เม่งไอ่ซีตอนแรกโลดแล่นอยู่เหนือหาดทราย ภายหลังเปลี่ยนใจโผพุ่งร่างมาอีกทาง เห็นบริเวณนี้มีต้นไม้ขึ้นเป็นพงพฤกษ์ เถาวัลย์ยิ่งหนาทึบ นางมือหนึ่งคว้าจับปึงซิ่วซิ่วโลดตะบึง อีกมือยังปลิดเถาของต้นกึ่งมาด้วยเถาหนึ่ง เห็นดอกเล็กสีเหลืองสะพรั่ง ปลายเถายังมีผลติดอยู่หลายช่อ

ปึงซิ่วซิ่วมิทราบ เม่งไอ่ซีไฉนปลิดเถาไม้ติดมือมา ยามนี้รู้สึก มุกที่ร้อยต่างหูข้างหนึ่งคล้ายตกหล่นไป ต้องยกมือขึ้นลูบคลำ
เม่งไอ่ซีรั้งนางเข้ามา กระซิบว่า
"มุกอยู่ที่ข้าพเจ้า"
คนพอกล่าววาจา ท่าร่างพลันหยุดยั้ง ทิ้งกายลงข้างพุ่มอิ๊วดกหนา นางวันนี้สวมใส่อาภรณ์ยาวสีน้ำเงิน ดูไปกลมกลืนกับดอกอิ๊วที่กำลังเบ่งบาน
ปึงซิ่วซิ่วรีบถามว่า
"ท่านไม่คิดไปต่อ"
เม่งไอ่ซีไม่ตอบคำนาง ชี้นิ้วเรียวยาวไปที่ดอกอิ๊ว กล่าวว่า
"บิดาข้าพเจ้าชมชอบบุปผาสีน้ำเงิน ที่หลังบ้านยังปลูกไว้หลายต้น ยามดอกอิ๊วดอกมักบานพร้อมกัน เห็นเป็นทิวขาวสลับน้ำเงินงดงามยิ่ง"

ปึงซิ่วซิ่วทีแรกงงงันวูบ ทว่าเพียงชั่วพริบตาก็เดาออก เม่งไอ่ซีที่บังเอิญสนใจพฤกษานานาพันธ์กะทันหัน ย่อมพบเห็นสิ่งใดผิดแผก ...
เห็นนางยกกระโปรงกรีดกราย เดินไปทางโน้นทีทางนี้ที ดังราวนารีชมสวน ชั่วขณะหนึ่งพลันหยุดอยู่ที่พุ่มไม้ใบกลมมน ออกดอกกะจิดริดน่าเอ็นดู ปึงซิ่วซิ่วรีบถามว่า
"นั่นเรียกว่าต้นอะไร"
เม่งไอ่ซีตอบว่า
"เป็นต้นเผ็กที่มีประโยชน์ยิ่ง ผลนำมาต้มน้ำดื่ม รับประทานชุ่มคอ"
นางใช้เถาไม้ในมือตีไปยังวัชพืชที่ขึ้นเป็นกอสูง กล่าวต่อไปว่า
"ท่านระวังอย่าแตะถูกต้นซิ้ม หาไม่จะรู้สึกคันอย่างยิ่ง"
ปึงซิ่วซิ่วเขม้นมอง เห็นตามใบต้นซิ้มมีขนอ่อนขึ้นอยู่ทั่วไป ต้องรีบกระเถิบถอยห่าง

