|
อากาศยามค่ำคืนอบอ้าว หยาดฝนพลันโปรยปรายลง ชโลมอาภรณ์สีดำของลิ้มเต็กเฮียะจนชุ่มโชก
... เล้งอิกโลดแล่นตะบึงไม่หยุดยั้ง ท่ามกลางป่าเขามืดมิด มิทราบตนเองอยู่แห่งหนใด เซียงกงจู้ที่อยู่ในอ้อมแขนยามนี้สลบไสลไป ลิ้มเต็กเฮียะที่ยังตื่นอยู่ก็ปิดปากเงียบงัน เล้งอิกพลันรู้สึกเวิ้งว้างว่างเปล่า กระทั่งยังแทบลืมเลือน ที่ด้านหลังมีผู้มุ่งร้ายติดตามมา
คนเหนื่อยอ่อนอย่างยิ่ง ฝีเท้ากลับมิได้ชลอลง
ท่าร่างว่องไวปานเหยี่ยวฉกรรจ์ จิตใจกลับเคว้งคว้างไร้จุดหมาย บัดเดี๋ยวนึกถึงมารดาที่มุ่งหน้าไปพบ บัดเดี๋ยวกลับปรากฎดวงหน้างดงามทว่าเมินเฉยของเม่งไอ่ซี
... นางร่วมทางกับเต็งลั่งสู่เคหสถาน ย่อมปราศจากภยันตรายทั้งมวล มิทราบยามนี้คิดถึงตนบ้างหรือไม่
เล้งอิกพลันรู้สึก ตนเองรู้น้อยอย่างยิ่ง อ่อนด้อยประสบการณ์อย่างยิ่ง กับเภทภัยที่กำลังเผชิญ ยังไม่ทราบสมควรจัดการอย่างไร หากต่อไปต้องประมือกับจูเพ่งเอ็งที่กลับกลายมาเป็นผู้ประสงค์ร้าย ยังไม่มั่นใจตนสมควรออมกำลังหรือปะทะเต็มเหนี่ยว
... ยังมีมัจฉาที่กลิ้งกลอกเจ้าเล่ห์อีกเล่า ...
ขณะสับสนงุนงง คล้ายได้ยินลิ้มเต็กเฮียะว่ากล่าวอันใด ต้องชะงักฝีเท้าวูบหนึ่ง ก้มลงถามไถ่นาง
"ท่านเอ่ยวาจา?"
ลิ้มเต็กเฮียะยึดฉวยปกเสื้อเล้งอิก นางเมื่อครู่ลืมตาตลอดเวลา จวบจนบัดนี้คล้ายเคยชินกับความมืดมิด ยังพอเห็นเค้าหน้าเล้งอิกเลือนราง
ได้ยินเล้งอิกเอ่ยถามอีกครา ลิ้มเต็กเฮียะจับจ้องมองดวงตาเขา ทางหนึ่งสังเกตเขาใช่อ่อนล้าหรือไม่ อีกทางหนึ่งกล่าวว่า
"พวกเรามิอาจหลบหนีโดยวิธีนี้"
เล้งอิกก็จ้องมองดวงตานาง ถามว่า
"เพราะเหตุใด"
"ท่านวิ่งตะบึงเป็นเวลานาน หนำซ้ำยังแบกพวกเรา เช่นนี้เสียกำลังมากมายยิ่ง มาตรว่าจูโกวเนี้ยกับตัวประหลาดนั้นติดตามไม่ทันในค่ำคืนนี้ พรุ่งนี้มะรืนนี้ยังอาจตามทันอยู่ ท่านเร่งเท้าหลบหนีทั้งเสียกำลังทั้งอาจนำตนเข้าสู่จุดอับ พวกเรามิสู้หาชัยภูมิที่ได้เปรียบ ระหว่างพักผ่อนยังสามารถหาวิธีรับมือ"
เล้งอิกผงกศีรษะคราหนึ่ง ถึงกับยิ้มให้ลิ้มเต็กเฮียะคราหนึ่ง รอยยิ้มแฝงแววขอบคุณเต็มเปี่ยม
... ตนยามสับสนลนลานขาดสมาธิ ดรุณีน้อยเยี่ยงลิ้มเต็กเฮียะยังคล้ายรู้ความกว่า ถ้อยคำของนางทั้งกระตุ้นเตือนสติเขา ทั้งทำลายความเงียบงันที่ชักนำเขาเข้าสู่ความเวิ้งว้าง
... ยามนี้กระชับสตรีสองนางในอ้อมแขน ร่างพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง ถึงกับยังรวดเร็วกว่าเมื่อครู่ ...
