ายเข้าทางหน้าต่างสองบานที่เปิดแง้มไว้ เห็นเล้งอิกวางร่างเก้าซือม่วยนั้นลงตรงมุมห้อง อากัปกริยามาตรว่าเยือกเย็นนุ่มนวล นัยน์ตากลับเจิดจ้าราวเปลวเพลิง
โป่วคึ่งพุ่งถลาเข้ามาอย่างรวดเร็ว กระบี่ในมือแทงออกอย่างดุดัน ชั่วพริบตาถึงกับใช้ออกสามกระบวนท่า เอี้ยเลี่ยงฮวงที่ชดช้อยนุ่มนวลกว่า เสือกกระบี่เข้าผสานอย่างกลมกลืน เห็นปลายกระบี่ทั้งสองจู่โจมเข้ากลางหน้าผากของเล้งอิก เพียงนิ้วมือเดียวก็จะทิ่มแทงลงแล้ว...

อย่างมิคาดฝัน ร่างเล้งอิกที่อยู่ในมุมอับกลับดิ่งวูบลงสู่พื้น ระดับความเร็วเป็นที่ชวนตระหนกยิ่ง ถึงกับหลบรอดสองกระบี่ที่จู่โจมพร้อมพรัก
เมื่อครู่หากเล้งอิกสะกิดเท้าโผขึ้นด้านบน มาตรว่าหลบสองกระบี่แรกพ้น ยังต้องรับกระบวนท่าที่จู่โจมหลั่งไหลดังสายน้ำ เล้งอิกต่อให้มีวิชาตัวเบาเลิศล้ำ ทว่าในสถานที่จำกัดคับแคบ ย่อมมิอาจแสดงอานุภาพอย่างเต็มที่
ดังนั้นจึงได้แต่ถลันสู่เบื้องล่าง...
คนพอรูดร่างลง เท้าตวัดเตะออก โป่วคึ่งที่เสือกแทงกระบี่ค้าง ยังมิทันถอยหลังเตรียมรับมือ พลันรู้สึกชาวูบที่ข้อพับขาด้านซ้าย ร่างเสียหลักนิดหนึ่ง เล้งอิกรีบอาศัยจังหวะนี้ กรีดนิ้วเข้าใส่ข้อมือเขา ช่วงชิงกระบี่มาโดยพลัน

ได้ยินเสียงดังเคร้ง กระบี่ในมือเล้งอิกปะทะเข้ากับกระบี่ของเอี้ยเลี่ยงฮวง ถึงกับแผ่พุ่งพลังทำร้ายกระบี่ของนางหักไป
ที่หน้าประตูพลันมีร่างคนถลันวูบเข้ามา ที่แท้เป็นซือเฮียม่วยของโป่วคึ่ง ยามนี้ทุกผู้คนชักกระบี่โดยพร้อมเพรียง ตระเตรียมกลุ้มรุมลงมือ
เล้งอิกประหวั่นใจวาบ ตนอยู่ในที่คับแคบจำกัด เมื่อครู่เผชิญกับสองกระบี่ ยังรับมือลำบากยากยิ่ง ยามนี้เพิ่มมาอีกหกกระบี่ หากคิดรับมือเช่นเมื่อครู่ ไยมิใช่เดินสู่เส้นทางมรณะ
คนครุ่นคิดเร็วรี่ ฝ่ามือยังเคลื่อนไหวว่องไวกว่า ยามนี้เกร็งกำลังฟาดเข้าใส่ผนังด้านหนึ่ง บ้านไม้ของลู่เช่าจื้อถึงกับทะลุเป็นช่อง
คิดรับกระบี่หกเล่มที่กลุ้มรุมจู่โจม ย่อมมิอาจวนเวียนอยู่ในจุดอับ ...
ผนังบ้านพอทะลุเป็นรู คนก็โผออกมาเบื้องนอกราวพยัคฆ์เปรียวตัวหนึ่ง ...

โป่วคึ่งซือเฮียม่วยตระเตรียมพุ่งร่างติดตาม เอี้ยเลี่ยงฮวงพลันร้องว่า
"อย่าได้ออกไป"
โป่วคึ่งหันมาตวาดว่า
"เพราะเหตุใด"
เอี้ยเลี่ยงฮวงถลึงตาตอบว่า
"พวกเราเมื่อครู่จู่โจมที่ด้านใน สถานที่จำกัดคับแคบ ยังมิอาจทำร้ายเขาแม้แต่ขุมขน ยามนี้ศัตรูโลดแล่นสู่เบื้องนอก ท่านยังเพ้อฝันสามารถสยบเขา"

เล้งอิกทางหนึ่งฟังคนทั้งสองโต้ตอบกัน ทางหนึ่งสอดส่ายสายตาสำรวจที่ทาง กับสภาพภูมิประเทศอันเป็นลานกว้าง ตนเองมั่นใจสามารถรับมือแปดกระบี่
... ทว่าหากตนสามารถเอาชัยเหนือคนทั้งแปด สมควรปฏิบัติอย่างไรสืบต่อ อย่าว่าแต่ ตนถูกจู่โจมในวันนี้ หากตกตายไป ยังมิทราบต้นสายปลายเหตุใดๆ
ผู้คนของเก้าฮุ้นเก็งไฉนคิดลงมือ เล้งอิกยังคงงุนงงสงสัย
ยามเผชิญเหตุการณ์ฉุกละหุกเช่นนี้ ตนรู้สึกมึนงงแปดด้านจริงๆ...