เม่งไอ่ซีหมุนวนอยู่ที่ดงเผ็ก สักครู่จึงฉุดรั้งข้อมือปึงซิ่วซิ่ว กล่าวว่า
"ท่านรีบมาดู ข้าพเจ้าพบเห็นสิ่งของประหลาด"
ปึงซิ่วซิ่วโดนรั้งลงนั่งที่พื้น เม่งไอ่ซีก็ย่อกายลงต่ำ สะกิดอีกฝ่ายส่งสัญญาณให้ก้มศีรษะลง ในพริบตาได้ยินเสียงดังปงหลายครั้ง คล้ายสิ่งของใดถูกดีดออกไป ...
ปึงซิ่วซิ่วไม่กล้าเงยศีรษะขึ้น รู้สึกเม่งไอ่ซีขยับกายอย่างเร่งร้อน พลันได้ยินเสียงคนผู้หนึ่งร้องว่า
"ลูกไม้ที่ร้ายกาจ"
ได้ยินเม่งไอ่ซีกล่าวว่า
"มีแต่ลูกไม้ที่ร้ายกาจจึงสามารถล่อนกกาออกมา"
ปึงซิ่วซิ่วค่อยยกศีรษะขึ้นอย่างระแวดระวัง เห็นเม่งไอ่ซียืนอยู่ไม่ไกลจากนาง พอยันกายขึ้นนั่งก็แลเห็นสตรีอีกผู้หนึ่ง
... สตรีที่ใบหน้าซีดเผือดอย่างยิ่ง เย็นชาไร้ความรู้สึกอย่างยิ่ง ...
ปึงซิ่วซิ่วรีบผุดลุกขึ้น ถลันเข้าไปที่ด้านหลังเม่งไอ่ซี กล่าวเบาๆ ว่า
"อาจบางทีเป็นเล้งโกว ..."
สตรีนางนั้นก็ได้ยินเช่นกัน นางจ้องมองปึงซิ่วซิ่วอย่างเหยียดหยัน แค่นเสียงกล่าวว่า
"เราคือเล้งโกว"

เม่งไอ่ซียังถือเถากึ่งไว้ในมือ นัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่ช่อดอกสะพรั่ง สักครู่จึงหันมาทางปึงซิ่วซิ่ว กล่าวอย่างแช่มช้าว่า
"ขออภัย ข้าพเจ้าทำมุกท่านแตกสลาย"
ปึงซิ่วซิ่วย่อมยังมิทราบความนัย เล้งโกวพลันแบมือขวาออก เห็นบนฝ่ามือมีเศษมุกกระจัดกระจาย
เม่งไอ่ซีกล่าวขึ้นอีกว่า
"คราวหน้าหากพวกเราทำสิ่งของใดแตกหัก ยังคงเรียกท่านผู้นี้มาช่วยรวบรวม"
ปึงซิ่วซิ่วได้แต่พยักหน้าเออออ เม่งไอ่ซีกล่าวต่อไปว่า
"ข้าพเจ้าเมื่อครู่บีบมุกแตกเป็นหลายเสี่ยง ขว้างโยนสะเปะสะปะออกไป มิคาด ท่านผู้นี้สามารถรับไว้ได้ทุกเศษเสี้ยว"
เล้งโกวพลันสะบัดมือตบเศษมุกลงบนพื้น กระชากเสียงกล่าวว่า
"ฝีมือขว้างโยนสะเปะสะปะของเซี่ยวก่าจู้กลับเลอเลิศยิ่ง ทุกเศษเสี้ยวล้วนพุ่งสู่ดวงตาเรา"

นางมิเพียงมีใบหน้าเย็นชา น้ำเสียงยังเย็นชา ปึงซิ่วซิ่วที่มักเสแสร้งวางหน้าปั้นปึ่ง ฝีมือด้านนี้ยังคล้ายห่างไกลจากนางหลายขุม ...
เล้งโกวกล่าวขึ้นอีกว่า
"เซี่ยวก่าจู้อย่าได้คิดไปจากสถานที่นี้ ยังคงรีบกลับที่พักท่าน หาไม่อย่าได้ว่าเราไร้ไมตรี"
เม่งไอ่ซีกลับคล้ายมิได้ยินคำพูดอีกฝ่าย สาวเท้าเดินไปจนใกล้เล้งโกว นัยน์ตาคล้ายจ้องมองดูเศษมุกบนพื้น ปากกล่าวว่า
"เสียดายจริง มุกดีอย่างยิ่ง"
ว่ากล่าวพลางยกมือข้างหนึ่งขึ้นทาบอก มือที่ถือเถากึ่งก็ยกขึ้นคล้ายไม่ตั้งใจ ในจังหวะนั้น นางพลันจู่โจมออกไปอย่างรวดเร็ว เถากิ่งที่อ่อนยวบคล้ายเปลี่ยนเป็นกระบี่อ่อนเล่มหนึ่ง ได้ยินเสียงตวัดควับเควี้ยว เป้าหมายล้วนอยู่ที่ศีรษะของเล้งโกว