... จิตใจเยือกเย็นจึงสามารถเสาะพบทางออก กระทั่งหลังชนกำแพงยังแลเห็นช่องโหว่ ...
... ลิ้มเต็กเฮียะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่สร้าน ความอบอุ่นจากร่างกายของเล้งอิก ใช่มาจากหัวใจที่อบอุ่นขึ้นหรือไม่ ...
ผนังหินเย็นยะเยียบ ด้านหนึ่งแขวนไข่มุกร้อยสาย อีกด้านยังประดับด้วยภาพปักอัญมณี
ไข่มุกส่งประกายเปล่งปลั่ง ทางหนึ่งขับไล่ความมืดมน อีกทางยังชักนำใยชีวิตผู้คนกลับมา ...
เม่งไอ่ซีเมื่อลืมตา มิเพียงปะทะกับแสงไข่มุก ยังคล้ายปะทะกับแสงในดวงตาคนผู้หนึ่ง
นางยันกายขึ้นโดยเร็วตามสัญชาติญาณ ในทรวงอกรู้สึกคล้ายเย็นวาบ บัดเดี๋ยวจึงตระหนักว่าที่แท้มิใช่ความเย็น ทว่าเป็นความร้อนประหนึ่งเปลวไฟ นางที่ขยับกายรวดเร็วมิทันระวัง กระเทือนถึงพิษร้ายที่ถูกปลุกขึ้น
ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างพลันรวบร่างนางไว้ พอทรุดกายลงนั่งก็ทาบฝ่ามือบนหลังนาง ถ่ายทอดพลังอย่างแช่มช้า เม่งไอ่ซียามนี้รู้สึก ความปั่นป่วนในร่างกายสลายลง ไอเย็นและร้อนเข้าสู่ภาวะสมดุลย์ ลมหายใจดำเนินเป็นปกติ
พลันได้ยินคนผู้นั้นกล่าวว่า
"อย่าได้รีบร้อนเคลื่อนไหว ที่นี้หามีอันตรายใดไม่"
เม่งไอ่ซีกล่าวรับคำแผ่วเบา ค่อยเหลียวศีรษะอย่างแช่มช้า ผู้ที่ถ่ายทอดกำลังเมื่อครู่ยังคงนั่งชิดติดนาง มือสองข้างยังประคองไหล่นาง มาตรว่ากริยาและน้ำเสียงนุ่มนวลสุภาพ นางยังตระหนักถึงความควรมิควร ต้องเบี่ยงไหล่ออกนิดหนึ่ง
"ขอบคุณท่าน"
นางยามนี้แลเห็นคนผู้นั้นเต็มตา ที่แท้เป็นคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง คิ้วเรียวยาวใบหน้าคมสัน ทว่าสีหน้าเฉยเมยอย่างยิ่ง
... นางเพียงรู้สึกประหลาด ตนไฉนรู้สึกคุ้นเคยกับคนผู้นี้ ยามเพ่งมองถี่ถ้วน พลันเห็นดวงตาของเต็งลั่ง ...
... คนแปลกหน้าที่มีดวงตาเฉกเช่นเดียวกับเต็งลั่ง ...
ยามงงงันได้ยินคนผู้นั้นกล่าวว่า
"เราแซ่เจ็ง ผู้คนที่นี้เรียกหาเราเป็นเก็งจู้"
เม่งไอ่ซีที่สติปัญญาเปรื่องปราด จิตใจก็แข็งแกร่งอย่างยิ่ง แม้เพิ่งฟื้นตื่นยังสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่องไว ต้องอุทานว่า
"สถานที่นี้คือเทียนมึ้งเก็ง?"
