|
ริมฝั่งธารน้ำใส สายน้ำกระทบแดดยามสายเป็นประกายวิบวับ ดูไปงดงามยิ่ง
ดรุณีน้อยที่นั่งซักผ้าริมธารล้วนกลับสู่เคหสถาน ริมฝั่งธารจึงเงียบเหงานัก...
วิหคใหญ่น้อยจิกหาอาหารบนพื้นดินอย่างสบายใจ ยามนี้ไม่มีเหล่าดรุณีน้อย ย่อมมิต้องหวาดหวั่นเรื่องราวใด ยิ่งมิต้องกลัวหูแตกตาย
...เสียงวิหคแม้จ้อกแจ้กจอแจ แต่ไม่เสียดเสาะแก้วหูเท่าดรุณีสิบสามสิบสี่นางคุยกัน ดรุณีบางนางมิเพียงพูดคุย ทั้งยังทะเลาะทุ่มเถียง บางนางมิเพียงทุ่มเถียงด้วยวาจา แต่ยังกระทืบเท้ากรีดร้อง สรรพเสียงเยี่ยงนี้ ท่านได้ยินแล้วยังคงรีบล้างหู
เต็งลั่งสาวเท้าสู่ต้นลำธาร วักน้ำขึ้นประพรมใบหน้า จากนั้นแก้ห่อผ้าที่สะพายไว้ด้านหลัง หยิบเสื้อออกมาตัวหนึ่ง
...เสื้อสีขาวสะอาด ทว่าเก่าอย่างยิ่ง อย่างน้อยมีรอยปะอยู่เจ็ดแปดแห่ง
เต็งลั่งถอดเสื้อที่สวมใส่ออก สวมเสื้อสีขาวนั้นไว้แทน นำเสื้อตัวเก่าลงจุ่มน้ำ ซักอย่างพิถีพิถัน
เมื่อสะอาดดีจึงผึ่งไว้บนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง
... เสื้อสถิตบนก้อนหินใหญ่ คนนอนเหยียดยาวบนพื้นทราย ...
แดดยามสายร้อนจ้าอย่างยิ่ง เต็งลั่งคล้ายมิได้พบเจอแสงแดดมานาน ถึงกับรับประทานแสงแดดอย่างหิวโหย
รับประทานแสงแดดย่อมมิใช่ใช้ตะเกียบคู่หนึ่งคีบจับเข้าปาก หากเป็นรับประทานทางผิวหนัง บางครายังประทานทางวิญญาณความรู้สึก
คนชอบรับประทานแสงแดด ใช่เพราะมีความหนาวเหน็บในใจหรือไม่ ...
เต็งลั่งนอนผึ่งแดดเนิ่นนาน สองตาหลับพริ้ม ดูไปคล้ายอยู่ในห้วงนิทรา กระทั่งนกกระจอกตัวหนึ่งกระโดดขึ้นบนหน้าอกยังไม่เคลื่อนไหว
นกกระจอกไม่ชักนำเภทภัย คนจึงไม่ขยับเขยื้อน
...หากตัวนำเภทภัยกรายมา คนผู้นี้ไม่เคลื่อนไหวก็ผิดไปแล้ว...
เต็งลั่งหรี่ตาดูนกกระจอก ที่ไกลตาพลันมีสุ้มเสียงหนึ่งดังมา
สุ้มเสียงนี้อ่อนหวานอย่างยิ่ง แจ่มใสอย่างยิ่ง ที่แท้เป็นเสียงดรุณีนางหนึ่ง
ดรุณียามอยู่ลำพังมักชอบร้องเพลง เพลงที่ร้องมักมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก
ดรุณีนางนี้ก็ไม่อยู่ในข้อยกเว้น
"... ถามไถ่ท่าน ขนมหวานในมือคิดมอบให้ผู้ใด
หากมอบแก่ข้าพเจ้า จะกำนัลท่านกลับมากมาย
หากมอบแก่ข้าพเจ้า จะเย็บเสื้อให้ท่านตัวหนึ่ง
เย็บรองเท้าให้ท่านคู่หนึ่ง เย็บถุงผ้าให้ท่านใบหนึ่ง
... ถามไถ่ท่าน ขนมหวานในมือคิดมอบให้ผู้ใด..."
