|
ในพงไพรมิเพียงมีนกกาพฤกษา ยังมีลานหินเรียงราย...
ลิ้มเต็กเฮียะนั่งอยู่บนหินก้อนหนึ่ง เบื้องหน้ามีไฟกองใหญ่สุมด้วยกิ่งไม้ ในมือนางถือไม้ยาว ปลายไม้เสียบไว้ด้วยเห็ดป่าหลายดอก ที่แท้กำลังเผาเห็ดรับประทาน
นางที่เป็นดรุณีน้อย ยามอยู่โดดเดี่ยวยังพูดจากับตนเอง ทางหนึ่งทำลายความเงียบเหงา อีกทางยังเพื่อปลอบขวัญ
“เราความจริงไม่ชอบรับประทานเห็ด เมื่อครั้งยังอยู่กับมารดา ถึงกับบอกต่อท่าน หากวันใดมีแต่เห็ดเป็นอาหาร เรายินยอมอดข้าวสามมื้อ วันนี้กลับมีแต่เห็ดให้ประทังชีวิต นี่เรียกว่ากรรมสนอง ซาเจ๊กับโหงวกอกอหากรับรู้ต้องหัวร่อจนศีรษะคลอน”
ว่ากล่าวจนพอใจ ชักไม้ขึ้นจากกองไฟ แลดูหยาดน้ำหยดลงจากเห็ด จมูกสูดได้กลิ่นหอม ต้องอุทานว่า
“เห็ดป่าย่างไฟช่างหอมหวนนัก”
นางรอจนเห็ดอุ่นลงจึงฉีกรับประทาน สองเท้าเขี่ยไม้ที่วางอยู่ด้านข้างสุมลงไปในกองไฟอีก ไม่ทราบคิดรักษากองไฟไว้ปิ้งย่างสิ่งใด
คนรับประทานหมดสิ้น มือหยิบเปลือกไม้งองุ้มยกขึ้นจรดริมฝีปาก ที่แท้ใช้เปลือกไม้แห้งบรรจุน้ำสะอาดไว้ นางที่หิวโหยมาทั้งคืน กระทั่งน้ำในเปลือกไม้ยังคล้ายเอร็ดอร่อย ต้องดื่มพลางลูบท้องพลาง
“น้ำบรรจุในเปลือกไม้นี้มีกลิ่นหอมนัก เรายังคงนำเปลือกไม้น้อยติดตัวไป ไม่ว่าอยู่ที่ใดยังสามารถรับประทานน้ำให้มีรสชาติ”
รับประทานน้ำเสร็จสิ้น รู้สึกเบื้องหลังปรากฏรังสีเย็นวาบ ในป่ายามสายแสงอาทิตย์สาดส่อง พื้นดินคลายไอน้ำ ที่นางสวมใส่อยู่ก็เป็นชุดโม้งยาวสีดำ ความจริงร้อนอบอ้าวยิ่ง ยามนี้กลับรู้สึกคล้ายเหน็บหนาว แม้ไม่ต้องหันไปดู ก็ทราบว่ามีผู้ใดมาแล้ว
ลิ้มเต็กเฮียะปาดเหงื่อที่หลั่งไหล ด้านหลังแม้เย็นยะเยียบ ด้านหน้ากลับร้อนระอุ รู้สึกตนเองคล้ายเห็ดเผาไฟที่เพิ่งรับประทานเมื่อครู่ สองมือนางแม้สั่นเทา ยังคงยื่นไปด้านหน้า ก้มกายลงหยิบหินก้อนเขื่อง ตบหลายทีบนกองไฟที่เพิ่งเร่งเชื้อฟืน ที่แท้คิดดับไฟให้มอด
“รับประทานอิ่มหนำ คราวหน้าจึงค่อยก่อไฟอีกครา” คนบังคับน้ำเสียงให้สงบ ใจกลับระทึกดังรัวกลอง ขณะมองดูกองไฟค่อยมอดลง ที่เบื้องหลังพลันมีเสียงนุ่มนวลกล่าวขึ้น
“คนรับประทานอิ่มหนำ หากสิ้นลมไปในฉับพลัน ใช่ไปสู่สวรรค์หรือไม่”
ลิ้มเต็กเฮียะมิได้หันกายไป ได้ยินอีกเสียงหนึ่งกล่าวรับว่า
“ดรุณีน้อยยังมิได้วิวาห์ หากตกตายย่อมไปสู่สวรรค์”
“ที่แท้เป็นเช่นนั้น?”
ถามพอขาดคำ ทั้งสองพลันหัวเราะขึ้นประสานกัน ลิ้มเต็กเฮียะครานี้หันกายไปช้าๆ นางมิเพียงจดจำน้ำเสียงได้ ยังจดจำกลิ่นอายบุคคลทั้งสองไม่รู้ลึม
...ผู้มาย่อมเป็นจูเพ่งเอ็งกับมัจฉา...
