เล้งอิกยืดกายขึ้น ในมือโอบอุ้มร่างแบบบางของจูเพ่งเอ็ง ดวงตากลับมิอาจถอนไปจากม่วยม่วยของลู่เช่าจื้อ
... หากนางคือกงจู้แห่งเทียนไล้กัง ไฉนจึงมาปรากฏขึ้น ณ สถานที่เช่นนี้ ...

มิทันครุ่นคิดสืบต่อ เซียงกงจู้นั้นพลันสืบเท้ามาเบื้องหน้า เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ท่านคือเล้งอิก?"
เล้งอิกผงกศีรษะคราหนึ่ง เซียงกงจู้ยังคิดว่ากล่าวกระไร ทว่ายามนี้ปรากฏเสียงครวญครางระงม โป่งคึ่งซือเฮียม่วยที่ภายนอกกลิ้งเกลือกกายกับพื้น สีหน้าเจ็บปวดทรมานสาหัส
เซียงกงจู้ส่ายศีรษะอย่างระอา หันไปทางลู่เช่าจื้อ กล่าวว่า
"ม้าของพวกเขาที่ภายนอก ท่านให้ยารับประทานเถิด"

ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะหลายที สาวเท้าเข้าไปในห้องด้านใน ยามกลับออกมา ในมือเพิ่มขวดยาสีมรกตใบหนึ่ง
เล้งอิกหันมาทางเซียงกงจู้ ถามว่า
"ท่านคิดให้ยาแก่ม้าของพวกเขา? เป็นยาใด?"
เซียงกงจู้มิได้แลดูเล้งอิก อากัปกริยายังคล้ายเหนื่อยหน่ายอย่างยิ่ง ทอดอาลัยอย่างยิ่ง ราวกับผู้คนทั้งโลกล้วนสร้างความรำคาญใจแก่นาง
ลู่เช่าจื้อกลับชูขวดยาแก่เล้งอิก ยิ้มแย้มกล่าวว่า
"นี่มิใช่ยาพิษ หากเป็นยาเพิ่มพลัง"
เล้งอิกสงสัยใจอย่างยิ่ง ยังมิทันไถ่ถามเพิ่มเติม ลู่เช่าจื้อพลันกล่าวสืบไปว่า
"ม้าเหล่านั้นหลังรับประทานยา สามารถวิ่งตะบึงสามวันสามคืนมิรู้เหน็ดเหนื่อย"

เซียงกงจู้เดินผ่านรอยแตกบนผนังสู่เบื้องนอก ทอดสายตาแลดูโป่วคึ่งซือเฮียม่วย กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"พวกท่านอย่าได้คร่ำครวญมากไป สักครู่ก็จะได้ห้ออาชาชมทิวทัศน์ ชำระจิตใจขุ่นมัวให้ใสสะอาด"
ลู่เช่าจื้อที่ด้านในพลันสะกิดสะเกาเล้งอิก ลดเสียงลงกล่าวว่า
"ควันที่พวกเขาได้รับก็มิใช่ควันพิษ ทว่าเป็นควันปั่นป่วนแขนงหนึ่ง"
เล้งอิกทวนคำว่า
"ควันปั่นป่วน?"
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะสามครา กล่าวสืบไปว่า
"ปั่นป่วนท้อง ปั่นป่วนลำคอ ปั่นป่วนศีรษะ ปั่นป่วนหัวใจ บางครายังปั่นป่วนก้น"
เล้งอิกมีสีหน้าพิศวงสงสัย ยาประเภทนี้กลับมิเคยได้ยินมา
ลู่เช่าจื้อรีบกล่าวว่า
"พวกเขาปั่นป่วนเพียงสามวันสามคืน หลังจากนั้นกลับคืนสู่สภาพเดิม หามีอันตรายใดไม่"