ใจครุ่นคิดโดยร้อนรน อดมิได้ยังคำนึงถึงเต็งลั่ง
หากเป็นเต็งลั่ง น่ากลัวคำนวณเรื่องราวทั้งมวลได้แต่ต้น
กับไหวพริบปฏิภาณของเต็งลั่ง เล้งอิกยอมรับนับถือเสมอมา บางครายังปรารถนา ตนเองสามารถมองเรื่องราวทะลุปรุโปร่งเช่นเต็งลั่ง...
ขณะครุ่นคิดสับสน พอดีได้ยินเอี้ยเลี่ยงฮวงกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้สามารถหลบรอดจากพวกเรา เสียดายธิดาสุดท้องของจูก่าจู้ (ประมุขนิกายแซ่จู) กลับไม่มีความสามารถเช่นท่าน"
เล้งอิกงงงันวูบ มิทราบเอี้ยเลี่ยงฮวงว่ากล่าวเรื่องใด ยามนั้นนางพลันหยุดยืนอยู่ที่รอยแตก แค่นยิ้มพลางกล่าวสืบไปว่า
"จูเพ่งเอ็งที่พวกเราฉุดคร่ามา รับดรรชนีเทพเขียวไปรอยหนึ่ง ความจริงมีชีวิตอยู่มิสู้ตาย พวกเราหากกำนัลนางกระบี่หนึ่ง ส่งวิญญาณน่าเวทนาสู่สรวงสวรรค์ ไยมิใช่ได้บุญอย่างยิ่ง..."

เล้งอิกยามนี้เริ่มคาดเดาออก ดรุณีที่ถูกแชเซียนจี้ทำร้าย ที่แท้เป็นธิดาของประมุขง้วยตอก่า (นิกายดาบจันทรา) หาใช่ซือม่วยของเก้าฮุ้นเก็งโดยแท้จริงไม่
สตรีอีกนางหนึ่งพลันคว้าร่างจูเพ่งเอ็งที่อ่อนระทวยขึ้น กระบี่ในมือวาดลงทาบกับลำคอนาง เอี้ยเลี่ยงฮวงเพ่งมองเล้งอิก นัยน์ตาเป็นประกายวาบ ปากกล่าวว่า
"ท่านหากมิคิดให้ซือม่วยเราลงกระบี่ ยังคงรามือรับการจับกุม"
เล้งอิกตะลึงลานวูบ ยามนี้มิทราบสมควรทำเยี่ยงไร ตนย่อมมิอาจให้ดรุณีอ่อนแอนางหนึ่งตกตายไปต่อหน้า ทว่าหากยอมรับการจับกุม ผลบั้นปลายย่อมมิลงเอยด้วยดี

ยามสับสนงงงัน พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยพลางถอนใจพลางว่า
"ที่นี้กลับมีแมลงวันมากมายนัก ตั่วกอท่านยังไม่รีบจุดยา..."
สุ้มเสียงทั้งเย็นชาทั้งเหนื่อยหน่าย ที่แท้เป็นม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อ ...
ขณะที่ทุกผู้คนหันขวับไป พอดีมีควันสีเขียวสายหนึ่งลอยอ้อยอิ่งขึ้น เพียงชั่วพริบตากลับแยกย้ายเป็นหลายสาย กลิ่นที่ตอนแรกหอมเย็นกลับกลายเป็นฉุนเฉียวแสบร้อน
โป่วคึ่งพลันร้องตะโกนว่า
"เป็นควันพิษ"
ในเสียงร้องร้อนรุ่ม ซือเฮียม่วยทั้งแปดโลดแล่นสู่เบื้องนอก ทว่ายังสายไปก้าวหนึ่ง คนพอถลันออกมากลับต้องกระแทกนั่งลงกับพื้น สองมือยกขึ้นเกาะกุมลำคอ สีหน้าบูดเบี้ยวทรมาน

เล้งอิกพอทราบว่าเป็นเรื่องราวใด ต้องรีบสกัดกั้นลมปราณ ขยับพุ่งไปยังจูเพ่งเอ็งที่นอนนิ่งอยู่บนพื้น พอโอบอุ้มนางขึ้น ก็เห็นวัตถุชิ้นเล็กชิ้นหนึ่งพุ่งมาตรงหน้า ได้ยินเสียงม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อร้องว่า
"รีบให้นางรับประทาน นี่เป็นยาระงับพิษ"
เล้งอิกรีบป้อนยาเม็ดสีขาวนั้นแก่จูเพ่งเอ็ง ยามเหลือบตาขึ้นมอง เห็นลู่เช่าจื้อกับม่วยม่วยยืนอยู่ที่ด้านหนึ่ง ในมือลู่เช่าจื้อถือธูปกำใหญ่ ปลายธูปมาตรว่าดับหมดสิ้น ยังคงมีควันสีเขียวเจือจางลอยอยู่
ลู่เช่าจื้อหน้าแดงเปล่งปลั่ง ก้มศีรษะลงกล่าวว่า
"ท่านมิจำเป็นต้องสกัดลมปราณ ผู้ที่รับประทานน้ำแกงของเซียงกงจู้ ย่อมมิถูกควันธูปเขียวทำร้าย"

เล้งอิกแลดูใบหน้ากระด้างเย็นชาของม่วยม่วยลู่เช่าจื้อ ทวนคำว่า
"เซียงกงจู้?"
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะติดๆ กันหลายที สุดท้ายตอบอย่างแผ่วเบาว่า
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว เซียงที่หมายถึงหมอกน้ำค้าง กงจู้ที่หมายถึงกงจู้แห่งเทียนไล้กัง..."