จูเพ่งเอ็งยามนี้เปลี่ยนอาภรณ์ใหม่เป็นสีดำรัดกุม สวมเสื้อคลุมไหมปักเลื่อมตัวหนึ่ง บุคลิกสูงส่งเฉิดฉาย มัจฉาที่อยู่ด้านข้างสวมใส่อาภรณ์สีขาวสะอาดเอี่ยม ใบหน้ามาตรว่าล้างจนหมดจด แต่ส่วนที่แตกยับยังคงเห็นชัด รอบดวงตายังมีรอยช้ำโลหิต ลิ้มเต็กเฮียะมองผ่านๆ คราหนึ่งยังรู้สึกสะพรึงกลัว
มัจฉาเดินมาที่เบื้องหน้านาง ปั้นริมฝีปากคล้ายแย้มยิ้ม ถามว่า
“ท่านอยู่ที่นี้เพียงผู้เดียว”
ลิ้มเต็กเฮียะกล้ำกลืนความหวาดหวั่น ตอบว่า
“ข้าพเจ้าย่อมอยู่ผู้เดียว”
มัจฉาส่ายหน้าไปมา แววตาขุ่นมัวขัดข้อง กล่าวว่า
“นี่ไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง”
ลิ้มเต็กเฮียะก้มศีรษะลง ถามเบาๆ ว่า
“ไม่ถูกต้องอย่างไร”
มัจฉาทรุดกายลงนั่งบนหินอีกก้อนหนึ่ง แลสบตาจูเพ่งเอ็งที่ยังคงยืนสงบนิ่ง กล่าวว่า
“เล้งอิกย่อมไม่ปล่อยดรุณีน้อยอย่างท่านไว้ที่นี้โดยลำพัง”
ลิ้มเต็กเฮียะถอนใจคราหนึ่ง กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าว่า
“เล้งจึงจู้ย่อมไม่คิดปล่อยข้าพเจ้าไว้เพียงลำพัง ทว่าหากเขาจำเป็นต้องเลือก ยังคงไม่เลือกข้างข้าพเจ้า”
มัจฉามองนางอย่างสงสัย รีบถามว่า
“เล้งจึงจู้ผู้นั้นเลือกข้างผู้ใด ท่านหมายถึงเซียงกงจู้?”
ลิ้มเต็กเฮียะผงกศีรษะ กล่าวว่า
“เขาย่อมเลือกข้างเซียงกงจู้ นางเป็นคนรักของเต็งกงจื้อ เต็งกงจื้อเป็นสหายสนิทของเล้งจึงจู้ ท่านย่อมเลือกข้างนาง มาตรว่าท่านสมเพชข้าพเจ้า ยังคงจำใจละทิ้งข้าพเจ้าไว้ที่นี้”
จูเพ่งเอ็งที่สงบปากคำอยู่เป็นนาน พลันถามโพล่งขึ้นว่า
“เหตุใดเขาจึงต้องเลือกผู้ใดผู้หนึ่ง ด้วยพลังฝีมือของเล้งอิก สามารถนำพวกท่านร่วมทางทั้งสองคน ด้วยวิสัยของเขา ย่อมไม่ละทิ้งสตรีอ่อนแอ”
มัจฉาพยักหน้าพลางแลไปรอบด้าน กล่าวว่า
“เรื่องนี้มีเลศนัย เราไม่เชื่อว่าเล้งอิกจะจากไปเช่นนี้”
จูเพ่งเอ็งก็ระวังตัวขึ้น กล่าวอย่างแช่มช้าว่า
“เซียงกงจู้ที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ย่อมต้องวางกับดักให้พวกเราตกลงไป ดรุณีน้อยยังคงอยู่ที่นี้ พวกเขาก็ต้องอยู่ไม่ห่าง”
ลิ้มเต็กเฮียะรวบรวมความกล้าขึ้น เงยหน้ามองสบตาจูเพ่งเอ็ง กล่าวว่า
“พวกเขาไปแล้วจริงๆ เซียงกงจู้บอกต่อเล้งจึงจู้ ข้าพเจ้าเป็นเพียงมดแมลง พวกท่านย่อมไม่ทำร้าย นางทางหนึ่งไม่วางใจข้าพเจ้า อีกทางร่างกายยังบาดเจ็บ ต้องรีบเดินทางสู่เทียนไล้กัง หากเล้งจึงจู้นำพานางไปเพียงคนเดียว ย่อมถึงสถานที่นั้นรวดเร็วกว่า มิหนำซ้ำ กอกอนางอาจบางทีรวบรวมผู้คนมารับระหว่างทาง เล้งจึงจู้ฟังเช่นนี้ ความจริงยังไม่ยินยอมทิ้งข้าพเจ้าไว้ แต่เซียงกงจู้กล่าวอ้างถึงเต็งกงจื้อ นางว่าหากนางมีอันตรายถึงชีวิต เล้งจึงจู้มิอาจมีหน้าไปพบเต็งกงจื้ออีก ยามคับขันคล้ายเกิดเพลิงเผาผลาญบ้านเรือน ย่อมต้องเลือกเพียงสิ่งสำคัญติดตัวไป”