กล่าวจบพลันถลันออกไปที่ด้านหน้า ป้อนยาในขวดน้อยแก่อาชาจนถ้วนทั่ว
เล้งอิกพลันสาวเท้ามาที่ด้านข้างเซียงกงจู้ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังคิดไต่ถามพวกเขา"
เซียงกงจู้เคลื่อนกายกลับเข้าด้านใน สีหน้าเย็นชากระด้าง น้ำเสียงยิ่งเย็นเยียบกว่า กล่าวว่า
"ต้อนรับอาคันตุกะคราหนึ่ง ผนังบ้านกลับทะลุเป็นรู ประตูก็แตกทำลายไป..."
เล้งอิกรู้สึกอึดอัดใจยิ่ง ได้แต่กล่าวว่า
"ขอโทษท่าน ที่แตกหักไปข้าพเจ้ายังคงชดใช้..."
เซียงกงจู้สะบัดหน้าหันไป แค่นเสียงกล่าวว่า
"หากเราทำร้ายภริยาท่านตกตาย ภายหลังหาสตรีที่มีลักษณะท่วงทีคลับคล้ายนางกลับคืน ท่านใช่พึงพอใจหรือไม่"

เล้งอิกได้แต่กล้ำกลืนฝืนคำ กับสตรีที่เย่อหยิ่งเย็นชา ท่าทีไม่เป็นมิตรเช่นนี้ เขากลับมิเคยพบพานมาก่อน
ยามนี้วางร่างจูเพ่งเอ็งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง จากนั้นสะกิดเท้าเข้าหาโป่วคึ่ง เห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าบิดเบี้ยวทรมาน ไม่ทราบสามารถตอบคำได้หรือไม่ ได้แต่เก็บความสงสัยใคร่รู้ไว้ ก้มกายลงตบค้นตามเสื้อผ้าเหล่าบุรุษ ทว่ากับสตรีที่นอนบิดกายอยู่ด้านข้าง กลับมิทราบสมควรทำเยี่ยงไร
ยามรีรออยู่พลันได้ยินเซียงกงจู้กล่าวแก่ลู่เช่าจื้อว่า
"ตั่วกอ ท่านรีบมาค้นดู สตรีเหล่านี้ใช่พกพาของประหลาดใดติดตัว"

ลู่เช่าจื้อก้มศีรษะงุดเข้ามา ใบหน้ามาตรว่าแดงฉาน มือไม้กลับว่องไวยิ่ง
เอี้ยเลี่ยงฮวงที่เจ็บปวดทรมานจนแทบตาย ยังสามารถเค้นเสียงเปล่งวาจาว่า
"เจ้ากล้าแตะต้องสัมผัสเรา..."
ลู่เช่าจื้อยังคงตบค้นโดยมิได้ตอบคำ เซียงกงจู้กลับเพ่งมองเล้งอิก นัยน์ตางามดั่งเนตรหงส์เปล่งประกายหยามหยัน เอื้อนเอ่ยว่า
"ท่านที่เป็นจึงจู้ค่ายสำนักใหญ่โต ยามกระทำการกลับมีข้อติดขัดมากมาย ฤามีศีลข้อห้ามหนักหนากว่าบรรพชิต"
เล้งอิกมิทราบสมควรโต้ตอบเยี่ยงไร เซียงกงจู้พลันเอ่ยต่อไปว่า
"คิดสอบปากคำ กลับเกรงใจศัตรูที่บาดเจ็บ คิดตบค้นตามตัว ยังกริ่งเกรงฝ่ายตรงข้ามเป็นสตรี เราพอคำนวณตามยังเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง"

ลู่เช่าจื้อยังคงตบค้นเอี้ยเลี่ยงฮวงไม่หยุดยั้ง ปากก็พึมพัมว่า
"หามีสิ่งใดไม่"
เอี้ยเลี่ยงฮวงกัดกรามพ่นคำสบถ เซียงกงจู้นิ่วหน้าใส่นาง กล่าวว่า
"ตั่วกอเราจิตใจบริสุทธิ์ดังน้ำค้างกลางหาว ต่อให้ท่านเปลื้องอาภรณ์ก้าวขึ้นเตียงเขา ยังคงมิมีเรื่องราวใด"
เอี้ยเลี่ยงฮวงขุ่นแค้นจนน้ำตาไหลหลั่งออกมา ดวงตาถลึงมองเซียงกงจู้อย่างอาฆาตมาดร้าย นางย่อมมิเคยคาดคิด สตรีที่ทั้งเย็นชายะโสทั้งสูงส่งพิลาส จะเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา

