จูเพ่งเอ็งวาดดาบกร้าวแกร่งดุดัน เห็นประกายดาบแวบขึ้นราวสายฟ้า จู่โจมใส่ศีรษะเล้งอิกอย่างรวดเร็ว
... เป็นดาบเดียวหมายชีวิต ...

คมดาบพอฟาดฟันลง เล้งอิกที่คล้ายมิทันระวังกลับเอนกายไปเบื้องหน้า พลิกเท้าถีบกายขึ้นสูงระดับเอว ในสภาวะที่ลอยขึ้น คนหมุนคว้างกลับมาประจัญหน้า
... ดาบไวปานพายุ คนยังเร็วยิ่งกว่า ...
ได้ยินเสียงดังติง เท้าซ้ายของเล้งอิกเตะใส่ส่วนแบนของดาบ มิเพียงเบี่ยงเป้าหมายให้พ้นตัว ยังหยิบยืมพลังที่โหมกระหน่ำมา ถีบส่งตัวเองสูงขึ้น เท้าอีกข้างตวัดลงต่ำ จำเพาะเหยียบลงบนข้อมือจูเพ่งเอ็ง รุกเร้านางคลายมือปล่อยอาวุธ

มิคาด จูเพ่งเอ็งที่ดื้อรั้นแข็งกร้าว กลับเกร็งกำลังกุมด้ามดาบมั่น เล้งอิกพลันกดน้ำหนักลง ผลักดันทั้งดาบทั้งคนลงสู่พื้น เห็นชัดว่าข้อมือจูเพ่งเอ็งต้องถูกเหยียบย่ำหักไป
... ในพริบตา เล้งอิกพลันดึงกำลังเจ็ดส่วนกลับคืนจากเท้าขวา รวบรวมถ่ายเทลงสู่เท้าซ้าย กดดาบลงที่พื้นอย่างหนักหน่วง
ได้ยินเสียงดังทึบ คมดาบที่หล่อหลอมจากเหล็กกล้า กลับถูกพลังกระแทกทำลายเป็นสองส่วน
ข้อมือจูเพ่งเอ็งยังยึดจับด้ามดาบ ยามนี้มิเพียงอยู่ใต้ฝ่าเท้าเล้งอิก ยังฝังลงในดินทรายครึ่งหนึ่ง แม้คิดคลายมือก็สายไป ที่นางประหลาดใจ เล้งอิกกลับมิได้อาศัยการมีเปรียบ เหยียบย่ำข้อมือนางให้หักสลาย

นางยามนี้เกร็งกำลังขึ้น รู้สึกซีกร่างด้านขวาชาด้าน ด้านซ้ายกลับยังสามารถเคลื่อนไหว มาตรว่าคนอยู่ในท่าตะแคง ฝ่ามือยังรวดเร็วว่องไว จู่โจมเข้าใส่ข้อพับขาเล้งอิกราวอสรพิษร้าย
... เล้งอิกมิได้คาดคิด จูเพ่งเอ็งที่ถูกสยบยังดื้อรั้นสานต่อ ยามนี้ทะยานขึ้นจากพื้น หมุนกายกลับมาเผชิญหน้า มิเพียงตระเตรียมปะทะกับจูเพ่งเอ็ง ยังระแวดระวังมัจฉาที่ด้านข้าง
จูเพ่งเอ็งก็กระโจนตามติด นางมาตรว่าไร้อาวุธ ยังสามารถไล่รุกประชิดตัว ในท่วงท่าดุดันยังมีเสียงตวาด
"มอบชีวิตมา"

นางที่โกรธาเร่าร้อน เนื่องเพราะเมื่อครู่ลงดาบด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม มาตรว่าเล้งอิกสามารถหลบรอดได้ ก็ไม่บังควรพลิกสถานการณ์สยบนาง กระพือไฟในใจนางให้ฮือโหม ...
นางย่อมมิทราบ เล้งอิกเมื่อสิบปีที่แล้ว เคยพบสถานการณ์เยี่ยงนี้
อย่าว่าแต่ ผู้ที่ชักอาวุธใส่เขาทางด้านหลัง ยังมีฝีมือแกร่งกล้ากว่านาง ดื้อรั้นทรนงกว่านาง
... เป็นเต็งลั่ง ...

