|
หยาดฝนเพิ่งอำลา สายลมที่โบกพัดเจือความอบอุ่นแห่งรุ่งอรุณ ...
ลิ้มเต็กเฮียะครึ่งหลับครึ่งตื่นอยู่ตลอดคืน ร่างกายอ่อนล้าอย่างยิ่ง ทว่าสติยังแจ่มใสดังกระต่ายเปรียว
นางเมื่อคืนซุกกายในซอกหลืบของรากไม้ อาศัยไทรโบราณขนาดมหึมาเป็นแหล่งพักพิง มาตรว่ายังตื่นตระหนกกับเรื่องราวที่พานพบ ยังรู้สึกคล้ายปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้ร่มไทรรกครึ้ม ...
เล้งอิกกับเซียงกงจู้ก็พักผ่อนอยู่ด้านข้าง เซียงกงจู้ยังคงสลบไสลไม่ได้สติ เล้งอิกใช้เสื้อยาวของเขาคลุมลงบนร่างนาง เมื่อคืนยังประคองนางไว้แนบชิด ถ่ายทอดพลังรักษาอาการบาดเจ็บ ลิ้มเต็กเฮียะชมดูจนรู้สึกเลื่อมใส นางตอนแรกเข้าใจว่าเล้งจึงจู้เป็นดังไม้แข็งมากระเบียบ เพียงเดินทางตรงไม่รู้จักยืดหยุ่น นึกไม่ถึงเขาปฏิบัติเช่นนี้ต่อเซียงกงจู้ ละทิ้งธรรมเนียมเคร่งครัดระหว่างชายหญิง มุ่งรักษานางให้ฟื้นฟูพลังโดยเร็ว
เล้งอิกก็เห็นลิ้มเต็กเฮียะลืมตาตื่น เซียงกงจู้ยังคงอิงศีรษะอยู่กับไหล่เขา ไม่สะดวกกับการขยับกาย เห็นลิ้มเต็กเฮียะนั่งคุดคู้ ผมเผ้ายังคงชุ่มไปด้วยหยาดฝน ไม่ทราบนางรู้สึกหนาวหรือไม่ ยังมี เมื่อวานยังไม่ทันรับประทานอาหารก็เกิดเรื่อง ตนรู้สึกหิวโหยยิ่ง ลิ้มเต็กเฮียะที่เยาว์วัยยังมิใช่ทุกข์ทรมานกว่า ...
เมื่อคืนที่รักษาอาการ พบว่าเซียงกงจู้ร่างกายบอบบาง กำลังภายในก็มิได้กล้าแข็ง ยามนี้นางนิทราพักผ่อน เล้งอิกย่อมไม่คิดรบกวน ดังนั้นจึงไม่อาจสนทนากับลิ้มเต็กเฮียะ ได้แต่ส่งสายตาไปที่นาง
ลิ้มเต็กเฮียะก็เบิกตากลมโตจ้องมองเขา สักครู่จึงวาดนิ้วขีดบนอากาศไปมา ที่แท้เขียนคำว่า "หง่อ" (หิว)
เล้งอิกอดมิได้ต้องยิ้มออกมา ลิ้มเต็กเฮียะก็แย้มยิ้มเช่นเดียวกับเขา วาดนิ้วอีกคราเป็นคำว่า "หวม" (ข้าวสุก)
คราวนี้เล้งอิกมิอาจอยู่เฉย ยื่นมือขึ้นข้างหนึ่ง วาดเป็นคำว่า "ทึง" (น้ำแกง) ลิ้มเต็กเฮียะที่ซุกซนย่อมมิยินยอม รีบวาดนิ้วเป็นคำสองคำ เล้งอิกแทบหัวเราะออกมา ที่แท้นางเขียนว่า "ฉ่าไช่" (ผัดผัก) ...
