เซียงกงจู้พลันรู้สึก โลหิตในกายเย็นเฉียบลง คล้ายถูกเหวี่ยงลงในบึงน้ำแข็ง ในความรู้สึกเลือนราง ห้วงสมองบังเกิดภาพเต็งลั่งที่คะนึงหาทุกเมื่อเชื่อวัน หากเขาทราบนางอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ เขาใช่เร่งรุดมาหรือไม่...

ในระหว่างความเป็นตาย พลันเห็นประกายสีทองเจิดจ้าพุ่งวาบขึ้น คล้ายดอกไม้ไฟที่ลอยต่ำอย่างยิ่ง ยังมิทันใคร่ครวญความนัย ได้ยินเสียงไกรสรแผดก้องราวสัตว์บาดเจ็บ ปากกว้างใหญ่มีโลหิตพวยพุ่ง
... ในพริบตา นางรู้สึกคล้ายกำลังล่องลอยขึ้น อาภรณ์ที่สวมใส่ปะทะลมวูบ มิทราบเกิดเรื่องราวใด ดวงหน้าที่ปรากฏเข้ามากลับเป็นเล้งอิก ยังได้ยินเสียงเขาถามว่า
"ท่านเป็นไร"
ในความสับสนงุนงง นางยังตอบคำกลับไป
"ข้าพเจ้ามิเป็นไร"

พลันบังเกิดสุ้มเสียงคล้ายลมหอบหนึ่ง มัจฉาที่ด้านนอกกระโจนเข้ามาทางหน้าต่าง เล้งอิกรีบวางร่างเซียงกงจู้ลง ที่แท้เมื่อครู่เขาหลบเลี่ยงจากมัจฉา โลดลิ่วเข้าสู่อาราม ฉกฉวยเซียงกงจู้จากมือไกรสรได้ทันท่วงที ทว่ามิทราบ ไกรสรที่กระอักโลหิตไม่หยุดยั้ง เป็นผู้ใดลอบทำร้าย...

ในมือมัจฉายังมีเส้นเชือกที่ดื่มโลหิต บนริมฝีปากกลับแห้งแล้งไร้รอยยิ้ม มันมิทราบ เล้งอิกใช้ฝีมืออันใด ระหว่างที่โลดแล่นตะบึงจากด้านนอก ยังสามารถจู่โจมทำร้ายไกรสร
... ที่ประมือกันเมื่อครู่ เล้งอิกบัดเดี๋ยวอ่อนไหววูบวาบ บัดเดี๋ยวแข็งแกร่งราวพยัคฆ์เหล็ก ระดับฝีมือคล้ายไม่ต่อเนื่อง ทว่ายามรุนแรงกลับเป็นเช่นพายุโหม สามารถเอาชีวิตคู่ต่อสู้ทุกเมื่อ
ไกรสรยามนี้หยุดเสียงแผดร้อง ถ่มถุยโลหิตออกจากปากไม่หยุดยั้ง เห็นลิ้นชุ่มเลือดแดงฉาน ส่วนปลายยังคล้ายแหว่งวิ่นไป มิทราบเป็นอาวุธลับใดร้ายกาจปานนี้

ไกรสรเพิ่งรับทราบการมาของมัจฉา รีบระล่ำระลักกล่าวว่า
"เป็นกิมแช (ดาวทอง) ทำร้ายเรา"
มัจฉาแตกตื่นสับสน มิทราบไกรสรหมายถึงดาวทองอันใด ยามนี้สังเกตสีหน้าเล้งอิก เห็นแววงุนงงสงสัยเช่นกัน มันที่ไหวพริบเฉียบแหลม ย่อมคำนวณได้ในฉับพลัน เล้งอิกหาใช่ผู้ทำร้ายไกรสรไม่
... หลังใคร่ครวญพลันรู้สึกยินดีวูบ หากเล้งอิกที่เมื่อครู่โลดแล่นสู่อารามด้วยระดับความเร็วสูง หนำซ้ำสามารถคำนวณจังหวะการเคลื่อนไหวของผู้คนภายใน แผลงอาวุธลับทำร้ายไกรสรผ่านช่องหน้าต่าง ต่อให้มัจฉาที่กลอกกลิ้งสิบตนยังมิอาจทัดเทียม

