ลิ้มเต็กเฮียะเมื่อครู่พอเห็นเล้งอิกก็อกสั่นขวัญแขวน ยามนี้รวบรวมความกล้าเปิดเผยตนเอง ถ้อยคำนับหมื่นนับพันจุกอยู่ที่ลำคอ ตระเตรียมถ่ายทอดออกมา
... ที่ยังอึกอักประดักประเดิด เนื่องเพราะมิทราบ สมควรเริ่มเรื่องราวตอนใด ...

นางที่ตลอดสิบห้าปีเป็นเซี่ยวม่วยม่วยบ้านขายบุปผา ผ่านพบเหตุการณ์สุดหยั่งคาด ชั่วค่ำคืนแปรเปลี่ยนเป็นเซี่ยวเก็งจู้ ภายหลังกลับถูกส่งตัวออกมา เร่ร่อนอยู่นอกด่านไร้จุดหมาย กระทั่งตัวเองยังรู้สึกคล้ายฝันไป
... เรื่องราวเช่นนี้หากถ่ายทอดบอกกล่าว ใช่มีผู้คนเชื่อถือหรือไม่ ...
... กับเรื่องราวที่ตนเองยังมิอาจเชื่อถือ ใช่สามารถทำให้ผู้อื่นเชื่อถือ?

นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงยังคงมองดูนางอย่างเมตตา เอ่ยถามว่า
"เจ้าพบพานเล้งจึงจู้ มีที่ใดต้องเกรงกลัว?"
ลิ้มเต็กเฮียะลอบถอนใจในอก ยามกวาดตารอบด้าน เห็นผู้คนจับจ้องมองนางอย่างพินิจพิเคราะห์ พลันคิดใคร่แปลงกายเป็นแมลงหวี่ โบยบินหลบเร้นไปเสีย
ความคิดเหลวไหลย่อมมิอาจกระทำ ดังนั้นนางตระเตรียมเล่าเรื่องราวทั้งสิ้น ...

มิทันกล่าวคำ ที่เบื้องนอกพลันมีเสียงสวบสาบดังมา ฟังคล้ายเสียงคลื่นลมกรรโชกซ้ำซาก
เล้งอิกและพวกปราดไปที่หน้าต่าง ลิ้มเต็กเฮียะก็สะกิดเท้าตามไป ทรุดกายลงที่ผนังด้านหนึ่ง แอบมองผ่านร่องระหว่างกระดานไม้ พอเห็นภาพเบื้องหน้าถนัดชัดตา อดร้องอุทานไม่ได้

ดรุณีเจ็ดสิบแปดสิบนาง สวมใส่อาภรณ์แพรหลากสี มวยผมบนศีรษะประดับไว้ด้วยปิ่นทอง บนปิ่นยังฝังทับทิมเม็ดหนึ่ง
... เสียงสวบสาบที่ได้ยิน ที่แท้คือเสียงชายเสื้อปะทะแรงลม ...
พวกนางเดินเหินแช่มช้อย มุ่งหน้าตรงมาที่อาราม ที่เดินนำหน้าสี่ห้านางถือตะเกียงแสงริบหรี่ ในความมืดยังแลเห็นประกายวิบวับของทับทิมที่ประดับบนศีรษะ ทว่ามิเพียงดูไม่คล้ายมุกมณี กลับเป็นดังนัยน์ตาสัตว์ร้ายก็ปาน
... ลิ้มเต็กเฮียะยกมือทาบอกอย่างเผลอไผล ... ดรุณีเจ็ดสิบแปดสิบนางที่แต่งกายงดงามปานนี้ กลับสร้างความรู้สึกตึงเครียดแก่ผู้คนนัก ...

ห่างจากอารามเพียงหกเจ็ดเชียะ ดรุณีที่อยู่ด้านหน้าพลันหยุดเท้าลง ที่อยู่ด้านหลังกลับขยายวงออก จับกลุ่มกันรายล้อมอารามไว้
เห็นพวกนางบ้างยืนหยัดแน่นิ่ง บ้างคุกเข่าลงกับพื้นดิน บ้างถึงกับเอนกายลงนอน ยึดถือพสุธากระด้างเป็นฟูกอ่อนนุ่ม
เล้งอิกและพวกแลสบตากัน ลู่เช่าจื้อเบิกนัยน์ตาโต คิดใคร่ไถ่ถามอันใด เซียงกงจู้พลันกระซิบข้างหูกอกอนางว่า
"หากพวกเราต้องออกไป ท่านอย่าได้กระทบถูกสตรีที่ด้านนอกนั้น"
ลู่เช่าจื้อขมวดคิ้ว กระซิบกระซาบกลับมาว่า
"เราหาใช่นกเค้าแมวตัวหนึ่ง ย่อมมิอาจโบยบินอยู่เหนือพวกนาง"
เซียงกงจู้ถลึงตาใส่กอกอ กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดว่า
"ท่านมิอาจโบยบิน อย่างนั้นยังคงตระเตรียมมุดดินเถิด"