พวกเขาเมื่อคืนเกือบได้รับประทานผัดผักฝีมือนาง ลิ้มเต็กเฮียะที่เป็นผู้ลงมือปรุง ย่อมถวิลหายิ่งกว่าผู้ใด
ลิ้มเต็กเฮียะยิ่งเขียนยิ่งสนุกสนาน เห็นเล้งอิกดวงตาเป็นประกาย ความอ่อนล้าคล้ายมลายหายไป นางพลันเขียนคำ "หยี่" (ขนมโก๋) เจ็ดแปดครั้ง เล้งอิกที่นึกเอ็นดูโกวเนี้ยน้อย ยังต้องรีบวาดมือขึ้น เขียนคำว่า "ป้า" (อิ่มหนำ) ...
เขาความจริงเพิ่งรู้จักนาง เมื่อคืนยังระแวงนางเป็นผู้ใดปลอมแปลงมา สุดท้ายกลับช่วยเหลือนางมาด้วยกัน ยามนี้นึกถึงจูเพ่งเอ็งที่แรกเริ่มเป็นมิตร ภายหลังกลับกลายเป็นศัตรู ได้แต่หวังลิ้มเต็กเฮียะมิเป็นเช่นนั้น
จิตหวนระลึกถึงจูเพ่งเอ็ง อดครุ่นคิดมิได้ นางที่เยาว์วัยกลับมีพลังฝีมือแกร่งกล้า หนำซ้ำยังคล้ายมีวิชาลึกลับประเภทหนึ่ง มัจฉาใช่ว่ากล่าวกับเขา จูเพ่งเอ็งสามารถสะกดจิตตนเอง ที่แท้เป็นเรื่องจริงหรือไม่ ...
เซียงกงจู้ที่แอบอิงอยู่พลันฟื้นตื่นขึ้น พอขยับตัวก็รู้สึกปวดแปลบไปทั้งร่าง ศีรษะหนักอึ้งจนแทบล้มไปเบื้องหน้า
เล้งอิกรีบคว้าจับนางไว้ กล่าวว่า
"ระวังให้มาก"
เซียงกงจู้สงบใจเดินลมปราณ รู้สึกภายในยังคงบอบช้ำ บาดแผลที่หัวไหล่ยังมีโลหิตไหลซึม ยามยกมือขึ้นลูบคลำ พบว่ามีผ้าพันไว้ ที่แท้เป็นชายเสื้อยาวของเล้งอิก นางพยายามย้อนนึกถึงเรื่องราวเมื่อคืน เห็นใบหน้าของมัจฉาและจูเพ่งเอ็งในมโนภาพ ต้องรีบถามว่า
"พวกเหล่านั้นเล่า"
เล้งอิกย่อมคาดเดาออกว่านางหมายถึงผู้ใด สบตากับลิ้มเต็กเฮียะพลางตอบว่า
"พวกเขาอาจบางทีไล่ล่าติดตามมา ข้าพเจ้าเมื่อคืนพาท่านและลิ้มโกวเนี้ยหลบหนี สุดท้ายพำนัก ณ สถานที่นี้"
เซียงกงจู้พยายามระงับความเจ็ดปวด ยามเมื่อภัยภิบัติยังมิคลาย นางยังคงสั่งตนเองปลุกปลอบกำลังใจ อาศัยสองมือยันกายลุกขึ้น เล้งอิกก็รีบลุกตามนาง ลิ้มเต็กเฮียะที่รับประทานขนมโก๋จินตนาการเจ็ดแปดอันก็คล้ายมีกำลังวังชา กระโดดปราดขึ้นเช่นกัน
เซียงกงจู้เดินสำรวจทั่วบริเวณ กระทั่งพื้นดินยังพินิจพิจารณา สักครู่จึงกล่าวว่า
"สถานที่แถบนี้มีต้นไม้ใหญ่มากมาย พื้นดินเป็นดินเหนียว เมื่อคืนถูกฝนตกใส่เปียกชื้น เดินไม่ระวังอาจลื่นหกล้ม"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันยกเท้าขึ้น ชี้ให้ดูพื้นรองเท้านาง กล่าวว่า