เซียงกงจู้หันมาทางเล้งอิก ถามว่า
"ท่านแน่ใจ พวกเขามาจากเก้าฮุ้นเก็ง?"
เล้งอิกผงกศีรษะ ตอบว่า
"จากเพลงกระบี่ของพวกเขา แสดงว่าเป็นคนของเก้าฮุ้นเก็ง"
เซียงกงจู้เชิดศีรษะขึ้น กล่าวว่า
"ท่านหาใช่เทพยดาจุติ ชื่อเสียงกระบี่เก้าฮุ้นเก็งที่เราเคยได้ยินมาก็มิใช่ชั่ว เหตุใดจึงมิอาจทำร้ายท่านแม้ขุมขน"
เล้งอิกไตร่ตรองพลางกล่าวว่า
"เพลงกระบี่เก้าฮุ้นเก็งมีจุดเด่นที่ความสุขุมเยือกเย็น กระบวนท่าตั้งรับถือเป็นหนึ่งไม่มีสอง พวกเขายามใช้ร่วมกันเก้ากระบี่ กลับคล้ายค่ายกลชุดหนึ่ง คู่ต่อสู้ย่อมยากฝ่าทะลวง..."
เซียงกงจู้พลันสอดแทรกว่า
"เพลงกระบี่ที่เป็นหนึ่งไม่มีสอง ยังไม่อาจสะกิดเลือดเนื้อท่าน?"

เล้งอิกกล่าวต่อไปว่า
"กระบวนท่าของพวกเขาเน้นการตั้งรับ จิตใจผู้ฝึกจึงต้องสงบนิ่งดุจหินผา อีกทั้งพึ่งหลักเมตตาธรรม เพียงหวังต้านทานฝ่ายตรงข้าม สยบพัวพันในวังวนกระบี่ มิได้คิดทำร้ายด้วยอกุศลจิต..."
เซียงกงจู้ร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง กล่าวว่า
"ท่านใช่คิดกล่าว พวกเขาใช้เพลงกระบี่ผิดแนวทางของตนเอง อานุภาพจึงถูกลดทอน"
เล้งอิกพยักหน้ากล่าวว่า
"พวกเขายามลงมือ ล้วนร้อนรุ่มคิดเอาชัยในพริบตา ปมเด่นที่เยือกเย็นอ่อนหยุ่นจึงด้อยลง"
เซียงกงจู้หมุนกายเดินมาทางโป่วคึ่งซือเฮียม่วย ทว่าดวงตายังจับจ้องมองเล้งอิก กล่าวว่า
"ค่ายสำนักเที่ยงธรรมที่มีเพลงกระบี่ล้ำเลิศ ไฉนลดกายลงเป็นผู้ลอบทำร้าย มิเพียงลืมเลือนศักดิ์ฐานะตน ยังรุ่มร้อนใช้หลักวิชาผิดแนวทาง มิทราบที่กระทำเช่นนี้มีความคับแค้นอันใด"

นางที่ถามตอบกับเล้งอิกยืดยาว ที่แท้มุ่งหวังกระตุ้นเตือนเขาให้ครุ่นคิด
เล้งอิกที่ยังงุนงงสงสัย ยามนี้ได้แต่เอ่ยถามโป่วคึ่งว่า
"ท่านไฉนกระทำเรื่องเช่นนี้"
โป่วคึ่งที่เจ็บปวดจนแทบมิอาจต้านทาน ร่างกายแม้บิดเร่าดิ้นรน ริมฝีปากยังคงปิดสนิทแน่น
เล้งอิกกลับมิทราบสมควรทำเยี่ยงไร เซียงกงจู้พลันถอนใจยืดยาว กล่าวว่า
"ท่านคิดใช้ทัณฑ์ทรมาน เค้นความจริงจากพวกเขา"
เล้งอิกรีบปฏิเสธทันควัน กับเรื่องเช่นนี้ตนย่อมมิเคยคิดกระทำ