นางลงมือโดยมิมีผู้ใดคาดคิด ท่าร่างรวดเร็วสุดประมาณ ในสามกระบี่แรกเป็นกระบวนท่าที่ดัดแปลงจากเพลงทวนของฮวงจึง ทั้งร้อนแรงทั้งดุดัน อีกหกกระบี่หลังกลับใช้ออกด้วยกระบวนท่าในอ๊วงลุ้งตอ (วานรรำดาบ) ที่เต็งลั่งเมื่อเยาว์วัยคิดค้นขึ้น ...
เต็งลั่งอยู่กับโฮ้ยเกี่ยมแขะในป่าเขา รู้จักคุ้นเคยสัตว์ป่าในละแวกนั้น ที่ทั้งดุร้ายทั้งตลกขบขันได้แก่ฝูงอ๊วง (วานรแขนยาวไร้หาง) เต็งลั่งที่อยู่ไม่สุขมักชวนเล้งอิกกลั่นแกล้งวานร มีอยู่คราหนึ่ง วานรตัวใหญ่ในฝูงแย่งชิงดาบสั้นของพวกเขาได้ ถึงกับรู้จักดึงดาบจากฝัก ออกวิ่งโจนไล่ล่าทารกซุกซน เล้งอิกเต็งลั่งขณะนั้นอายุสิบปี วิชาฝีมือก็เรียนมามิใช่น้อย ทว่ายามหลบหลีกวานรที่ควงดาบเปะปะ ต้องรู้สึกหวาดเสียวยิ่ง ...
ภายหลังเต็งลั่งได้คิด วานรที่จ้วงซ้ายแทงขวา หามีกระบวนท่าไม่ ยามขยับถอยหลังกลับแทงดาบมาด้านหน้า ยามหลับตาหมุนตัวยังสะบัดเหวี่ยงดาบขึ้นๆ ลงๆ ท่วงท่าแม้ไม่เป็นกระบวน อานุภาพกลับไม่เลว ดังนั้นเขาบัญญัติเพลงอาวุธขึ้นชุดหนึ่ง กระบวนท่าคล้ายจริงคล้ายเล่น ยามเสือกแทงออกยังคล้ายน้อมส่งของกำนัล ลวดลายที่ยอกย้อนเปล่งอานุภาพเพริศแพร้ว ผู้ใช้สามารถเพิ่มความหนักเบา ขึ้นสูงลงต่ำตามถนัด ท่านยิ่งกลับกลอกมากไหวพริบ กระบวนท่ายิ่งพลิกแพลงสุดคาดหมาย
... เล้งอิกยามนั้นก็ร่ำเรียนจากเต็งลั่ง ทว่าคนซื่อตรงหนักแน่น ยามใช้กระบวนท่าชุดนี้พลันลดทอนอานุภาพ เม่งไอ่ซีที่ปราดเปรียวมีปฏิภาณ อุปนิสัยก็ใกล้เคียงกับเต็งลั่ง เมื่อเรียนรู้จากสามีกลับก้าวหน้ายิ่งกว่า ถึงกับยังพลิกแพลงกว่าผู้บัญญัติ ...