"พื้นรองเท้าข้าพเจ้าฝังหินคม เป็นรองเท้าที่ชาวโม้งสวมใส่ เดินเหินปีนป่ายสะดวกแคล่วคล่อง หาต้องพะวงเรื่องลื่นล้มไม่"
เซียงกงจู้มองดูรองเท้าของลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"ถอดออกมาให้แก่เรา"
ลิ้มเต็กเฮียะงงงันวูบ ถามว่า
"ท่านหมายถึงรองเท้าของข้าพเจ้า"
เซียงกงจู้ยามนี้กลับคล้ายนางโจรข่มขู่ผู้คน กระชากเสียงว่า
"รีบถอดออกมาให้แก่เรา"
ลิ้มเต็กเฮียะแลสบตากับเล้งอิก เห็นเล้งจึงจู้ก็งุนงงเช่นเดียวกับนาง ยามเผชิญกับเซียงกงจู้ที่ประหลาดพิสดาร ไม่ทราบต้องมีศีรษะใหญ่โตปานใดจึงตามความคิดนางทัน ...
ลิ้มเต็กเฮียะได้แต่ก้มลงถอดรองเท้า เห็นเซียงกงจู้ก็ถอดรองเท้าออกเช่นกัน นางยื่นส่งรองเท้าให้ลิ้มเต็กเฮียะ กล่าวว่า
"ท่านสวมใส่ของเรา เราสวมใส่ของท่าน"
รองเท้าของเซียงกงจู้เป็นรองเท้าผ้าคู่หนึ่ง พื้นชั้นในทำด้วยหนังสัตว์ฟอกนุ่ม ยามเดินเหินรู้สึกสบายเท้าอย่างยิ่ง ลิ้มเต็กเฮียะอดสงสัยมิได้ เซียงกงจู้ไฉนคิดเปลี่ยนรองเท้ากับนาง ดูสีหน้าท่าทีของเซียงกงจู้ คงมิใช่ปรารถนาดีให้นางเดินสบาย ...
เซียงกงจู้พลันเฉลยออกมาเองว่า
"หากพบพานศัตรูเมื่อค่ำคืน เรายังคงต่อสู้โดยใส่รองเท้าของท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะร้องอ้อออกมา กล่าวว่า
"ที่แท้ท่านกลัวลื่นล้ม"
เซียงกงจู้ผงกศีรษะยอมรับ กล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมยว่า
"สภาพร่างกายเรามิสมบูรณ์พร้อม กับพื้นดินเช่นนี้มิอาจทรงตัวยืนหยัดมั่น ส่วนท่านปราศจากวิชาฝีมือ ยามเผชิญศัตรูไม่อาจเข้าปะทะ ใส่รองเท้าเยี่ยงใดล้วนเป็นเฉกเช่นเดียวกัน"
กล่าวถึงตอนนี้นางพลันนึกถึงสิ่งใดขึ้นมา เขม้นมองลิ้มเต็กเฮียะ ถามอย่างคาดคั้นว่า
"ท่านเมื่อคืนใช้ลวดลายใดต่อไกรสร"
เล้งอิกก็มีสีหน้างงงัน ยามนี้แลดูเซียงกงจู้ ถามว่า
"เป็นนางที่ทำร้ายไกรสร"
เซียงกงจู้พยักหน้า กล่าวว่า
"เมื่อคืนเรามิได้ใช้อาวุธลับ ท่านก็มิได้ใช้ ในสถานที่นั้นเพียงมีนาง อาวุธลับที่นางใช้ร้ายกาจยิ่ง เพียงขว้างออกก็สามารถพุ่งเข้าหาเป้าเคลื่อนไหวได้เอง"