ใจแม้ครุ่นคิดเช่นนั้น ปากกลับร้องว่า
"เล้งจึงจู้มีดาวทองที่ร้ายกาจนัก"
เล้งอิกย่อมมิอาจรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมมัจฉา พลันตอบว่า
"ดาวทองหาใช่ของข้าพเจ้าไม่"
ในจังหวะที่ผู้คนสับสนงุนงง มัจฉาลอบเกร็งลมปราณขึ้น เส้นเชือกในมือพลันคล้ายมีวิญญาณ ตวัดขึ้นสูงราวอสรพิษ มุ่งจู่โจมไปทางเซียงกงจู้ ได้ยินเสียงดังควับเควี้ยว แรงฟาดปะทะรุนแรงราวดาบอ่อนเล่มหนึ่ง

เซียงกงจู้ปกติมีนิสัยระมัดระวัง ทว่าเพิ่งผ่านพ้นความเป็นตาย อีกทั้งลมปราณติดขัด ไร้พลังต่อเนื่อง ยามนี้เห็นเส้นเชือกทางหางตา มาตรว่าตระเตรียมหลบเลี่ยง ยังดูออกว่าสายไป
ยามกะทันหันพลันเบี่ยงร่างมาทางซ้าย เส้นเชือกกลับเป็นเช่นอสรพิษพันตา ฉกเฉวียนตามติดไม่หยุดยั้ง เล้งอิกยามนี้เพิ่งได้สติลงมือ โหมฟาดพลังออกโดยแรง มุ่งเบี่ยงส่วนปลายเส้นเชือกจากร่างนาง มิคาด ลงมือช้าเพียงพริบตา มิอาจสะกัดแรงรุกที่พุ่งเต็มเหนี่ยว

เซียงกงจู้เพิ่งก้มศีรษะหลบเลี่ยง เส้นเชือกยังกระทบไหล่นางดังฉาด ฟาดจนอาภรณ์บริเวณนั้นขาดวิ่นไป ภายในเจ็บระบมร้าว โลหิตไหลหลั่งออกมา คนเซถลาแทบมิอาจยืนหยัด
มัจฉากลับมิกล้าไล่รุกสืบต่อ รีบหันมาต้านรับเล้งอิก ปากก็ร้องว่า
"ไกรสรรีบช่วยเรา"
ไกรสรที่เจ็บปวดแทบขาดใจ ยามนี้ถ่มถุยโลหิตคำสุดท้าย ฟาดฝ่ามือโตใหญ่ออก เป้าหมายย่อมเป็นเซียงกงจู้ซึ่งมิผิดกับวิหคต้องศร เล้งอิกที่เข้าพัวพันพลันรู้สึกอึดอัดขัดใจยิ่ง ตนย่อมคิดปกป้องเซียงกงจู้ที่อ่อนล้า ทว่าทางด้านมัจฉาย่อมมิอาจรามือ
... คนความคิดสับสน กระบวนท่ายังต่อเนื่องราวสายน้ำ มัจฉาเพิ่งตวัดเส้นเชือกออก ร่างซีกขวาพลันรู้สึกชาด้าน ที่แท้เล้งอิกคว้าจับเส้นเชือกไว้อีกทาง ถึงกับแผ่พุ่งพลังตามกระแสมา มิเพียงร้อนแรงแกร่งกร้าว ยังหลั่งไหลมิหยุดยั้ง มือพอคว้าเส้นเชือก ร่างก็ทะยานขึ้นสูง กลับม้วนเชือกในมือมัจฉาไว้กับข้อเท้า คล้ายคิดพันธนาการตนเองก็ปาน