คนผู้นั้นมิตอบคำถามนาง กลับกล่าวว่า
"ท่านก็เป็นเซี่ยวก่าจู้ผู้หนึ่ง นิกายของพวกเราที่เคยแตกแยก วันข้างหน้าบางทีสามารถหลอมรวมอีกครา ท่านเมื่ออยู่ที่นี้ก็จงพักให้สบายเถิด"
กล่าวจบพลันผุดลุกขึ้นเดินจากไป สุ้มเสียงแม้นุ่มนวล ดวงตาที่เป็นดุจเดียวกับคนคุ้นเคย แต่การกระทำยังรักษาระยะห่างช่วงหนึ่ง
เม่งไอ่ซียามจมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด กลับมิได้สังเกตเห็นคนอีกผู้หนึ่งที่เพิ่งเข้ามา
ได้ยินเสียงเรียกหาว่า
"เล้งฮูหยิน"
เม่งไอ่ซียังมิได้เห็นหน้าผู้มา ทว่าจากสุ้มเสียงก็ทราบแล้วว่าเป็นผู้ใด
"ปึงโกวเนี้ย?
เห็นนางร่างอรชรแบบบาง สวมอาภรณ์แพรสีครามเจือจาง ใบหน้างามซึ้งราวสลักจากหินบนฟากฟ้าก้อนหนึ่ง ที่แท้เป็นปึงซิ่วซิ่วเอง
เม่งไอ่ซียันกายลุกขึ้น คราวนี้เพิ่มความระมัดระวัง มิได้เร่งร้อนจนเลือดลมพลุ่งพล่านอีก ปึงซิ่วซิ่วก็รีบสาวเท้าเข้ามา โน้มกายลงที่ข้างเตียง ต่างหูเงินยาวกระทบกันเป็นเสียงสดใสไพเราะ อัญมณีที่ประดับบนศีรษะก็ส่องแสงวิบวับ เม่งไอ่ซีพลันรู้สึก ปึงซิ่วซิ่วที่งดงามราวกล้วยไม้ไพร ดวงตาที่คล้ายลึกลับคล้ายไร้เดียงสา ยามแต่งเติมยิ่งเพิ่มเสน่ห์ยวนใจประเภทหนึ่ง
ปึงซิ่วซิ่วก็รู้สึก เม่งไอ่ซียามนี้พิศวงในตัวนาง ทว่าเวลากระชั้นสั้นมิอาจอธิบายความกระจ่าง ได้แต่เร่งรีบกล่าวว่า
"ขอท่านวางใจ เรามิได้คิดร้ายต่อท่าน"
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มออกมา กล่าวว่า
"เราย่อมทราบความนั้น ท่านมิต้องกังวลไป"
ปึงซิ่วซิ่วจับแขนเม่งไอ่ซีแผ่วเบา รู้สึกถึงความร้อนในกายของอีกฝ่าย ต้องรีบถามว่า
"ให้ข้าพเจ้านำผ้ามาให้ท่านเช็ดตัวดีหรือไม่"
เม่งไอ่ซีสั่นศีรษะเล็กน้อย กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงรู้สึกกระหายน้ำ"
ปึงซิ่วซิ่วรีบลุกขึ้นเดินไปที่มุมห้อง เห็นบนโต๊ะมุกตัวเล็กจัดวางเตาใบน้อย บนเตามีกาน้ำชาป้านหนึ่ง นางใช้ผ้ารองมือกันความร้อน ถือจับหูน้ำชารินใส่ถ้วยดินเผาเล็กสองถ้วย จากนั้นจัดใส่ถาดเงินยกมาให้เม่งไอ่ซี
เม่งไอ่ซีพอจิบหมดถ้วยนึง รู้สึกในคอมีรสขม สักครู่จึงแปรเปลี่ยนเป็นรสหวานน้อยๆ ที่แท้เป็นชาผสมชะเอม เพียงสองจอกเล็กก็ดับกระหายหมดสิ้น
ปึงซิ่วซิ่วรับจอกว่างเปล่ามาวางบนถาด กล่าวว่า
"ในน้ำชายังมีตัวยาที่เก็งจู้ผสมขึ้น หนึ่งชั่วยามสกัดได้เพียงไม่กี่หยด ทว่ามีสรรพคุณดีเยี่ยม มิเพียงเพิ่มกำลังวังชา ยังช่วยรักษาอาการ เก็งจู้ให้ท่านรับยานี้ตลอดเจ็ดวัน อีกทั้งเดินลมปราณช่วยท่าน ขับตัวยาที่ท่านได้รับจากเจ่กเจ็กผู้นั้น"
เม่งไอ่ซีพลันรู้สึกงงงันวูบ ถามโพล่งว่า
"ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้เจ็ดวันแล้ว?"