ปึงซิ่วซิ่วถลันหลบมาด้านข้าง เห็นเม่งไอ่ซีลงมือว่องไว ท่าร่างประหลาดพิสดาร บัดเดี๋ยวกระโจนขึ้น บัดเดี๋ยวคล้ายล้มหงาย เถากึ่งในมือก็พลิกพริ้วไปมา เล้งโกวที่ไม่ทันระวังตัวได้แต่ขยับกายหลบเลี่ยง ได้ยินเสียงดังเพียะสามครา เม่งไอ่ซีตวัดเถากึ่งขึ้นสูง เห็นปลายเถาขาดหายไป ผลที่ติดเป็นช่อก็แตกออก ยางสีขาวใสพลันหลั่งไหลออกมา ...
เม่งไอ่ซีโผกายขึ้นเหนือยอดไม้ สะบัดมือคราหนึ่ง ยางในผลกิ่งพลันร่วงหล่นลงราวหยาดพิรุณ นางขยับแขนเสื้อแผ่พลังบังคับ ทุกหยาดหยดล้วนพุ่งเข้าใส่เล้งโกว ได้ยินเสียงดังหวีดหวิว หากมิทราบว่าเป็นยางไม้ ยังเข้าใจว่าเป็นอาวุธลับที่ร้ายแรง
... เล้งโกวกรีดเสียงด้วยโทสะ นางมิได้คาดคิด เม่งไอ่ซีกลับลงมือในจังหวะที่คล้ายผ่อนคลาย กระบวนท่าแรกเข้มแข็งดุเดือด กระบวนท่าหลังกลับวุ่นวายเปะปะ เถากึ่งในมือบัดเดี๋ยวอ่อนยวบดังแส้ บัดเดี๋ยวแข็งกร้าวราวกระบี่ กระทั่งยางในผลยังนำมาใช้เป็นอาวุธ หนำซ้ำเมื่อครู่ที่นางตะลึงงัน ปลายเถากึ่งยังตวัดถูกใบหน้า เห็นเป็นรอยแดงสามสาย เส้นผมข้างหูยังถูกตัดไป นางยิ่งตึงมือยิ่งเจ็บแค้น บัดนี้เกร็งกำลังขึ้นเต็มที่ ตวาดออกไปว่า
"เซี่ยวก่าจู้เจ้าเล่ห์เพทุบาย เราจึงไม่ไว้ไมตรี"

คนพอเปล่งวาจา ร่างรั้งถอยหลังหลบเลี่ยงยางไม้ นิ้วมือสองข้างงอขึ้น ประสานกันทั้งสองฝ่ามือ ข้างหนึ่งเป็นกระบวนท่าในเซียนไล้จี้ (ดรรชนีเทพย่างกราย) อีกข้างหนึ่งกลับใช้กระบวนท่าในเซียนชีแม้จี้ (ดรรชนีเทพสถิตยามวิกาล) แผ่พุ่งกำลังสองสายจากปลายนิ้ว บังคับยางไม้ที่ใกล้ร่วงหล่นลงสู่พื้นให้รวมกันเป็นหนึ่ง เห็นเป็นก้อนกลมสีขาวราวลูกหิมะ ล่องลิ่วรวดเร็วกลับคืนสู่เบื้องบน ...

เม่งไอ่ซีเมื่อครู่โผกายขึ้น ยามนี้หมดกำลังผลักดัน ได้แต่ปล่อยร่างลงสู่พื้น มิคาด เล้งโกวมิเพียงรวดเร็วกว่านาง กำลังภายในยังเหนือกว่า กระทั่งยางกึ่งที่จวนเจียนตกพื้นยังบังคับขึ้นได้ ได้ยินเสียงดังวืด ยางกึ่งที่รวมตัวพุ่งมาด้วยกำลังแรง อีกเพียงฝ่ามือก็จะกระทบกับร่างนางแล้ว ...
เม่งไอ่ซีในยามร้อนรุ่มยังมีสติ รีบทิ้งน้ำหนักลงกับร่างกายท่อนบน ปล่อยศีรษะหล่นวูบสู่เบื้องล่าง เถากึ่งในมือก็ร่วงหล่นไป นางยื่นฝ่ามือลงล่าง ป้องกันศีรษะกระทบพื้น ฝ่ามืออีกข้างตวัดรวดเร็วในกระบวนท่าของเซียนชีลิ้วจี้ (ดรรชนีเทพสถิตต้นหลิว) ทั้งอ่อนช้อยทั้งยืดหยุ่น มาตรว่ามิมีกำลังแรง ท่าที่ใช้ออกยังรวดเร็วทันการณ์ ยามปล่อยพลังออกเต็มเหนี่ยว ลูกยางที่ใกล้กระทบถูกถึงกับแตกสลายออก กระเซ็นเป็นวงไปทั่ว