เล้งอิกหันมาทางลิ้มเต็กเฮียะ ถามว่า
"ท่านเป็นผู้ใช้อาวุธลับนั้น"
ลิ้มเต็กเฮียะได้แต่พยักหน้า เซียงกงจู้กล่าวขึ้นอีกว่า
"เราได้ยินมัจฉากล่าวว่า อาวุธนั้นคือดาวทอง ท่านที่แท้เป็นคนของผู้ใด ได้ของเช่นนั้นมาจากที่ใด"
ลิ้มเต็กเฮียะมองดูพวกเขาสลับกัน ถอนใจกล่าวเบาๆ ว่า
"ข้าพเจ้าก็มิทราบ ของเหล่านั้นเป็นของสิ่งใด เพียงได้รับกำนัลจากคนผู้หนึ่ง"
เซียงกงจู้ขมวดคิ้วคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เป็นผู้ใดกำนัลแก่ท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะถอนใจหลายครั้งหลายครา พลันตัดใจกล่าวว่า
"เป็นลูกพี่ลูกน้องของข้าพเจ้าที่เพิ่งพบกัน เมื่อเขาส่งข้าพเจ้าออกมาจากสถานที่นั้น พลันมอบถุงผ้าแก่ข้าพเจ้าใบหนึ่ง กล่าวว่าหากมีเภทภัยใดกล้ำกรายถึงชีวิต ไม่ว่าสิ่งของใดในถุงผ้าล้วนช่วยข้าพเจ้าได้ ทว่าหากมิมีเภทภัย อย่าได้หยิบฉวยออกมาเด็ดขาด"
เซียงกงจู้มองลิ้มเต็กเฮียะอย่างใคร่ครวญ กล่าวว่า
"ลูกพี่ลูกน้องของท่านมีอาวุธร้ายกาจนัก ยังมี ท่านสาดน้ำถังหนึ่งใส่ไกรสร ทำลายผิวหนังเขาจนปวดแปลบ ที่แท้ผสมตัวยาใด"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันมีสีหน้าพิกลยิ่ง กล่าวว่า
"หาใช่ตัวยาใด เพียงแต่โกวโกวท่านมักแช่พริกแห้งในถังนั้นทั้งคืน ใช้ฉีดพ่นขับไล่หนอนแมลงตามกิ่งไม้"
เซียงกงจู้คล้ายยิ้มคล้ายบึ้ง กล่าวว่า
"ท่านที่เป็นโกวเนี้ยน้อย สติปัญญากลับไม่เลว"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบกล่าวว่า
"ยามกะทันหันผู้คนย่อมลงมือโดยสัญชาติญาณ ข้าพเจ้าเมื่อก่อนปลูกต้นไม้ดอกไม้ ยามเห็นสุนัขแมวเข้ามาขุดแปลงดิน มักสาดน้ำในถังใส่"
เซียงกงจู้สลายรอยยิ้มลง ปั้นหน้าเย็นชาถามอีกว่า
"เมื่อครู่ท่านกล่าวว่าถูกส่งออกจากสถานที่นั้น ที่แท้หมายถึงสถานที่ใด"
ลิ้มเต็กเฮียะก้มศีรษะลง มองดูรองเท้าผ้าของเซียงกงจู้ที่ห่อหุ้มเท้าของนาง กล่าวเบาๆ ว่า
"สถานที่นั้นคือเทียนมึ้งเก็ง"
เซียงกงจู้อุทานออกมา กล่าวว่า
"ท่านมาจากเทียนมึ้งเก็ง?"
