|
แสงแดดยามเช้าอบอุ่นนุ่มนวล ม่านหมอกน้ำค้างค่อยจางห่างหาย ...
จูเพ่งเอ็งถอนกายขึ้นจากเตียง ย่างเท้าเชื่องช้าไปที่หน้าต่าง ร่างแบบบางยังคลุมไว้ด้วยผ้าห่มขาว ดวงหน้าอ่อนเยาว์กลับคล้ายขาวซีดกว่า
ดวงหน้าขาวซีด ริมฝีปากกลับเป็นสีแดงระเรื่อ ยามต้องแสงอรุณยิ่งสดใสราวกลีบบุปผา
สองวันมานี้นางพำนักร่วมกับเซียงกงจู้ รับประทานสมุนไพรบำบัดอาการบอบช้ำ เพียงชั่วค่ำคืนแรกก็ทุเลาโขอยู่
เซียงกงจู้ที่คล้ายยะโสเย็นชา กลับเข้าครัวหุงข้าวต้มแกง จัดเตรียมอาภรณ์ที่หลับนอนแก่นาง กระทั่งน้ำล้างหน้ายังจัดวางแก่นางทุกเช้า ความนี้ย่อมเป็นที่ตื้นตันแก่ผู้คน
... จูเพ่งเอ็งยามรำลึกถึง ยังคิดตอบแทนถึงที่สุด...
ยามนี้ได้ยินเสียงกุกกักจากในครัว ไม่ทราบเป็นเซียงกงจู้หรือกอกอนางตระเตรียมติดไฟหุงต้ม
จูเพ่งเอ็งวางผ้าห่มลงบนเตียง ยื่นมือบิดผ้าผืนน้อยในอ่างน้ำ เช็ดถูดวงหน้าอย่างแช่มช้า
... นางที่เป็นธิดาสุดท้องของจูฉั่งไค่ เจ้านิกายง้วยตอก่า ย่อมเป็นที่รักถนอมอย่างยิ่ง มิว่าสิ่งใดล้วนมีผู้ช่วยเหลือจัดการ ยามนี้กลับต้องกระทำเรื่องราวด้วยตนเอง ดังนั้นลงมือเชื่องช้ายิ่ง มิเพียงเช็ดถูหน้าแช่มช้า กระทั่งสวมใส่เสื้อผ้า หวีสางผมเผ้า ทุกอิริยาบถล้วนประนีตแช่มช้า ...
... รอจนนางแต่งกายเรียบร้อย ยามเช้าก็กลายเป็นยามสายแล้ว ...
ตอนที่นางตระเตรียมออกจากห้อง พอดีได้ยินเล้งอิกกล่าวแก่เซียงกงจู้ว่า
"ข้าพเจ้าวันนี้ยังคงออกเดินทาง"
จูเพ่งเอ็งความจริงตระเตรียมออกมาด้านนอก ยามนี้พลันชะงักเท้าไว้ ได้ยินเสียงเซียงกงจู้เดินเข้าออกครัวอยู่ครู่หนึ่ง คาดว่านางทยอยยกกับข้าวออกมาจัดวางบนโต๊ะ
เล้งอิกกล่าวอีกว่า
"จูโกวเนี้ยยามนี้อาการทุเลา ข้าพเจ้าคิดส่งข่าวไปที่ง้วยตอก่า ให้พวกเขาจัดคนมารับนาง..."