มัจฉาที่เฉลียวฉลาดจัดเจน ยามนี้กลับมิทราบ เล้งอิกคิดลงมืออย่างไร พริบตาที่ฉุกคิด เล้งอิกพลันตวัดข้อเท้า ร่างหมุนคว้างราวพายุ มัจฉาคิดกระตุกเส้นเชือกกลับมา หมายรั้งสภาวะอีกฝ่ายให้หยุดลง มิคาด เล้งอิกที่จองจำตนเองไว้กับเส้นเชือก กลับรวดเร็วยิ่งกว่า มัจฉาพอเกร็งลมปราณรั้งเส้นเชือก เท้าอีกข้างของเล้งอิกก็ตวัดเข้าใส่ใบหน้ามัน ได้ยินเสียงคล้ายผลแตงกระแทกหินศิลา ร่างผอมยาวของมัจฉาเซถลาลงกับพื้น ใบหน้าแตกยับเยิน จมูกปากถูกกระแทกจนกลบโลหิต นัยน์ตาขวาที่ปูดโปนยังมีโลหิตหลั่งออกมา...
เล้งอิกยามนี้มิผิดกับพยัคฆ์โกรธา ในพริบตาที่กระแทกมัจฉาล้มลง เท้าที่ม้วนพันเส้นเชือกไว้ตวัดวูบ เส้นเชือกกลับมีชีวิตขึ้นอีกครา พุ่งปราดเข้าใส่ไกรสรที่ยืนตระหง่านอยู่อีกด้านหนึ่ง

ไกรสรเมื่อครู่เพิ่งฟาดเซียงกงจู้ล้มลง มันความจริงคิดลงมือแก่นางถึงชีวิต มิคาด เซียงกงจู้ที่อ่อนระโหยยังสามารถเรียกสติกลับคืน ยื่นเท้าเตะตวัดเก้าอี้ตัวหนึ่งขึ้น รับแรงฟาดจากมันไว้ได้ครึ่งหนึ่ง เบี่ยงเบนเป้าหมายจากศีรษะนางมาเป็นแผ่นหลัง กระนั้นก็ยังรุนแรงจนนางมิอาจยืนหยัดต่อไป ร่างแบบบางทรุดลงกับพื้น ลมปราณพลุ่งพล่านจนมิอาจระงับ ที่จมูกมีโลหิตไหลหลั่งแทบหายใจมิได้ ดังราวสายใยแห่งชีวิตจะขาดลงทุกขณะ
... ไกรสรยามเห็นโลหิตยิ่งคลุ้มคลั่ง ยกเท้าขึ้นสูงหมายบดขยี้นางให้แหลกเหลว มิคาด ที่ด้านหลังคล้ายมีสิ่งใดแหวกอากาศมา พอได้ยินเสียงหวีดหวิว ที่ท้ายทอยพลันรู้สึกร้อนวูบ ราวกับโดนแมลงพิษฉกกัดทำร้าย ต้องแผดร้องอย่างหวาดหวั่นผวา ยังไม่ทันหันกายกลับมา มวยผมบนศีรษะกลับถูกกระชากขึ้น มงกุฎทองคำยังกระเด็นหล่นไป