มัจฉาแค่นหัวร่อ กล่าวว่า
“ด้วยเหตุนี้เล้งอิกจึงเลือกนำพาเซียงกงจู้ไป ทอดทิ้งโกวเนี้ยน้อยไว้ที่นี้”
ลิ้มเต็กเฮียะน้ำตาหยดหยาดลง ยกชายเสื้อขึ้นเช็ดพลางกล่าวว่า
“ต้องโทษข้าพเจ้ามีประวัติเป็นมาพิสดาร ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เชื่อถือ เล้งจึงจู้มาตรว่ามีใจปรานี ยามหน้าสิ่วหน้าขวานยังต้องตัดใจ”
จูเพ่งเอ็งมองดูลิ้มเต็กเฮียะอย่างพินิจ สีหน้ายังคงคลางแคลง นางกวาดสายตามองรอบทิศ สถานที่นี้เป็นลานหินกว้าง ต้นไม้รอบบริเวณโปร่งบาง มองเห็นถนัดชัดเจนยิ่ง เล้งอิกกับเซียงกงจู้ย่อมไม่อาจแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ อีกทั้งมิอาจแทรกกายใต้ก้อนหิน นางเชื่อมั่นโสตประสาทตนเอง คนผู้หนึ่งอาจบางทีสามารถกลั้นลมหายใจได้นานราวกับสัตว์จำศีล หนึ่งวันหนึ่งคืนยังไม่ขยับกาย ทว่ากลิ่นอายผู้คนย่อมมิอาจปิดบังได้ นายพรานผู้หนึ่งคิดเข้าป่าล่าสัตว์ ยังต้องใช้เวลาหลายวันคลุกคลีกับสภาพแวดล้อม ไม่อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ไม่รับประทานอาหารปรุงแต่ง เยี่ยงนี้กลิ่นอายผู้คนจึงสลายคลายไป แต่เล้งอิกกับเซียงกงจู้เพิ่งหลบเร้นในป่าชั่วข้ามคืน กลิ่นอายย่อมยังคงอยู่เช่นเดิม หากพวกเขาหลบซ่อน ณ ที่นี้ นางย่อมสามารถรับรู้ได้
นางพลันย่อกายลง ประสานสายตากับลิ้มเต็กเฮียะ นัยน์ตาคู่งามคล้ายขยายกว้างขึ้น ลิ้มเต็กเฮียะที่เขม้นมอง รู้สึกคล้ายตกลงไปในห้วงมหาสมุทรใหญ่ ไม่อาจขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ร่างกายดำดิ่งลงสู่ก้นบึ้งมืดมิด
“ท่าน...” นางคิดใคร่ถาม ท่านคิดทำอันใดต่อข้าพเจ้า ทว่าร่างกายชาด้าน กระทั่งเปล่งเสียงยังมิอาจกระทำ
จูเพ่งเอ็งยื่นมือมากุมมือลิ้มเต็กเฮียะไว้ ลูบคลำแผ่วเบาราวมารดาปฏิบัติต่อบุตรีน้อย ดวงตามีแววนุ่มนวล น้ำเสียงยังอ่อนหวานปลอบประโลม
“เด็กน้อยเจ้าพบพานเราย่อมมีโชค พวกเราย่อมไม่ละทิ้งเจ้าไว้ที่นี้ ตอนนี้เจ้าบอกต่อเรา เล้งจึงจู้กับเซียงกงจู้ใช่หลบซ่อนอยู่ ณ ที่นี้หรือไม่”
ลิ้มเต็กเฮียะรู้สึกคล้ายง่วงงุน นัยน์ตากลับยังกลมโตแจ่มใส นางมิทราบ ที่แท้จูเพ่งเอ็งใช้วิชาลี้ลับแขนงหนึ่ง สะกดจิตนางไว้จนเคลิบเคลิ้ม ผู้คนที่อยู่ภายใต้ภาวะเช่นนี้ย่อมมิอาจโป้ปด กระทั่งความลับในก้นบึ้งยังสามารถบอกเล่าออกมา
“เจ้าบอก... พวกเขาใช่อยู่ที่นี้หรือไม่”
ลิ้มเต็กเฮียะส่ายหน้าช้าๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบายิ่ง
“เล้งจึงจู้พานางไปแล้ว...”
“พวกเขาไปยังที่ใด”
“พวกเขาคิดไปเทียนไล้กัง”
จูเพ่งเอ็งสบตามัจฉาวูบหนึ่ง ถามต่อไปว่า
“เล้งจึงจู้ละทิ้งเด็กน้อยเจ้าได้จริงๆ?”