ภายหลังเต็งลั่งเร้นกายสาบสูญ ทว่ารังสีกระบี่เย็นเยียบยังคล้ายวนเวียนอยู่ เล้งอิกที่ร้าวรานใจ ทุกวันเพียงครุ่นคิดกระบวนท่าหักล้างทำลาย
... หากยอดฝีมือแข็งกล้าผู้หนึ่งจู่โจมท่านทางด้านหลัง ท่านทำเยี่ยงไรจึงหลบรอด ...
... มิเพียงสามารถหลบรอด ยังต้องพลิกสถานการณ์ให้เหนือกว่า ...
จูเพ่งเอ็งที่จู่โจมวันนี้ กลับเข้าพัวพันเรื่องราวในใจเล้งอิกโดยไม่รู้ตัว เผาผลาญโลหิตในกายเขาให้ระอุโดยไม่รู้ตัว

ได้ยินสุ้มเสียงติงตังสดใส ที่แท้มัจฉาซัดทอดสิ่งหนึ่งออกมา เป้าหมายกลับอยู่ที่จูเพ่งเอ็ง
วัตถุนั้นพุ่งเข้าบริเวณใบหน้านาง ยังคล้ายคิดทำลายดวงตานาง ..
มิคาด จูเพ่งเอ็งเบี่ยงศีรษะราวรู้จังหวะ แขนขวายื่นออก รับวัตถุนั้นไว้ในอุ้งมือ ที่แท้เป็นลูกกลมทำด้วยเงินบริสุทธิ์ มีขนาดเท่าดวงตามัจฉาในตลับเงินนั้น
มัจฉาพลันเอ่ยออกมาว่า
"จักษุกลับคืนผู้ครอบครอง ใช่มีความมั่นใจขึ้น?"

เล้งอิกรับฟังจนงุนงง มิทราบจูเพ่งเอ็งที่แท้มีเบื้องหลังใด ยังมี มัจฉากับนางมีความสัมพันธ์ใด ...
จูเพ่งเอ็งเพียงกลิ้งเกลือกลูกเงินในมือ มิได้ใช้ซัดขว้างออก ดวงตาที่มีประกายชิงชังรังเกียจจับจ้องไปยังมัจฉา ตวาดว่า
"เดรัจฉานจากนรก ยังคงรู้จักสำรวมไว้"
นางทางหนึ่งตวาดใส่มัจฉา ท่าร่างยังคงโถมใส่เล้งอิก เห็นนางลำแขนอ่อนช้อย องค์เอวแบบบาง อานุภาพฝ่ามือกลับแกร่งกร้าวราวสายฟ้า ฟาดออกแต่ละคราล้วนหมายชีวิต

เล้งอิกที่จับต้นชนปลายไม่ถูก อากัปกริยายังปราดเปรียว ยามนี้สืบเท้าถอยหลัง ตัดสภาวะการจู่โจมจากนาง หาจังหวะกล่าวว่า
"ดาบท่านเมื่อครู่หักทำลายแล้ว"
ในคำพูดแฝงความหมาย ท่านเมื่อครู่พ่ายแพ้แก่เรา ย่อมมิอาจสยบข่มเรา ...
มัจฉาที่ชมดูอยู่ด้านข้างพลันเอ่ยว่า
"ที่พ่ายแพ้แก่ท่านเมื่อครู่คือจูเพ่งเอ็ง หาใช่นางไม่"
เล้งอิกสงสัยใจยิ่ง เกร็งกำลังมือขวาขึ้นเจ็ดส่วน ฟาดโหมไปข้างหน้าหมายหลอกล่อ มือซ้ายที่ใช้กำลังเพียงสี่ห้าส่วนกลับลงมือจริง ยามนี้เคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูงสุด ฟาดฝ่ามือลงบนไหล่ขวานาง ปะทะจนนางล่าถอยไป
จูเพ่งเอ็งแขนขวาชาด้าน ต้องรีบถ่ายเทลูกเงินมาไว้ในมือซ้าย ลมหายใจหอบระรัว
เล้งอิกแลดูนางและมัจฉาสลับกัน ถามว่า
"หรือท่านมิใช่จูเพ่งเอ็ง"
มัจฉากลอกตาไปมา ห่อปากหัวร่อกล่าวว่า
"นางเมื่อครู่จึงเป็นจูเพ่งเอ็ง ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าท่านบัดนี้กลับเป็นภรรยาเรา"