ได้ยินเซียงกงจู้ร้องอ้อคำหนึ่ง มิได้ว่ากล่าวกระไรสืบไป เล้งอิกพลันเอ่ยขึ้นอีกว่า
"รบกวนพวกท่านหลายวัน ข้าพเจ้ามิทราบสมควรตอบแทนเยี่ยงไร"
เซียงกงจู้ถอนใจยืดยาว กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"เล้งจึงจู้รบกวนพวกเราหลายวัน ยามนี้คิดจากไป ยังทิ้งภาระไว้เบื้องหลัง ตอบแทนเยี่ยงไรล้วนมิคุ้มค่า"
จูเพ่งเอ็งที่อยู่ด้านหลังประตูรับฟังจนรู้สึกขมฝาด 'ภาระเบื้องหลัง' ที่เซียงกงจู้ว่ากล่าว มิใช่นางยังจะหมายถึงผู้ใด
ยามนี้พลันผลักประตูออกมา ถามว่า
"เล้งจึงจู้หากคิดไป อนุญาตข้าพเจ้าร่วมทางหรือไม่"
เล้งอิกชะงักวูบหนึ่ง เซียงกงจู้กลับมีสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน หันมากล่าวแก่จูเพ่งเอ็งว่า
"เสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่เมื่อวันมา เมื่อวานซักล้างเรียบร้อย สามารถนำติดตัวไป"
เล้งอิกแลดูเซียงกงจู้อย่างอับจนปัญญา มิทราบสมควรว่ากล่าวกระไร หากเขามิอนุญาตจูเพ่งเอ็งร่วมทาง นางยังคงถากถางเขาทิ้งภาระ ทว่าหากรอคอยสืบต่อหลายวัน จวบจนจูเพ่งเอ็งมีผู้มารับไป เรื่องราวในหนหลังมิได้สะสาง สถานการณ์ทางฮวงจึงยิ่งน่าเป็นห่วง
ลู่เช่าจื้อพอดีเปิดประตูเข้ามา ก้มหน้าแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า
"หลังรับประทานยังคงรีบไป อาชาของพวกเราอิ่มหนำทั้งหญ้าน้ำ คิดใคร่ควบตะบึงอย่างยิ่ง"
เล้งอิกและจูเพ่งเอ็งงงงันวูบ จูเพ่งเอ็งทวนคำว่า
"อาชาของพวกเรา ..."
ลู่เช่าจื้อผงกศีรษะไม่หยุดยั้ง กล่าวว่า
"ใช่ ใช่ อาชาของเล้งจึงจู้ อาชาของท่าน อาชาของม่วยม่วยเรา ยังมีอาชาของเรา ..."
เล้งอิกถามอย่างงุนงงว่า
"พวกท่านคิดเดินทางไปยังที่ใด"
ลู่เช่าจื้อเบิกตาโต กล่าวว่า
"พวกเราย่อมเดินทางไปยังเทียนไล้กัง"
เล้งอิกสั่นศีรษะอย่างประหลาดใจ เซียงกงจู้พลันกระแทกชามลงบนโต๊ะ กล่าวว่า
"พวกท่านยังไม่รีบมารับประทาน ออกเดินทางสายป่านนี้ กอกอเราพอพบพานแสงแดดจะรู้สึกปวดศีรษะ"
จูเพ่งเอ็งยังคล้ายงุนงงกว่าเล้งอิก ยามนี้หันไปทางเซียงกงจู้ กล่าวว่า
"ท่านกับกอกอก็คิดไปเทียนไล้กัง"
เซียงกงจู้ปั้นสีหน้าเหนื่อยหน่าย คล้ายคร้านเอ่ยวาจาเต็มทน รอจนทุกผู้คนนั่งล้อมโต๊ะเรียบร้อย จึงปริปากกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้คิดไปเทียนไล้กังเยี่ยมเยียนมารดา เราที่เป็นกงจู้นางหนึ่ง ก็คิดไปเยี่ยมเยียนบ้านเก่าสักครา เรื่องนี้มิมีใดน่าประหลาด"
ลู่เช่าจื้อแย้มยิ้มให้จูเพ่งเอ็ง กล่าวว่า
"ม่วยม่วยเราคิดไปเยี่ยมเยียนบ้านเก่า เราย่อมติดตามไป"
เซียงกงจู้คีบกับข้าวใส่ชาม ชำเลืองแลเล้งอิกวูบหนึ่ง พลันหันมาทางจูเพ่งเอ็ง กล่าวว่า
"พวกเราในที่นี้ล้วนออกเดินทาง ท่านทั้งมิอาจรั้งอยู่ ทั้งมิอาจกลับคืนถิ่นฐานโดยลำพัง ได้แต่ร่วมทางกับพวกเราสักครา ...."
