ค่ำคืนนั้นเล้งอิกและเซียงกงจู้พำนักที่เถี่ยวปั้งอำ (อารามไม้กระโดด) ...
เมืองชายแดนในฝุ่นเหลืองพลันมาปรากฏอารามหลังหนึ่ง ความจริงประหลาดพิสดารมากแล้ว
... อย่าว่าแต่อารามนี้ยังเรียกว่าเถี่ยวปั้ง (ไม้กระโดด)

จูเพ่งเอ็งตอนแรกยกมือปิดปากคิดหัวร่อ ลู่เช่าจื้อที่ก้มหน้าก้มตากลับเงยศีรษะขึ้น กล่าวเบาๆ ว่า
"ท่านอย่าได้คิดขบขัน ผู้ใฝ่ธรรมหากขาดเถี่ยวปั้งแผ่นหนึ่ง ไหนเลยสามารถบรรลุมรรคผล"
จูเพ่งเอ็งขมวดคิ้วกล่าวว่า
"เถี่ยวปั้งพาลมาเกี่ยวข้องอันใดกับมรรคผล"
ลู่เช่าจื้อโน้มศีรษะมาใกล้นาง กระซิบกระซาบว่า
"ท่านยามขึ้นจากเรือ ต้องรีบพาดเถี่ยวปั้งที่ริมฝั่ง มิเช่นนั้นจะตกน้ำหนาวสั่น"
จูเพ่งเอ็งยังคงนิ่วหน้า ลู่เช่าจื้อรีบกล่าวต่อว่า
"ก้าวขึ้นฝั่งเปรียบเป็นบรรลุมรรคผล อารามผู้ทรงศีลเรียกว่าเถี่ยวปั้ง ไยมิใช่สมเหตุสมผลยิ่ง"

เสียงระฆังในอารามเพิ่งจางหาย ประตูอารามที่เป็นไม้เก่าผุพังพลันเปิดแง้มออก
ลู่เช่าจื้อสงบปากโดยพลัน เซียงกงจู้ก้าวเท้าออกเป็นคนแรก รุดถึงหน้าอารามนั้น เล้งอิกก็ขยับกายติดตามนาง
ที่ด้านหลังประตูพลันมีเสียงคนผู้หนึ่งดังขึ้น
"ลู่เซี่ยวนั้ม (เด็กหญิงน้อยแซ่ลู่) มาถึงแล้วใช่หรือไม่"
เซียงกงจู้กลับแย้มยิ้มออกมา กล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลยิ่งว่า
"ข้าพเจ้ามาถึงแล้ว"

จูเพ่งเอ็งที่ด้านหลังรับฟังจนฉงนสนเท่ห์ นางมาตรว่ามิเคยทราบ เซียงกงจู้ที่แท้มีชื่อเสียงเรียงนามเช่นไร ทว่าย่อมมิได้คาดคิด สตรีที่ทั้งยะโสเย็นชา ทั้งงดงามพิลาส หนำซ้ำยังมีศักดิ์ศรีเป็นกงจู้แห่งเทียนไล้กัง กลับมีนามเรียกหาพื้นๆ เช่นเด็กหญิงชนบทนางหนึ่ง
... ยามครุ่นคิดเห็นเล้งอิกสาวเท้าติดตาม ต้องรีบชะโงกหน้าแลดู เห็นหลังประตูมีต้นเก็งขึ้นเรียงราย สตรีนางหนึ่งสวมอาภรณ์สีครามกระโปรงขาว ยืนหันหลังให้กับประตู ในวงแขนถือตะกร้าที่สานด้วยกิ่งเก็งใบหนึ่ง ...