ลิ้มเต็กเฮียะน้ำตาหลั่งไหลอีกครา คนมาตรว่าถูกสะกด อารมณ์ความรู้สึกยังคงอยู่เช่นเดิม
“เล้งจึงจู้ไม่คิดละทิ้งข้าพเจ้า ทว่าเซียงกงจู้ที่บาดเจ็บมิอาจรั้งรอ”
“พวกเขาก่อนไปว่ากล่าวสิ่งใดต่อเจ้า”
ลิ้มเต็กเฮียะรู้สึกศีรษะหนักอึ้ง ร่างกายเริ่มโคลงเคลง
“เล้งจึงจู้รู้สึกผิดอย่างยิ่งที่ละทิ้งข้าพเจ้า เซียงกงจู้ที่ร้อนรุ่มใจจึงคิดแผนการขึ้นอย่างหนึ่ง คิดลดทอนความรู้สึกผิดของเล้งจึงจู้”
จูเพ่งเอ็งกับมัจฉาสะท้านขึ้นทันที มัจฉารีบโพล่งถามว่า
“เซียงกงจู้ที่มากลวดลายนั้นคิดแผนการใด”
ลิ้มเต็กเฮียะประคองศีรษะตนเองไว้ ร่างเอนลงแทบจะคะมำไปข้างหน้า จูเพ่งเอ็งรีบยื่นมือรับนางไว้ ถามไถ่ซ้ำไปซ้ำมา ลิ้มเต็กเฮียะสบตากับนาง ความจริงคิดสะกดคำพูดตน ทว่านางตกอยู่ใต้วิชาลึกลับ ย่อมไม่อาจขัดขืนข่มกลั้น
“เซียงกงจู้เก็บกิ่งไม้นานาชนิดแก่ข้าพเจ้า กำชับให้ข้าพเจ้าก่อไฟด้วยกิ่งไม้นี้ นางบอกว่ากิ่งไม้นานาพันธ์เมื่อเผารวมกันจะก่อเกิดควันพิษ ตราบใดที่ไฟยังพวยพุ่ง พิษจะไม่ออกมาทำร้ายผู้คน แต่หากข้าพเจ้าดับไฟลง ควันจากกิ่งไม้ระบายออกมา ผู้ที่สูดดมเข้าไปจะเป็นอันตราย”
มัจฉากระโดดปราดขึ้น สะกดกลั้นลมหายใจ ทดลองเดินลมปราณทั่วร่าง พบว่ามีส่วนติดขัด เลือดลมเดินผิดแผก ยามเกร็งกำลังขึ้นพลันรู้สึกเจ็บที่ทรวงอก ต้องร้องด่าว่า
“นางมารนั้นมีเล่ห์เหลี่ยมนัก”
จูเพ่งเอ็งผุดลุกขึ้นยืน ท่าทียังคงสงบกว่า นางมองดูกองไฟที่มอดดับพลางกล่าวว่า
“นี่เป็นกิ่งไม้ที่ก่อให้เกิดควันพิษจริง”
มัจฉากระแทกกายลงนั่งอีกครา ถามว่า
“ท่านมิได้รับพิษหรืออย่างไร”
จูเพ่งเอ็งสะบัดหน้ากล่าวว่า
“หรือเราก็เป็นเช่นไกรสรที่มอดม้วย จึงไม่รู้จักหายใจ”
ความหมายที่กล่าวย่อมแสดงว่า นางก็สูดควันพิษเข้าไปเช่นกัน นางทางหนึ่งเดินลมปราณอย่างระมัดระวัง พิษจากควันไม้คล้ายไม่รุนแรงนัก เพียงทำให้เลือดลมติดขัด ไม่อาจใช้กำลังเต็มที่ กับผู้ฝึกวิชาบู๊ขั้นสูงเช่นนางกับมัจฉา หากข่มกลั้นใจขจัดรักษา ย่อมกลับเป็นปกติได้ในเวลาอันสั้น
มัจฉาทางหนึ่งสะกดใจเดินลมปราณ ทว่ายังมีความคิดหนึ่งเกิดขึ้น กล่าวกับจูเพ่งเอ็งว่า
“พวกเราที่รับควันพิษ โกวเนี้ยนางนี้ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยง ไฉนนางยังอยู่รอดปลอดภัย หามีสิ่งใดกระทบกระเทือนไม่”
จูเพ่งเอ็งเขย่ากายลิ้มเต็กเฮียะ ถามไถ่ว่า
“หรือเซียงกงจู้นั้นมิเกรงกลัวเจ้าโดนพิษ มาตรว่านางไม่ไยดีเจ้า เล้งจึงจู้ย่อมมิยินยอมให้เจ้ามีเคราะห์กรรม”
ลิ้มเต็กเฮียะพลันมีรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า
“เซียงกงจู้มีความรู้ด้านนี้ดีอย่างยิ่ง นางกล่าวว่าควันจากกิ่งไม้มีพิษ ทว่าเห็ดที่นางเก็บให้ข้าพเจ้ารับประทาน สามารถป้องกันพิษจากควันได้ ข้าพเจ้าเมื่อครู่รับประทานเข้าไปหลายดอก ดังนั้นไม่มีอันตรายใด”
มัจฉามองดูที่กองไฟ ร้องถามว่า
“เห็ดนั้นยังมีอยู่หรือไม่”
ลิ้มเต็กเฮียะสั่นศีรษะ กล่าวว่า
“เห็ดต้องรับประทานก่อนสูดดมควันจึงสามารถป้องกันพิษ พวกท่านตอนนี้มาตรว่าพบเห็ดชนิดดังกล่าวก็หามีประโยชน์อันใดไม่”
จูเพ่งเอ็งทางหนึ่งเดินลมปราณ ทางหนึ่งยังคงถามไถ่สืบไป
“เจ้ากล่าวว่าตนเองมีประวัติเป็นมาพิสดาร บอกต่อเราว่าเจ้าที่แท้เป็นผู้ใด”
ลิ้มเต็กเฮียะยังคงตกอยู่ใต้ภาวะสะกดจิต ได้แต่ตอบคำตามตรงมิอาจบิดเบือน
“ข้าพเจ้าเรียกว่าลิ้มเต็กเฮียะ... โอ... มิใช่ เล่าฮูหยินท่านนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าความจริงแซ่ซุน เรียกว่าซุนเง็กเฮียะ เพื่อปกปิดฐานะแท้จริงจึงใช้แซ่ลิ้ม"
"เจ้าที่แท้แซ่ซุน? แล้วเล่าฮูหยินท่านนั้นคือผู้ใด บิดาเจ้าเรียกว่าอะไร"
"เล่าฮูหยินผู้นั้นคือกิมแชฮูหยินแห่งเทียนมึ้งเก็ง บิดาข้าพเจ้าเรียกว่าซุนเซ่งเง็ก ข้าพเจ้าก็เพิ่งรู้จักนามของเขา ทว่ามิเคยพบเห็นมาก่อน..."