ลมร้อนวูบกระชากฝุ่นละอองจากผืนดิน เสียงฝีเท้าอาชาผิดแผกไม่เป็นกระบวน ...
อาชาของเล้งอิกทั้งใหญ่โตทั้งปราดเปรียว ที่ติดตามด้านหลังกลับเป็นม้าแกลบสามตัว มิเพียงแก่ชราตาฟาง ยังผอมแห้งอมโรค
... เล้งอิกได้แต่ลอบถอนใจ เขาความจริงควรคิดได้แต่แรก ในสถานที่เช่นอึ้งซัวตั่ง อย่าว่าแต่ม้าพ่วงพีตัวหนึ่ง กระทั่งแม่ไก่อวบอ้วนยังเสาะไม่พบ
... อาชาลำพองร่วมทางกับม้าแกลบ มิอาจเร่งรีบโลดตะบึง สถานการณ์เช่นนี้ผู้คนได้แต่ทำใจ ยามเหลือบแลไปทางเซียงกงจู้ เห็นนางมีท่าทีปลอดโปร่ง ทั้งไม่นำพากับฝีเท้าอาชา ทั้งไม่หวั่นไหวต่อฝุ่นเหลืองที่ตลบคลุ้ง ผิดกับจูเพ่งเอ็งที่ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ผิวพวงแก้มขาวจัดกลับกลายเป็นสีแดงเรื่อ มิทราบเป็นแดดแผดเผาหรือใจคนร้อนรุ่ม
เล้งอิกระลึกถึงเรื่องราวที่รับทราบจากนาง ง้วยตอก่าถูกบุกรุกก่อนหน้าฮวงจึงค่ำคืนหนึ่ง ผู้คนที่มิทันระมัดระวัง ยามเผชิญศัตรูจากมุมมืด บ้างล้มตายบ้างหนีหายพลัดพราก นางเองก็มิทราบ ก่อนตกอยู่ในเงื้อมมือผู้คนของเก้าฮุ้นเก็ง เป็นผู้ใดคร่ากุมออกมา กระทั่งดรรชนีเทพเขียวที่แทบทำอันตรายนางถึงชีวิต ก็มิทราบเป็นผู้ใดลงมือ
เล้งอิกยามครุ่นคำนึง ในคอพลันรู้สึกเป็นรสชาติขมฝาด ในใจยิ่งปวดแปลบ ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นชั่วข้ามวัน มิเพียงทำร้ายชีวิตผู้คน ยังกัดกร่อนวิญญาณผู้ที่ยังมีลมหายใจ ตนความจริงคิดสืบสาวเรื่องราวโดยเร็ว มิคาดยามนี้กลับอยู่ในภาวะกลืนมิเข้าคายไม่ออก ทั้งมิอาจเร่งรีบเดินทางแต่ผู้เดียว ทว่าหากให้รั้งรอชมนกไม้ ร่วมขบวนกับเซียงกงจู้ที่ไม่ทุกข์ร้อน ยิ่งรู้สึกอึดอัดลำบากใจ
ยามเลือกเฟ้นถ้อยคำมาอ้างเอ่ย พลันได้ยินจูเพ่งเอ็งพึมพัมว่า
"มิทราบพื้นที่แถบนี้มีลำธารบ้างหรือไม่ ข้าพเจ้ารู้สึกร้อนอย่างยิ่ง"
เซียงกงจู้กล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบว่า
"ท่านหากกระหาย ยังคงดื่มน้ำที่พวกเรานำมา"
จูเพ่งเอ็งยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก กล่าวว่า
"หากน้ำหมดเล่า"
เซียงกงจู้ปรายตาไปยังลู่เช่าจื้อที่รั้งท้าย ตอบคำว่า