เซียงกงจู้ถอนใจอีกครา เอื้อนเอ่ยว่า
"อย่างนั้นท่านคิดชุบเลี้ยงพวกเขาไว้ข้างกาย อาศัยคุณธรรมน้ำมิตรขัดเกลาจิตใจ หวังพวกเขาวันหนึ่งบอกเล่าความจริงออกมา"
เล้งอิกแลดูเซียงกงจู้อย่างอับจนถ้อยคำ ที่นางว่ากล่าว ตนย่อมมิอาจกระทำเช่นกัน ทว่ายามนี้ครุ่นคิดไตร่ตรอง กลับมิทราบ ตนสามารถเค้นวาจาโป่วคึ่งซือเฮียม่วยอย่างไร

เล้งอิกที่พอถือกำเนิดก็เป็นบุตรหลานสำนักใหญ่ กับเรื่องปลีกย่อยหลากหลายประการ ล้วนมีผู้คนคอยรับใช้กระทำแทน ยามเผชิญเรื่องราวคับขันพลันรู้สึกมืดแปดด้าน มิอาจตัดสินใจเด็ดขาดไป...
เซียงกงจู้ที่จับจ้องมองเขามิวางตาพลันเอ่ยว่า
"ท่านครุ่นคิดเป็นค่อนวันยังคงมิได้คำตอบอันใด เรายามอยู่ใกล้บุคคลเช่นท่าน รู้สึกอิดหนาระอาใจยิ่ง มิทราบคนที่ข้างกายท่านไฉนจึงมิกลั้นใจตายไป"
เล้งอิกภายนอกแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน คล้ายยอมรับคำประชดประชัน ภายในกลับพลุ่งพล่านใจสุดระงับ
... กับเรื่องราวในวันนี้ ครุ่นคิดเป็นค่อนวันยังมิได้คำตอบ กับเรื่องราวที่ครุ่นคิดเป็นสิบปีเล่า ...
... เขาที่ทั้งมิรู้จักไถ่ถามผู้อื่น ทั้งมิอาจให้คำตอบแก่ตนเอง ผ่านวันคืนเนิ่นนานยังมิอาจตัดสินใจ...
... เยี่ยงนี้ไยมิใช่ทั้งทำร้ายผู้อื่น ทั้งทำร้ายตนเอง?


อาชาปราดเปรียววิ่งตะบึงจากไป จากเสียงฝีเท้า ยังคล้ายคึกคักอักโขกว่าเมื่อขามา
บนอานม้าแต่ละตัวผูกมัดด้วยคนผู้หนึ่ง เป็นโป่วคึ่งซือเฮียม่วยทั้งหลายเอง...
เล้งอิกเมื่อไม่คิดลงทัณฑ์สอบปากคำ อีกทั้งไม่คิดชุบเลี้ยงผู้คนเหล่านี้ เซียงกงจู้ได้แต่ให้กอกอนางจัดการ 'ส่งอาคันตุกะ'
อาชาที่รับประทานยาเพิ่มพลัง สามารถห้อตะบึงสามวันสามคืนมิรู้เหน็ดเหนื่อย ยามหมดแรงหยุดยั้งลง ก็พอดีกับที่พิษในกายโป่วคึ่งและพวกสลายคลาย
... เพียงมิทราบ สามวันสามคืนนี้พวกมันห้อตะบึงถึงที่ใด พบพานเรื่องราวดีงามฤาภูติผีปิศาจใด ...

เล้งอิกจับจ้องมองจนลับตา จากนั้นจึงหันกายเข้าสู่ด้านใน เห็นลู่เช่าจื้อรวบรวมแผ่นไม้แตก ซ่อมแซมผนังบ้านโดยปราศจากทุกข์ร้อน
เล้งอิกความจริงคิดช่วยเหลือ ทว่าเหลือบเห็นจูเพ่งเอ็งที่กึ่งนั่งกึ่งนอนบนเก้าอี้ ต้องรีบตรงเข้าหา ยื่นมือออกจับดูชีพจร รู้สึกอ่อนล้ายิ่ง
เซียงกงจู้เยี่ยมกรายออกมาจากในครัว มือถือน้ำแกงชามหนึ่ง กระแทกวางลงบนโต๊ะที่มีฝุ่นขะมุกขะมอม กล่าวว่า
"ฝุ่นละอองนี้เป็นท่านชักนำมา หากพบเศษเสี้ยนในน้ำแกง อย่าได้โทษว่าผู้อื่น..."
เล้งอิกฝืนยิ้มนิดหนึ่ง เซียงกงจู้กล่าวต่อไปว่า
"นางที่รับบาดเจ็บภายใน รับประทานน้ำแกงสักหน่อยจะมีเรี่ยวแรงขึ้น จากนั้นท่านคิดการรักษาอย่างไรก็สุดแท้แต่"
เล้งอิกพึมพัมคำขอบคุณ เซียงกงจู้กลับมิใส่ใจรับฟัง สะบัดศีรษะหมุนกายไป สาวเท้าเข้าสู่ห้องของนาง ปิดประตูเสียงดังมิผิดจากเมื่อครู่