เซียงกงจู้ก้าวเดินเข้าไปอย่างแช่มช้อย เอ่ยปากเรียกหาว่า
"เจี๋ยงโกวโกว (อาหญิงไม้เท้า)"
จูเพ่งเอ็งที่อยู่รั้งท้ายยังคงได้ยินคำเรียกหานี้ อดมิได้ต้องปิดปากกลั้นหัวร่ออีกครา
สตรีที่ถือตะกร้าพลันหันศีรษะมา เห็นนางเป็นสตรีวัยกลางคน เค้าหน้าธรรมดา ทว่ามีนัยน์ตาหงส์ดุจดั่งเซียงกงจู้คู่หนึ่ง ...
นางพอหันมาก็จับจ้องจูเพ่งเอ็งแน่นิ่ง ประกายตาตวัดคล้ายแส้ควับเควี้ยว...
... จูเพ่งเอ็งสะดุ้งเฮือกราวถูกแส้ฟาดโบย มิคาดสตรีที่สวมอาภรณ์เยี่ยงนักพรต กลับมีประกายตาเจิดจ้าเช่นนี้ ยามตื่นตระหนกได้แต่ซุกซ่อนที่เบื้องหลังเล้งอิก
... ลู่เช่าจื้อพลันสะอึกกายเข้ามา กระซิบที่ข้างหูนางว่า
"นางเป็นโกวโกวของเรา เรียกว่าพู้เจี๋ยง (ไม้เท้าพระโพธิสัตว์) นางความจริงใจดียิ่ง ท่านอย่าได้ตื่นกลัวไป"

เล้งอิกรอคอยเซียงกงจู้เอ่ยปากแนะนำ ทว่านางกลับมิได้กระทำ ยามนี้ได้แต่ก้าวออกมาข้างหน้า ประสานมือคารวะคราหนึ่ง มิทราบสมควรเรียกหานางเยี่ยงไร ยามอึดอัดใจกลับได้ยินสตรีนางนั้นกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้หากไม่ถือสา ยังคงเรียกหาเราเป็นเจี๋ยงอี๊ (น้าหญิงไม้เท้า) เถิด เพ็กกงจู้มารดาท่านถือเราเป็นม่วยม่วยนางหนึ่ง"
เล้งอิกงุนงงวูบ ถามว่า
"ท่านคบหากับมารดาข้าพเจ้า"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงนั้นผงกศีรษะคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เรากาลก่อนก็เคยอยู่ที่เทียนไล้กัง"

เล้งอิกมิทันสอบถามสืบไป เซียงกงจู้พลันสอดแทรกขึ้นว่า
"เจี๋ยงโกวโกว ท่านมิได้อยู่ผู้เดียว?"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงแย้มยิ้มแลดูนาง ถามว่า
"เจ้าทราบได้อย่างไรว่าที่นี้มิได้มีเราผู้เดียว"
เซียงกงจู้เกาะกุมแขนนางอย่างสนิทสนม กล่าวว่า
"เมื่อครู่พอได้ยินเสียงระฆังจากด้านใน ประตูอารามก็เปิดออก อาศัยท่านเพียงผู้เดียว ย่อมมิอาจกระทำสองสิ่งในเวลาใกล้เคียงกัน"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงก็จับมือนางแกว่งไกวอย่างเอ็นดู กล่าวว่า
"เราเมื่อหลายวันก่อนออกไปที่นอกเขตแดน พบพานดรุณีน้อยนางหนึ่ง ถูกชะตาอย่างยิ่ง จึงชักชวนนางมาพำนักที่นี้"

เซียงกงจู้ถามไถ่ว่า
"ดรุณีน้อยนั้นเป็นเชื้อสายผู้คนนอกเขตแดน"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงสั่นศีรษะน้อยๆ กล่าวว่า
"นางเป็นผู้คนชาวเรา ทว่าสวมใส่อาภรณ์เช่นชาวโม้ง ปีนี้เพิ่งอายุสิบห้า ยังคงซุกซนเช่นกระต่ายตัวหนึ่ง ...."
เอ่ยถึงตอนนี้พลันปรายสายตาไปยังจูเพ่งเอ็ง คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ กล่าวว่า
"... นางมาตรว่าซุกซน ทว่ามีกริยามารยาทงดงาม มิยิ้มหัวใส่ชื่อแซ่ผู้อื่น"
จูเพ่งเอ็งได้แต่เสแสร้งแลดูดอกเก็งสีม่วง ในใจแม้นระคุฉุนเฉียว ดวงหน้ายังคงปั้นเป็นไม่รู้ความ ได้ยินนักพรตหญิงพู้เจี๋ยงนั้นกล่าวสืบไปว่า
"พวกเรากำเนิดในบ้านป่าชานเมือง มิใช่ในหอห้องแขวนม่านจุดโคม ย่อมมิอาจเรียกหาตนเองเป็นมุกพร่างหยกแดง"