"หากน้ำที่นำมาหมดลง กอกอเราสามารถไปตักหามา"
จูเพ่งเอ็งยังคงไม่ยินยอมพร้อมใจ เร่งม้าเข้ามาใกล้เซียงกงจู้ กล่าวว่า
"หากมีลำธารอยู่มิไกลนัก พวกเรายังคงไปตักน้ำเอง มิต้องรบกวนกอกอท่าน"
เซียงกงจู้มิสนใจฟังคำนาง ตบเท้าที่สีข้างม้า กระตุ้นเร่งจนเทียบทันเล้งอิกที่ด้านหน้า ดวงตาจับจ้องไปยังที่ไกล มิทราบครุ่นคิดเรื่องราวใด
เล้งอิกพลันเอ่ยขึ้นว่า
"หากมีลำธารอยู่ในบริเวณใกล้เคียง พวกเราสามารถเดินทางผ่านที่นั้น"
เซียงกงจู้ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเรามิสามารถเดินทางผ่านลำธาร"
เล้งอิกถามอย่างสงสัยว่า
"เพราะเหตุใด"
เซียงกงจู้จ้องมองเขาด้วยสีหน้าเฉื่อยชา ตอบคำว่า
"เนื่องเพราะข้าพเจ้ามิปรารถนา"
จูเพ่งเอ็งพลันกระตุ้นม้าของนางขึ้นมา ในใจรู้สึกขัดเคืองอย่างยิ่ง ทว่าเซียงกงจู้มีบุญคุณช่วยเหลือนาง ย่อมมิอาจว่ากล่าวรุนแรงไป ยามนี้ทอดเสียงลงกล่าวว่า
"พวกเราเดินทางร่วมกัน เซียงกงจู้ท่านยังคงรับฟังผู้อื่นบ้าง"
เซียงกงจู้กระทั่งสายตาก็มิเหลือบแลนาง กล่าวอย่างไม่นำพาว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้มักกระทำตามใจตนเองเสมอมา ท่านยามนี้เดินทางร่วมกับข้าพเจ้า ยังคงพยายามทำใจเถิด ..."
จูเพ่งเอ็งแลดูเล้งอิกอย่างอับจนปัญญา คิดให้เขาช่วยว่ากล่าวอีกแรง ...
เล้งอิกยามนี้ลำบากใจยิ่ง ได้แต่เอ่ยปากว่า
"หากกงจู้ท่านมิคิดเดินทางผ่านลำธาร ยังคงล่วงหน้าไปก่อน ข้าพเจ้ากับจูโกวเนี้ย..."
กล่าวยังมิทันจบคำ เซียงกงจู้พลันยกนิ้วเรียวงามขึ้นจรดริมฝีปาก ดวงตาหงส์ที่เพ่งมองเล้งอิกมีประกายพิสดาร กล่าวว่า
"ท่านกับจูโกวเนี้ยมิอาจปลีกตัวไป"
จูเพ่งเอ็งรีบถามว่า
"เพราะเหตุใด"
เซียงกงจู้แลดูนางกับเล้งอิกสลับกัน พลางกล่าวว่า
"เนื่องเพราะพวกท่านล้วนติดค้างบุญคุณข้าพเจ้า ยามนี้ได้แต่ชดใช้มา"
จูเพ่งเอ็งงุนงงวูบ ถามไถ่อีกว่า
"ชดใช้อย่างไร"
เซียงกงจู้พลันแย้มยิ้มขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า
"ชดใช้ด้วยการเชื่อฟังวาจา มิว่าเรื่องราวใด หากข้าพเจ้ามิอนุญาต ห้ามพวกท่านกระทำโดยพลการ ..."