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าความจริงคิดบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดแก่พวกท่าน มิคาด เมื่อคืนเกิดเหตุประหลาดมากหลาย หามีเวลาอธิบายไม่"
เซียงกงจู้พลันหันไปทางเล้งอิก กล่าวว่า
"พวกเราไป"
เล้งอิกไม่ทราบนางคิดทำสิ่งใด ต้องถามว่า
"ไปที่ใด"
เซียงกงจู้ถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย แสดงสีหน้าประหนึ่งว่าผู้คนทั้งโลกล้วนติดค้างนาง คล้ายลืมเลือนว่าเล้งอิกเมื่อคืนแบกนางหลบหนี ถ่ายทอดพลังแก่นาง ชำระบาดแผลให้นาง ลิ้มเต็กเฮียะก็เพิ่งกำนัลรองเท้าดีแก่นางคู่หนึ่ง
คนถอนใจเหยียดยาว สุดท้ายยังคงเอ่ยออกมา
"พวกเราทางหนึ่งสอดส่ายสายตา มองหาสิ่งของรับประทาน อีกทางฟังโกวเนี้ยน้อยบอกเล่าเรื่องราว ย่อมดีกว่ายืนเจรจาโต้ตอบกันอยู่ที่นี้ วาจาของข้าพเจ้า พวกท่านกระจ่างแจ้งหรือไม่"
เล้งอิกกับลิ้มเต็กเฮียะแลสบตากันอีกครา คิดร่วมทางกับกงจู้แห่งเทียนไล้กัง มิเพียงต้องวิ่งตามความคิดนาง ยังต้องตามอารมณ์ปรวนแปรของนาง ...
... ที่ร้ายกว่านั้น พวกเขาแม้ไม่คิดร่วมทางกับนางก็ทำไม่ได้ ...
คลื่นเล็กคลื่นน้อยสาดซ่ากระทบฝั่ง ทะเลหามีวันไร้สรรพสำเนียงไม่ ...
เม่งไอ่ซีออกมาข้างนอกแต่เช้า ปึงซิ่วซิ่วก็ติดตามที่เบื้องหลัง
ฝีเท้าพวกนางแช่มช้าแผ่วเบา ดวงหน้าสงบเงียบเรียบเฉย แววตานิ่งแน่วดังราวสตรีทรงศีล
... เปลือกนอกเป็นเช่นหินผา จิตใจกลับว้าวุ่นยิ่งกว่าเกลียวคลื่น ...
ผ่านไปเนิ่นนาน ปึงซิ่วซิ่วจึงเอ่ยขึ้นว่า
"สถานที่นี้มีบุคคลสำคัญเพียงสองท่าน หนึ่งคือเล่าฮูหยิน สองคือเก็งจู้"
เม่งไอ่ซีเพียงนิ่งฟัง มิได้หันกายกลับมา ปึงซิ่วซิ่วกล่าวต่อไปว่า
"ที่เล่าฮูหยินว่ากล่าวแก่ท่าน หากเก็งจู้มิเห็นด้วย ย่อมมิอาจเป็นไปเช่นนั้น"
เม่งไอ่ซีในใจครุ่นคิด ปากถามว่า
"เล่าฮูหยินรับฟังเก็งจู้?"
ปึงซิ่วซิ่วเดินอ้อมมาทางด้านหน้านาง ตอบคำว่า
"เล่าฮูหยินย่อมรับฟังเก็งจู้ นางมาตรว่าไม่เห็นด้วย ยังคงไม่เคยขัดเก็งจู้มาก่อน"
เม่งไอ่ซีถามต่อไปว่า
"ผู้ที่มีฝีมือเป็นอันดับหนึ่งที่นี้ ย่อมเป็นเก็งจู้"
ปึงซิ่วซิ่วผงกศีรษะ เม่งไอ่ซีถามขึ้นอีกว่า
"อย่างนั้นอันดับสองเล่า ใช่เป็นยี่เก็งจู้"
ปึงซิ่วซิ่วสั่นหน้าอย่างรวดเร็ว สองตาสอดส่ายระวังผู้คน กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า
"ยี่เก็งจู้ความจริงฉลาดปราดเปรื่อง หากท่านฝึกวิชาเช่นเดียวกับเก็งจู้ อาจบางทีมีฝีมือใกล้เคียง เสียดายท่าน ..."