จูเพ่งเอ็งกระเถิบเข้ามาใกล้เซียงกงจู้ เอ่ยถามว่า
"ท่านทราบผู้มาเป็นผู้ใด"
เซียงกงจู้ส่ายศีรษะ กล่าวว่า
"เราไม่ทราบ"
จูเพ่งเอ็งเพ่งมองเซียงกงจู้ ประกายตาราวนางเหยี่ยวค้นหาความนัย กล่าวว่า
"หากท่านมิทราบ ไฉนเรียกกอกอท่านมิให้กระทบถูกพวกนาง"
เซียงกงจู้ก็สบตาจูเพ่งเอ็ง ตอบว่า
"เนื่องเพราะเรารู้สึก สตรีที่ด้านนอกล้วนอันตรายยิ่ง"
มุมปากจูเพ่งเอ็งกลับมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น ถามอีกว่า
"ท่านเชื่อความรู้สึกตนเองเสมอมา"
เซียงกงจู้ตอบว่า
"เราเชื่อความรู้สึกตนเองเสมอมา"
จูเพ่งเอ็งคล้ายยิ้มคล้ายเยาะ ลดเสียงลงกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้กลับรู้สึก สตรีเจ็ดสิบสี่นางที่มาภายนอก หามีอันตรายอันใดไม่ เพียงข้าพเจ้าผู้เดียวก็สามารถจัดการหมดสิ้น"

เซียงกงจู้ชะงักนิดหนึ่ง คิดว่ากล่าวกระไรทว่ายั้งไว้ เล้งอิกที่เงียบงันอยู่นานพลันเอ่ยขึ้นว่า
"นี่เป็นค่ายกลชนิดหนึ่ง"
จูเพ่งเอ็งหันขวับมา ทวนคำอย่างสงสัยใจว่า
"ค่ายกล? ท่านเคยพบเห็นค่ายกลเช่นนี้มา"
เล้งอิกสั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า
"ค่ายกลเช่นนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยพบเห็นมา เพียงแต่พิจารณาจากตำแหน่งที่พวกนางนั่งยืน..."
จูเพ่งเอ็งร้องโพล่งขึ้นว่า
"ข้าพเจ้าจึงไม่เกรงกลัว ค่ายกลชนิดนี้ไม่นับเป็นอันใด พวกนางนั่งนอนสะเปะสะปะ ย่อมมิอาจเล่นลวดลาย ..."
เซียงกงจู้ยกนิ้วชี้ขึ้นเป็นเชิงปราม นัยน์ตาหงส์มีประกายกราดเกรี้ยว กล่าวว่า
"ท่านหากหุนหันพลันแล่น คิดทำกระไรให้เสียการณ์ อย่าได้ว่าเราไม่ไว้ไมตรี"
จูเพ่งเอ็งยังไม่ยินยอม แค่นเสียงกล่าวว่า
"อย่างนั้นพวกท่านคิดทำกระไร คิดรอคอยให้พวกนาง ..."

วาจามิทันจบคำ ที่เบื้องนอกพลันมีเสียงหวีดหวิวดังรับกันเป็นทอด ดรุณีอาภรณ์แพรสีฟ้าพลันขยับจากท่านั่ง หยิบฉวยของสิ่งหนึ่งในอกเสื้อ หยิบตะเกียงก้าวตรงมายังหน้าต่างที่พวกเล้งอิกยืนอยู่ พอหยุดลงก็เอื้อนเอ่ยว่า
"ข้าพเจ้ามีสิ่งของมากำนัลพวกท่าน"
น้ำเสียงนางราบเรียบ ปราศจากสำเนียงสูงต่ำ ในยามค่ำคืนย่อมชักชวนให้ผู้คนหนาวใจ
เล้งอิกและพวกพลันรู้สึกขมึงขึ้งเครียด ลู่เช่าจื้อกลับเป็นคนแรกที่เอ่ยปาก
"เป็นสิ่งของใด"
ดรุณีนางนั้นยื่นของออกมาตรงหน้า คล้ายกลัวพวกเล้งอิกเห็นไม่ถนัด ยังชูตะเกียงขึ้นสูง ให้แสงไฟจับต้องของสิ่งนั้น