จูเพ่งเอ็งเม้มริมฝีปากแนบแน่น ความนี้ย่อมกระทบนางอย่างมิต้องสงสัย นางแซ่จูที่หมายถึงแดงสดใส นามเพ่งเอ็งยังหมายถึงงามแวววาวประดุจหยก ทว่าในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมมิอาจร่ำร้องทวงถาม ได้แต่เสแสร้งเป็นไม่รู้ไม่ชี้
เซียงกงจู้พลันเอ่ยขึ้นว่า
"พวกเราเดินทางตลอดวัน อาชาที่นำมาก็เหนื่อยอ่อน ยังคงรีบไปพักผ่อนที่ด้านใน"
กล่าวจบคำชักชวนกันเดินเข้าสู่อารามด้านหลัง เล้งอิกเห็นลู่เช่าจื้อกุลีกุจอจูงม้าทั้งสี่ ต้องรีบยื่นมือช่วยเหลืออีกแรง ลู่เช่าจื้อกลับเงยศีรษะขึ้นกล่าวว่า
"ที่ด้านในมีเรื่องสนทนา ท่านยังคงติดตามพวกนาง"
เล้งอิกยิ้มอย่างปรานีแก่เขา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าดูแลม้ากินหญ้าดื่มน้ำก่อนค่อยไป"
ลู่เช่าจื้อที่มักเหนียมอายกลับยกนิ้วขึ้น ท่าทีกลับคล้ายผู้ชราสั่งสอนเด็กซุกซน กล่าวว่า
"ที่ด้านในหามีบุรุษเฝ้าพิทักษ์ไม่ หากพวกนางมีอันตราย ท่านได้แต่โทษตนเองแล้ว"


ปีกสนธยาโรยตัวปกคลุมฟากฟ้า ราวจิตรกรกรีดนิ้วตวัดพู่กันวาด เล้งอิกก่อนก้าวเข้าห้องด้านใน ยังคำนึงถึงเม่งไอ่ซีวูบหนึ่ง...
ที่ปรากฏในห้วงรำลึกมิเพียงเป็นดวงหน้านาง ยังเป็นมือเรียวงามของนาง มือที่จับพู่กันของนาง...

ยามนี้ได้แต่สลัดความคะนึงหาออกไป ก้าวเข้าสู่ห้องหับที่เซียงกงจู้เพิ่งจุดไฟขึ้น
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงยกกาน้ำชาร้อนกรุ่นออกมา ใบชาอบผสมดอกมัก (มะลิ) ส่งกลิ่นหอมตลบชวนกระหาย
เซียงกงจู้เรียกจูเพ่งเอ็งเข้าไปที่ห้องด้านหลัง ใช้น้ำเย็นชำระใบหน้าและลำคอ จากนั้นเช็ดถูด้วยผ้าสะอาดผืนหนึ่ง
จูเพ่งเอ็งรู้สึกสบายขึ้นไม่น้อย ยามนี้อยู่สองต่อสองกับเซียงกงจู้ ได้แต่ถามสิ่งที่สงสัยออกมา
"โกวโกวท่านทราบการมาของพวกเราอยู่ก่อน?"
เซียงกงจู้ส่งเสียงอืมเบาๆ มิได้กล่าวกระไรสืบต่อ จูเพ่งเอ็งซักไซ้ต่อไปว่า
"พวกท่านใช้พิราบสื่อสาร?"
เซียงกงจู้แลดูจูเพ่งเอ็งเต็มตา มุมปากคล้ายมีรอยยิ้ม กล่าวว่า
"พิราบสื่อสารเป็นวิธีไม่น่าเชื่อถือยิ่ง พวกเรายามนี้เพียงมีพิราบทอดกรอบ หามีพิราบสื่อสารไม่"
จูเพ่งเอ็งย่นจมูกอย่างฉงนสนเท่ห์ ถามว่า
"หากไม่ใช้พิราบสื่อสาร หรือในดินแดนที่ห่างไกลผู้คนเช่นนี้ ยังมีวิธีอื่น?"