คำอธิบายกลับชักชวนให้งุนงงยิ่งกว่า เล้งอิกมิทันไต่ถามสืบต่อ จูเพ่งเอ็งพลันตวาดร้องอย่างขุ่นแค้น ลูกเงินในมือพุ่งซัดใส่มัจฉา พลังที่ใช้ยังรุนแรงกว่าที่มัจฉาซัดใส่นางเมื่อครู่
มัจฉาเหลือกตาโปนโต ยามนี้พลิ้วร่างลอยขึ้น วิชาตัวเบากลับไม่ใช่ชั่ว เห็นลูกเงินพุ่งวืดจวนเจียนผ่านพ้น คนกลับถ่วงน้ำหนักลงต่ำ แหงนฝ่าเท้าเตะใส่ลูกเงิน เบี่ยงสภาวะปัดสู่เล้งอิกอย่างรุนแรง

เล้งอิกคล้ายโดนหลอกล่อจนสมองพร่า เห็นลูกเงินพุ่งเข้าใส่ทรวงอกเขา อีกเพียงฝ่ามือเดียวก็จะกระทบสู่ตำแหน่งหัวใจ
มัจฉาแสยะยิ้มออกมา คาดว่าครานี้ตนลงมือประสบผล เล้งอิกมาตรว่ามีศักดิ์ศรีเป็นถึงประมุขฮวงจึง ทั้งยังร่ำเรียนวิชาจากโฮ้ยเกี่ยมแขะ ทว่าอ่อนด้อยประสบการณ์ต่อสู้ ยามจิตใจว้าวุ่นย่อมมิอาจข่มรวมสมาธิ
... มิคาดฝัน เล้งอิกที่คล้ายยืนซึมเซา กลับขยับกายในพริบตาสุดท้าย คนหงายร่างลง มือซ้ายแผ่พุ่งพลังออก ปะทะเข้ากับลูกเงินที่ฝ่าอากาศมา
เห็นลูกเงินนั้นลอยคว้าง เล้งอิกพลันเกร็งฝ่ามือขวาขึ้น ฟาดออกโดยไม่ออมกำลัง ได้ยินเสียงดังโครม ลูกเงินที่หนักหน่วงพลันแตกกระจายเป็นผุยผง

มัจฉาหรี่นัยน์ตาลง แย้มยิ้มคล้ายมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใด กล่าวว่า
"เล้งจึงจู้มีฝีมืออย่างยิ่ง มิทราบฝ่ามือเยี่ยงเมื่อครู่ ..."
เล้งอิกตอบอย่างรวดรัดว่า
"ข้าพเจ้าฝึกฝน"
ตนยามนี้คาดเดาออก จูเพ่งเอ็งเปลือกนอกแสร้งลงมือต่อมัจฉา ที่แท้เพียงเล่นละครตบตา คิดให้ตนงุนงงสับสน ยามได้โอกาสจึงลงมือจู่โจม
... ระหว่างมัจฉาและจูเพ่งเอ็ง คล้ายมีความสัมพันธ์อันใด ยามเผชิญหน้ากับคนเช่นนี้ ยังต้องระมัดระวังให้มาก ...

เล้งอิกหันไปทางจูเพ่งเอ็ง ถามว่า
"ท่านที่แท้เป็นผู้ใด"
จูเพ่งเอ็งกลับตอบมาว่า
"ท่านทราบชื่อเสียงเรียงนามเราแต่แรก"
เล้งอิกย่อมมิอาจเชื่อถือ กล่าวว่า
"ท่านหากเป็นธิดาจูก่าจู้ ไฉนกระทำเรื่องราวเช่นนี้"
จูเพ่งเอ็งยังไม่ทันขยับปาก มัจฉากลับสอดแทรกขึ้นว่า
"นางแต่งให้กับเรา ย่อมเชื่อฟังวาจาสามี"