เซียงกงจู้เพ่งสายตาแลดู เห็นเป็นตลับเงินใบหนึ่ง ต้องกล่าวว่า
"เราไม่รับของกำนัลจากผู้ที่ไม่รู้จักคบหา"
ดรุณีนางนั้นคล้ายไม่ได้ยินที่เซียงกงจู้ว่ากล่าว ย่อกายลงวางตะเกียงไว้บนพื้น ตนเองก็ทรุดกายลงนั่ง ในมือยังชูตลับเงินนั้นไว้ ใช้มืออีกข้างเปิดฝาตลับออก
เล้งอิกกันพวกเซียงกงจู้ไว้ที่ด้านหลัง กับเรื่องราวประหลาดพิสดารเช่นนี้ เขามาตรว่ารู้สึกตึงเครียด ยังคงกระหายใคร่ทราบไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้อื่น

ตลับเงินพอเปิดออก เห็นภายในบรรจุวัตถุทรงกลมที่ดูราวไข่มุกบิดเบี้ยว ฉาบชโลมไว้ด้วยของเหลวสีคล้ำ ลักษณะข้นเหนียว ยามลมพัดวูบได้กลิ่นคาวจัดฉุนเฉียว
จูเพ่งเอ็งรู้สึกคิดใคร่อาเจียนออกมา ร่ำร้องว่า
"นี่เป็นสิ่งใด"
ดรุณีนางนั้นมิสบสายตาผู้ใด เพียงเพ่งมองเปลวไฟในตะเกียง เอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบว่า
"นี่เป็นดวงตาข้างซ้ายของมัจฉา ฉาบทาด้วยโลหิตพวกเราเจ้ม่วยเจ็ดสิบสี่นาง เป็นโลหิตที่สูบจากหัวใจ..."
นางกล่าววาจาราวท่องจำ ดวงตาเลื่อนลอยไร้จุดหมาย ในมือยังชูตลับเงินที่ส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ในแสงวอมแวมจากตะเกียง เห็นโลหิตสีคล้ำเอ่อขึ้นจนหยดลงจากตลับ จำเพาะตกต้องอาภรณ์บริเวณหน้าตักนาง ที่ปะทะกับแรงลมยังกระเซ็นใส่ใบหน้านาง

ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนสยดสยองใจ ต้องผละออกห่างจากผนัง มือสองข้างสั่นระริก ยามสะกดกลั้นความรู้สึก ได้ยินนักพรตหญิงพู้เจี๋ยงกล่าวด้วยน้ำเสียงหวั่นไหวว่า
"... จักษุซ้ายมอบแก่ท่าน น้อมเตือนวันมรณะ
... จักษุขวาที่ตามมา
... กำนัลแก่ท่านยามสิ้นลม ..."
เล้งอิกมองนางอย่างงุนงง เซียงกงจู้ยื่นมือแตะหลังเขา กล่าวว่า
"นี่เป็นเรื่องราวในตำนานของพวกเรา มัจฉาก่อนเอาชีวิตท่าน จักมอบดวงตาซ้ายแก่ท่าน ยามที่ชีวาท่านปลิดปลง จึงส่งมอบดวงตาขวา"

เล้งอิกพลันรู้สึก เรื่องราวนี้คล้ายเหลวไหลอย่างยิ่ง ทว่าที่ประจักษ์อยู่แก่สายตา กลับเป็นความจริงฉากหนึ่ง
เซียงกงจู้กล่าวด้วยน้ำเสียงกระซิบว่า
"เรื่องราวในตำนาน วันนี้กลับปรากฏขึ้นจริง ย่อมมีผู้แสวงหาโอกาส ฉกฉวยเรื่องราวของพวกเรา"
เล้งอิกถามว่า
"ท่านพอทราบ ผู้ฉกฉวยนั้นเป็นผู้ใด"
เซียงกงจู้ส่ายศีรษะอย่างครุ่นคิด กล่าวว่า
"ที่ข้าพเจ้าทราบมีเพียง ผู้ฉกฉวยนั้นคิดทำร้ายท่าน อาจบางทียังคิดทำร้ายผู้คนของเรา ..."
จูเพ่งเอ็งรีบสอดแทรกขึ้นว่า
"ยังคิดทำร้ายข้าพเจ้า"
กล่าวจบหันไปทางลิ้มเต็กเฮียะ ประกายตาดุดันแวววาว แค่นเสียงกล่าวว่า
"มิว่าอย่างไร พวกเรามิอาจไว้วางใจนาง"