เซียงกงจู้รวบผมเผ้าที่เปียกน้ำขึ้นไป ในแสงสลัวที่เร้นเข้ามาตามรอยแตกของผนัง เห็นดวงหน้านางคล้ายดังเรืองแสงเรื่อราง นัยน์ตาหงส์ยังปกคลุมด้วยหมอกควันสายหนึ่ง จูเพ่งเอ็งมาตรว่าเป็นดรุณี ยังอดมิได้ต้องยอมรับ สตรีนางนี้มีความงามพิเศษพิสดารยิ่ง
เซียงกงจู้สะบัดนิ้วให้หยาดน้ำกระเซ็นออกไป ปากกล่าวว่า
"ในดินแดนห่างไกลผู้คน ความจริงคิดใช้วิธีใดสื่อสาร ย่อมมิมีความสำคัญ"
จูเพ่งเอ็งเอียงศีรษะกล่าวว่า
"ท่านคิดว่ากล่าวกระไร"
เซียงกงจู้กล่าวสืบไปว่า
"ข้าพเจ้าคิดว่ากล่าว กาลก่อนพวกเราไม่ว่าใช้พิราบก็ดี ใช้ม้าเร็วก็ดี ล้วนเป็นวิธีที่พอใช้ได้"
จูเพ่งเอ็งถามอีกว่า
"แล้วบัดนี้เล่า หรือพวกท่านมิอาจใช้พิราบ มิอาจใช้ม้าเร็ว"

เซียงกงจู้กลับมีสีหน้าเมินเฉยเช่นเดิม กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"บัดนี้ดินแดนของพวกเรากลับมีพยัคฆ์มังกรซ่อน พิราบม้าเร็วย่อมไม่ปลอดภัยเพียงพอ"
จูเพ่งเอ็งกระซิบกระซาบว่า
"พยัคฆ์มังกรซ่อน ท่านใช่หมายถึงผู้ที่ส่งกุญชรมัจฉานั้นมาทำร้ายพวกเรา"
เซียงกงจู้ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเราเพียงเดินทางร่วมกันด้วยความจำเป็น ผู้ที่ส่งกุญชรมัจฉานั้นคิดทำร้ายผู้ใด ความจริงยังไม่กระจ่างแท้"
จูเพ่งเอ็งระบายลมหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน กล่าวว่า
"อาจบางที คนผู้นั้นเพียงคิดทำร้ายข้าพเจ้า"

เซียงกงจู้หมุนกายกลับมา เลียนท่าทีระบายลมจากปากเช่นจูเพ่งเอ็ง กล่าวว่า
"หากเป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าผู้นี้ย่อมโล่งใจอย่างยิ่ง"
จูเพ่งเอ็งเบิกตากลมกว้าง เซียงกงจู้กล่าวสืบไปว่า
"ขอเพียงผู้นั้นมิคิดทำร้ายข้าพเจ้าและตั่วกอ เยี่ยงนี้ย่อมน่าสบายใจอย่างยิ่ง"
จูเพ่งเอ็งว่ากล่าวอย่างขัดเคืองว่า
"มาตรว่าคนผู้นั้นคิดทำร้ายข้าพเจ้า ท่านก็ไม่อึดอัดขัดข้อง"
เซียงกงจู้แย้มยิ้มพลางสั่นศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมไม่อึดอัดขัดข้อง"
จูเพ่งเอ็งกล่าวอย่างรวดเร็วว่า
"หากคนผู้นั้นคิดทำร้ายเล้งจึงจู้เล่า ท่านก็ไม่อึดอัดขัดข้อง?"