เม่งไอ่ซีรีบถามว่า
"เสียดายอันใด"
ปึงซิ่วซิ่วเม้มริมฝีปาก จากนั้นตัดใจกล่าวว่า
"เสียดายท่านมีเรื่องมากหลาย สนใจสรรพสิ่งรอบกายมากหลาย เวลาสำหรับฝึกวิชาจึงลดน้อยลงไป"
เม่งไอ่ซียามนี้มิได้ถาม สรรพสิ่งรอบกายที่ปึงซิ่วซิ่วว่ากล่าว ที่แท้หมายถึงสิ่งใด
... บุรุษที่มีเจ็ดนางงามเป็นดรุณีเยาว์วัย หนำซ้ำผลัดเปลี่ยนทุกๆ ห้าปี ย่อมมีสรรพสิ่งมากหลายที่น่าสนใจยิ่งกว่าวิชาฝีมือ
นางพลันถามว่า
"อย่างนั้นผู้ใดจึงเป็นอันดับสอง"
ปึงซิ่วซิ่วคล้ายดีใจที่เปลี่ยนแปรหัวเรื่อง รีบกล่าวว่า
"อันดับสองอาจบางทีเป็นเล่าฮูหยิน ทว่านางชรามากแล้ว ข้าพเจ้าคาดว่า ... สตรีอีกนางที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเล่าฮูหยินและเก็งจู้ จึงมีฝีมือเลิศล้ำกว่า"
เม่งไอ่ซีเลิกคิ้วถามว่า
"สตรีนั้นเป็นผู้ใด"
ปึงซิ่วซิ่วส่ายหน้ากล่าวว่า
"ข้าพเจ้าเพียงทราบนางเรียกว่าเล้งโกว เรื่องราวประการอื่นล้วนมิทราบ กระทั่งโฉมหน้านางก็มิเคยพบเห็นมา"
เม่งไอ่ซีถามอีกว่า
"ท่านเมื่อกาลก่อนใช่พำนักอยู่ที่นี้?"
ปึงซิ่วซิ่วรู้สึกสะทกสะท้อน แต่ยังคงตอบว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อเป็นหนึ่งในเจ็ดนางงาม พำนักอยู่ที่นี้ ทว่ามักถูกเก็บตัวอยู่ภายใน หามีผู้ใดกล้าสนิทสนมกับข้าพเจ้าไม่ กระทั่งเข้าออกสถานที่นี้อย่างไร ข้าพเจ้าก็ยังมิทราบ จวบจนถูกส่งไปที่หมู่บ้านเชิงผา ได้รู้จักผู้คนจากเทียนมึ้งเก็งที่ประจำอยู่ที่นั้น จึงได้ทราบบางสิ่งเพิ่มเติม"
เม่งไอ่ซีมองดูทะเลเวิ้งว้าง สถานที่นี้ห่างไกลจากผู้คนยิ่ง อดมิได้ต้องรู้สึกเลื่อมใสผู้คนของเทียนมึ้งเก็ง พวกเขาคล้ายอยู่สันโดษเดียวดาย ทว่าสามารถสืบทราบข่าวคราวในแผ่นดินใหญ่ได้รวดเร็ว ทั้งยังสามารถส่งสารถึงกันในชั่ววัน แสดงว่ามีผู้คนในสังกัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมาก
... ที่ยังเป็นปริศนาอีกอย่างคือบุคลิกภาพของเก็งจู้ คนผู้นี้คล้ายมีน้ำใจคล้ายเหินห่าง เม่งไอ่ซีที่มีสัญชาติญาณดังนางพยัคฆ์ ไวต่อความรู้สึกของผู้คน ยังมิอาจทราบ ที่แท้เขาเป็นบุคคลเยี่ยงไร ...