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ท่านความจริงไม่ถึงกับสลบไสล แต่ตอนที่พิษยากำเริบ คล้ายไม่ได้สติอันใด ยังไม่ได้ยินผู้คนเรียกหา เพียงว่ากล่าวสองสามประโยคซ้ำไปมา"
เม่งไอ่ซีรีบถามว่า
"เป็นสองสามประโยคใด"
ปึงซิ่วซิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง สักประเดี๋ยวจึงกล่าวว่า
"ท่านในสามสี่วันแรก กล่าวว่าลั่งยี้ เมื่อใดท่านจึงมา..."
เม่งไอ่ซีถอนใจยาว ปึงซิ่วซิ่ววางถาดลงบนพื้น ยื่นมือมาเกาะกุมมือนาง คล้ายคิดแบ่งปันความเจ็บปวดรวดร้าวในใจอีกฝ่าย เม่งไอ่ซีพลันฝืนยิ้มขึ้น เอ่ยถามว่า
"หลังจากนั้นเล่า ข้าพเจ้ายังเพ้อพร่ำอันใด"
ปึงซิ่วซิ่วก็ฝืนยิ้ม ตอบคำว่า
"หลังจากนั้นท่านมักกล่าวว่า อิก ท่านเป็นไร..."
เม่งไอ่ซีกระพริบตาถี่ๆ ตนเมื่อรับประทานยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย กระตุ้นพิษในกายกำเริบ คาดหวังเต็งลั่งยินยอมเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง มิคาดเต็งลั่งกลับมีความคิดของเขา นางในยามสับสนว้าวุ่น สายใยสัมพันธ์ตัดมิขาด ย่อมละเม้อเพ้อพกถึงเต็งลั่ง
... แต่เล้งอิกเล่า ... เล้งอิกอยู่ที่ฮวงจึง รายล้อมด้วยบริวารที่มากฝีมือ นางเมื่อจากมาก็รู้สึกวางใจ มิทราบในภวังค์ไฉนวิตกกังวล ...
ยังมิทันครุ่นคิดต่อไป ได้ยินปึงซิ่วซิ่วเอ่ยว่า
"อีกสักครู่เล่าฮูหยินคงมาเยี่ยมท่าน ทุกวันนางมักมาเวลานี้"
เม่งไอ่ซีพอคาดเดาได้ เล่าฮูหยินที่ปึงซิ่วซิ่วเอ่ยถึงคือผู้ใด หากยังรู้สึกประหลาดใจ เวลานี้คล้ายดึกดื่นอย่างยิ่ง เล่าฮูหยินผู้นั้นไฉนยังไม่เข้าสู่ห้วงนิทรา
ปึงซิ่วซิ่วกลับสามารถอ่านใจเม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"เล่าฮูหยินคืนหนึ่งนอนเพียงไม่กี่ชั่วยาม ข้าพเจ้าเคยได้ยินนางกล่าวแก่บ่าวไพร่ ผู้ชราเหลือวันเวลาน้อย ยังคงรักษาเวลาตื่นให้มาก"
เม่งไอ่ซีรำลึกถึงถ้อยคำของบิดา เล่าฮูหยินผู้นั้นย่อมหมายถึงอั้งเง็กเซียนนึ้งที่เป็นกิมแชฮูหยินรุ่นก่อน มิเพียงเป็นย่าของของเก็งจู้ที่นางเพิ่งพบเห็น ยังเป็นย่าของเต็งลั่ง นางเมื่อครู่รู้สึกคุ้นเคยกับเก็งจู้ เนื่องเพราะเขามีดวงตาเช่นเดียวกับเต็งลั่ง กระทั่งสุ้มเสียงยังคลับคล้ายกันหลายส่วน ...