จูเพ่งเอ็งร้องขึ้นอย่างขัดใจ ตวัดเสียงกล่าวว่า
"อมนุษย์อัปลักษณ์อาจเอื้อมนัก ..."
หางเสียงยังไม่จางหาย แววตาที่เปี่ยมความชิงชังยังปรากฏ คนกลับหงายหลังลง ศีรษะฟาดพื้นดังโครมใหญ่ ถึงกับแน่นิ่งสิ้นสติไป
... เล้งอิกพลันรู้สึกสมองมึนงง มิทราบครานี้นางเล่นลวดลายใด มัจฉาพลันทอดถอนใจ กล่าวพึมพัมว่า
"พลังสะกดย่อมมีเวลาสิ้นสุด"

เล้งอิกรีบถามว่า
"พลังสะกดอันใด"
มัจฉายกมือขึ้นลูบคลำศีรษะล้านโล่ง นัยน์ตากลอกกลิ้งไปมา ย้อนถามว่า
"ท่านมิรู้จัก? เป็นพลังสะกดจิต"
เห็นเล้งอิกยังคงงุนงง พลันกล่าวต่อไปว่า
"นางยามนี้คลายจากพลังสะกด อีกสักครู่จึงกลับเป็นตัวของตัวเอง"
เล้งอิกถามโพล่งว่า
"เป็นผู้ใดสะกดจิตนาง เป็นท่าน?"
มัจฉาพลันปั้นหน้าซึมเศร้า กล่าวว่า
"นางพอเห็นเรา เอ่ยปากคำหนึ่งก็อมนุษย์ สองคำก็อมนุษย์ หาไว้ใจเราแม้เพียงน้อยนิด เราไหนเลยสะกดนางได้"
เล้งอิกถามอีกว่า
"อย่างนั้นเป็นผู้ใด"

มัจฉามิทันตอบคำ พลันมีเสียงโครมดังสนั่นในอาราม เล้งอิกรู้สึกใจหายวาบ พลิกกายหันกลับทันควัน
มัจฉากลับไม่ยินยอมให้เขาจากไปโดยง่าย ได้ยินเสียงแหวกอากาศอย่างเร่งร้อน ที่แท้มันใช้เชือกที่ดื่มโลหิตจูเพ่งเอ็งฟาดรุกเร้า เล้งอิกได้แต่หันกายกลับมา ทางหนึ่งถลันหลบเส้นเชือกที่เร่าร้อนดุจอสรพิษ อีกทางเกร็งกำลังขึ้น ซอกซอนกายเข้าประชิดมัจฉา ฟาดฝ่ามือออกเจ็ดแปดกระบวนท่าติดต่อกัน
... ฮวงจึงที่เป็นหนึ่งในเพลงทวน ลมปราณศาสตราวุธอื่นกลับมิใช่ชั่ว ในยุคเล้งตงน้ำปู่ของเล้งอิก ยังบัญญัติเพลงฝ่ามือไว้สองชุด รวมเรียกว่าค้วงโฮ้วแพ้ไผ่ (พยัคฆ์คลั่งคลื่นโหม) ค้วงโฮ้วกร้าวแกร่งดุดัน ล้วนจู่โจมใส่จุดชีวิต แพ้ไผ่กลับหนุนเนื่องหลอกล่อ บั่นทอนกำลังศัตรูก่อนสยบ
... เล้งอิกครานี้มิอาจสงบใจ ยามห่วงหน้าระวังหลัง ได้แต่ใช้ออกด้วยกระบวนท่าในค้วงโฮ้วที่รวดเร็วที่สุด กราดเกรี้ยวที่สุด มัจฉากลับมิได้หลบเลี่ยง สลัดเส้นเชือกในมือออก เสือกกายวูบมาเบื้องหน้า ยันฝ่ามือเข้ารับเต็มกำลัง
... ในกระบวนท่าฟาดปะทะรุนแรง มัจฉาพอยืนหยัดลงพื้นก็ถอยกายไปสามก้าว ในลำคอมีโลหิตฉีดพุ่งขึ้น ต้องรีบถ่มลงที่พื้น เดินกำลังผสานลมปราณให้สงบ ยามถ่วงเวลารีบยกมือขึ้นประสานคารวะ แสยะยิ้มบูดเบี้ยว กล่าวว่า
"เล้งจึงจู้เล่นสนุกอย่างยิ่ง วันนี้มีเราอยู่เป็นเพื่อนเล่นกับท่าน ด้านนั้นท่านยังคงอย่าได้ใส่ใจ"