นางยามเรียกผู้คนนั่งโต๊ะรับประทานข้าว น้ำเสียงทั้งขาดความเป็นมิตร ทั้งกระแทกแดกดัน ยามนี้เจรจาทวงบุญคุณ น้ำเสียงกลับอ่อนโยนชวนฟัง ท่านยามพบพานบุคคลเช่นนี้ ศีรษะย่อมรู้สึกปั่นป่วนอย่างยิ่ง
... หากท่านติดค้างบุญคุณนางครั้งหนึ่ง นั่นย่อมมิต้องกล่าวแล้ว ...
ลู่เช่าจื้อที่รั้งท้ายอยู่เนิ่นนานพลันส่งเสียงขึ้น
"นั่นเป็นสิ่งใด"
ทุกผู้คนพลันหันไปตามสายตาเขา เห็นบนพื้นดินแห้งผาก ปรากฎดินดำหยุ่นก้อนหนึ่ง มิเพียงยืดหดราวสิ่งมีชีวิต หนำซ้ำยังสั่นไหวไปมา
เซียงกงจู้พลันร้องออกมาว่า
"ตั่วกออย่าได้เข้าใกล้"
ลู่เช่าจื้อรั้งม้าแกลบโดยพลัน แลบลิ้นเลียริมฝีปากที่แตกแห้ง กล่าวว่า
"ใช่เป็นสิ่งของอันตราย?"
เล้งอิกเหลือบแลไปทางเซียงกงจู้ คิดไถ่ถามของบนพื้นเป็นสิ่งใด พลันได้ยินนางส่งเสียงตวาดก้อง ที่แท้จูเพ่งเอ็งกลับเร่งม้าเข้าไปใกล้ของนั้น
... ในเสียงตวาดห้าม จูเพ่งเอ็งพลันกระโดดลงจากอาชา ก้มหน้าลงพิจารณาดินดำที่เคลื่อนไหวไปมา ร้องว่า
"นี่คล้ายเป็นโคลนก้อนหนึ่ง"
เซียงกงจู้พลิ้วกายลงจากหลังม้า อากัปกริยากลับรวดเร็วยิ่ง เล้งอิกมาตรว่ายังมิทราบ ที่แท้เป็นเรื่องราวใด ยังคงขยับกายติดตามนาง
ได้ยินเสียงคล้ายผู้คนโยนหินใหญ่ลงในน้ำ ดินดำที่สั่นไหวนั้นพลันแตกกระจายออก เศษโคลนกระเซ็นไปทั่วทิศทาง จูเพ่งเอ็งที่อยู่ใกล้สุดกระเถิบกายหนีมาด้านหลัง ยามประหวั่นลนลานกลับปะทะเข้ากับเซียงกงจู้ ชนจนนางหงายหลังล้มลง
ในความสับสนอลหม่าน ได้ยินเสียงหวีดหวิวแหลมเล็กดังขึ้น ท่ามกลางเศษดินโคลนกระจัดกระจาย พลันปรากฏสัตว์ตัวเรียวยาวพุ่งออกมา เกล็ดหยาบใหญ่สีดำมะเมื่อมเป็นเงาวับใต้แสงอาทิตย์ อ้าปากแหลมเล็กส่งเสียงเสียดแทงโสตประสาท
จูเพ่งเอ็งกดทับร่างเซียงกงจู้ไว้ ปากร้องว่า
"เป็นอสรพิษ"
นางพอร่ำร้อง อสรพิษสีดำนั้นพลันลอยละลิ่วขึ้นสู่เบื้องสูง เห็นที่กลางหลังมีครีบบางใส ที่ด้านท้ายยังมีหางคล้ายมัจฉา นัยน์ตาสองข้างเป็นจุดสีแดงราวทับทิม ปากแหลมเล็กกลับยืดออกคล้ายงวงช้าง ...