เซียงกงจู้ทอดถอนใจอีกครา กล่าวว่า
"หากคนผู้นั้นคิดทำร้ายเล้งจึงจู้ ข้าพเจ้าย่อมอึดอัดขัดข้องอย่างยิ่ง หนำซ้ำยังทุรนทุรายมิอาจหลับนอน"
จูเพ่งเอ็งมองดูเซียงกงจู้ด้วยแววตาประหลาด ถามว่า
"หรือท่านคิดเป็นเทพธิดาปกปักรักษาเขา"
เซียงกงจู้กลับมีสีหน้าเฉยเมย กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าความจริงย่อมไม่คิดปกปักรักษาเขา เสียดายที่จำเป็นต้องกระทำ"
จูเพ่งเอ็งถามว่า
"เพราะเหตุใด"

เซียงกงจู้พลันหรุบตาลง น้ำเสียงที่ทอดอ่อนคล้ายเศร้าสร้อยคล้ายเหน็ดเหนื่อย มิทราบอยู่ในห้วงความรู้สึกใด
"ข้าพเจ้าที่ต้องปกป้องเล้งจึงจู้ เนื่องเพราะเขาเป็นสหายของเต็งลั่ง"
จูเพ่งเอ็งย่อมเคยได้ยินนามเต็งลั่งมา ยามนี้ถามว่า
"หรือท่านเกี่ยวข้องอันใดกับเต็งลั่ง"
เซียงกงจู้พยักหน้าน้อยๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้หมั้นหมายแก่เต็งลั่ง"
จูเพ่งเอ็งเบิกตากลมโตอีกครา ถามอย่างรวดเร็วว่า
"เต็งลั่งกับท่านมีพันธะหมั้นหมายกัน?"
เซียงกงจู้พลันสั่นศีรษะหลายครา กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงผูกพันหมั้นหมายต่อเขา เขาหาได้หมั้นหมายต่อข้าพเจ้าไม่ เรื่องราวที่เขากระทำ ล้วนมิต้องคำนึงถึงข้าพเจ้า ทว่าเรื่องราวที่ข้าพเจ้ากระทำ กลับต้องนึกถึงเขาเป็นอันดับแรก ..."
จูเพ่งเอ็งพลันโพล่งออกมาว่า
"เยี่ยงนี้ท่านไยมิใช่เสียเปรียบอย่างยิ่ง"

เซียงกงจู้แลดูจูเพ่งเอ็งด้วยสายตาที่มีแววสมเพชเห็นใจ สักครู่หนึ่งจึงกล่าวว่า
"ท่านผู้นี้ยังเยาว์วัยนัก ..."
จูเพ่งเอ็งร่ำร้องว่า
"ข้าพเจ้ามิได้เยาว์วัยปานนั้น อย่างน้อยฝีมือก็มิได้เยาว์วัยดังที่ท่านคิด"
เซียงกงจู้ยิ้มนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"คนผู้หนึ่งหากเข้าใจว่า ผู้ให้ความรักเพียงแสวงหาความรักตอบแทน เปรียบเช่นเด็กน้อยจ่ายเบี้ยซื้อขนมหวาน หนึ่งเบี้ยแลกขนมหนึ่งก้อน เยี่ยงนี้มิเพียงเยาว์วัย ยังคลับคล้ายวิหคในกรงแคบเล็ก มิอาจเห็นแสงตะวันกระจ่างที่ภายนอก"

จูเพ่งเอ็งที่ขุ่นข้องใจพลันกระแทกเสียงกล่าวว่า
"ท่านที่สามารถแลเห็นแสงตะวันกระจ่าง ไยมิรีบสวมชุดครามสวดมนตร์ภาวนา ชาตินี้ยังมีหวังบรรลุมรรคผล"
เซียงกงจู้คล้ายมิคิดโต้ตอบสืบต่อ ตระเตรียมหันกายออกประตู ทว่าก่อนสาวเท้าออกไป ยังหันมากล่าวว่า
"ท่านมิคิดถาม พวกเราทั้งมิได้ใช้พิราบสื่อสาร ทั้งมิได้ใช้ม้าเร็ว โกวโกวข้าพเจ้าไฉนสามารถทราบ พวกเราทั้งหลายจะรุดมา"
จูเพ่งเอ็งกล้ำกลืนความหมองใจ กล่าวว่า
"ท่านก็บอกเล่าออกมาเถิด"