เซียงกงจู้ชมดูการต่อสู้อยู่ในอาราม เห็นสถานการณ์แปรผันโดยตลอด ยามนี้ครุ่นคิด เล้งอิกที่ไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมผู้คน อาจพลาดท่าได้ทุกขณะจิต นางขณะจะติดตามออกไป พลันรู้สึกที่ด้านหลังมีแรงสะเทือนคุกคาม
พริบตานั้นพลันบังเกิดเสียงโครมครามสนั่น ผนังอารามด้านหนึ่งแตกทลายโดยไม่คาดฝัน ฝุ่นผงเศษไม้ปลิวว่อน นักพรตหญิงพู้เจี๋ยงโดนแรงกระแทกหนักหน่วงกว่าผู้ใด ถึงกับล้มลงบนพื้น ส่งเสียงร้องครวญคราง

เซียงกงจู้ก็โดนแรงกระแทกจนซวนเซ ลู่เช่าจื้อที่แข็งแกร่งกว่าฉุดลากลิ้มเต็กเฮียะไปอีกทาง พอตั้งตัวได้ก็รีบกระโจนไปที่ม่วยม่วย ถามอย่างตื่นตระหนกว่า
"อานั้มท่านเป็นอย่างไร"
เขายามปกติเรียบๆ ร้อยๆ กับม่วยม่วย ถึงกับเรียกหานางเป็นกงจู้เช่นผู้อื่น ดูภายนอกมิคล้ายเป็นตั่วกอนาง ยามนี้อกสั่นขวัญแขวน ถ้อยคำที่ใช้กลับเป็นเช่นเมื่อเยาว์วัย
เซียงกงจู้ที่เซถลายังมีสติครบถ้วน รีบกล่าวว่า
"ดูโกวโกว นาง..."

วาจามิทันขาดคำ สุ้มเสียงกลับชะงักหาย ที่แท้เบื้องหน้าปรากฏเงาทะมึน ร่างสูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นคล้ายผุดขึ้นจากผืนดิน มิว่าผู้ใดก็มิทราบ ภายในอารามพลันมีผู้คนเพิ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด
เซียงกงจู้รู้สึกเย็นวาบในทรวง นางยามนี้เหลือบแลเต็มตา จิตใจพลันสั่นสะท้าน ในห้วงสมองปรากฏคำคำหนึ่ง
... ไกรสร ...

ลิ้มเต็กเฮียะยกมือข้างหนึ่งขึ้นขยี้ตา อีกมือปัดผงฝุ่นที่ปลิวคลุ้ง พอเห็นภาพเบื้องหน้าถนัดชัด ต้องรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเป็นมนุษย์ร่างสูงใหญ่อย่างยิ่ง บ่าข้างหนึ่งยังกว้างร่วมเชียะ ศีรษะสูงแทบจรดเพดาน ผิวกายดำสนิทราวปีกราตรี ใบหน้าสี่เหลี่ยมปากกว้างใหญ่ นัยน์ตาขาวมีเส้นเลือดแดงฉาน
ที่ขัดกันอย่างยิ่งคืออาภรณ์บนร่าง เห็นมันสวมชุดแพรสีมรกต เลื่อมสีทองบนปกปักอย่างประนีต บนศีรษะประดับด้วยมงกุฏทองคำ กลับแต่งกายราวกงจื้อสำรวยผู้หนึ่ง
ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนขนลุกชัน ที่แค้นใจ ตนไฉนมิถูกกระแทกสิ้นสติ ยามนี้ได้แต่ภาวนาให้เป็นลมไปโดยเร็ว มิคาด จิตใจนางกลับแข็งกล้ากว่าที่คิด มิเพียงไม่เป็นลม ทั้งยังมิได้ละสายตาจากมนุษย์ร่างใหญ่ตรงหน้า
ยามนี้ได้ยินมันเอ่ยปากออกมา นางที่คล้ายจมอยู่ในฝันร้าย แทบอยากตะกุยพื้นพสุธา แทรกกายหลบหนีโดยพลัน
"... มอบศีรษะแก่เรา ..."