ปึงซิ่วซิ่วก็คล้ายคำนึงถึงเรื่องเดียวกับนาง ยามนี้ถอนใจน้อยๆ เอ่ยว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อแรกพบเต็งกงจื้อ รู้สึกว่าเขาคลับคล้ายเก็งจู้อย่างยิ่ง ทว่าเต็งกงจื้อยัง ..."
นางพลันชะงักถ้อยคำ มิกล้าว่ากล่าวสืบไป เม่งไอ่ซีต้องทวนคำย้อนถามว่า
"เต็งลั่งยัง ...?"
ปึงซิ่วซิ่วพลันปั้นสีหน้าเรียบเฉย เม่งไอ่ซีที่มีประสบการณ์มากกว่า ย่อมทราบในใจโกวเนี้ยน้อยนี้คิดอันใด พลันกล่าวแทนว่า
"เต็งลั่งยังมีชีวิตชีวากว่า ใช่หรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วยามกระอักกระอ่วนใจ สีหน้ากลับยิ่งคล้ายรูปปั้น รีบลุกขึ้นยกถาดน้ำชาไปวางที่โต๊ะตัวน้อย นางที่ว้าเหว่แต่เยาว์วัย อารมณ์ความรู้สึกเช่นมนุษย์ทั่วไปถูกเก็บงำไว้มิดชิด ยามโศกเศร้ากลับมีสีหน้าแย้มยิ้ม ยามเอียงอายยังกระด้างยิ่งกว่าศิลา ความรู้สึกที่หวั่นวูบในใจ กระทั่งคิดยังไม่กล้าคิด ...
เม่งไอ่ซีย่อมเข้าใจอารมณ์ของสตรีสาว ยามนี้คิดเปลี่ยนหัวข้อสนทนา กล่าวว่า
"เทียนมึ้งเก็งมีผู้คนมากน้อยเท่าใด"
ปึงซิ่วซิ่วหันหน้ากลับมา ตอบคำว่า
"ผู้คนที่อยู่ที่นี้มีราวร้อยเศษ ที่อยู่เบื้องนอกข้าพเจ้ามิอาจทราบ"
"ท่านใช่สามารถบอกต่อข้าพเจ้า ท่านมีศักดิ์ศรีใดในเทียนมึ้งเก็ง"
ปึงซิ่วซิ่วก้มศีรษะลง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเวลานี้หามีตำแหน่งใดไม่ ทว่าเมื่อก่อนเคยเป็นหนึ่งในเจ็ดนางงามของยี่เก็งจู้"
เม่งไอ่ซีทวนคำว่า
"เจ็ดนางงาม?"
ปึงซิ่วซิ่วกลับแย้มยิ้มขึ้น ดวงตาที่เรียบเฉยเมื่อครู่คล้ายแปรเปลี่ยนเป็นดาวดวงหนึ่ง ทั้งสุกใสเปล่งประกาย ทั้งมีเสน่ห์ลึกลับชวนลุ่มหลง
"เจ็ดนางงามคือนางบำเรอของยี่เก็งจู้ ทุกห้าปีต้องคัดเลือกใหม่ ข้าพเจ้าเมื่ออายุเพียงสิบเอ็ดปีก็เป็นหนึ่งในเจ็ดนางงาม เมื่ออายุสิบหกจึงพ้นจากหน้าที่นี้ ถูกส่งไปอยู่ในหมู่บ้านใกล้กับฮวงจึง"
เม่งไอ่ซีรับฟังจนเกิดความรู้สึกยากบรรยาย ยามมองดูปึงซิ่วซิ่วยังคล้ายสามารถแลเห็นความรวดร้าวของเด็กหญิงอายุสิบเอ็ดปีผู้หนึ่ง