เม่งไอ่ซีตวัดร่างขึ้นยืดหยัด คนพอเหยียบพื้นก็ร้องว่า
"ปึงโกวเนี้ยระวัง ยางนี้มีพิษ"
ในเสียงร้องยังมิได้หยุดกระบวนท่า สองเท้าก้าวย่างอย่างรวดเร็ว เป็นท่าเท้าในเซียนไล้จี้ที่พลิกแพลงผกผัน มือที่วาดออกมองผิวเผินคล้ายไร้น้ำหนัก ดูราวสุรางค์สวรรค์ร่ายรำ ทว่าเล้งโกวที่เมื่อครู่เห็นพิษสงนางงาม ยามนี้ย่อมระมัดระวังทุกลมหายใจ นางที่ยะโสเย่อหยิ่ง ได้รับการถ่ายทอดวิชาฝีมือจากเล่าฮูหยินโดยตรง ผนวกกับนิสัยกระด้างไร้น้ำใจ อานุภาพของแชเซียนจี้กลับผิดแผก ความงดงามของท่าร่างกลับสูญไป เหลือเพียงอานุภาพดุดันมุ่งร้าย ...
เม่งไอ่ซีกรีดนิ้วออกอย่างเร่งร้อน เห็นปลายนิ้วมีประกายสีเขียวเรืองรอง ดวงหน้าผุดผาดคล้ายเคลือบคลุมด้วยเงามรกต เล้งโกวที่คิดเอาชนะกลับใช้ออกด้วยกระบวนท่าเดียวกัน เม่งไอ่ซีมุ่งจู่โจมทรวงอกนาง นางก็วาดมือออกในระดับเดียว สตรีทั้งสองยามประมือ หนึ่งจี้ออกซ้ายหนึ่งร่ายออกขวา หนึ่งอ่อนช้อยดังนางเทพ หนึ่งเกรี้ยวกราดดังอสุรี ได้ยินเสียงฝ่ามือและปลายนิ้วกระทบกัน เม่งไอ่ซีพอล่อหลอกก็รีบเบี่ยงกายไปด้านหลัง นางย่อมรู้ตนเองมีกำลังน้อยกว่าคู่ต่อสู้ หากรับมือโดยตรงมิอาจเลี่ยงความพ่ายแพ้ ยามนี้ได้แต่คุมสติให้มั่นคง นิ้วมือซ้ายจี้จู่โจมออกอีกครา ยังคงใช้กระบวนท่าในแชเซียนจี้ ทว่านางที่เป็นรองคล้ายร้อนรนสับสน ถึงกับยังเร่งความเร็วขึ้น ยังผลให้คลาดเคลื่อนไปจังหวะหนึ่ง ...

เล้งโกวต้องลอบกระหยิ่มในใจ นางที่กำลังสูงกว่า ลมปราณแกร่งกร้าวกว่า ไม่ว่าประมือโดยตรงฤาหลอกล่อด้วยความไว ย่อมมีโอกาสคว้าชัยสูงกว่า ยามนี้เม่งไอ่ซีเร่งมือจนผิดกระบวน เล้งโกวที่มุ่งหวังสยบโดยเร็วพลันจี้ออกอย่างดุดัน ใช้ออกด้วยเซียนชีแม้จี้ที่ผกผัน กราดเกรี้ยวทว่าเงียบเชียบ ราวสัตว์ร้ายซุ่มในพุ่มพง หวังขย้ำเหยื่อที่ไม่ทันระวัง ...
นางแผ่พุ่งพลังดรรชนีออกไปเต็มเหนี่ยว เม่งไอ่ซีคล้ายไม่อาจหลบหลีก ได้แต่ยื่นฝ่ามือออก เตรียมรับปะทะโดยตรง มิคาด ประกายมรกตที่ปลายนิ้วและใบหน้าของเม่งไอ่ซีกลับสลายคลายไป เห็นที่กลางฝ่ามือปรากฏจุดแดงฉานราวผลึกโลหิต ...
เล้งโกวคิดสลายพลังชักนิ้วกลับ ทว่าในยามกะทันหันกลับมิอาจกระทำ ได้แต่ตบฝ่ามือออก ลมปราณในร่างหมุนเปลี่ยนสภาวะ สลายพลังในแชเซียน แปรเปลี่ยนเป็นกำลังภายในที่กล้าแข็ง ตั้งใจต้านรับเต็มที่ นางตอนนี้เพิ่งทราบ เม่งไอ่ซีเมื่อครู่แสร้งลงมือร้อนรน หวังให้นางเข้าใจว่ายังใช้ออกด้วยแชเซียน มิคาด เม่งไอ่ซีลอบแปรเปลี่ยนกระบวนท่า เดินลมปราณผนึกกำลังภายในขึ้นใหม่ ที่ใช้ออกกลับเป็นม้อฮ้วยชิ่ว (หัตถ์โลหิตอสูร)