เซียงกงจู้ปรบมือคราหนึ่ง ไกรสรนั้นพลันหันไปทางนาง ได้ยินนางเอ่ยวาจายาวเหยียด กลับเป็นภาษาโบราณที่ใช้ในเทียนไล้กัง
ไกรสรคล้ายรับฟังจนงุนงง เซียงกงจู้ทรงกายขึ้นเผชิญหน้ามัน คนอ้อนแอ้นแช่มช้อย กำลังขวัญกลับมิได้ต่ำทราม เห็นนางเลิกคิ้วขึ้น กล่าวว่า
"ท่านมิเข้าใจที่เราว่ากล่าว?"
ไกรสรนั้นเพ่งมองนางแน่นิ่ง แววตาปราศจากความรู้สึกใด
เซียงกงจู้เอ่ยขึ้นอีกว่า
"ท่านมิใช่ไกรสรแห่งเทียนไล้กัง ไยจึงใช้เรื่องราวในตำนานของพวกเรา"

ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้พลันเข้าใจ นางที่ไหวพริบฉับไวย่อมสามารถปะติดปะต่อเรื่องราว เซียงกงจู้เมื่อครู่ว่ากล่าวด้วยภาษาพื้นเมืองโบราณ หากไกรสรมาจากเทียนไล้กังจริงแท้ ย่อมสามารถเข้าใจถ้อยคำนั้น
เห็นไกรสรเบิกตาแดงฉาน ฝ่ามือใหญ่โตยกขึ้นช้าๆ ปากยังคงกล่าวว่า
"มอบศีรษะชุ่มโลหิตแก่เรา"
เซียงกงจู้คล้ายมิได้พรั่นพรึง ทางหนึ่งสาวเท้าสู่เบื้องหน้า ทางหนึ่งกล่าวขึ้นว่า
"ท่านรีบนำโกวโกวไป นำอาชาของเล้งอิกไป"
ไกรสรรับฟังจนงงงัน ลิ้มเต็กเฮียะก็มิอาจเข้าใจ พอดีได้ยินลู่เช่าจื้อเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นระรัวว่า
"ท่านเล่า? ท่านไม่ไป เราจึงไม่ไป"

ลิ้มเต็กเฮียะพลันรับทราบ ที่แท้เซียงกงจู้ให้กอกอนางนำนักพรตหญิงพู้เจี๋ยงหลบหนี ยังคิดให้นำอาชาปราดเปรียวของเล้งอิกไป
เซียงกงจู้ว่ากล่าวโดยเร็วว่า
"ท่านหากไม่นำโกวโกวไป อยู่ที่นี้ขัดไม้ขัดมือเรา มิว่าผู้ใดก็มิอาจมีชีวิตรอด"
ลู่เช่าจื้อก้มลงช้อนร่างนักพรตหญิงพู้เจี๋ยงขึ้น ทว่ามิอาจก้าวขาออก เซียงกงจู้ต้องสำทับอีกว่า
"ท่านมิรีบไปแต่บัดนี้ สักครู่ก็มิอาจไปแล้ว ศีรษะพวกเราล้วนมิอาจรักษาไว้"
นางว่ากล่าวแก่กอกอ ดวงตากลับจับจ้องอยู่ที่ไกรสร เห็นมันเพ่งมองนาง ดวงตาเลื่อนลอยประสานสายตาคมกล้าของนาง ปากกว้างใหญ่อ้าออกทว่าหามีคำพูดใดไม่
เซียงกงจู้ตวาดออกว่า
"ท่านรีบไป เรามิได้โง่เขลาเช่นโคเถื่อน ย่อมรู้จักรักษาชีวิตตนเอง"