ปึงซิ่วซิ่วยังคงยืนอยู่ที่มุมห้อง ท่ายืนชดช้อยอย่างยิ่ง ขับเน้นความงามจนแม้ไข่มุกร้อยสายยังมิกล้าเทียบรัศมี นางยามนี้ราวกับเปลี่ยนเป็นคนละคน เม่งไอ่ซีคิดเอ่ยวาจาปลอบประโลม ทว่าถ้อยคำมิอาจล่วงพ้นลำคอ ปึงซิ่วซิ่วกลับเอ่ยขึ้นมาเองว่า
"ท่านยังจำได้ เมื่อพวกเราอยู่ที่น่ำไฮ้ก่า ข้าพเจ้าเคยบ่งบอก เมื่อเยาว์วัยเคยร่ำเรียนวิชาสามประการ"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะคราหนึ่ง ปึงซิ่วซิ่วเอ่ยสืบไปว่า
"วิชาประการที่สามของข้าพเจ้า ยังเรียนรู้เร็วกว่าสองวิชาแรก เรียกว่าวิชายั่วยวนบุรุษ"
เม่งไอ่ซีพลันมีหยาดน้ำรื้นในดวงตา ได้แต่ข่มกลั้นไว้อย่างสุดความสามารถ ปึงซิ่วซิ่วยามนี้คล้ายลำธารที่ทำนบแตกร้าว ถ้อยคำยังคงพรั่งพรูไม่ขาดสาย
"ข้าพเจ้าหามีวิชาฝีมือใดติดตัว แต่วิชายั่วยวนจัดอยู่ในอันดับหนึ่ง ยี่เก็งจู้มีเจ็ดนางงาม ทว่าอีกหกนางงามล้วนตกไป ข้าพเจ้าจึงเป็นบุคคลที่เขาชมชอบที่สุด ถวิลหาที่สุด งึ่นแชฮูหยินที่เป็นภรรยาเขาชิงชังข้าพเจ้ายิ่งนัก เมื่อข้าพเจ้าพ้นตำแหน่งเจ็ดนางงาม นางส่งข้าพเจ้าไปอยู่กับบ้วนซิงแซ เนื่องเพราะนางทราบ บ้วนซิงแซก็ชมชอบสตรีเยาว์วัย ..."
เม่งไอ่ซีกล้ำกลืนความรู้สึกลง นัยน์ตาจับจ้องที่ปึงซิ่วซิ่ว เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"มีถ้อยคำหนึ่งที่ท่านควรทราบ"
ปึงซิ่วซิ่วก็แลสบตากับนาง ถามว่า
"เป็นถ้อยคำใด"
เม่งไอ่ซีกล่าวอย่างแช่มช้าว่า
"เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับคนผู้หนึ่ง หากเขามิได้เป็นผู้กระทำ ทว่าถูกบังคับขู่เข็ญ เขาทั้งมิอาจขัดขวางฤาหลีกหนี ทั้งยังต้องแสดงทีท่ายินยอม คนผู้นี้ย่อมยังเป็นผู้บริสุทธิ์"
ปึงซิ่วซิ่วคล้ายสั่นสะท้านขึ้น กล่าวว่า
"หากเป็นดังที่ท่านว่ากล่าว นางคณิกาในโลกใช่บริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งสิ้น"
เม่งไอ่ซีพยักหน้าคราหนึ่ง กล่าวว่า
"หากมิได้ยินดีปรีดา เพียงฝืนกระทำอย่างจำใจ ย่อมเป็นผู้บริสุทธิ์"
ปึงซิ่วซิ่วโพล่งออกมาอีกว่า
"อย่างนั้นฆาตกรเล่า ข้าพเจ้าที่ฆ่าผู้คนมากมาย ยังเป็นผู้บริสุทธิ์?"