เล้งอิกเพิ่งกระชากไกรสรขึ้น เส้นเชือกในมือม้วนพันลงรอบคอมัน ตนยามนี้ประมือในที่แคบ มิเพียงไร้ศาสตราวุธ จิตใจยังสับสนร้อนรน อีกทั้งรีบเร่งพิชิตชัย ฝีมือที่ใช้ออกกลับมิคล้ายก่อนเก่า ยิ่งเห็นร่างอ่อนระทวยของเซียงกงจู้ ท่าร่างยิ่งเกรี้ยวกราดดุดัน
... ไกรสรเพิ่งยืนหยัดลงพื้น มือข้างหนึ่งฉุดรั้งเส้นเชือก อีกมือฟาดไปด้านหลัง หมายกระแทกซี่โครงเล้งอิกให้แตกทำลาย จากหางตาเห็นเล้งอิกยังคงสาละวนกับเส้นเชือก คล้ายมิได้สนใจฝ่ามือมันก็ปาน
... ใจเพิ่งกระหยิ่มยินดี ปากพลันแผดร้องราวโคถึกที่พ่ายแพ้ ที่แท้เล้งอิกเกร็งลมปราณกระตุกเส้นเชือกลง รั้งร่างที่สูงใหญ่ราวยักษ์ปักหลั่นกระแทกสู่พื้น เชือกที่บางเพียงนิ้วมือกลับคล้ายหนาขึ้นเป็นสิบเท่า รัดคอมันจนลมหายใจแทบขาดห้วง

ในช่วงสับสนชุลมุน ได้ยินสุ้มเสียงสดใสร้องว่า
"เล้งจึงจู้ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้"
เล้งอิกเหลือบแลไปทางเสียงนั้น เห็นเป็นลิ้มเต็กเฮียะเอง นางที่อรชรแบบบาง เมื่อครู่ขดกายคุดคู้อยู่ซอกมุมหนึ่ง ตนยามรุ่มร้อนลงมือกลับมิได้สังเกตเห็น
ลิ้มเต็กเฮียะพลันยืดกายขึ้น ในมือเพิ่มของสิ่งหนึ่ง ขณะเหวี่ยงโยนมาทางเขา ปากก็ร้องว่า
"จึงจู้ท่านรับไว้"
เล้งอิกรวบเส้นเชือกที่พันคอไกรสรแน่นขึ้น มือข้างหนึ่งคว้าจับของสิ่งนั้น ที่แท้เป็นกริชโค้งงอเล่มหนึ่ง ส่วนคมใช้กระดาษน้ำมันห่อไว้
ลิ้มเต็กเฮียะรีบกล่าวว่า
"ยามไร้ซึ่งกระบี่ทวน ยังสามารถใช้กริช"
เล้งอิกมิได้กล่าวอันใดต่อนาง ใช้ปากคาบกระดาษน้ำมันไว้ มือดึงกริชออกในฉับพลัน เห็นส่วนคมทำด้วยเหล็กอย่างดี ในแสงเลือนรางยังเห็นประกายสีแดงที่เคลือบฉาบ มิทราบเป็นคราบโลหิตหรือไม่

ทางด้านหลังปรากฏเงาเคลื่อนไหววูบหนึ่ง ลิ้มเต็กเฮียะก็กรีดร้องออกมา ที่แท้มัจฉาทรงกายขึ้น ใบหน้ามาตรว่าแตกยับเยิน เจ็บปวดรวดร้าวแทบขาดใจ เรี่ยวแรงยังคงมีไม่น้อย
... คนพอลุกขึ้น ท่าร่างก็ว่องไวมิผิดมัจฉาในวารี นิ้วมือที่คล้ายกิ่งไม้แห้งกางออก พุ่งปราดเข้าใส่เล้งอิกอย่างดุดัน เห็นมือมันห่างจากเล้งอิกไม่ถึงคืบ เพียงชั่วพริบตาก็จะสัมผัสผิวเนื้อเขา มิคาด เล้งอิกทั้งไม่หลบหลีกทั้งไม่เข้าปะทะ คนกลับซึมเซื่องราวสูญเสียวิญญาณ ดวงตายังคงจ้องมองประกายสีแดงที่ฝังลึกในเนื้อกริช