ลู่เช่าจื้อวางแผ่นไม้ในมือลง สะกิดเท้าเข้ามา กระซิบกระซาบว่า
"ท่านอย่าได้ถือสา นางหาใช่รังเกียจท่านไม่"
เล้งอิกได้แต่ร้องอืมเบาๆ มิทราบสมควรว่ากล่าวกระไร ลู่เช่าจื้อพลันเอ่ยสืบไปว่า
"กับผู้คนที่นางชิงชัง นางกระทั่งสายตายังมิเหลือบแล อย่าว่าแต่จะเจรจาว่ากล่าว"
เห็นเล้งอิกยังคงนิ่งงัน ลู่เช่าจื้อพลันยกมือขึ้นป้องปาก ลดเสียงเบาลงกล่าวว่า
"ยังมี ... ผู้ที่นางเฝ้าคะนึงหา ถึงกับรอคอยทุกยามโง่ว ความจริงเป็นสหายสนิทของท่าน..."
เล้งอิกงุนงงวูบ ทวนคำว่า
"สหายสนิทของข้าพเจ้า?"
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะถี่ๆ น้ำเสียงยามนี้แผ่วเบาราวปีกแมลงหวี่ เอ่ยคำว่า
"มิผิด เป็นเต็งลั่ง..."


แสงอาทิตย์สุดท้ายอำลาโลกอย่างอ้อยอิ่ง ม่านสนธยาพลันโรยตัวลง ...
ลู่เช่าจื้อจัดที่นอนให้แก่เล้งอิกมุมหนึ่ง ผ้าปูที่นอนหมอนมุ้งล้วนใหม่เอี่ยมสะอาดตา พื้นห้องยังปัดกวาดเช็ดถูเป็นเงาวับ
เล้งอิกดวงหน้าซูบซีด ทั้งอ่อนล้าทั้งวุ่นวายใจ เขาเมื่อยามบ่ายถ่ายทอดลมปราณรักษาจูเพ่งเอ็งที่บอบช้ำ ร่างกายสูญเสียพลังกว่าครึ่ง ยามนี้พลันครุ่นคิดใคร่ครวญเรื่องราวที่เกิด เนิ่นนานยังไม่อาจจับต้นชนปลาย รู้สึกสับสนใจยิ่ง

ลู่เช่าจื้อที่นั่งลูบคลำไม้แกะสลักอยู่บนเตียง พลันพลิกกายคราหนึ่ง กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านนอนไม่หลับ?"
เล้งอิกส่งเสียงอืมคราหนึ่ง ลู่เช่าจื้อผุดลุกขึ้นโดยเร็ว สาวเท้าเดินมาที่เขา กล่าวว่า
"ท่านกริ่งเกรงเภทภัยอันตราย?"
เล้งอิกสั่นศีรษะเป็นคำตอบ ลู่เช่าจื้อถามไถ่อีกว่า
"ท่านห่วงใยกังวลจูโกวเนี้ยที่บาดเจ็บนั้น? บอกต่อท่าน นางพำนักร่วมห้องกับม่วยม่วยเรา รับรองปราศจากเภทภัยใด"
เล้งอิกพลันฝืนยิ้มขึ้น เรื่องนี้ตนย่อมรู้สึกวางใจ กับสติปัญญาและความสามารถยิ่งใหญ่ของกงจู้เทียนไล้กังนางหนึ่ง เขาย่อมไม่มีข้อสงสัย