ลู่เช่าจื้อโอบอุ้มโกวโกว หันกายวิ่งปราดไปทางประตู ไกรสรพลันละสายตาจากเซียงกงจู้ ฝ่ามือกว้างใหญ่ยกขึ้นฟาดออก ได้ยินพลังลมหมุนคว้าง เซียงกงจู้พลันคว้าเก้าอี้ที่ล้มอยู่บนพื้น โถมขว้างสุดแรงเข้าใส่มืออีกข้างของมัน
ไกรสรย่อมชักนำพลังกลับมา ต้านรับแรงปะทะป้องกันตัว ลู่เช่าจื้อพลิกกายโดยไว ถลันออกทางหน้าต่าง วิชาตัวเบากลับไม่ต่ำช้า ได้ยินเซียงกงจู้ตะโกนไล่หลังไปว่า
"ไปสู่สถานที่ของพวกเรา บอกกล่าวผู้คนให้ระวัง"

ไกรสรพลันคำรามลั่น สุ้มเสียงที่เปล่งออกมามิคล้ายผู้คน มันจับเก้าอี้ไม้ด้วยมือซ้าย ยกขึ้นสูงกลางอากาศ ฟาดลงบนด้านหลังลำคอของตนเอง
เห็นเก้าอี้ไม้นั้นหักเป็นหลายท่อน ศีรษะไกรสรยังตั้งตรงแน่นิ่ง เก้าอี้ไม้กลับคล้ายสำลีปุยนุ่น มิได้กระแทกทำลายลำคอมัน กระทั่งมงกุฏบนศีรษะยังไม่ไหวสะเทือน
ยามนี้มันย่างสามขุมเข้าหาเซียงกงจู้ เท้าใหญ่โตเหยียบไปบนสิ่งของที่ล้มระเนระนาด เซียงกงจู้ได้แต่พลิ้วกายไปทางหน้าต่าง ไกรสรกลับมิได้เชื่องช้า มือขวายื่นจับโต๊ะที่ล้มอยู่กับพื้น ฟาดเหวี่ยงออกโดยพลัน สกัดขวางทางเซียงกงจู้ที่พลุ่งพล่านร้อนรน
... ได้ยินเสียงดังโครม โต๊ะไม้ฟาดเข้าใส่ขอบหน้าต่าง ทำลายผนังด้านนั้นทะลุแตก เซียงกงจู้มาตรว่าพลิกร่างหลบมาทางซ้าย มือข้างหนึ่งยังโดนชิ้นส่วนไม้ปลิวคว้างมาปะทะ รู้สึกชาขึ้นมาโดยพลัน นางมาตรว่ามีวิชาฝีมือ ท่าร่างพลิกผันรวดเร็ว ทว่าเพียงเป็นกระบวนท่าหลบเลี่ยง มิอาจเข้าปะทะโดยแรง ยามผจญศัตรูในที่คับแคบ มิผิดกับมุสิกน้อยในกรง เพียงรอเวลากรงเล็บขย้ำ กระชากวิญญาณให้ปลิดปลง

ลิ้มเต็กเฮียะคู้กายลงบนพื้น คืบคลานออกช้าๆ หลบเร้นเข้าสู่ห้องด้านหลัง ไกรสรกลับมิได้แยแสสนใจนาง เพียงมุ่งหวังสยบเซียงกงจู้ ได้ยินเสียงโครมครามดังลั่น เป็นท่อนไม้ในมือมันทุ่มเหวี่ยงลง ถึงกับคิดฟาดเซียงกงจู้ให้แหลกเหลว
ได้ยินเสียงตวาดจากด้านหลัง ไกรสรชะงักท่าร่าง ยามหันไปมอง เห็นลิ้มเต็กเฮียะยืนอยู่ที่ประตูห้อง ในมือมีถังน้ำใบหนึ่ง มันที่ความคิดเชื่องช้า มิทันคำนวณเรื่องราวประการใด น้ำในถังพลันถูกสาดออก หยาดน้ำกระเซ็นทั่วศีรษะและอาภรณ์ท่อนบน
... พริบตาที่หยดน้ำกระทบถูก ผิวกายหยาบหนาพลันสั่นระริก รู้สึกปวดแสบปวดร้อนอย่างยิ่ง ยามกะทันหันมิทราบตนเองถูกพิษร้ายใด ต้องแผดร้องอย่างบ้าคลั่ง ท่อนไม้ในมือเหวี่ยงฟาดเปะปะ นัยน์ตาแดงฉานมีประกายราวสัตว์ร้าย