มัจฉาแสยะยิ้มออกมา มันย่อมคาดมิถึง สามารถลงมือต่อเล้งอิกโดยง่ายดาย ยามลิงโลดเกร็งลมปราณถึงขีดสุด มือที่กางออกแข็งแกร่งราวหินผา มุ่งกระชากวิญญาณในฉับพลัน
ได้ยินเสียงแผดร้องโหยหวน นิ้วมือมัจฉาปักลงบนผิวเนื้อคนผู้หนึ่ง ผิวเนื้อที่ดำสนิทราวปีกรัตติกาลผืนหนึ่ง ยามได้ยินเสียงกรงเล็บแทรกเข้าในร่างคน ใบหน้ามัจฉายังคงไม่อาจสลายรอยยิ้ม เนื่องเพราะทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นในพริบตา กระทั่งเทพยดาร้อยเศียรพันเนตรยังมิอาจเห็นถนัดชัดเจน
... เสียงแผดร้องยังไม่จางสิ้น โลหิตสีแดงสดหยาดหยดลงตามง่ามนิ้วของมัจฉา รอยยิ้มบนใบหน้ามันยามนี้สลายคลาย หัวใจยังคล้ายถูกวิหคราตรีฉกยื้อไป มันที่ยโสทรนงอยู่เสมอมา ย่อมคาดไม่ถึงว่าจะเกิดเรื่องราวเช่นนี้
... บนนิ้วมือขวามันมีเศษผ้าสีมรกตติดคาอยู่กับหยดเลือด ในใยผ้ายังแซมด้ายสีทองเส้นละเอียด นี่กลับเป็นอาภรณ์ที่ไกรสรสวมใส่
... โลหิตที่กระเซ็นทั่วใบหน้ามันก็เป็นโลหิตไกรสร ...

ลิ้มเต็กเฮียะยกสองมือขึ้นปิดปาก หวั่นเกรงตนเองกรีดร้องออกมาอีกครา เห็นเล้งอิกปล่อยมือจากเส้นเชือก กริชที่ได้จากนางยังฝังตรึงอยู่กลางหลังไกรสร
ที่แท้เมื่อครู่เล้งอิกรอคอยจังหวะสุดท้าย ใช้ความเร็วเหนือธรรมดาตวัดร่างไกรสรกลับมาเป็นโล่กำบัง หนำซ้ำแทงกริชในมือเข้ากลางหลังมันจนมิด ผลักดันเสือกไสมันเข้าสู่เงื้อมมือของมัจฉา...
...ไกรสรที่ลมหายใจรวยริน มือข้างหนึ่งยังยกขึ้นลูบคลำบนศีรษะ ปากพอเผยอขึ้นก็มีโลหิตพรั่งพรูออกมา ถ้อยคำที่เอ่ยตะกุกตะกักขาดห้วง ทว่าทุกผู้คนยังได้ยินถนัดชัดเจน
"มงกุฎทองคำของเราเล่า เป็นผู้ใดฉกฉวยไป"

มัจฉาพลันแผดร้องออกมา สุ้มเสียงยังโหยหวนยิ่งกว่าไกรสรเมื่อครู่ ชักชวนผู้ได้ยินให้เหน็บหนาวหวาดหวั่น มันยามนี้กระชากมือออก ปล่อยร่างไกรสรให้ล้มครืนลงกับพื้น จำเพาะหล่นลงบนมงกุฎทองคำที่มันเรียกหา อัญมณีที่ประดับอยู่ยังกระดอนออกมาดังกราว
นัยน์ตาเหลือกโปนของมัจฉายังหลั่งโลหิตไม่หยุด ปากที่คล้ายหลุมใหญ่อ้ากว้าง ส่งเสียงครืดคราดในลำคอ จับใจความได้ว่า
"เล้งจึงจู้ วันนี้เราเล่นกับท่านสนุกสนานยิ่ง"