เซียงกงจู้พลันแย้มยิ้มออกมา ชี้มือไปบนผนังด้านขวา เห็นบนนั้นแขวนแผ่นไม้แกะสลักรูปพระโพธิสัตว์รูปหนึ่ง
จูเพ่งเอ็งมีสีหน้าประหลาดใจ มิทราบอีกฝ่ายคิดบอกใบ้อันใด พอดีเซียงกงจู้เอื้อนเอ่ยออกมาว่า
"ท่านรู้จักวิชาพู้ซิม (จิตพระโพธิสัตว์)"
จูเพ่งเอ็งสั่นศีรษะระรัว ถามว่า
"นั่นเป็นวิชาเยี่ยงไร"
เซียงกงจู้ยืดกายตั้งศีรษะตรง สีหน้าปั้นจนเคร่งขรึม ดังราวซือแป๋หนอนตำราก็มิปาน
"วิชานี้หากฝึกสำเร็จ สามารถถ่ายทอดกระแสความคิดท่านสู่บุคคลอื่น..."
จูเพ่งเอ็งคล้ายคิดหัวร่อออกมา กล่าวว่า
"วิชาเช่นนี้มีอยู่จริง? ข้าพเจ้ามิเคยทราบมาก่อน"
เซียงกงจู้ยังคงมีทีท่าสงบสำรวม กล่าวอย่างเนิบนาบแช่มช้าว่า
"ท่านมิเชื่อถือหาเป็นไรไม่ จะอย่างไรท่านก็มิอาจฝึกวิชานี้"
จูเพ่งเอ็งยังคงมีสีหน้าคลางแคลง กล่าวว่า
"ท่านคิดบอก ท่านกับนักพรตหญิงนั้นส่งข่าวแก่กันโดยวิธีนี้"

เซียงกงจู้คล้ายคิดกล่าวถ้อยคำอันใด ทว่าเปลี่ยนใจไม่เอื้อนเอ่ย ขณะจะหมุนกายออกจากห้องไป ลู่เช่าจื้อพลันโผล่ศีรษะเข้ามา กล่าวว่า
"พวกท่านยังไม่รีบออกมารับประทาน"
เซียงกงจู้รับคำพลางสาวเท้าออกไป จูเพ่งเอ็งรีบขยับมาที่ลู่เช่าจื้อ กระซิบกระซาบว่า
"ท่านรู้จักวิชาพู้ซิม"
ลู่เช่าจื้อเบิกตาโตอย่างลืมตัว สักครู่หนึ่งจึงยิงฟันหัวร่อ กล่าวว่า
"เป็นพู้ซิมอันใด ข้าพเจ้ามิเคยได้ยินมา สถานที่นี้มีเพียงพู้เจี๋ยงโกวโกวเรา หามีพู้ซิมไม่"
จบคำผลุนผลันออกไป จูเพ่งเอ็งมิอาจเรียกรั้งไว้ทัน ได้แต่เดินตามออกมาที่ด้านนอก

เห็นบนโต๊ะจัดวางชามข้าวหกใบ ตะเกียบหกคู่ กับข้าวมีเพียงผัดผักกาดขาวชามใหญ่วางอยู่ตรงกลาง
จูเพ่งเอ็งนั่งลงที่ด้านข้างเล้งอิก ลู่เช่าจื้อพลันลุกขึ้นอย่างเร่งร้อน เปลี่ยนมานั่งประชิดติดจูเพ่งเอ็งอีกด้าน
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงแย้มยิ้มกล่าวว่า
"เติบโตปานนี้ยังเล่นซุกซนราวทารก ที่นั่งนี้ความจริงจัดไว้ให้เซี่ยวเต็ก เจ้ากลับมาแย่งเก้าอี้นางไป"
เซียงกงจู้เอ่ยถามว่า
"ดรุณีน้อยที่พำนักอยู่กับท่าน เรียกว่าเซี่ยวเต็ก?"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงยังมิทันตอบคำ ลู่เช่าจื้อพลันโพล่งขึ้นว่า
"นางผัดผักกาดขาวชามใหญ่แก่พวกเรา น้ำมันกระเด็นมากมาย ยามนี้ไปล้างหน้าตาที่ด้านนอก"