ลิ้มเต็กเฮียะมิทราบสมควรตอบโต้อย่างไร คนผู้หนึ่งหากตกลงไปในบ่อน้ำ ได้แต่ยอมรับว่าเปียก
ยามนี้พลันพยักหน้าอย่างจำยอม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านอย่าได้ไว้ใจข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็มิอาจวางใจผู้ใด กระทั่งตัวเอง ข้าพเจ้ายังมิกล้าวางใจ"
ลู่เช่าจื้อพลันหันไปทางนาง กล่าวอย่างปลอบโยนว่า
"เรากลับไว้วางใจโกวเนี้ยน้อยท่าน ผู้ที่ผัดผักกาดเลิศรสปานนั้น เราไม่วางใจได้อย่างไร"

เซียงกงจู้คิดเรียกกอกอนางอย่าได้พร่ำพรรณนามากความ ทว่ายามนั้นเกิดความรู้สึกประหลาดพิกล เห็นเล้งอิกจับจ้องไปยังที่หนึ่งนอกหน้าต่าง ต้องรีบเพ่งสายตาแลตามไป
... ทางทิศตะวันตกของอารามเป็นดงมักหนาทึบ ก่อนสนธยายังเห็นดอกมักขาวหรุบกลีบอำลา
ที่หน้าต้นมักยามนี้พลันปรากฏม้านั่งสามตัว ตัวหนึ่งมีขาสูงยาว อีกสองตัวต่ำกว่าเล็กน้อย
ม้านั่งหนึ่งสูงหนึ่งเตี้ยยังคงว่างเปล่า ม้านั่งที่อยู่ทางซ้ายสุดกลับนั่งไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง
... คนที่รูปลักษณ์พิสดารยิ่ง ท่านหากเห็นมันครั้งหนึ่ง ชั่วชีวิตนี้รับรองไม่มีวันลืมเลือน ...

ลิ้มเต็กเฮียะพลันฉุกคิด มีเรื่องราวใดผิดแผกไป ต้องรีบหันหลังกลับ ส่งสายตามองลอดร่องกระดานไม้อีกครา
... ยังไม่ทันพบเห็นอันใด พลันได้ยินเสียงหัวเราะที่ทุ้มต่ำอย่างยิ่ง ฟังตอนแรกคล้ายผู้ชราลุกขึ้นกระแอมกระไอกลางดึก
นางพอจับทิศทางที่มาได้ รีบเพ่งสายตาแลดู พบว่าสุ้มเสียงนั้นมาจากดงต้นมัก พอแลเห็นถนัดชัดตา ต้องรู้สึกเหน็บหนาวสะท้าน หัวใจยังแทบกระดอนออกมา
... ที่ปรากฏแก่สายตา หาใช่มนุษย์ไม่ ...
... นางตั้งแต่ถือกำเนิด หาเคยพบพานมนุษย์เช่นนี้ไม่ ...

คนผู้นั้นร่างกายผอมอย่างยิ่ง ยาวอย่างยิ่ง ส่วนสันหลังยาวกว่าบุคคลทั่วไปร่วมเชียะ กระทั่งคนที่มีร่างกายสูงใหญ่ ยังไม่มีกระดูกสันหลังที่ยาวเหยียดเพียงนั้น ยามนี้นั่งบนม้านั่งเตี้ย ส่วนหลังคู้งอแทบเป็นรูปโค้ง ช่วงขากลับคล้ายสั้นกว่าคนทั่วไปหลายคืบ
... ลำแขนมันก็ผอมยาว มองเผินๆ ดูราวกิ่งไม้แห้ง ผิวกายซีดเผือดราวไก่ตาย ศีรษะโล่งเตียนเป็นเงาราวชโลมทาน้ำมันไว้ ใบหูลีบลู่ผิดธรรมดา ลิ้มเต็กเฮียะยามแลดูต้องนึกถึงครีบปลาคู่หนึ่ง ...
... อาภรณ์ที่มันสวมใส่เป็นสีดำรัดรูป ยิ่งเน้นรูปร่างผอมยาวผิดสัดส่วน แต่ที่บันดาลให้ผู้พบเห็นสะท้านใจที่สุด ยังคงเป็นใบหน้าของมัน ...
เห็นจมูกมันยุบเข้าไปด้านใน เหลือเพียงรูสองรูให้หายใจ ปากที่คล้ายหลุมกว้างเปิดอ้า นัยน์ตาเหลือกโปนราวปลาตาย ...
... ลิ้มเต็กเฮียะพอเห็นมันกลอกตามายังอาราม ยังคล้ายมองทะลุร่องกระดานไม้เข้ามาเห็นนาง ต้องรีบกระเถิบกายออกโดยเร็ว รำพันในใจให้ฝันร้ายนี่ผ่านพ้นชั่วพริบตา ...