ม้อฮ้วยชิ่วร้ายกาจสมชื่อ ในหนึ่งฝ่ามือมิเพียงทำลายกำลังคู่ต่อสู้ ทั้งยังถ่ายทอดพิษจากเก้าตั๊กฮวย (บุปผาเก้าพิษ) เม่งไอ่ซียามนี้ใช้กำลังออกเต็มเหนี่ยว เห็นจุดโลหิตกลางฝ่ามือขยายใหญ่ขึ้น เล้งโกวต้องสะบัดฝ่ามือราวสายฟ้าฟาด แผ่พุ่งพลังออกระลอกแล้วระลอกเล่า นางย่อมเคยได้ยินกิตติศัพท์ม้อฮ้วยชิ่วมา ขอเพียงกระทบถูกนิดหนึ่ง ร่างกายก็จะชาด้านไร้เรี่ยวแรง เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้จัดการตามอำเภอใจ
... ในความโมโหโกรธา นางพลันถอยร่างมาด้านหลัง ใช้มือขวาฟาดรับปกป้อง มือซ้ายกลับยื่นลงล่าง พอยกขึ้นก็ปรากฏดาบสั้นเล่มหนึ่ง ที่แท้ชักดึงมาจากรองเท้า เห็นปลายดาบเป็นสีม่วงจางๆ ถึงกับเคลือบพิษร้ายเอาไว้
... ยามนี้นางพุ่งร่างขึ้นสูง ตวัดดาบอย่างว่องไว เป้าหมายคือข้อมือเม่งไอ่ซี คนผู้หนึ่งหากไม่มีมือ ย่อมไม่สามารถใช้ม้อฮ้วยชิ้ว
... เห็นแน่ชัด เม่งไอ่ซีมิอาจฉุดรั้งสภาวะ ท่อนแขนที่ยื่นออกมิอาจรั้งกลับ ดาบที่ฉาบเคลือบพิษจวนเจียนจะกรีดลงบนข้อมือนาง ปึงซิ่วซิ่วที่อยู่ด้านข้างต้องกรีดร้องออกมา นางมาตรว่าเห็นไม่ถนัดชัดตา ทั้งคู่ลงมืออย่างไร แต่กับประกายดาบที่ฉวัดเฉวียน ยามกระทบแสงแดดยังสุกสว่างราวนัยน์ตาสัตว์ ยังสามารถแยกแยะออก

ได้ยินเสียงดังวืด ดาบในมือเล้งโกวพลันกระตุกขึ้น คมดาบกลับเปลี่ยนแปร ถึงกับหันใส่ผู้ถือ เล้งโกวที่เมื่อครู่สะท้านด้วยความยินดี เข้าใจว่าสามารถทำลายข้อมือคู่ต่อสู้ ยามนี้พลันรู้สึกถึงพลังกระแทกหนักหน่วง คมดาบของนางยังกรีดลงที่ไหล่ข้างซ้าย มิทราบเป็นเรื่องภูติผีอันใด ...
... เม่งไอ่ซีเมื่อครู่มิอาจรั้งพลังกลับ ฝ่ามือยังตบถูกชายโครงเล้งโกว ส่งร่างนางกระดอนไปด้านหลัง ล้มหงายลงบนดงอิ๊วดกหนา นางมาตรว่าลงมือประสบผล ยังรู้สึกงุนงงสับสน มิทราบเล้งโกวไฉนกรีดดาบบนร่างตนเอง ...
ได้ยินเสียงปึงซิ่วซิ่วร้องว่า
"เป็นเก็งจู้"
เม่งไอ่ซีเข้าใจโดยพลัน นางพอหมุนกายก็พบเห็นเก็งจู้ที่เฉยชาผู้นั้น ...