เล้งอิกข่มใจรวบรวมสมาธิ เขาเมื่อครู่ใช้กำลังมิใช่น้อย ในชีวิตที่ผ่านมา ยังไม่เคยประมือกับผู้ใดถึงเป็นถึงตายเช่นนี้
มัจฉากลอกนัยน์ตาโปนไปมา เค้นเสียงกล่าวสืบไปว่า
"เราผู้นี้คาดไม่ถึง ประมุขฮวงจึงยามลงมือมิเพียงไม่สง่างาม หนำซ้ำยังดุดันเหี้ยมเกรียม มิทราบเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือไม่ ภริยาที่งดงามของท่านจึงแยกไป มิได้ร่วมหอลงโรงกันยาวนานนับสิบปี"
เล้งอิกพลันมีสีหน้าเคร่งเครียด มัจฉาก็ลอบยินดีในใจ รีบกล่าวต่อไปด้วยสุ้มเสียงแหบแห้ง
"เราได้ยินบิดามารดาท่านก็แยกกันเช่นนี้ คาดไม่ถึง มาถึงรุ่นบุตรหลานยังคงเป็นเช่นเดียวกัน ..."
เซียงกงจู้ที่นอนบนพื้นผงกศีรษะขึ้นอย่างยากลำบาก คิดว่ากล่าวกระไร ทว่าที่ออกมามีเพียงโลหิตกับน้ำขม ลิ้มเต็กเฮียะรีบกระถดกายเข้าประคองนาง ดรุณีที่ชาญฉลาดย่อมรู้ใจอีกฝ่าย ถึงกับสามารถกล่าวแทนว่า
"เล้งจึงจู้อย่าได้ฟังแล้ว มันเพียงใช้วาจาทำลายสมาธิท่าน"

เล้งอิกผงกศีรษะ กล่าวอย่างแช่มช้าว่า
"เราทราบ ที่เรากำลังคิด ก็มิใช่เรื่องราวที่เขากล่าว"
มัจฉากลับเป็นฝ่ายสนเท่ห์ ทว่ายังคงพลิกลิ้นเอ่ยสืบไป
"เรากลับมิคาด ท่านมิได้เห็นภริยาเป็นสำคัญ"
เล้งอิกเพ่งมองดูมัน กล่าวว่า
"เราตอนแรกมิทราบพวกท่านไฉนมีจิตคิดร้าย ทว่าวาจาท่านบ่งบอก พวกท่านล่วงรู้เรื่องราวภายในของฮวงจึง ย่อมมีแผนการอยู่แต่แรก มิทราบเป็นพวกเดียวกับเทียนมึ้งเก็งหรือไม่"
มัจฉาแค่นเสียงหัวเราะ ถึงกับถ่มถุยลงพื้นคำหนึ่ง
"เทียนมึ้งเก็งอุดมการณ์สูงส่ง พวกเราเพียงคิดประหัตประหารผู้คน ไหนเลยเป็นชนชั้นเดียวกัน"

วาจาที่มันกล่าวคล้ายยกย่องเทียนมึ้งเก็ง ทว่าท่าทีกลับตรงกันข้าม เล้งอิกยามนี้รู้สึกงุนงงสงสัยยิ่ง
... หากมิใช่เทียนมึ้งเก็ง ฤายังมีผู้ใดที่คิดร้ายต่อฮวงจึง...
ยามนี้จิตพลันประหวัดถึงจูเพ่งเอ็งและผู้คนของเก้าฮุ้นเก็ง มิทราบค่ายสำนักทั้งสองเกี่ยวพันกับเรื่องนี้หรือไม่ มัจฉาและไกรสรเป็นผู้คนของพวกเขาหรือไม่...
... ในภาวะที่ครุ่นคิด ร่างกายยังตื่นตัวระแวดระวัง ทันใดนั้นพลันรู้สึก ที่หางตามีเงาเลือนรางสายหนึ่งปรากฏขึ้น
เงาพอถลันวูบ สุ้มเสียงก็ดังขึ้น เป็นสุ้มเสียงที่ไพเราะกังวานอย่างยิ่ง
"เราหลับใหลเพียงชั่วยาม พวกท่านเหล่าทารกหญิงชายทำลายอารามจนยุ่งเหยิงปานนี้"
... นี่มิใช่จูเพ่งเอ็งจะเป็นผู้ใด...