เล้งอิกและพวกแทบมิได้ขยับเขยื้อน สักครู่หนึ่งได้ยินเสียงคนผู้นั้นเรียกหาว่า
"เล้งจึงจู้ ..."
เล้งอิกผงกศีรษะนิดหนึ่ง ถามว่า
"ข้าพเจ้าคือเล้งอิก มิทราบท่านคือผู้ใด"
คนผู้นั้นขยับปากเป็นวงรี คล้ายพยายามแย้มยิ้ม ทว่ากลับแลดูน่าสังเวชกว่าเดิม ได้ยินเสียงมันกล่าวว่า
"เราเรียกว่ามัจฉา"
เซียงกงจู้บีบมือตนเองแนบแน่น เล้งอิกหันมาสบตานาง มัจฉาพลันเอ่ยสืบไปว่า
"เรามิได้มาเสาะหาท่าน"
เล้งอิกร้องอ้อคำหนึ่ง มิได้ว่ากล่าวกระไร มัจฉานั้นชี้นิ้วเหี่ยวแห้งราวกิ่งไม้มายังอาราม ปากเค้นเสียงออกมาว่า
"เรามาหานาง"

เซียงกงจู้พลันเอ่ยโพล่งออกไป
"ในอารามนี้มีสตรีสี่นาง มิทราบท่านมาหาผู้ใด"
มัจฉาเพ่งพินิจนางด้วยนัยน์ตาเหลือกโปน ในประกายตากลับคล้ายมีแววชื่นชม กล่าวว่า
"ท่านนับเป็นสตรีงามเลิศในแผ่นดิน ทว่าเรามิได้มาหาท่าน"
มันพลันยืดคอขึ้น ทำทีเป็นชะเง้อชะแง้ จากนั้นกล่าวเสริมว่า
"นางทราบว่าเรามาเสาะหา จึงหลบหน้าเหนียมอาย มิยอมพบพานเรา"
เซียงกงจู้แลดูจูเพ่งเอ็งคราหนึ่ง จากนั้นปรายตาไปยังลิ้มเต็กเฮียะ พลันเอ่ยกับมัจฉาว่า
"โกวโกวเราเป็นนักพรตหญิง ท่านคงมิได้มาหานาง ในที่นี้มีดรุณีเยาว์วัยอีกสอง มิทราบท่านมาหาผู้ใด"
มัจฉาผุดลุกขึ้นยืนอย่างแช่มช้า ลำตัวโอนเอนคล้ายมิอาจต้านแรงลม นัยน์ตากลอกกลิ้งไปมาขณะกล่าว
"... เรามาหาภรรยาเรา ภรรยาน้อยๆ ที่ซุกซน วันนี้หากจับตัวนางได้ ต้องหาเชือกใหญ่แข็งแรงเส้นหนึ่ง มัดนางไว้มิให้หนีไปเที่ยวเล่นอีก"

ลิ้มเต็กเฮียะตระหนกจนร้อนรุ่ม นางย่อมทราบ ตนเองหาใช่ภรรยาของมัจฉาที่น่าสะอิดสะเอียนนี้ ทว่านางเมื่อหลายวันก่อนถูกเรียกหาเป็นเก็งจู้น้อย มีผู้คนปรนนิบัติพัดวี หากวันนี้มัจฉากล่าวว่านางเป็นภรรยามัน ผู้ใดสามารถยืนยันว่านางมิใช่
คิดมาคิดไปรู้สึกสมองสับสนนัยน์ตาพร่า ในลำคอมีน้ำขมพุ่งออกมา ต้องรีบกล้ำกลืนฝืนไว้ ยามยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อที่ไหลหลั่ง พลันได้ยินจูเพ่งเอ็งตวาดว่า
"อมนุษย์นี้วาจาโสโครก เราพอพบเห็นก็คิดใคร่อาเจียน วันนี้ยังคงปลิดศีรษะเจ้าลงมา"