เก็งจู้มองดูเม่งไอ่ซี ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ท่านไม่เป็นไร"
เม่งไอ่ซีเดินลมปราณผ่อนคลายรอบหนึ่ง เห็นเล้งโกวลุกขึ้นอย่างโกรธเกรี้ยว นัยน์ตาที่จับจ้องมองนางเต็มไปด้วยความขุ่นแค้น เก็งจู้กลับมิได้แลดูนาง ยังคงเดินมาที่เม่งไอ่ซี กล่าวว่า
"พวกเราไปรับประทานอาหาร"
เล้งโกวเบิ่งสองตากว้าง กรีดร้องว่า
"นางใช้ม้อฮ้วยชิ่วทำร้ายเรา ยังใช้ยางไม้พิษเป็นอาวุธ กับสตรีชั่วร้ายเช่นนี้ ท่านยัง ..."
เก็งจู้พลันหันมาทางนาง แววตาที่เฉยเมยแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา กระทั่งยังมีแววชิงชังปรากฏ เขาชี้ไปที่ดาบสั้นบนพื้น ข่มเสียงกล่าวว่า
"ดาบของเจ้าจึงมีพิษร้าย"
เม่งไอ่ซีจ้องมองเก็งจู้ กล่าวว่า
"เมื่อครู่เป็นท่านที่รั้งสภาวะดาบของนาง?"
เก็งจู้มิทันตอบคำ เล้งโกวกลับชิงกล่าวว่า
"เก็งจู้ท่านแผ่พลังรั้งดาบเรา ถึงกับประทานบาดแผลแก่เรารอยหนึ่ง สตรีนางนี้คิดทำร้ายเราด้วยพิษ ท่านไฉน..."
นางมิทันว่ากล่าวจบคำ รู้สึกชายโครงซีกขวาชาด้าน ภายในร่างคล้ายมีหนอนแมลงกลุ่มหนึ่งค่อยคืบคลานขึ้นบน กระหวัดนึกถึงเมื่อครู่ นางรับม้อฮ้วยชิ่วหนึ่งฝ่ามือ ต้องกรีดร้องอย่างหวาดหวั่น
"ม้อฮ้วยชิ่วทำร้ายเราแล้ว"

เม่งไอ่ซีแลดูเก็งจู้ เห็นเขามิว่ากล่าวกระไร นางพลันเอ่ยว่า
"ม้อฮ้วยชิ่วหากใช้กับผู้คนนอกนิกายจึงเป็นเรื่องน่ากลัว ทว่ากับผู้คนในนิกายกลับมิต้องวุ่นวายไป เพียงรับประทานยาแก้ของเก้าตั๊กฮวย พักผ่อนเดินลมปราณสักหนึ่งชั่วยาม อาการชาด้านก็จะมลาย"
นางหยิบเถากึ่งบนพื้นขึ้นมา กล่าวต่อไปว่า
"ยางจากเถากึ่งก็มิได้ร้ายกาจเท่าไร เพียงทำให้ผิวหนังปวดแปลบ มาตรว่ากระทบถูกดวงตายังสามารถแก้ไข ท่านเองเมื่อครู่ก็ปัดป้องได้หมด จึงมิต้องเป็นกังวล"
เล้งโกวถลึงตาจ้องมองเม่งไอ่ซี มือลูบคลำบาดแผลบนไหล่ อากาศแม้ร้อนรุ่ม ในใจนางกลับร้อนยิ่งกว่า
เก็งจู้หันมาทางเม่งไอ่ซี แววตาที่แข็งกร้าวพลันสลาย ถามว่า
"ท่านวันนี้ทดลองพอแล้ว?"
เม่งไอ่ซีความจริงคิดย้อนถาม นางวันนี้ทดลองสิ่งใด ทว่ายามแลดูเล้งโกว อารมณ์ต่อปากต่อคำพลันสูญสิ้น ต้องกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าทดลองพอแล้ว"
"ท่านภายหน้ายังคิดทดลอง?"
"ข้าพเจ้าภายหน้ายังคิดทดลอง"
เก็งจู้หยักมุมปากขึ้น มิทราบเป็นแย้มยิ้มหรือบังเอิญ น้ำเสียงยังคล้ายนุ่มนวลลง
"บอกต่อท่าน นอกจากเล้งโกวยังมีคนของเราอีกเจ็ดแปดคนที่ติดตามมา ทุกผู้คนล้วนมีฝีมือไม่ด้อยกว่านาง มีแต่นางที่โง่เขลาลงมือ สุดท้ายรับอานุภาพม้อฮ้วยชิ่วของท่าน"
เล้งโกวแค่นเสียงร้องว่า
"หากมิใช่ท่านช่วยนาง แม้แต่ปลายนิ้วเรา นางยังไม่อาจกระทบถูก"
เก็งจู้กลับมิได้สนใจฟังนาง ยังคงว่ากล่าวแก่เม่งไอ่ซี
"ท่านมีวิชาฝีมือไม่ใช่ชั่ว ไหวพริบยิ่งเป็นเลิศ ทว่าคิดรอดพ้นจากพวกเรา ยังมิอาจกระทำ"
เม่งไอ่ซีหันกายมาอีกทาง กล่าวว่า
"รอดพ้นจากพวกท่าน อาจบางทีมีโอกาส ทว่าคิดรอดพ้นจากท่าน ข้าพเจ้ายังไม่มั่นใจ"