นางยืนอยู่ที่ข้างหน้าต่าง มือข้างหนึ่งถือตะเกียงวอมแวม บนดวงหน้ายังมีคราบโลหิตที่โดนเส้นเชือกมัจฉาเมื่อครู่ ดวงตายังคงวาววับราวกับนิล ทว่าประกายตากลับแปรเปลี่ยน
... นางที่เป็นดรุณีอายุเพียงสิบเจ็ดสิบแปดปี ประกายตายามปกติบางครั้งไร้เดียงสา บางคราขึงขันแง่งอน ทว่ายามนี้กลับผิดแผก
... แววตานางมิเพียงสงบราบเรียบ ยังแฝงความอบอุ่นนุ่มนวล ดังราวสตรีสูงวัยแลดูเหล่าทารก ...
เห็นนางแลดูกริชที่จมมิดบนหลังไกรสร พลางเอ่ยขึ้นอีกว่า
"กริชที่ทั้งงดงามทั้งคมกริบเช่นนี้ มิทราบเป็นผู้ใดกำนัลแก่เขา"
มัจฉายิ้มแย้มแลดูนาง แววตาทั้งลุ่มหลงทั้งยอมศิโรราบ ปากกล่าวว่า
"กริชเป็นของโกวเนี้ยที่ยังมิโตเต็มสาวนั้น ผู้กำนัลให้ย่อมเป็นเล้งจึงจู้"

จูเพ่งเอ็งร้องอืมคำหนึ่ง ส่งสายตาไปทางลิ้มเต็กเฮียะที่ประคองเซียงกงจู้อยู่ กล่าวว่า
"พวกท่านเหล่าดรุณีน้อยมีพิษสงนัก สักครู่เรายังคง..."
กล่าวถึงตอนนี้พลันหยุดวาจาไว้ หันไปทางมัจฉา ถามไถ่ว่า
"ท่านคิดเก็บพวกนางไว้รวมกับเหล่าโกวเนี้ยของท่านหรือไม่"
มัจฉารีบสั่นศีรษะโดยพลัน กล่าวว่า
"ดรุณีที่งดงามเกินไป อีกทั้งเฉลียวฉลาดปานนี้ เราหากงมงายเก็บไว้ มิทราบยามใดคอหอยจะถูกเชือดขาด"
จูเพ่งเอ็งแย้มยิ้มอ่อนหวานอย่างยิ่ง เอื้อนเอ่ยว่า
"ท่านผู้นี้รู้ความนัก หากท่านคิดเก็บพวกนางไว้ เราจึงเป็นบุคคลแรกที่เชือดคอหอยท่าน"
มัจฉาแลบลิ้นออกมา รีบกล่าวว่า
"คาดไม่ถึงท่านยังรู้จักหึงหวง"
รอยยิ้มบนใบหน้าจูเพ่งเอ็งพลันสลายคลาย ตะเกียงในมือเหวี่ยงฟาดลงกับพื้น แววตาปรากฏรอยอำมหิตขึ้น
"เดรัจฉานอย่าได้คิดตีตนเสมอเรา"

มัจฉาสงบปากคำโดยพลัน เล้งอิกชมดูจนงุนงงยิ่ง มิทราบจูเพ่งเอ็งที่แท้อยู่ในฐานะใด ยามย้อนคิดลำดับเหตุการณ์ พลันได้ยินจูเพ่งเอ็งเอ่ยแก่ลิ้มเต็กเฮียะว่า
"ท่านยังอ่อนเยาว์อย่างยิ่ง สักครู่ยังคงให้เราเป็นผู้ลงมือ รับรองเราลงมือรวบรัดมิทันเจ็บปวด"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันรู้สึกหนาวเหน็บขึ้น มิได้คิดต่อปากคำอันใด จูเพ่งเอ็งพลันหันมาทางเล้งอิก กล่าวทักทายว่า
"เล้งจึงจู้ ท่านสบาย"
เล้งอิกระมัดระวังอยู่ทุกขณะจิต กล่าวตอบว่า
"พวกเรามิใช่พบเห็นกันหลายวันมาแล้ว"
จูเพ่งเอ็งส่งเสียงหัวเราะสดใส เอ่ยสืบไปว่า
"ที่ท่านพบเห็นเป็นเพียงภาคหนึ่งของเราที่ถูกสะกดไว้ หาใช่ตัวเราขณะนี้ไม่"
เล้งอิกถามว่า
"เป็นผู้ใดสะกดท่าน"
จูเพ่งเอ็งกระพริบตางามซึ้ง กล่าวว่า
"เราย่อมสะกดตัวเราเอง"