ในเสียงตวาดร้อง คนเปิดประตูออก โผพุ่งกายไปในทิศทางที่มัจฉายืนอยู่ ดาบสั้นถูกดึงออกจากฝัก มิทันถึงร่างมัจฉา ยังคล้ายวาดกระบวนท่าออกไปก่อน
... เล้งอิกพลันรู้สึก จูเพ่งเอ็งที่อ่อนเยาว์ขาดประสบการณ์ กลับมุทะลุดุดันยิ่ง ยามนี้ตนไม่ทันคิดใคร่ครวญ พลันกระโจนออกจากหน้าต่าง ตระเตรียมช่วยเหลือนาง
... ดรุณีอาภรณ์แพรสีฟ้าที่นั่งขวางอยู่พลันทะยานขึ้น กรีดนิ้วที่มีเล็บแหลมยาว จู่โจมใส่ดวงตาเล้งอิก กระบวนท่านางมาตรว่าดุดัน กลับปราศจากพลังฝีมือแข็งกล้า เพียงคล้ายนวลนางวาดแขนร่ายรำ เล้งอิกถีบร่างกับขอบหน้าต่างด้านบน ส่งตัวเองขึ้นสูงกว่านางช่วงหนึ่ง ดรุณีนั้นจู่โจมไม่ประสบผลก็ไม่ตอแยติดตาม กลับทรุดกายลงนั่งในท่าเดิม กระทั่งตลับเงินที่บรรจุนัยน์ตาชุ่มโลหิตยังยกชูไว้

ขณะล่องลอยอยู่บนอากาศ ได้ยินเสียงหวีดหวิวอีกครา ที่แท้มัจฉานั้นก็ทะยานขึ้นจากพื้น นัยน์ตาเหลือกโปนจับจ้องจูเพ่งเอ็ง ในมือถือใบมักจ่อริมฝีปาก เป่าเป็นเสียงหวีดสามครา ฟังดูราววิหคราตรีกู่ร้อง
จูเพ่งเอ็งวาดดาบเข้าใส่อย่างดุดัน นางความจริงใช้ดาบคู่ ยามนี้เหลือเพียงเล่มเดียว มาตรว่าความรุนแรงลดลง กลับเพิ่มระดับความเร็วขึ้น พริบตาเดียวใช้ออกสิบสองกระบวนท่า ดาบหนึ่งหมายศีรษะท่าน ดาบสองมุ่งจู่โจมทรวงอก ดาบสามกลับปาดขึ้นใส่หน้าผาก ดาบสี่วาดลงล่าง คล้ายหมายฟันเท้าท่านขาดไป กระบวนท่าที่ใช้ออกล้วนเป็นเพลงดาบขั้นพื้นฐานของง้วยตอก่า ทว่าแปรเปลี่ยนรวดเร็วยิ่ง จังหวะที่ฟันออกกระหน่ำถั่งโถมราวระลอกคลื่น

มัจฉารับดาบของจูเพ่งเอ็งด้วยมือเปล่า เห็นประกายดาบฉวัดเฉวียนรอบกายมัน ทุกคมดาบเพียงหลบรอดหวุดหวิด ไม่ทันรับดาบต่อไปพลันเสียสภาวะ ร่วงตกลงสู่พื้น จูเพ่งเอ็งหันกายตามติด ดาบในมือชูขึ้นสูง พอมาถึงมัจฉาก็ฟันออกด้วยกระบวนท่าในง้วยคังยิกถ่ง หนึ่งในสามชุดเพลงดาบของง้วยตอก่า ถ่ายทอดเฉพาะศิษย์สตรีระดับสูง
... ง้วยคัง (จันทร์เร่าร้อน) อุปมาดังความฮึกหาญของอิสตรี
... ยิกถ่ง (อาทิตย์อาดูร) กระทั่งดวงอาทิตย์ที่เป็นเพศบุรุษยังต้องอับเฉา ...

จูเพ่งเอ็งฟันดาบออกในระดับความเร็วที่ผู้คนไม่คาดฝัน ทั้งรุนแรงทั้งเกรี้ยวกราด มัจฉาที่อยู่บนพื้นกลับไม่เชื่องช้า หมุนกายไปมาหลบรอดได้โดยฉิวเฉียด เห็นมันหอบหายใจถี่เร็ว ดูคล้ายเหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่ง ทว่าท่าร่างกลับมิได้หยุดยั้งลง
... ทั้งสองหนึ่งฟาดฟันหนึ่งหลบเลี่ยง ดาบในมือจูเพ่งเอ็งเป็นดังกระแสน้ำหลั่งไหล มัจฉาก็ประดุจปลาที่ว่ายทวนขึ้น ในคมดาบไร้ไมตรีกลับคล้ายมีความสอดคล้อง ดึงดูดกระบวนท่าของทั้งสองฝ่ายให้รุกรับกันพอดี
... ในพริบตา มัจฉาพลันดีดร่างขึ้นจากพื้น ในมือไม่ทราบเพิ่มเชือกเส้นหนึ่งขึ้นเมื่อไร เห็นเชือกยาวราวหกเจ็ดเชียะ หากอยู่ในมือผู้อื่น คิดจับให้มั่นย่อมต้องพันเชือกกับมือ ทว่ามัจฉาทั้งมิได้ใช้มือยึดเหนี่ยว กระทั่งนิ้วเดียวก็มิได้แตะต้อง เส้นเชือกกลับคล้ายถูกพลังที่มองไม่เห็นขุมหนึ่งดูดติดกับมือมัน ถึงกับคล้ายงอกจากร่างมันก็ปาน