ชั่วขณะที่ทุกผู้คนจับตาแลดูอย่างงุนงง อสรพิษนั้นพลันหันเปลี่ยนทิศทาง ทิ้งตัวลง พุ่งเข้าใส่จูเพ่งเอ็งด้วยความเร็วราวสายฟ้า
จูเพ่งเอ็งขยับกายโดยฉับพลัน นางมาตรว่าร่างกายยังไม่สมบูรณ์พร้อม วิชาที่ฝึกจากง้วยตอก่ากลับมิใช่ชั่ว ยามนี้พุ่งร่างเฉียงๆ ไปทางด้านข้าง ยื่นมือคว้าจับแขนเสื้อเซียงกงจู้ ฉุดดึงนางไปทางเดียวกัน
... อสรพิษนั้นพลันเปลี่ยนสภาวะกลางอากาศ พลิกตัวพุ่งส่วนหัวเข้าใส่เซียงกงจู้ ได้ยินเสียงหวีดแหลมเล็ก ปากที่คล้ายงวงช้างมุ่งเป้าหมายมาที่ดวงตานาง
เซียงกงจู้วาดมือขึ้นคล้ายคิดปัดป้อง จูเพ่งเอ็งที่ด้านข้างพลันรวบคว้าข้อมือนาง ได้ยินเสียงดังเพียะ ที่แท้มิเพียงมิอาจฉุดดึง หนำซ้ำยังทำแขนเสื้อนางขาดไป
เล้งอิกพลันพุ่งกายเข้ามาราวพายุหอบหนึ่ง ยื่นมือออกคิดคว้าจับช่วงลำคออสรพิษนั้น พลันได้ยินเซียงกงจู้ร้องตะโกนว่า
"อย่าได้ใช้มือสัมผัส"
เล้งอิกพลิกกายกลางคัน ชั่วพริบตาพลันชักกระบี่ออก เห็นประกายสีเงินพุ่งควับเควี้ยว ปรากฏเป็นรังสีจู่โจมเข้าใส่อย่างเร่งร้อน
ได้ยินเสียงดังเชียะ ส่วนหางอสรพิษสะบัดเหวี่ยงขึ้นกลางอากาศ ที่แท้ถูกคมกระบี่ตัดขาดไป!
มิคาด ส่วนหางถูกตัดขาด ส่วนหัวกลับละลิ่วออกด้านข้าง ยังมุ่งจู่โจมไปที่เซียงกงจู้
เล้งอิกสะกิดเท้าอีกครา ร่างพุ่งไปที่เซียงกงจู้ ยื่นมือปัดนางออกไปอีกทาง กระบี่ในมือสะบัดควับลง ถึงกับตัดหัวอสรพิษขาดออก ยามสะบัดมืออีกครา คมกระบี่ผ่าหัวที่ขาดนั้นเป็นสองเสี่ยง โลหิตแดงฉานสาดกระจายขึ้นทั่วฟ้า
เซียงกงจู้ที่นอนคว่ำบนพื้นดินพลันกลิ้งตัวไปอีกทาง เงยศีรษะขึ้นสูง ร่ำร้องว่า
"ระวังอย่าให้โลหิตกระทบถูกผู้ใด"
เล้งอิกสะบัดแขนเสื้อโดยแรง เกิดเป็นสภาวะลมหอบหนึ่ง ปะทะใส่พิรุณโลหิตที่พร่างพราย ตกลงสู่พื้นดินในฉับพลัน
ลู่เช่าจื้อที่นั่งยองๆ อยู่ใต้ท้องม้ารีบคืบคลานออกมา แลบลิ้นอย่างตื่นตระหนก กล่าวว่า
"นี่เป็นของเล่นร้ายกาจยิ่ง"
จูเพ่งเอ็งเพ่งพินิจดูเลือดเนื้อที่ตกกระจายบนพื้น ยกมือขึ้นทาบอกอย่างพรั่นพรึง หันไปทางลู่เช่าจื้อ กล่าวว่า
"นี่หาใช่ของเล่นไม่ หากเป็นอสรพิษที่ร้ายกาจยิ่ง"
เซียงกงจู้ยันกายขึ้นจากพื้น มาตรว่าอาภรณ์และผมเผ้าเกลือกฝุ่นมอมแมม ท่วงทียังคงสงบนิ่ง คล้ายมิได้มีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ปาน
ยามนี้หันมาทางจูเพ่งเอ็ง กล่าวว่า
"นี่หาใช่อสรพิษ ทว่าเป็นมัจฉาตัวหนึ่ง"
จูเพ่งเอ็งทวนคำมัจฉาอย่างสงสัยใจ เล้งอิกพลันปราดเข้ามา ไถ่ถามว่า
"สถานที่นี้ไฉนพลันมีมัจฉาปรากฏขึ้น"
เซียงกงจู้มิตอบคำเขา เพียงกล่าวพึมพัมกับตนเองว่า
"มัจฉาที่ร้ายกาจ พวกเราวันนี้หลีกเลี่ยงลำธาร ยังสามารถติดตามมา ..."