เก็งจู้จับจ้องเรือนผมดำขลับที่มุ่นเป็นมวยรุ่ยร่ายของนาง ดวงตากลับเป็นประกายสุกใส เม่งไอ่ซีพอดีหันหน้ามา ต้องรู้สึกปวดแปลบวาบหนึ่ง นัยน์ตากระจ่างดังดวงดาวเช่นนี้ เต็งลั่งมิใช่มีอยู่คู่หนึ่งเช่นกัน ...
ยามนี้กล้ำกลืนความรู้สึกลง ตีสีหน้าราบเรียบกล่าวว่า
"ท่านน่ากลัวสามารถติดตามข้าพเจ้าใกล้ชิดยิ่งกว่าเล้งโกว เยี่ยงนี้จึงตึงมือยิ่งกว่า"
เก็งจู้ก็ไม่ปฏิเสธ เขาพยักหน้ากล่าวว่า
"ท่านมิใช่คู่มือเรา"
เล้งโกวที่เจ็บปวดทั้งร่างกายทั้งจิตใจพลันแทรกขึ้นว่า
"นางก็มิใช่คู่มือเรา หากมิได้ใช้เล่ห์เพทุบาย เรายังคง ..."

เก็งจู้มิรอฟังนางว่ากล่าว ตอนแรกหันกายคล้ายคิดจากไป ภายหลังหยุดลงกล่าวว่า
"รอยแผลสามรอยบนใบหน้าท่าน มิใช่นางประทานให้ดอกหรือ"
เม่งไอ่ซีจ้องมองเล้งโกว ถอนใจกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าได้ยินว่าท่านมีฝีมือสูงส่ง ดังนั้นเมื่อครู่ลงมืออย่างเต็มที่"
เล้งโกวมองนางอย่างชิงชัง ร่ำร้องว่า
"ล้วนเป็นวิชาลอบกัดทั้งสิ้น"
เม่งไอ่ซีพลันพยักหน้าช้าๆ กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าผู้นี้ไม่ใช่คนดีนัก วิธีการใดๆ ล้วนนำมาใช้ ท่านภายหน้าก็ระวังมากกว่านี้"
เก็งจู้หันมาทางเม่งไอ่ซี กล่าวตัดบทว่า
"พวกเราไป"
เม่งไอ่ซีชี้ไปทางเล้งโกว ถามว่า
"พวกเรามิต้องพานางกลับไปรักษา?"
เก็งจู้คล้ายมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายรำคาญ กล่าวว่า
"สถานที่นี้มีผู้คนมากมาย นางสงบอารมณ์สักครู่ก็จะมีคนมาช่วยเหลือ ท่านวันนี้เล่นจนพอแล้ว ยังต้องให้เราเชิญอีกกี่ครั้ง ..."