เส้นเชือกฟาดออกดังควับเควี้ยว กลับมิได้มุ่งจู่โจมจูเพ่งเอ็งโดยตรง เพียงตวัดไปมาวนรอบตัวนาง แต่แรกดูคล้ายคิดหยอกล้อ ภายหลังกลับเพิ่มความเร็วขึ้น สายตาของจูเพ่งเอ็งคล้ายถูกการเคลื่อนไหวนี้ล่อลวง สภาวะดาบที่ดุดันพลันลดราลง ได้ยินเสียงดังพี้ ปลายเชือกที่ฉวัดเฉวียนถึงกับฟาดลงบนใบหน้านาง
มัจฉาหยุดกระบวนท่าลงทันที รั้งเส้นเชือกกลับ ถดกายไปด้านหลังห้าก้าว ปากร้องว่า
"ท่านหลั่งโลหิตแล้ว"
จูเพ่งเอ็งสัมผัสได้ถึงความอุ่นที่ข้างแก้ม โลหิตสดๆ ยังไหลลงที่มุมปากนาง ยามลิ้มชิมเกิดความรู้สึกทั้งหวาดหวั่นทั้งเกลียดชัง นัยน์ตาที่เพ่งมองมัจฉาไม่ผิดกับนางสิงห์ที่ปองร้าย

เล้งอิกยามนี้จึงได้จังหวะปราดเข้ามา ตนเมื่อครู่หยุดยั้งลงที่ดงต้นมัก เพียงสังเกตโดยใกล้ชิด ทว่ามิได้ลงมือ
มัจฉาพลันหันมาทางเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงกังวานต่ำว่า
"ท่านดู นางหลั่งโลหิตแล้วเป็นเยี่ยงไร"
เล้งอิกยืนห่างจูเพ่งเอ็งเพียงคืบ ยามนี้แลดูนางอย่างใกล้ชิด เห็นประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความชิงชัง พลันรู้สึก ดรุณีนางนี้หาเป็นดังที่ตนเคยคาดคิดไว้ไม่ นางมิเพียงมีเพลงดาบสูงส่ง กำลังภายในยังกล้าแข็งยิ่ง
... ที่สำคัญ เมื่อครู่ในวังวนเส้นเชือก ตนความจริงคิดว่านางสามารถหลบรอดได้ ดังนั้นมิได้สอดมือเข้าใส่ มิคาด นางกลับลดถอยความเร็วลง หนำซ้ำยังคล้ายสะอึกกายเข้ารับปลายเชือก ...
... กับความประการนี้ เล้งอิกมาตรว่ายังมิปักใจ ทว่าภายในรู้สึกขัดแย้งยิ่ง ...

มัจฉากลับแปรเปลี่ยนท่าที ชี้มือไปทางเหล่าดรุณีที่เรียงรายรอบอาราม พลันเอ่ยถามเล้งอิกว่า
"ท่านทราบหรือไม่ พวกนางเป็นมนุษย์เยี่ยงไร"
เล้งอิกสั่นศีรษะคราหนึ่ง มัจฉาเอ่ยต่อไปว่า
"พวกนางเรียกว่ามนุษย์สามเดือน"
เล้งอิกงุนงงสงสัยยิ่ง ทว่ามิออกปากเอ่ยถาม มัจฉาได้แต่อธิบายสืบไปว่า
"พวกนางที่เป็นมนุษย์สามเดือน เนื่องเพราะนับแต่วันที่เราได้พวกนางมา พวกนางจะมีลมหายใจอีกเพียงสามเดือน"
เล้งอิกมิอาจสะกดกลั้นอีกต่อไป ถามว่า
"เพราะเหตุใด"