เล้งอิกพยายามสบสายตานาง ถามไถ่อีกว่า
"มัจฉาไฉนคิดทำร้ายพวกเรา"
เซียงกงจู้ก็สบสายตาเขา กล่าวว่า
"เนื่องเพราะพวกเราได้รับม่อเก็กใบหนึ่ง"
กล่าวพลางเดินเข้าใกล้ร่างมัจฉาที่ฉีกขาด ส่วนหัวยังคล้ายถลึงตาจ้องมองผู้คน โลหิตแดงฉานยามแห้งกรังกลับแปรเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ ดูไปชวนสยดสยองยิ่ง มิว่าผู้ใดก็มิอาจเข้าใจ มัจฉาที่ยาวเพียงสามเชียะ ไฉนมีโลหิตมากมายปานนี้
เล้งอิกเดินเข้ามาสมทบ ถามขึ้นอีกว่า
"นี่เป็นมัจฉาตัวหนึ่ง?"
เซียงกงจู้ผงกศีรษะ ตอบคำว่า
"เป็นกุญชรมัจฉาตัวหนึ่ง"
เล้งอิกงุนงงวูบ มิทราบกุญชรมัจฉาเป็นสัตว์เยี่ยงไร เซียงกงจู้พลันอธิบายว่า
"กุญชรมัจฉาเป็นสัตว์ในตำนานของเทียนไล้กัง ลำตัวเรียวยาวเช่นอสรพิษ มีหางและครีบเป็นปลา ส่วนปากกลับยื่นยาวราวงวงช้าง ปกติอาศัยในดินโคลนข้างลำธาร ..."
ลู่เช่าจื้อเดินเบี่ยงกายเข้ามา นัยน์ตายังมีแววหวาดหวั่นไม่น้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"สัตว์ชนิดนี้ดื่มโลหิตมนุษย์ หนำซ้ำยังรับประทานดวงตา"
จูเพ่งเอ็งพลันถามโพล่งว่า
"พวกท่านเคยพบเห็นสัตว์นี้มาก่อน"
ลู่เช่าจื้อสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเราย่อมมิเคยพบเห็น เพียงได้ยินที่ว่ากล่าวในตำนานสืบมา"
จูเพ่งเอ็งพึมพัมว่า
"สัตว์ในตำนาน ไฉนยามนี้พลันมาปรากฏตัว"
เซียงกงจู้สาวเท้ามาที่จูเพ่งเอ็ง ดวงตาเรียวงามมีประกายเจิดจ้า กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า
"ท่านเมื่อครู่ไฉนฉุดดึงเรา"
จูเพ่งเอ็งเบิกตาอย่างงุนงง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงคิดฉุดดึงท่าน มิให้สัตว์นั้นจู่โจมทำร้าย"
เซียงกงจู้จับจ้องมองนางอย่างพิเคราะห์ ปากกล่าวว่า
"ยามสัตว์นั้นพุ่งกายใส่เรา ท่านยังมิได้คลายมือ"
จูเพ่งเอ็งร้อนรุ่มใจขึ้นมา กล่าวตะกุกตะกักว่า
"ข้าพเจ้าคิดช่วยเหลือทาน ทว่ายามตื่นตระหนก มิทราบสมควรทำเยี่ยงไร"