เต็งลั่งนอนฟังเพลงนั้น ในที่สุดแย้มยิ้มออกมา
นกกระจอกกระพือปีกบินไป เต็งลั่งยังคงไม่กระดุกกระดิก
กระทั่งเจ้าของสุ้มเสียงนั้นเดินมาถึงลำธาร เต็งลั่งยังคงนอนเหยียดยาว
ได้ยินเสียงอุทาน จากนั้นเป็นเสียงฝีเท้าวิ่งมาอย่างรีบร้อน
"ท่านผู้นี้เป็นไรไปแล้ว"
เต็งลั่งเบิกตามอง เห็นโกวเนี้ยน้อยนางหนึ่งยืนอยู่ข้างศีรษะเขา ดวงตามีประกายแตกตื่น ดวงหน้าขาวซีดอย่างยิ่ง
เต็งลั่งผุดลุกขึ้นนั่ง กล่าวว่า
"ท่านผู้นี้เป็นไรไปแล้ว"
โกวเนี้ยนางนั้นคล้ายตั้งสติได้ รีบขยับกายถอยหลังสองก้าว ถามว่า
"ท่านเป็นผู้ใด"
เต็งลั่งมองดูนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า มิเพียงมองครั้งเดียว หากยังมองขึ้นๆ ลงๆ หลายครั้ง ปากก็เอ่ยว่า
"ท่านเป็นผู้ใด"
โกวเนี้ยนางนั้นขบริมฝีปาก ดวงหน้ากลับเป็นเช่นปกติ เรียบเฉยราวรูปสลัก ที่แท้นางคือปึงซิ่วซิ่วเอง นางพอเห็นเต็งลั่งจับจ้องมอง ต้องตีสีหน้าเย็นชา กล่าวตอบคำว่า
"ข้าพเจ้าแซ่ปึง"
เต็งลั่งพยักหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแซ่เต็ง"
ปึงซิ่วซิ่วแลดูเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ พลันถามขึ้นว่า
"ท่านเป็นคนต่างถิ่น?"
เต็งลั่งก็มองดูนางอย่างพินิจพิเคราะห์ ถามย้อนว่า
"ท่านเป็นคนต่างถิ่น?"
ปึงซิ่วซิ่วต้องชะงักคราหนึ่ง ทว่ากลับมิรู้สึกขุ่นเคือง
"ข้าพเจ้ามิใช่คนต่างถิ่น ท่านจึงเป็นคนต่างถิ่น"
เต็งลั่งก็ร้องอ้อคำหนึ่ง ถามอีกว่า
"ท่านอยู่ที่นี้มากี่ปี"
"สี่ปี"
"เมื่อก่อนท่านอยู่ที่ใด"
ปึงซิ่วซิ่วหยุดคิดชั่วครู่ พลันรู้สึกตัว มิสมควรว่ากล่าวหลายคำกับอาคันตุกะแปลกหน้า จึงนิ่งเฉยเสียมิตอบอันใด
เต็งลั่งกลับถามอีกว่า
"ท่านมีนัดกับผู้คน"
ปึงซิ่วซิ่วหรุบตาลงต่ำ ตอบว่า
"หามีไม่"
เต็งลั่งหยิบห่อผ้าข้างกายมาแก้ออก กล่าวว่า
"หากไม่มีนัดกับผู้ใด ใช่มีเวลาว่างรับประทานสิ่งนี้หรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วเขม้นมองตาม เห็นเต็งลั่งหยิบห่อกระดาษน้อยๆ ออกมา ในห่อมีพุทราเชื่อมสามเม็ด พอหยิบพุทราเม็ดหนึ่งส่งให้นาง คนก็ถามว่า
"ท่านใช่มีเวลารับประทานพุทราหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วคิดหัวร่อทว่าอดกลั้นไว้ คนผู้นี้ว่ากล่าวราวกับตัวโง่งมก็ปาน นางโบกมือกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าไม่ชมชอบรับประทานของหวาน"
เต็งลั่งหยิบพุทราส่งเข้าปากตนเอง กล่าวว่า
"เสียดายยิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วถามว่า
"เสียดายอันใด"
เต็งลั่งเก็บห่อพุทราเข้าไว้ในห่อผ้าอย่างทนุถนอม กล่าวว่า
"เสียดายที่ท่านไม่รับประทานพุทรา"
ปึงซิ่วซิ่วยิ้มนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"ไม่รับประทานไยมิใช่ดีอย่างยิ่ง เยี่ยงนี้ท่านจึงไม่เปลืองพุทรา"
เต็งลั่งถอนใจกล่าวว่า
"ไม่รับประทานพุทราย่อมมิใช่เรื่องดี ท่านหากรับประทานพุทรา ข้าพเจ้ายังจะได้เสื้อใหม่ตัวหนึ่ง รองเท้าใหม่คู่หนึ่ง ถุงผ้าใหม่ใบหนึ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วแย้มยิ้มออกมาแล้ว ยิ้มอย่างขบขันยิ่ง สนุกสนานยิ่ง นางไม่ทราบตนเองวันนี้พบพานตัวโง่งมหรือตัวประหลาด
เต็งลั่งก็มองดูนาง ดวงตาเขาย่อมไม่คล้ายตัวโง่งม
"ตอนนี้ท่านคิดรับประทานพุทราหรือไม่"
ปึงซิ่วซิ่วส่ายหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าแม้ไม่รับประทานพุทรา แต่หากมีเวลา ยังอาจตัดเย็บเสื้อใหม่ให้ท่านตัวหนึ่ง รองเท้าใหม่คู่หนึ่ง ถุงผ้าใหม่ใบหนึ่ง"
เต็งลั่งผงกศีรษะกล่าวว่า
"ขอบคุณท่าน เมื่อข้าพเจ้าเสร็จธุระ จะไปเยี่ยมท่านที่บ้าน"
ปึงซิ่วซิ่วถามอย่างสงสัยว่า
"ท่านรู้จักบ้านข้าพเจ้า"
เต็งลั่งส่ายหน้า นิ่งเฉยเสียมิได้กล่าวกระไร กลับเป็นปึงซิ่วซิ่วที่เอ่ยอย่างงุนงง
"ท่านไม่รู้จักบ้านข้าพเจ้า ย่อมไม่สามารถไปเยี่ยมข้าพเจ้า"
เต็งลั่งมองตานาง กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมตามกลิ่นท่านได้"
ปึงซิ่วซิ่วหน้าแดงวูบ ถามว่า
"ตามกลิ่นเยี่ยงไร ท่านมิใช่สุนัข ย่อมไม่มีจมูกที่เลอเลิศปานนั้น"
เต็งลั่งมองดูเท้าสองข้างของนาง พลันเลื่อนสายตามายังมือที่มีนิ้วเรียวยาวของนาง กล่าวช้าๆ ว่า
"กลิ่นของท่านนี้แม้สุนัขก็ตามไม่ได้ มีแต่ข้าพเจ้าจึงตามได้..."
ปึงซิ่วซิ่วเอียงศีรษะมองเขาอย่างพินิจพิเคราะห์ นางพลันพบว่า ตัวประหลาดที่ต่อปากคำอยู่นี้น่าสนใจยิ่ง
"ท่านมั่นใจว่าสามารถตามกลิ่นข้าพเจ้าได้"
เต็งลั่งผงกศีรษะ กล่าวว่า
"ย่อมตามได้แน่นอน"
ปึงซิ่วซิ่วถามว่า
"เพราะเหตุใดท่านจึงมั่นใจ"
เต็งลั่งตอบด้วยน้ำเสีียงราบเรียบว่า
"เพราะข้าพเจ้ามีความสามารถพิเศษ สามารถติดตามกลิ่นของคนประเภทหนึ่ง..."
ปึงซิ่วซิ่วถามอีกว่า
"เป็นคนประเภทใด"
เต็งลั่งหลับตาลง กล่าวช้าๆ ว่า
"...คนประเภทที่มีกลิ่นรุนแรงยิ่ิง
กลิ่นฆ่าฟันรุนแรงยิ่ง..."
|