เม่งไอ่ซีต้องข่มกลั้นจิตใจอย่างสุดระงับ ฝืนความรู้สึกที่พลุ่งพล่าน กล่าวว่า
"ท่านยังเยาว์วัยนัก ผู้คนที่บงการท่านจึงเป็นฆาตกรที่แท้"
ปึงซิ่วซิ่วทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ กล่าวอย่างรันทดท้อแท้
"เสียดายที่คนในโลกมิได้คิดเช่นท่าน ข้าพเจ้าคิดใคร่เชื่อฟังถ้อยคำท่าน จนใจที่มิอาจยอมรับ"
เม่งไอ่ซีสะทกสะท้อนใจ ต้องเรียกนามปึงซิ่วซิ่วออกมา
"วันเวลาของท่านยังมีอีกยาวไกล ต่อไปนี้ท่านติดตามข้าพเจ้า หามีผู้ใดทำร้ายท่านได้อีก"
ปึงซิ่วซิ่วพลันแย้มยิ้มขึ้น รอยยิ้มที่คล้ายบุปผาแรกแย้ม ดวงตาเปี่ยมแววจริงใจ
"เพียงได้ยินถ้อยคำท่าน ข้าพเจ้าก็มีความสุขนัก"
เม่งไอ่ซีก็แย้มยิ้มตอบ ทว่ายังมิทันเอ่ยปาก ปึงซิ่วซิ่วชิงโบกมือกล่าวก่อนว่า
"ท่านเป็นสตรีที่พิเศษ ข้าพเจ้าเมื่อแรกพบท่าน เข้าใจว่าท่านเป็นเยี่ยงสตรีสูงส่งนางอื่น เพียงสนใจตนเอง สนใจผู้คนระดับเดียวกับตนเอง กับผู้คนเยี่ยงข้าพเจ้ายังถือเป็นเศษหินกรวดทราย ทว่าท่านหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเยี่ยงนี้เต็งกงจื้อจึง ..."
วาจามิทันว่ากล่าวต้องรีบกล้ำกลืนลง เนื่องเพราะเม่งไอ่ซีส่งสัญญาณให้คราหนึ่ง ดวงตาแลไปที่ประตู
ปึงซิ่วซิ่วย่อมทราบความทันที รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ ถอยออกมายืนด้านข้าง ...
ได้ยินเสียงคล้ายกระดิ่งสั่นไหว บังเกิดเป็นเสียงไพเราะเพราะพริ้ง สักครู่จึงเห็นคนผู้หนึ่งก้าวเดินชดช้อยเข้ามา อาภรณ์ยาวถักทอด้วยไหมสีทอง ผมหงอกขาวเกล้าเป็นมวยสูง ประดับด้วยเครื่องทองเข้าชุดกัน ที่ลำคอมีสร้อยทองเส้นบาง ห้อยไว้ด้วยจี้รูปดาวทองอันหนึ่ง
เม่งไอ่ซีย่อมรับรู้ได้ทันที ยามนี้ประสานมือทำความเคารพ ปากเอ่ยว่า
"กิมแชฮูหยิน? เล่าฮูหยิน?"
สตรีชรายิ้มอย่างอ่อนหวาน ในดวงตายังมีแววเมตตาปรานีอย่างยิ่ง ได้ยินนางเอ่ยช้าๆ ว่า
"คำเรียกกิมแชฮูหยินย่อมมิถูกต้อง เราเป็นเพียงอดีตดาวทองนางหนึ่ง ยังคงเรียกเล่าฮูหยินเถิด"
เม่งไอ่ซีเพียงผงกศีรษะ มิได้เอ่ยวาจาอันใด ปึงซิ่วซิ่วรีบยกเก้าอี้เข้ามา จากนั้นล่าถอยออกนอกประตูไปอย่างรวดเร็ว
เล่าฮูหยินทรุดกายลงนั่ง รอจนไร้สรรพเสียงทั้งปวงจึงเอ่ยถามว่า
"เซี่ยวก่าจู้รู้สึกดีขึ้น?"
เม่งไอ่ซียังคงพยักหน้าเป็นคำตอบ เล่าฮูหยินก็คล้ายมิได้ถือสา กล่าวต่อไปว่า
"เราเมื่อทราบเรื่องราวจากเซ่งเง็กบุตรชาย ก็รู้สึกปลาบปลื้มยิ่ง ยังเสียดายหลานชายเราที่กำเนิดจากกิมแชฮูหยินอีกท่านหนึ่งมิยอมกลับคืนสู่ตระกูล"
เม่งไอ่ซีย่อมมิอาจนิ่งเฉยต่อไป ยามนี้เอ่ยว่า
"ท่านหมายถึงเต็งลั่ง?"