จูเพ่งเอ็งกับมัจฉาแลสบตากันไปมา สีหน้ามีแววงุนงงสงสัย จูเพ่งเอ็งครุ่นคิดพลางกล่าวว่า
"ซุนเซ่งเง็กคือยี่เก็งจู้แห่งเทียนมึ้งเก็ง หากเจ้าเป็นธิดาของเขา ไฉนจึงออกมาอยู่ภายนอก"
ลิ้มเต็กเฮียะส่ายศีรษะไปมา กล่าวว่า
"กับเรื่องนี้ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจ เก็งจู้นั้นให้ข้าพเจ้าออกมา ข้าพเจ้าได้แต่ออกมา คำสั่งเก็งจู้ย่อมมิอาจขัดขืน กอกอข้าพเจ้ายามนั้นไม่ยินยอม ท่านร่ำร้องอาละวาด คิดใคร่ออกมากับข้าพเจ้า เก็งจู้จึงสั่งผู้คนกักขังเขาไว้ กระทั่งกิมแชฮูหยินที่เป็นย่าของเขาก็ยังไม่อาจขัดใจเขา"
จูเพ่งเอ็งคล้ายเข้าใจความเป็นมาในเทียนมึ้งเก็งอย่างยิ่ง นางแลดูลิ้มเต็กเฮียะขึ้นๆ ลงๆ นัยน์ตามาตรว่าเย็นชา น้ำเสียงยังคล้ายเห็นอกเห็นใจ
"ที่แท้เจ้าเป็นเพียงเด็กน้อยไม่รู้ความ ผู้ใหญ่ในเทียนมึ้งเก็งคิดคัดคานเอาชัยกัน เป็นที่ลำบากเดือดร้อนเจ้า"
มัจฉากลอกนัยน์ตาไปมา ถามว่า
"เก็งจู้ที่ยโสผู้นั้นคิดคัดคานเล่าฮูหยิน?"
จูเพ่งเอ็งสั่นศีรษะพลางกล่าวว่า
"เก็งจู้ที่สูงศักดิ์ผู้นั้นไยต้องคิดเอาชนะกิมแชฮูหยินที่แก่เฒ่า เราทราบมา... ไม่ว่าเขาคิดเห็นเยี่ยงไร เล่าฮูหยินล้วนต้องอ่อนน้อมยอมความ ที่เขาทำเช่นนี้เป็นเพราะเล่าฮูหยินนั้นอาจกำเริบเสิบสาน ปฏิบัติการไปโดยมิได้ถามไถ่เขา เขาจึงแสดงให้นางเห็นว่า สิ่งที่เขาต้องการ มาตรว่าไร้เหตุไร้ผล นางยังคงต้องจำยอม"
มัจฉาพริ้มตาลงครุ่นคิด กล่าวว่า
"ผู้คนในเทียนมึ้งเก็งแปลกประหลาดยิ่ง บัดนี้เราจึงเข้าใจความลำบากใจของซือแป๋ที่ทนอยู่กับพวกเขานานปี"
จูเพ่งเอ็งพลันมีนัยน์ตาเลื่อนลอย รำพึงรำพันว่า
"สามีเราต้องทนทุกข์กับสตรีร้ายกาจเช่นนั้น เราหากมีโอกาสพบพานนาง ต้องกระทำกลับคืนให้สาสม"
มัจฉามีสีหน้าขุ่นเคือง ร่ำร้องอย่างไม่ยินยอมว่า
"เขามิใช่สามีของท่าน ทว่าเป็นบิดาท่าน"
จูเพ่งเอ็งกลับมิได้สนใจถ้อยคำมัจฉา นัยน์ตาที่ว่างเปล่าพลันมีแววสลดรันทด ถึงกับมีหยาดน้ำรื้น
ลิ้มเต็กเฮียะทรงกายขึ้นอย่างยากลำบาก นางมาตรว่าถูกสะกดจิต โสตประสาทยังคงรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น ในห้วงสำนึกยังครุ่นคิดอย่างงุนงง มัจฉากล่าวถึงซือแป๋ของมันที่ทนอยู่กับเทียนมึ้งเก็งนานปี มิทราบซือแป๋ผู้นี้เป็นผู้ใดกัน
...ที่ชวนพิศวงยิ่งกว่า จูเพ่งเอ็งเรียกหาซือแป๋นั้นเป็นสามี มัจฉากลับกล่าวว่านางเป็นบุตรี...
...เรื่องราวนี้แปลกประหลาดยิ่ง ลี้ลับยิ่ง ลิ้มเต็กเฮียะที่อ่อนล้าจากค่ำคืนก่อน หนำซ้ำโดนสะกดจนสติสัมปชัญญะล่องลอย ยามนี้ความเครียดประดังจนสมองหมุน พลันรู้สึกเบื้องหน้าคล้ายมืดลงในฉับพลัน ที่แท้คนสิ้นสมประดีไป มิได้รับรู้เรื่องราวสืบต่อ กระทั่งตัวเองล้มอยู่ในอ้อมกอดของผู้ใดก็มิทราบแล้ว...
เทียนมึ้งเก็งเทียบกับฮวงจึงแล้วยังใหญ่กว่าเล็กน้อย ผู้คนก็หลากหลายมากมาย ทว่าในฮวงจึงมีสรรพสำเนียงผู้คนพูดคุย เทียนมึ้งเก็งกลับเงียบเหงาวังเวง...