ลู่เช่าจื้อพลันทรุดนั่งลงกับพื้น นัยน์ตาเหม่อมองเพดาน ริมฝีปากประดับด้วยรอยยิ้มราวทารกผู้หนึ่ง เอื้อนเอ่ยว่า
"วันนี้เกิดเรื่องราวไม่คาดฝันมากหลาย ทว่าข้าพเจ้ากลับปลาบปลื้มยินดียิ่ง"
เล้งอิกย่อมงุนงงสงสัย ขณะขยับจะถามไถ่ ลู่เช่าจื้อพลันเอ่ยต่อไปว่า
"พวกเราพำนักอยู่ที่นี้เจ็ดปี ม่วยม่วยข้าพเจ้าแต่ละวันว่ากล่าวน้อยยิ่ง วันนี้พานพบท่านโดยบังเอิญ นางกลับว่ากล่าวหลายคำ นับรวมวันเดียวยังมากกว่าปีที่แล้วทั้งปี"
เล้งอิกพลันฉุกคิดเรื่องสำคัญ เมื่อกลางวันลู่เช่าจื้อเอ่ยพาดพิงถึงเต็งลั่ง ตนที่เผชิญเรื่องราวประเดประดัง กลับมิได้ไถ่ถามอันใด
ลู่เช่าจื้อกล่าวสืบไปว่า
"นางที่ดีอกดีใจเป็นพิเศษ เนื่องเพราะท่านเป็นสหายของเต็งลั่ง"
เล้งอิกพลันเอ่ยถามว่า
"เต็งลั่งเคยมาที่นี้?"
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะกล่าวว่า
"เจ็ดปีที่แล้วเขาเดินทางสู่เทียนไล้กัง พบพานม่วยม่วยข้าพเจ้า หลังจากนั้นกลับพลัดพรากจากกัน ม่วยม่วยข้าพเจ้าที่หม่นหมองใจ มิยินยอมรับตำแหน่งกงจู้สืบต่อ กลับหมกกายอยู่ ณ สถานที่นี้ เพียงหวังเต็งลั่งวันหนึ่งหวนคืนมา"

เล้งอิกรู้สึกประหลาดใจยิ่ง เต็งลั่งเมื่อสิบปีก่อนหุนหันจากไป เรื่องราวในช่วงเวลาที่มิได้พบเจอ ทั้งเขาและเต็งลั่งล้วนมิทราบ อีกฝ่ายกระทำเรื่องราวอันใด
... หนึ่งเดียวที่เขาทราบ เต็งลั่งสิบปีมิได้พบพานเม่งไอ่ซี เขาที่อยู่เคหสถานเดียวกับนาง สิบปีก็มิได้พานพบนางเช่นกัน ...
... ความข้อนี้เต็งลั่งสามารถทราบหรือไม่...
... เม่งไอ่ซีระหว่างนี้ร่วมเดินทางกับเต็งลั่ง ใช่มีเรื่องราวมากหลายพร่ำเจรจาต่อกันหรือไม่ ...

มิทันคำนึงสืบต่อ ได้ยินเสียงลู่เช่าจื้อเอ่ยถามว่า
"ท่านระหว่างนี้พบพานเต็งลั่ง?"
เล้งอิกผงกศีรษะ ลู่เช่าจื้อถามต่ออีกว่า
"เขาสบาย?"
เล้งอิกได้แต่พยักหน้าอีกครา ลู่เช่าจื้อแย้มยิ้มคราหนึ่ง เอ่ยถามสืบไปว่า
"พวกท่านที่เป็นสหายสนิท เขาใช่เอ่ยถึงม่วยม่วยข้าพเจ้าต่อท่านหรือไม่"
เล้งอิกส่ายหน้ากล่าวว่า
"พวกเราเมื่อพบกันเกิดเรื่องมากหลาย มิทันได้เจรจา..."