เซียงกงจู้เพ่งมองนางอยู่เนิ่นนาน สักครู่จึงกล่าวว่า
"ภายหน้ามิว่าเกิดเรื่องราวใด ห้ามท่านสัมผัสถูกเรา มิเช่นนั้นเราจะลงมือต่อท่าน"
จูเพ่งเอ็งเม้มปากแนบแน่น ดวงหน้าซีดเผือดลง เล้งอิกพลันคิดเวทนานาง ทั้งรู้สึกเซียงกงจู้เจรจาเกินเลยไป ดังนั้นเอ่ยขึ้นว่า
"จูโกวเนี้ยอ่อนด้อยประสบการณ์ ยามกะทันหันเพียงคิดปกป้องท่าน อย่าได้เข้าใจเป็นอื่น"
เซียงกงจู้แค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า
"ปกป้องผู้อื่นโดยไร้สติ รังแต่จะเสียการณ์ทั้งสิ้น ฤาท่านมิเคยได้ยิน ผู้มิรู้จักใช้สมองคิดกระทำการใด ล้วนชักนำผู้คนสู่อเวจี"
เล้งอิกอับจนถ้อยคำ ได้แต่เหลือบแลจูเพ่งเอ็งอย่างเห็นใจ เซียงกงจู้พลันสะบัดศีรษะไปทางหนึ่ง ว่ากล่าวโดยมิได้หันมามองทั้งสองว่า
"ขอเพียงนางจดจำถ้อยคำที่เรากล่าว เรากระทั่งชายเสื้อนางยังไม่กระทบถูก"
เล้งอิกสาวเท้าเดินมาอีกทาง ในใจครุ่นคิดขึ้น เซียงกงจู้มาตรว่ายะโสเย็นชา แต่ที่ว่ากล่าวก็มิใช่ไร้เหตุผล
... ภยันตรายกรายกล้ำโดยมิคาดฝัน มิเพียงต้องมีสติรอบคอบ หนำซ้ำต้องตัดสินใจโดยชาญฉลาด ...
... อย่าว่าแต่ เหตุการณ์ที่ปรากฏขึ้นเมื่อครู่ ตนมิอาจจับต้นชนปลาย ยามนึกคิดยิ่งคล้ายร่างกายวนเวียนล่องลอย มิทราบหาพื้นดินหยั่งเท้าที่ใด ...
สิ่งเดียวที่ตนเพิ่งตระหนัก เซียงกงจู้นำพากอกอนางติดตามมา ย่อมมิใช่เรื่องบังเอิญ ...
... ม่อเก็กที่ปรากฏในค่ำคืนนั้น มิทราบมีเป้าหมายที่ผู้ใด ...
เซียงกงจู้คิดใช้ตนเป็นเครื่องกำบัง หรือคิดกางปีกปกป้อง เล้งอิกครุ่นคิดไปมา กลับไม่สามารถหาข้อยุติได้ ...
... มัจฉาฉุดดึงท่านสู่ใต้บาดาล ...
ยังมีไกรสรที่กระหายเลือด รากษสที่มุ่งหวังหัวใจชุ่มโลหิต ...
... กับเรื่องราวประหลาดพิสดารเช่นนี้ เล้งอิกพลันรู้สึกคล้ายตนเองถูกโยนเข้าสู่ความมืดมนไม่มีที่สิ้นสุด
... มิทราบ ทางออกที่แท้อยู่ตำแหน่งแห่งใด ...
|