เม่งไอ่ซีเดินเคียงข้างเก็งจู้ผู้นั้นผ่านบริเวณที่อยู่อาศัย พอมาถึงด้านหลังกลับมิพบเห็นผู้คนอีก เพียงเห็นต้นหุยปลูกเป็นแนวแน่นหนา ดอกสีเหลืองนวลบานสะพรั่ง สูดได้กลิ่นหอมตลบอบอวล ต้นหุยย่อมไม่อาจเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หนำซ้ำไม่อาจยืนต้นเป็นระเบียบเยี่ยงนี้ แสดงว่าที่ด้านหลังก็ยังมีผู้คนอาศัยอยู่
เม่งไอ่ซีพลันหยุดกายลง ถามไถ่ว่า
"ท่านคิดนำพาข้าพเจ้าไปที่ใด"
เก็งจู้นั้นหยักมุมปากคล้ายยิ้มแย้ม เม่งไอ่ซีรีบเหลือบแลไปทางอื่น ...คนที่กายอยู่ห่างไกล ในใจกลับคล้ายอยู่ใกล้... เก็งจู้ผู้นี้เป็นกอกอต่างมารดาของเต็งลั่ง ใบหน้ามาตรว่าแตกต่างกันอยู่บ้าง ทว่ายามแย้มยิ้มกลับมีประกายตาเฉกเช่นเดียวกัน สุ้มเสียงในบางคราก็คลับคล้ายกัน นางยามอยู่ใกล้เก็งจู้ หัวใจคล้ายกวัดแกว่งในดงหนาม หากไม่ระวัดระวังยังต้องหลั่งโลหิตภายในอก...
เม่งไอ่ซีรอฟังคำตอบอยู่นาน เก็งจู้นั้นกลับหันไปด้านหลัง กล่าวแก่ปึงซิ่วซิ่วที่ติดตามมาว่า
"เจ้ากลับไปก่อน"
ปึงซิ่วซิ่วแลดูเม่งไอ่ซีแวบหนึ่ง พลันหันกายไปไม่กล้าขัดขืน เม่งไอ่ซีความจริงคิดเรียกรั้งไว้ ทว่าพลันฉุกคิด เก็งจู้นั้นอาจมีคำพูดใดที่มิอาจให้ผู้อื่นรับรู้
เม่งไอ่ซีย่อกายลง ทำทีชื่นชมดอกหุยที่ดกเต็มต้น พลันถามขึ้นอีกว่า
"ท่านว่าพวกเรากลับไปรับประทานข้าว ไฉนจึงพาข้าพเจ้ามาที่ด้านหลังนี้"
เก็งจู้ยื่นมือออกมาเป็นเชิงให้นางเกาะกุมลุกขึ้นยืน กล่าวว่า
"เราคิดพาท่านไปรับประทานข้าวกับคนผู้หนึ่ง"
"เป็นผู้ใด ข้าพเจ้าใช่รู้จักมาก่อนหรือไม่"
เก็งจู้ส่ายหน้า เม่งไอ่ซีถามอีกว่า
"ย่อมเป็นคนสำคัญผู้หนึ่ง?"
เก็งจู้ผงกศีรษะกล่าวว่า
"ผู้คนในเทียนมึ้งเก็ง นอกจากกิมแชฮูหยินแล้ว เรามิเคยใส่ใจไปเยี่ยมหาผู้ใด แต่กับคนผู้นี้มีข้อยกเว้น"
เม่งไอ่ซีส่งเสียงดังอืม ยังคงแสร้งชมดูดอกหุย มิได้ยื่นมือออกเกาะกุมมือเขา นางความจริงเป็นสตรีที่ไม่เคร่งครัด ทว่ากับเก็งจู้ที่คลับคล้ายเต็งลั่ง ย่อมต้องระงับจิตใจตนเอง ไม่กล้าใกล้ชิดสนิทสนม
เก็งจู้คล้ายเข้าใจความคิดนาง แต่คนที่มักกระทำตามใจตน ย่อมไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นขัดใจ เขาพลันคว้าจับมือนาง ฉุดรั้งให้ลุกขึ้นยืน
"ท่านต้องการทราบ ผู้ที่เราใคร่ให้ท่านได้พบเป็นผู้ใด ดังนั้นอย่าได้หยุดชมนกชมไม้"
เม่งไอ่ซีเบี่ยงมือออกอย่างนุ่มนวล กล่าวว่า
"ได้ ได้ อย่างนั้นพวกเรารีบไป"
เก็งจู้ยิ้มใส่ตานาง กล่าวว่า
"ท่านใช่เคยเกาะกุมมือเต็งลั่งหรือไม่"
เม่งไอ่ซีผงะกายออก ทั้งงุนงงทั้งขุ่นเคือง เก็งจู้ที่เย็นชายามนี้กลับคล้ายเต็งลั่งที่ชอบกลั่นแกล้งผู้คน นัยน์ตาสุกใสเป็นประกายจับจ้องมองนางไม่วางตา ยามรุ่มร้อนใจได้แต่ตอบคำว่า
"เต็งลั่งรู้จักกับข้าพเจ้าตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมต้องใกล้ชิดกัน"
เก็งจู้ร้องอ้อคำหนึ่ง ยื่นมือออกเกาะกุมมือนางไว้อีกครา เม่งไอ่ซีคิดสะบัดออกทว่าจนปัญญา นิ้วมือเรียวยาวของเก็งจู้คล้ายดังโซ่พันธนาการผู้คน เขาจูงมือนางเดินผ่านดงหุยพลางเอ่ยว่า
"ท่านเมื่อใกล้ชิดเต็งลั่ง ย่อมสามารถใกล้ชิดเรา อย่าได้ลืมเราเป็นกอกอเต็งลั่งผู้นั้น ท่านถือเขาเป็นที่ใดของท่าน เราย่อมสถิตอยู่ ณ ที่นั้นด้วย"
เม่งไอ่ซียามนี้เกิดอารมณ์ขัดใจเยี่ยงสตรี กล่าวอย่างเคืองขุ่นว่า
"หากเรายึดถือเต็งลั่งเป็นข้าทาสรับใช้ ท่านก็เป็นข้าทาสรับใช้?"