เอ่ยถึงตอนนี้พลันได้ยินสุ้มเสียงจากภายนอก ที่แท้ประตูห้องถัดไปถูกเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่ง
... ย่อมเป็นฝีเท้าเซียงกงจู้ ...
ได้ยินเสียงนางเดินวนเวียนอยู่ที่โต๊ะ เสียงกุกกักจากการจุดตะเกียง สักครู่จึงเป็นเสียงลากเก้าอี้ ตามด้วยเสียงทอดถอนใจเนิ่นนาน
เล้งอิกพลันรับฟังจนสามารถคาดเดาสีหน้านาง เซียงกงจู้ที่เปลือกนอกคล้ายยะเยียบเย็นชา ภายในกลับอ่อนไหววูบวาบราวแสงจากเปลวเทียน เยี่ยงนี้ไยมิใช่เป็นเช่นเดียวกับมารดาเขา...
... ฤากงจู้แห่งเทียนไล้กังล้วนมีบุคลิกลักษณะเช่นนี้หมดสิ้น ...

ลู่เช่าจื้อย่อมได้ยินสรรพสำเนียงที่ว่าเช่นกัน ใบหน้าที่เมื่อครู่เบิกบานยิ้มแย้มพลันสลายคลาย หันกายเดินไปที่เตียงอย่างเงียบงัน
เล้งอิกเอนกายลงบนที่นอน ขณะคิดข่มตาพักผ่อน พลันได้ยินเซียงกงจู้ที่ด้านนอกร้องอุทานขึ้น

เล้งอิกขยับกายวูบ เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงห้องด้านนอก เห็นเซียงกงจู้ยืนจับโต๊ะไว้มั่น ดวงตาสุกใสเย็นชาราวดวงดาวในหมอกน้ำค้างยามนี้มีแววประหวั่นพรั่นพรึง เล้งอิกแลตามสายตานาง เห็นที่กลางโต๊ะมีวัตถุชิ้นเล็ก ลักษณะเป็นรูปกลมแบนวางอยู่
ลู่เช่าจื้อที่ติดตามอยู่ด้านหลังพลันกระโดดขึ้นมา ระล่ำระลักกล่าวว่า
"เป็นเรื่องราวใด"
ยามนี้พลันเพ่งมองไปที่วัตถุชิ้นนั้น นัยน์ตาพลันเบิกค้างขึ้น สุ้มเสียงยังแหบหายไปในลำคอ
เล้งอิกแลไปทางเซียงกงจู้ ถามไถ่ว่า
"นี่เป็นวัตถุใด"

เซียงกงจู้มิได้ตอบคำถามเขา กลับย้อนถามว่า
"เมื่อครู่มีผู้คนปรากฏขึ้นที่นอกหน้าต่าง หนำซ้ำซัดขว้างของนี้เข้ามา พวกท่านใช่ได้ยินหรือไม่"
เล้งอิกงงงันวูบ ลู่เช่าจื้อรีบตอบว่า
"เราที่ด้านในหาได้ยินสุ้มเสียงใดไม่"
ยามนี้หันมาทางเล้งอิกเป็นเชิงถามไถ่ เซียงกงจู้ก็จับจ้องมองเขาแน่นิ่ง ถามว่า
"ท่านก็มิได้พบเห็นร่องรอยผู้มา?"
เล้งอิกสั่นศีรษะคราหนึ่ง ในใจพลันรู้สึกสับสนวุ่นวาย หากมีผู้มาปรากฏกายที่ภายนอก อีกทั้งซัดขว้างของเข้ามาโดยที่ตนมิได้ล่วงรู้ นี่นับว่าโสตประสาทบกพร่องยิ่ง

ขณะจะขยับกายออกสู่ด้านนอกเพื่อค้นหา เซียงกงจู้พลันเอ่ยว่า
"คิดค้นหาตอนนี้น่ากลัวสายไป ท่านที่อ่อนล้าทั้งวี่วัน โสตประสาทมิได้เป็นเช่นปกติ อย่าได้คิดโทษตนเอง"
นางกลับสามารถทราบความในใจเล้งอิก อีกทั้งน้ำเสียงก็มิได้เย็นชาเดียดฉันท์เช่นเมื่อกลางวัน ถึงกับเจือความอบอุ่นอาทร เล้งอิกความจริงสมควรปลาบปลื้มประโลม ทว่าตนที่มีนิสัยไม่ปล่อยวาง กลับยิ่งตำหนิตนเองมากขึ้น