ปึงซิ่วซิ่วเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นว่า
"ท่านอยู่สถานที่นี้ รู้มากไว้ย่อมเป็นประโยชน์ หากมีเรื่องราวใดต้องการทราบ โปรดบอกกล่าวต่อข้าพเจ้า หากข้าพเจ้ามิอาจตอบ ท่านยังสามารถถามไถ่เซี่ยวมั่ง นางเป็นอีกผู้หนึ่งที่ท่านสามารถไว้วางใจ"
เม่งไอ่ซีย่อมมิทราบ เซี่ยวมั่งคือผู้ใด ปึงซิ่วซิ่วรีบอธิบายว่า
"เซี่ยวมั่งก็เป็นหนึ่งในเจ็ดนางงาม พวกเราเคยอยู่ที่หมู่บ้านเชิงผาด้วยกัน ยามนั้นนางใช้แซ่ลิ้ม เป็นลิ้มซาโกวเนี้ยนางหนึ่ง พวกเราล้วนใกล้ชิดสนิทสนม"
เม่งไอ่ซีผงกศีรษะพลางครุ่นคิดพลาง สักครู่หนึ่งจึงถามว่า
"เซี่ยวมั่งใช่ทราบหรือไม่ มีกี่หนทางที่สามารถเข้าออกสถานที่นี้ และหนทางใดจึงปลอดโปร่งที่สุด"
ปึงซิ่วซิ่วมองดูเม่งไอ่ซีอย่างจนปัญญา กล่าวว่า
"เซี่ยวมั่งย่อมทราบหนทางเข้าออก ทว่านางย่อมมิบอกกล่าวต่อท่าน ต่อให้เป็นข้าพเจ้า นางก็ยังมิอาจบอก"
เม่งไอ่ซีขมวดคิ้วนิดหนึ่ง ถามว่า
"เซี่ยวมั่งนั้นก็มีฐานะเดียวกับท่าน สิ่งที่นางสามารถทราบ ท่านไฉนมิอาจทราบ"
ปึงซิ่วซิ่วถอนใจยาว กล่าวว่า
"นางมิเพียงเป็นเจ็ดนางงาม หากยังได้รับการถ่ายทอดวิชาจากเล่าฮูหยิน ได้รับความไว้วางใจจากท่านผู้เฒ่า ศักดิ์ฐานะจึงดีกว่าข้าพเจ้าขั้นหนึ่ง ความจริงหากเป็นเมื่อกาลก่อน ข้าพเจ้าอาจสามารถถามไถ่นางถึงหนทางเข้าออก ทว่าเวลานี้ทุกผู้คนล้วนทราบ ข้าพเจ้ามักอยู่รับใช้ใกล้ชิดท่าน เรื่องราวเช่นนี้ย่อมมิอาจเปิดเผย"
เม่งไอ่ซีพยักหน้าเข้าใจ กล่าวว่า
"ทว่าเรื่องทั่วไปในเทียนมึ้งเก็ง ข้าพเจ้ายังคงทราบได้"
ปึงซิ่วซิ่วยกมือขึ้นปัดปอยผมที่หน้าผาก ผงกศีรษะตอบคำว่า
"เรื่องราวอื่นท่านล้วนทราบได้ ข้าพเจ้าได้ยินเล่าฮูหยินว่ากล่าวกับผู้อื่น ท่านปรารถนาสิ่งใดล้วนได้ทั้งสิ้น ท่านสอบถามสิ่งใดให้ทุกผู้คนตอบคำจนกระจ่างแจ้ง เว้นไว้แต่เพียงเรื่องเดียว นั่นคือห้ามมิให้ท่านไปจากที่นี้"
เม่งไอ่ซีพลันหมุนกายไปอีกทาง ปล่อยให้สายลมพัดผมเผ้าที่เกล้าไว้รุ่ยร่าย ดวงตามีแววลึกล้ำดังห้วงฟ้ามหาสมุทร ลมหายใจละเอียดนิ่ง กระทั่งปลายนิ้วก็มิได้ขยับเขยื้อน ...