มัจฉาเหลือกตาแวววาว ริมฝีปากที่คล้ายหลุมดินบิดเบี้ยวไปมา ที่แท้กำลังแย้มยิ้มอย่างพอใจยิ่ง
เล้งอิกถามซ้ำอีกครา มัจฉาพลันเป่าใบมักในมือ ปรากฏเสียงวิ้วเบาๆ ดรุณีนางหนึ่งในกลุ่มที่เอนกายอยู่บนพื้นพลันลุกขึ้น เดินตรงเข้ามาหามัน
... มัจฉาลูบคลำใบหน้านาง นัยน์ตาเหลือกโปนจับจ้องอยู่ที่นัยน์ตาโศกซึ้งของนาง พริบตานั้นมันพลันตวัดร่างนางขึ้น ทุ่มฟาดลงในกลุ่มดรุณีที่เรียงรายรอบอาราม ...
ได้ยินเสียงดังปง ดรุณีนางนั้นถลาลงกลางพรรคพวกนาง แขนซ้ายวาดสู่คนด้านนั้น แขนขวาป่ายไปที่ด้านนี้ ดูราวนกปีกหักที่ร่วงหล่นลง มิอาจควบคุมสภาวะตนเอง
... มิคาด ดรุณีนางอื่นมิเพียงไม่ช่วยประคองนาง ผู้ที่โดนนางกระทบถูกยังชักมีดสั้นจากรองเท้า ทิ่มแทงใส่อย่างรวดเร็วฉับไว มีดหนึ่งยังถึงกับแทงลงที่ลำคอ

เล้งอิกพุ่งร่างออกในฉับพลัน ยื่นแขนคว้าร่างดรุณีที่หลั่งโลหิตโทรมกาย ฉวยออกจากกลางวงนั้น
... ตนตอนแรกเพียงเข้าใจ เหล่าดรุณีตั้งมั่นเป็นค่ายกลชนิดหนึ่ง ดังนั้นมิได้คาดคิด พวกนางกระทั่งในกลุ่มกันเองยังทำร้าย
มัจฉาเปล่งเสียงหัวร่อออกมา ฟังแหบโหยยิ่งกว่าคนไร้น้ำตาเค้นเสียงร่ำไห้ เห็นเล้งอิกประคองร่างดรุณีที่ใกล้สิ้นลมนั้นขึ้น ต้องแสยะยิ้มกล่าวว่า
"ค่ายกลที่เราสอนแก่พวกนางง่ายดายยิ่ง มิว่าเป็นสิ่งใดกระทบถูก ล้วนต้องทิ่มแทงให้ตกตาย"
เล้งอิกพลันรู้สึก ความชิงชังประดังท่วมท้นขึ้นมา ได้ยินเสียงคล้ายสะอึกคราหนึ่ง ดรุณีในอ้อมแขนพลันสูดลมหายใจเฮือกสุดท้าย สิ้นชีวิตไปทั้งที่นัยน์ตายังเหลือกค้าง
มัจฉาพลันกล่าวเสริมอีกว่า
"ค่ายกลของเราเป็นเพียงของเด็กเล่น ท่านมาตรว่ากระทบถูกพวกนาง เพียงกรีดนิ้ววาดมือก็สังหารพวกนางได้ง่ายดาย ที่เราคิดค้นค่ายกลเช่นนี้ เพียงเพราะรักใคร่หมายเชยบุปผา..."

มันที่รูปร่างหน้าตาไม่คล้ายมนุษย์ จิตใจยังอัปลักษณ์ยิ่งกว่า เล้งอิกพลันรู้สึกเลือดลมในร่างร้อนระอุ ก้มกายลงวางร่างดรุณีในอ้อมแขนลง ประกายตาที่มักสงบเฉยคล้ายมีกองไฟปรากฏขึ้น
... ชั่วชีวิตตน น้อยครั้งที่มีโอกาสประมือกับผู้คน ความรู้สึกเดือดพล่านเยี่ยงนี้ย่อมไม่ปรากฏบ่อยครั้ง
... มัจฉาหรี่ตาลง ยามนี้กระทั่งสูดหายใจยังไม่กล้ากระทำโดยแรง มันย่อมทราบ เล้งอิกที่คล้ายเฉยชาต่อทุกสิ่ง ค่ำคืนนี้กลับคิดลงมือ
... มันย่อมทราบ เนื่องเพราะมันเองเป็นผู้กระตุ้นเร้า ...
... มันย่อมทราบ เพราะนี่เป็นเพียงกับดักชิ้นหนึ่ง ...

เล้งอิกขยับกายมาข้างหน้า ในพริบตาที่ขาก้าวออก พลันรู้สึกด้านหลังมีรังสีร้อนวูบโหมเข้าใส่
... เป็นรังสีดาบ ...
... ดาบสั้นที่อยู่ในมือจูเพ่งเอ็ง ...