เก็งจู้กลับทำสีหน้าเคร่งขรึม กล่าวว่า
"ท่านหากยึดถือเช่นนั้นจริง เรายังคงยินยอม เพียงแต่เราทราบ... ท่านมิได้ยึดถือเขาเป็นทาสรับใช้ ทว่าเป็น..."
"เป็นเยี่ยงไร"
นางพอโพล่งถามออกไป พลันได้คิดตนเองรุ่มร้อนจนพลาดท่า เก็งจู้ผู้นี้ยามอยู่ต่อหน้าผู้คนปั้นสีหน้าเคร่งเครียด ยามนี้กลับหยอกล้อไม่สำรวม นางได้แต่เบือนศีรษะไปทางอื่น โกรธเคืองตนเองที่มิได้ระวังวาจา คาดไม่ถึง เก็งจู้นั้นกลับยอมปล่อยมือนาง ย่างเท้าไปข้างหน้าพลางถอนใจกล่าวว่า
"ท่านยึดถือเต็งลั่งเป็นเยี่ยงไร ท่านความจริงทราบกระจ่างแก่ใจ เราเพียงแต่สงสัย ท่านที่ดื้อรั้นทรนง ไฉนไม่กระทำตามใจปรารถนา หากเต็งลั่งปรากฏกาย ณ ที่นี้ เราคิดถามไถ่เขาคำหนึ่ง"
"ท่านคิดถามไถ่อะไร"
"เราคิดถาม... เขายังคิดอยู่ข้างกายท่านหรือไม่ หากเขาตอบว่าใช่ เราจึงปล่อยพวกท่านไป..."
เม่งไอ่ซีหันศีรษะมา จ้องมองเก็งจู้แน่นิ่งอยู่เป็นนาน สักครู่จึงกล่าวว่า
"ท่านคิดถามสิ่งที่ไร้สาระยิ่ง หากเต็งลั่งครั้งหนึ่งคิดอยู่กับข้าพเจ้า เขาย่อมไม่จากไป"
เก็งจู้ก็จับจ้องมองนาง กล่าวว่า
"พวกท่านกระทำสิ่งที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง ทำร้ายความรู้สึกผู้คนอย่างยิ่ง"
เม่งไอ่ซีทอดถอนใจกล่าวว่า
"เต็งลั่งกับข้าพเจ้าคราก่อนกระทำผิดพลาด ส่งผลร้ายต่อผู้คนถึงสามคน ยามนี้คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไข จนใจที่ไม่อาจกระทำ"
เก็งจู้ส่ายศีรษะกล่าวว่า
"เรากลับเห็นว่าสามารถแก้ไขโดยง่ายดาย"
"เป็นเช่นนั้น?"
เก็งจู้ก้าวเดินไปข้างหน้า เม่งไอ่ซีก็สาวเท้าตาม ได้ยินเขากล่าวว่า
"ท่านหากมิได้มีใจต่อเล้งอิก ไฉนรั้งเขาเข้าสู่วังวน ท่านวันนี้หากตัดเขาออกไป เขาเสียใจฟูมฟายหลายปี ภายภาคหน้ายังสามารถเสาะพบสตรีที่รักใคร่เขา พบพานความสุขที่แท้ ทว่าหากพวกท่านรั้งรอ เขายิ่งสับสนไม่เข้าใจ ความทุกข์กัดกร่อนจนเสียหายทำลาย เขาสามารถทนทานได้นานเท่าใด"
เม่งไอ่ซีพลันปวดแปลบใจสุดจะทนทาน ได้แต่ร่ำร้องว่า
"เรื่องนี้ท่านมิได้เข้าใจถ่องแท้"
เก็งจู้นั้นหันกายกลับมา สีหน้ากลับเป็นเย็นชาอีกครา กล่าวด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึกว่า
"ที่เราควรเข้าใจ เราล้วนเข้าใจกระจ่าง เรื่องที่เราไม่แน่ใจมีเพียง... ที่แท้ท่านรู้ใจตนเองหรือไม่ ระหว่างเต็งลั่งกับเล้งอิก ท่านที่แท้รักเต็งลั่งสุดหัวใจ ฤานานวันน้ำใจท่านคลอนแคลน ปันใจให้เล้งอิกโดยไม่รู้ตัว เรื่องนี้ความจริงเป็นท่านหรือเราที่มิได้เข้าใจถ่องแท้ ท่านใช่คิดถามตนเองสักคราหรือไม่..."