เห็นลู่เช่าจื้อจับจ้องมองวัตถุนั้นอย่างหวาดหวั่น เล้งอิกต้องไถ่ถามอีกคราว่า
"นี่เป็นของสิ่งใด"
เซียงกงจู้สบสายตากอกอนางคราหนึ่ง สักครู่จึงทอดเสียงกล่าวว่า
"นี่มิใช่ของประหลาดใด เพียงเกี่ยวพันเรื่องราวในตำนานพวกเราเรื่องหนึ่ง"
เล้งอิกหยิบวัตถุชิ้นนั้นขึ้นมาพิจารณา เห็นเป็นดินปั้นสีเทาลักษณะกลมแบน ด้านหนึ่งราบเรียบว่างเปล่า อีกด้านมีอักขระสามตัวขีดเขียนไว้ กลับเป็นภาษาที่ตนมิเคยรู้จักพบเห็น

เซียงกงจู้ยามนี้เรียกสติและความเยือกเย็นกลับคืนมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบนุ่มนวลว่า
"พวกเราที่เทียนไล้กัง เมื่อเยาว์วัยล้วนเคยรับฟังนิทานเรื่องหนึ่ง..."
ลู่เช่าจื้อก้มหน้ากล่าวว่า
"เป็นเรื่องราวน่าสะพรึงกลัวยิ่ง"
เซียงกงจู้จุ๊ปากใส่กอกอนาง พลันเอ่ยต่อไปว่า
"เรื่องราวแม้น่าสะพรึงกลัว กลับคล้ายดั่งนิทานในหมู่ทารก ..."
เอ่ยถึงตอนนี้กลับสูดลมหายใจยาว คล้ายปลุกปลอบประโลมใจตนเองก็มิปาน

เล้งอิกแลดูวัตถุในมืออย่างพิศวงสงสัย ได้ยินเซียงกงจู้กล่าวสืบไปว่า
"ตำนานเรื่องนี้กล่าวถึงอมนุษย์สามตน มัจฉา ไกรสร และรากษส ..."
เล้งอิกพลันเอ่ยถามว่า
"ของสิ่งนี้เกี่ยวพันกับอมนุษย์ทั้งสามนั้น?"
เซียงกงจู้ผงกศีรษะช้าๆ เอื้อนเอ่ยว่า
"ของสิ่งนี้เรียกว่าม่อเก็ก (ใบบอกอสูร) ตัวหนังสือที่ท่านเห็น เป็นภาษาเก่าแก่ของดินแดนในแถบเทียนไล้กัง แกะสลักเป็นนามของอมนุษย์ทั้งสาม ในตำนานเล่าว่า ผู้ที่พบเห็นม่อเก็ก ล้วนมีชะตาถึงฆาต ..."

เล้งอิกไถ่ถามว่า
"เคยมีผู้ใดพบเห็นม่อเก็กนี้มาก่อน"
เซียงกงจู้สั่นศีรษะคราหนึ่ง ตอบคำว่า
"นับแต่ข้าพเจ้าเติบโตมา เพียงได้ยินคำกล่าวถึงม่อเก็กในนิทาน หาเคยพบเห็นในความเป็นจริงไม่"
เล้งอิกพลันเอ่ยว่า
"หรือเป็นผู้ใดล้อเล่น"
เซียงกงจู้มีสีหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า
"กับเรื่องราวอัปมงคลเช่นนี้ ย่อมมิมีผู้ใดกล้าล้อเล่น"

นางพลันหันศีรษะไปทางหน้าต่างที่เปิดค้างอยู่ นัยน์ตามีประกายกังวล กล่าวช้าๆ ราวท่องบทสวดมนตร์ว่า
"... ม่อเก็กเมื่อมาเยือน กวักเรียกวิญญาณผู้ถึงฆาต ...
... มัจฉาฉีกกระชากท่านเป็นสามส่วน ส่วนหนึ่งฉุดดึงสู่ใต้บาดาล
... ไกรสรที่กระหายเลือด มุ่งเข่นขย้ำศีรษะ ...
... รากษสที่มาสุดท้าย เพียงหวังหัวใจชุ่มโชกโลหิต ..."