ปึงซิ่วซิ่วที่ยืนอยู่ด้านข้างก็มิได้เอ่ยวาจา นางย่อมทราบ เม่งไอ่ซีกำลังไตร่ตรองใคร่ครวญเรื่องราวบางประการ
... พวกนางความจริงมีอุปนิสัยคล้ายคลึง เพียงผิดแผกที่รากฐานหนหลัง ปึงซิ่วซิ่วความจริงอายุน้อยอย่างยิ่ง ทว่าเผชิญเรื่องราวจนแทบเจนโลก ยังสามารถตามความคิดซับซ้อนของเม่งไอ่ซี ...
ผ่านไปครู่หนึ่ง เม่งไอ่ซีพลันเอ่ยว่า
"ข้าพเจ้ายังคงทดลองสักครา"
ปึงซิ่วซิ่วเข้าใจทันที เม่งไอ่ซีคิดทดลองเรื่องใด ต้องรีบกล่าวว่า
"ท่านมิอาจออกไปจากสถานที่นี้ พวกเขาหูตามากมายยิ่ง ..."
เม่งไอ่ซีพลันแย้มยิ้มออกมา รอยยิ้มยังนุ่มนวลปานนั้น นางแตะแขนปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"อย่าได้วิตกไป ข้าพเจ้าเป็นตัวกำไรของเล่าฮูหยิน พวกเขายังคงมิกล้าล่วงเกิน"
ปึงซิ่วซิ่วยังคงส่ายหน้ามิยินยอม ร่ำร้องว่า
"หากท่านดื้อดึงกับพวกเขา อาจบางทีภายหน้าพวกเขากักขังท่านไว้แต่ภายใน อาจบางทีมิยินยอมให้ท่านพบพานข้าพเจ้า"
เม่งไอ่ซีจ้องมองปึงซิ่วซิ่วอย่างอ่อนโยน ทว่าในดวงตายังปรากฎแววมุ่งมั่น นางพยักหน้ากล่าวว่า
"ข้าพเจ้าทราบ พวกเขาที่ปล่อยข้าพเจ้าอิสระเช่นนี้ เนื่องเพราะมั่นใจในหูตาตนเอง ทั้งยังมั่นใจในฝีมือของบริวาร เพียงแต่ข้าพเจ้าที่นั่งๆ นอนๆ สติกลับไม่แจ่มใสดังเคย ท่านใช่เคยได้ยิน ดาบดีหากวางไว้มิได้ใช้ ยังคงอย่าได้เรียกว่าดาบ"
ปึงซิ่วซิ่วไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเห็นด้วย ต้องร้องอีกว่า
"พวกเรายังคงค่อยคิดหาหนทาง ใช้วิธีนุ่มนวลไม่ต้องเสียกำลัง ไยมิใช่ปลอดภัยกว่า"
เม่งไอ่ซีแย้มยิ้มอีกครา ในเวลานี้นางย่อมตัดสินใจแล้ว ยื่นมือมาจับแขนปึงซิ่วซิ่วไว้แน่น กล่าวว่า
"พวกเราไปลับดาบกันสักครั้ง"
วาจามิทันขาดคำ ร่างโปร่งบางทะยานขึ้นราวนางหงส์ ท่าร่างทั้งสวยงามทั้งรวดเร็ว ปึงซิ่วซิ่วพลันรู้สึก ระดับความเร็วของเม่งไอ่ซีกลับมิใช่ย่อย ทว่าด้วยความเร็วขนาดนี้ ระดับฝีมือขนาดนี้ ใช่สามารถหลุดรอดจากหูตาของเทียนมึ้งเก็งหรือไม่ ...
ปึงซิ่วซิ่วจะอย่างไรก็ไม่อาจแน่ใจ หากมีสิ่งหนึ่งที่นางยังมิทราบ ...
... กระทั่งเม่งไอ่ซีที่ทรนงก็หาได้มั่นใจไม่ ...
|