เม่งไอ่ซีคล้ายแจกันดินปั้นที่แตกทำลาย ร่างกายโอนเอนทว่าแข็งใจยืนหยัดไว้ เก็งจู้ยังคงสาวเท้าไปข้างหน้า นางกับเขาเดินผ่านพฤกษานานาพันธ์ ทว่าเม่งไอ่ซีกลับมิได้แลเห็นสิ่งใด กระทั่งทิศทางก็จดจำมิได้ นางวันนี้เพิ่งทราบ ตนเองที่ดื้อรั้นเย่อหยิ่ง ความจริงอ่อนแออย่างยิ่ง... โง่เขลาอย่างยิ่ง...
บิดานางห้ามเต็งลั่งเข้าน่ำไฮ้ก่า ความจริงว่ากล่าวไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ นางที่เยาว์วัยพลันคับแค้นรันทด คิดประชดการกระทำของท่าน ตกแต่งให้แก่เล้งอิก บังเกิดผลร้ายกับทั้งตนเอง กับทั้งเต็งลั่งและเล้งอิก...
...ความผิดพลาดยามเยาว์วัยมักได้รับการอภัย ทว่าผลการกระทำใช่สามารถแก้ไขได้ทุกเรื่อง...
นางพลันนึกถึงเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อน ค่ำคืนหนึ่งของเมื่อสิบปีก่อน...
พวกเขาทั้งสามมักนั่งสนทนากันในห้องโถงรับแขก ในเวลานั้น... เม่งไอ่ซีมักปลอบใจตนเอง มาตรว่ามิอาจตกแต่งแก่เต็งลั่ง อย่างน้อยยังคงเห็นเขาทุกเมื่อเชื่อวัน เต็งลั่งก็ปลูกบ้านหลังหนึ่งอยู่ไม่ไกลจากฮวงจึง เขามักอยู่สนทนากับพวกนางจนดึกดื่นจึงกลับไป ทว่าเขามิเคยเชื้อเชิญพวกนางไปสถานที่แห่งนั้น เล้งอิกที่ไม่คิดซับซ้อนก็ไม่เคยสงสัยใจ...
จวบจนกระทั่งคืนหนึ่ง คืนสุดท้ายที่พวกเขาอยู่ร่วมสนทนากัน... คืนสุดท้ายก่อนที่เต็งลั่งจะจากไป...
เล้งจงก้วงวันนั้นกลับจากในเมือง ได้สุราพิเศษอย่างยิ่งกระปุกหนึ่ง สุรากระปุกเล็กที่มีสรรพคุณมากหลาย ได้ยินว่าหมักบ่มกับเกสรดอกไม้หายากหนึ่งร้อยชนิด เรื่องราวนี้เป็นจริงหรือไม่ย่อมไม่สำคัญ เล้งจงก้วงเพียงเอาอกเอาใจพวกเขา มักเสาะหาสิ่งของมาให้พวกเขาพูดคุยถกเถียง กระปุกสุราเล็กอย่างยิ่ง ที่คอกระปุกใช้หินก้อนหนึ่งเกลาจนกลมมนปิดปากไว้ คิดเปิดกระปุกกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านออกแรงมากไป คอกระปุกที่เรียวเล็กอาจแตกทำลาย เม่งไอ่ซีที่ละเอียดอ่อนกว่าบุรุษทั้งสอง ได้แต่ฉกฉวยมาเปิดเอง คาดไม่ถึง นางมาตรว่าระมัดระวัง สุราในขวดยังกระฉอกออกมา มิเพียงเปรอะเปื้อนอาภรณ์นาง ยังกระเซ็นสู่ใบหน้านาง
เรื่องราวเกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน เล้งอิกที่ลืมตัวพลันโผเข้าหานาง ใช้ปลายนิ้วเช็ดหยดสุราที่เกาะพราว กระทั่งยังก้มลงลิ้มรสสุราบนใบหน้านาง เขาในเวลานั้นอายุเพียงยี่สิบปี ความจริงระมัดระวังสำรวม ทว่าในเวลาชุลมุนกลับพลั้งเผลอไป...
...ที่เม่งไอ่ซีไม่ลืมเลือนคือดวงตาของเต็งลั่ง ดวงตาที่ปวดร้าวของเต็งลั่ง...
...พวกเขามาตรว่าทำใจยอมรับ เม่งไอ่ซีเป็นฮูหยินของฮวงจึง ทว่าภายในกลับคล้ายสายน้ำที่ลึกล้ำ มีแรงกดดันหนักหน่วงรอวันถั่งโถม...
...เม่งไอ่ซีย่อมไม่ทราบ หลังจากวันนั้น... ระหว่างเล้งอิกกับเต็งลั่งเกิดเรื่องราวใด...
...นางมิทราบทั้งหมด จึงมิได้อธิบาย... เล้งอิกที่มิทราบทั้งหมด จึงมิได้เข้าใจ... เต็งลั่งที่ทราบทุกเรื่องราว กลับจากไปโดยไม่ร่ำลา...
...พวกเขาที่ครั้งกระโน้นยังเยาว์วัย เกิดเรื่องราวที่ทำให้ชีวิตหักเห ใช่เป็นบาปเคราะห์ที่บุพการีสั่งสมมาหรือไม่...
...กับเรื่องราวเช่นนี้ กระทั่งสวรรค์ยังมิอาจตอบคำ...
|