ลิ้มเต็กเฮียะร่ำร้องว่า
"ท่านรีบไป"
วาจานี้ย่อมกล่าวแก่เซียงกงจู้ นางมาตรว่าอายุเยาว์วัย ยามเผชิญเรื่องราวร้ายแรง กลับมีกำลังขวัญเทียมฟ้า
เซียงกงจู้มาตรว่าเห็นจังหวะหลบหนี กลับมิกล้าหยิบฉวยโอกาส นางความจริงเพิ่งพบพานลิ้มเต็กเฮียะ หนำซ้ำมิทราบความเป็นมา ย่อมมีใจนึกระแวงอยู่บ้าง ยามนี้เห็นนางยื่นมือช่วยเหลือ ย่อมมิอาจทอดทิ้งนางไว้เบื้องหลัง ขณะหลบเลี่ยงท่อนไม้ที่ฟาดเหวี่ยงของไกรสร ปากยังร้องออกไปว่า
"รีบไปที่หน้าต่างห้องของโกวโกวเรา"
เห็นลิ้มเต็กเฮียะยังคงลังเล ต้องตวาดสำทับไปอีกครา มิคาด ลิ้มเต็กเฮียะกลับขดร่างนั่งลงที่ประตู ไกรสรพลันยกท่อนไม้ในมือขึ้นสูง ตระเตรียมฟาดนางให้กระดูกหักสลาย

เซียงกงจู้กรีดร้องขึ้น พลิกกายด้วยความเร็วสูงสุด ถลันเข้าจู่โจมซีกร่างด้านซ้ายของไกรสร ฝ่ามือเกร็งกำลังสุดแรง ฟาดออกโดยไม่คิดชีวิต
นางเมื่อเยาว์วัยอ่านตำราวิชาฝีมือ เพียงเน้นฝึกกระบวนท่า มิได้เน้นลมปราณภายใน ยามพบพานศัตรูที่แข็งแกร่งเยี่ยงไกรสร ย่อมอับจนปัญญายิ่ง กระทั่งจุดตายบนร่างมัน ยามกระทบถูกฝ่ามือนางกลับคล้ายแผ่นศิลาปะทะปุยนุ่น หาหวั่นไหวสะเทือนไม่
ไกรสรหันมาคำรามใส่นาง ท่อนไม้ในมือแปรเปลี่ยนสภาวะโดยพลัน เป้าหมายยามนี้คือศีรษะเซียงกงจู้ มันที่ดูคล้ายเชื่องช้า แต่ยามลงมือเฉียบไวยิ่ง หนำซ้ำยามนี้ปวดแปลบที่ใบหน้า ยิ่งลงมือโดยดุดันกว่าเดิม

เซียงกงจู้เบี่ยงศีรษะถอยหนีโดยสัญชาติญาณ มิคาด ท่อนไม้ในมือไกรสรกลับมิได้เหวี่ยงฟาดใส่นาง ที่แท้มันเพียงใช้ท่อนไม้เป็นตัวหลอกล่อ ลวงนางให้ร้อนรนถดถอย
ยามนี้มันใช้มืออีกข้างคว้าจับท่อนแขนของนาง รวบร่างนางเข้ามาใกล้ ปากกว้างใหญ่แผดเสียงดังลั่น
"มอบศีรษะแก่เรา"
ในเสียงแผดก้องกัมปนาท ท่อนไม้ในมือถูกเหวี่ยงลงบนพื้น ลำคอระหงของเซียงกงจู้ถูกรวบไว้ในมือเดียว ดังราวก้านบุปผาที่จวนเจียนถูกปลิดปลง
... พริบตาที่ยืนอยู่หน้าประตูแห่งความเป็นตาย เซียงกงจู้พลันรู้สึกคล้ายร่างกายเบาหวิวอย่างยิ่ง ...
... คนรู้สึกเบาหวิว วิญญาณใช่ตระเตรียมออกจากร่างหรือไม่ ...