เล่าฮูหยินพยักหน้า แย้มยิ้มกล่าวว่า
"เราย่อมหมายถึงเต็งลั่ง อันที่จริงเขาควรใช้แซ่เจ็ง ดังนั้นเรียกว่าเจ็งลั่ง ตั่วเจ่เจ๊เรามุ่ยเง็กเซียนนึ้งบอบช้ำแทบล้มตาย ยังเป็นฝีมือหลานเราผู้นี้"
นางว่ากล่าวถึงเจ้ม่วยร่วมสายโลหิตที่แทบสิ้นชีวิต สีหน้ายังคงยิ้มแย้มแจ่มใส กล่าวต่อไปว่า
"เจ่เจ๊เราประมือกับเล้งอิกคราหนึ่ง มาตรว่าบอบช้ำทว่ายังมีทางรักษาฟื้นฟู คาดไม่ถึงรับฝ่ามือเดียวของเต็งลั่ง ถึงกับสูญเสียพลังฝีมือ กระดูกนิ้วมือก็หักทำลาย หนำซ้ำหลานเรายังลงมือเมื่อร่างกายไม่สมบูรณ์ เราผู้เฒ่าย่อมปลาบปลื้มนัก"
เม่งไอ่ซีพลันตระหนัก สตรีชรานี้เปลือกนอกนุ่มนวลอ่อนโยน ภายในกลับเลือดเย็นนัก ยามกล่าวถึงเจ้ม่วยที่บาดเจ็บสาหัส กลับมิได้รันทดหดหู่ นางเวลานี้นึกถึงเต็งลั่ง รู้สึกห่วงใยอย่างยิ่ง เต็งลั่งที่ถูกแทงแทบถึงหัวใจ อีกทั้งยังฝืนใช้พลัง มิทราบบัดนี้เป็นอย่างไร
เล่าฮูหยินเอ่ยขึ้นอีกว่า
"ดังนั้นเราจึงยินดีนักที่ท่านมาเยือนสถานที่นี้"
เม่งไอ่ซีกล่าวเบาๆ ว่า
"ขอบคุณท่านที่ให้ที่พำนักชั่วคราว"
เล่าฮูหยินโบกมือคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เพียงให้ที่พำนักแก่เซี่ยวก่าจู้ แลกกับสิ่งที่เรากำลังจะได้มา คิดแล้วเราผู้เฒ่ายังได้กำไรหลายเท่า"
เม่งไอ่ซีงุนงงวูบหนึ่ง กล่าวว่า
"มิทราบเล่าฮูหยินมีกำไรใด"
เล่าฮูหยินแย้มยิ้มเบิกบาน อายุยังคล้ายเยาว์วัยไปอักโข นางลูบคลำผมเผ้าพลางกล่าวว่า
"ได้ยินว่าท่านกับหลานเราผูกพันรักใคร่ ในเมื่อมีเซี่ยวก่าจู้อยู่ที่นี้ หลานชายเราย่อมสมัครใจมาเยี่ยมเยียนเราผู้เฒ่าสักคราหนึ่ง จากนั้นร่วมดื่มสุรามงคล"
เม่งไอ่ซีพลันยืดกายขึ้น ศีรษะตั้งตรงราวนางพยัคฆ์ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้ากับเต็งลั่งผูกพันกันมาแต่เยาว์วัย ทว่าจะอย่างไรข้าพเจ้าก็เป็นสตรีมีสามี พวกเราแม้มีสายใยที่ไม่อาจตัดขาด ยังคงไม่เคยคิดลบหลู่ประเพณี"
เล่าฮูหยินแลสบตาเม่งไอ่ซีพลันหัวร่อขึ้น กล่าวว่า
"ท่านไม่คิดลบหลู่ประเพณี เรากลับไม่สนใจประเพณี อย่าว่าแต่ เมื่อเราส่งข่าวบอกเล่าออกไป เม่งเซี่ยวก่าจู้ที่งดงามมารอเป็นเจ้าสาวอยู่ที่นี้ ปลาตัวสำคัญที่เราอยากรับประทานยังต้องรีบสืบเสาะมา"
เม่งไอ่ซีคล้ายสะดุ้งขึ้น รีบถามว่า
"ท่านหมายถึง ..."
แววตาอบอุ่นนุ่มนวลของเล่าฮูหยินพลันสลายคลาย เห็นแต่ประกายชิงชังกราดเกรี้ยว เม่งไอ่ซีพลันรู้สึกขนลุกเกรียว ได้ยินอีกฝ่ายแค่นเสียงกล่าวว่า
"เราย่อมหมายถึงเล้งอิกที่ชะตาขาด ..."
|