ทั้งหมดรอคอยอยู่ครู่หนึ่ง สักครู่จึงได้ยินเสียงฝีเท้าเดินเข้ามา ย่อมเป็นดรุณีน้อยนามเซี่ยวเต็กนั้น
เซียงกงจู้หันศีรษะไปเป็นอันดับแรก พอเห็นถนัดชัดตาพลันร้องอุทานว่า
"ไฉนเป็นเช่นนี้"
เล้งอิกตอนแรกมิได้เหลียวไปมอง ยามนี้พลันหันไป เห็นดรุณีชุดดำนางหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ที่ประตู อาภรณ์ที่สวมใส่เป็นเช่นชนเผ่าโม้งนอกเขตแดน บนกางเกงขายาวสีดำยังสวมทับด้วยกระโปรงสั้นชั้นหนึ่ง รอบเอวผูกสายคาดสีสดใส ลำคอสวมห่วงเงินอันหนึ่ง ที่ข้อมือมีกำไลเงิน ส่งเสียงไพเราะยามกระทบกัน ที่ผิดแผกคือบนศีรษะมิได้โพกผ้าเช่นสตรีโม้ง ทว่าปล่อยเรือนผมดำขลับยาวมาถึงกลางหลัง

ที่ประหลาดย่อมมิใช่อาภรณ์นาง อีกทั้งมิใช่ผมเผ้าที่มิได้โพกของนาง
... ที่ชวนให้ผู้คนฉงนฉงายกลับเป็นใบหน้านาง ...
... ใบหน้าที่พอกทาด้วยโคลนสีดำ ดูราวหน้ากากใบหนึ่ง ...

นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงก็มีสีหน้าประหลาดใจยิ่ง ลุกขึ้นถามว่า
"เต็กน้อย ไฉนจึงถูทาโคลนบนใบหน้า"
ดรุณีนามเซี่ยวเต็กกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่ถูกน้ำมันกระเด็นใส่ ได้ยินว่าหากพอกถูด้วยโคลน จะช่วยให้ทุเลาได้"

จูเพ่งเอ็งแลดูเล้งอิก เล้งอิกกลับปรายตาไปยังเซียงกงจู้ เห็นนางนั่งนิ่งเฉย กลับมิได้ว่ากล่าวกระไรออกมา
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงพลันเอ่ยขึ้นมาว่า
"เจ้าก็รีบมานั่งเถิด รอช้ากับข้าวจะเย็นเสียรส"
ดรุณีนามเซี่ยวเต็กเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ที่เหลือ ประจวบเหมาะกับเป็นอีกด้านของเล้งอิก นางพอนั่งลงก็รีบคว้าชามข้าวก้มหน้ารับประทาน มิได้ส่งเสียงอันใดอีก
เซียงกงจู้ก็คว้าตะเกียบคีบผักเข้าปาก กล่าวว่า
"ผัดผักกาดที่อร่อยนัก"
ลู่เช่าจื้อก็กระทำตามม่วยม่วย คีบผักกาดหลายชิ้นเข้าปาก กล่าวว่า
"ผัดผักกาดอร่อยกว่าที่เราปรุงหลายเท่านัก"

นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงก็ลงมือรับประทาน เล้งอิกพลันหยิบตะเกียบขึ้น คล้ายคิดลงมือรับประทานอีกคน จูเพ่งเอ็งกลับเคาะตะเกียบลงที่โต๊ะ ร้องว่า
"พวกท่านเป็นอันใดกัน มิเห็นหรือว่านางกล่าวโป้ปด"
เซียงกงจู้ตวัดสายตาคมกริบใส่นาง กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้เสียมารยาทกล่าวหาผู้อื่น"
จูเพ่งเอ็งร่ำร้องว่า
"พวกเราวันนี้พบพานผู้คนลอบทำร้าย ดรุณีนางนี้กลับทำลับๆ ล่อๆ ปิดบังโฉมหน้า หรือพวกท่านมิเห็นประหลาด"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงพลันมีโทสะขึ้นมา ชี้หน้าจูเพ่งเอ็ง กล่าวว่า
"พวกเจ้าวันนี้พบพานเรื่องราวใด ล้วนมิมีส่วนเกี่ยวข้องกับนาง นางอยู่ที่นี้กับเราทั้งวัน อย่าได้กล่าวหาผู้คนโดยไร้หลักฐาน"

จูเพ่งเอ็งผุดลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพบพานเรื่องเลวร้าย มิอาจไม่สงสัย เซี่ยวเต็กโกวเนี้ยหากมิได้กระทำเรื่องใดจริง ยังคงล้างคราบโคลนบนใบหน้าออก อย่าให้เป็นที่หมางใจแก่กัน"
ลู่เช่าจื้อพลันลุกขึ้นยืนบ้าง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่อยู่ในครัว ได้เห็นใบหน้านาง รับประกันนางมิใช่กุญชรมัจฉา"
จูเพ่งเอ็งรีบสอบถามว่า
"นางมีรูปโฉมเช่นใด"
ลู่เช่าจื้อก็รีบตอบว่า
"นางย่อมมีรูปโฉมเป็นมนุษย์ หนำซ้ำยังงดงามน่ารักยิ่ง หากนางเติบโตเท่าท่าน น่ากลัวยังงดงามน่าดูกว่าท่าน"

จูเพ่งเอ็งฉุนเฉียววาจาเหลวไหลของลู่เช่าจื้อ ยามนี้ตบโต๊ะถอยห่างออกมา ทว่ายังมิทันว่ากล่าวกระไร ดรุณีนามเซี่ยวเต็กพลันผุดลุกขึ้น กล่าวอย่างตัดใจว่า
"ข้าพเจ้าความจริงคิดปิดบังโฉมหน้าดังที่โกวเนี้ยท่านว่ากล่าว ทว่าที่กระทำเช่นนี้ เนื่องเพราะเมื่อครู่รู้สึกหวาดกลัวเรื่องราวประการหนึ่ง"
นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงรีบถามว่า
"เจ้าหวาดกลัวเรื่องราวใด"
ดรุณีนามเซี่ยวเต็กพลันหันมาทางเล้งอิก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าหวาดกลัวพบพานเล้งจึงจู้"

เล้งอิกยามนี้ลุกขึ้นยืน มิทราบตนเองเกี่ยวข้องอันใด ดรุณีนามเซี่ยวเต็กพลันยกแขนเสื้อขึ้น เช็ดคราบโคลนที่ยังหมาดอยู่ออก เผยให้เห็นดวงหน้าขาวผ่อง เล้งอิกยามเขม้นมอง เห็นดวงตาสุกใสที่ยังมีแววไร้เดียงสาของดรุณีที่ไม่เต็มสาว รู้สึกคลับคล้ายคลับคลายิ่ง ทว่ามิทราบ ตนเคยพบเห็นนางจากที่ใดมา
ดรุณีนามเซี่ยวเต็กพลันประสานมือคารวะเล้งอิก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากาลก่อนเคยฝึกเพลงทวนกับเตี้ยงซิงแซ เล้งจึงจู้ใช่จดจำข้าพเจ้าออกหรือไม่"
เล้งอิกระลึกได้โดยพลัน ดรุณีน้อยที่ยืนตรงหน้ากลับเป็นบุตรีบ้านขายบุปผาที่สาบสูญทั้งครอบครัวในคืนเกิดเหตุที่ฮวงจึง
... ที่แท้นางคือลิ้มเต็กเฮียะเอง ...