เล้งอิกงงงันยิ่ง มิทราบในโลกมีผู้ใดสามารถสะกดจิตตนเอง จูเพ่งเอ็งพลันกล่าวต่อไปว่า
"ที่พวกท่านพบเห็นหลายวันก่อน เป็นเพียงโกวเนี้ยเยาว์วัยที่ดื้อรั้นนางหนึ่ง หาใช่เราไม่ เนื่องเพราะเราผู้นี้..."
ขณะกล่าววาจา ริมฝีปากซีดเซียวกลับปรากฏสีแดงเรื่อ ดังราวกลีบดอกไม้ชุบโลหิต
"... เราผู้นี้มักพอใจเป็นบุคคลสุดท้าย"

เล้งอิกฉุกคิดอย่างรวดเร็ว ถ้อยคำของเซียงกงจู้พลันปรากฏวาบขึ้น
... มัจฉาฉุดดึงท่านสู่ใต้บาดาล ไกรสรมุ่งเข่นขย้ำศีรษะ ...
เขามิว่าอย่างไรก็คาดไม่ถึง จูเพ่งเอ็งที่บอบบางอ่อนวัยกลับเป็นผู้ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
... รากษสที่มาสุดท้าย เพียงหวังหัวใจชุ่มโชกโลหิต ...

ลิ้มเต็กเฮียะพลันกระโดดปราดขึ้น ร่ำร้องว่า
"พวกเราหนีเถิด"
เซียงกงจู้ที่เอนกายอยู่บนพื้นกระอักโลหิตออกมาอีกคำ เล้งอิกรีบปราดเข้าหา โอบอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน อีกข้างรวบร่างลิ้มเต็กเฮียะขึ้น สะกิดเท้าพุ่งกายออกทางผนังที่พังทรุด
... เขาย่อมคาดไม่ถึง ตนเองมีวันที่ต้องหลบลี้หนีศัตรู ทว่ายามนี้ต้องปกป้องดรุณีอ่อนแอ หากแข็งขืนลงมือย่อมไม่เป็นผลดี

ในความมืดมนอนธกาล ได้ยินเสียงชายเสื้อแหวกฝ่าอากาศมาทางด้านหลัง ย่อมเป็นจูเพ่งเอ็งและมัจฉาติดตามมา
ได้ยินเสียงหัวใจตนเองเต้นระรัว เล้งอิกพลันนึกถึงเต็งลั่ง
... หากเป็นเต็งลั่งที่ไหวพริบปราดเปรียว มิทราบคิดรับมือเยี่ยงไร ...
คนพอนึกถึงเต็งลั่ง ลมปราณภายในคล้ายฮือโหมขึ้น เท้าสะกิดปราดร่างพุ่งโผ ยังไวยิ่งกว่าพยัคฆ์พิฆาตเหยื่อ ...
... ที่แตกต่าง ตนวันนี้หาใช่พยัคฆ์ไม่ ...
เล้งอิกพลันรู้สึกถึงรสขมฝาดในปาก
... จวบจนวันนี้เขาเพิ่งรับทราบ ความรู้สึกของเหยื่อ ที่แท้เป็นฉันใด ...