|
คนตกอยู่ในภวังค์ ม่านตามาตรว่ากระจ่างแจ่มใส ที่เบื้องหน้ากลับแลไม่เห็นสิ่งใด...
เก็งจู้ที่บัดเดี๋ยวมากน้ำใจบัดเดี๋ยวไร้น้ำใจพลันชะงักเท้าลง หันมาแลดูเม่งไอ่ซี เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ท่านดู ที่เบื้องหน้ามีอันใด"
เม่งไอ่ซีเงยหน้าขึ้นมอง เห็นที่เบื้องหน้ามีบ้านไม้หลังหนึ่ง ต้องรู้สึกสงสัยใจ ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งล้วนใช้ถ้ำคูหาริมสมุทรเป็นที่พักอาศัย มิทราบสถานที่นี้เป็นนิวาสถานของผู้ใด กลับประกอบขึ้นด้วยไม้ นางยามพิศวงงงงันต้องพึมพัมขึ้น
"นี้เป็นเคหาของผู้ใด"
เก็งจู้มิได้ตอบคำนาง เพียงกล่าว
"ท่านเข้าไปภายในย่อมทราบกระจ่างเอง"
เม่งไอ่ซีเกิดความสงสัยอย่างยิ่ง ยามนี้ย่างเท้าเข้าสู่ทางเดิน พอถึงประตูก็ยกมือขึ้นหมายตบเรียกผู้ที่อยู่ภายใน ฝ่ามือยังไม่ทันทาบลง พลันได้ยินสุ้มเสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
"พวกท่านเข้ามาเถิด"
น้ำเสียงนุ่มนวลอย่างยิ่ง ยังคล้ายสายน้ำอุ่นที่พลันปรากฏในฤดูเหมันต์ ชักชวนผู้คนให้สบายใจเคลิบเคลิ้ม
เม่งไอ่ซีผลักประตูเข้าไป ยังไม่ทันกวาดสายตามองรอบสถานที่ ผู้ที่นั่งอยู่บนโต๊ะกลางก็ลุกขึ้น ใช้สายตาอ่อนโยนปรานีแลดูนาง
...ที่แท้เป็นสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง...
เม่งไอ่ซีก็ย่อกายคารวะ เห็นสตรีนางนั้นสวมใส่อาภรณ์แพรสีเขียวอ่อน สวมกำไลหยกสองวง หนึ่งขาวหนึ่งเขียว บนมวยผมยังประดับด้วยปิ่นหยก ดวงหน้ามาตรว่าไม่งามเป็นหนึ่ง ทว่าแลดูพิสุทธิ์สูงส่ง กริยาก็แช่มช้อย นางแม้ไม่ทราบ สตรีกลางคนชุดเขียวนี้เป็นผู้ใด ทว่าเมื่อเก็งจู้นำพานางมาเยือน ย่อมมิใช่ผู้ไร้ความหมาย
สตรีนางนั้นหันไปทางเก็งจู้ ย่อกายคารวะเขาคราหนึ่ง ท่าทีนบนอบอ่อนน้อม ประกายตากลับคล้ายมารดาแลดูบุตรชาย
เม่งไอ่ซียามนั้นพลันฉุกคิดได้ ยังไม่ทันเอ่ยปากถาม เก็งจู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังพลันเอ่ยขึ้น
"นางคืองึ่นแชฮูหยินของรุ่นก่อน เป็นภรรยาผู้หนึ่งของเจ็งเก็งจู้ที่เป็นบิดาของเต็งลั่ง"
เม่งไอ่ซีชะงักวูบหนึ่ง เก็งจู้ผู้นี้เอ่ยวกวนไปมา ชักชวนผู้คนงุนงงยิ่งกว่า... สตรีที่อยู่เบื้องหน้านางคือภรรยาผู้หนึ่งของเจ็งไฮ้ บิดาของเต็งลั่ง นางเคยมีศักดิ์เป็นงึ่นแชฮูหยิน แสดงว่าสตรีผู้นี้ย่อมเป็นมารดาของเก็งจู้เอง
เจ็งไฮ้เมื่อครั้งกระโน้นตกแต่งสตรีนางหนึ่งที่มารดาเลือกเฟ้น ทว่าเขาภายหลังผูกสมัครรักใคร่ลิ้วซีซี นำพานางเข้าสู่น่ำเทียนก่า ถึงกับมอบตำแหน่งกิมแชฮูหยิน มีศักดิ์เป็นภรรยาหลวง ภายหลังมิทราบเกิดเหตุอันใด ยังมิทันที่เต็งลั่งจะถือกำเนิด ลิ้วซีซีกลับหลบหนีสู่ภายนอก เร้นกายในน่ำไฮ้ก่า เต็งลั่งจึงเติบโต ณ ที่นั้น หาได้รู้จักบิดาที่แท้จริงไม่ กระทั่งชื่อแซ่ที่ใช้ยังเป็นของปลอม...
สตรีที่อยู่เบื้องหน้าเม่งไอ่ซีขณะนี้ย่อมเป็นภรรยาผู้มาก่อน ทว่ามีศักดิ์เป็นเพียงงึ่นแชฮูหยิน บุตรชายของนางเป็นเก็งจู้ผู้หนึ่ง เนื่องเพราะเทียนมึ้งเก็งไม่ทราบการถือกำเนิดของเต็งลั่ง...
...เม่งไอ่ซีพลันรู้สึกอึดอัดใจ นางที่เป็นสตรี กับเรื่องราวเช่นนี้ย่อมเข้าใจโดยง่ายดาย มิทราบอดีตงึ่นแชฮูหยินผู้นี้ทราบเรื่องราวของเต็งลั่งแล้วหรือไม่ และหากนางทราบ ใช่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจหรือไม่...
...ยามสามียังมีชีวิตก็มิได้ผูกพันรักใคร่นาง ยามนี้มีบุตรชายเป็นเก็งจู้ผู้หนึ่ง ย่อมเป็นที่ปลาบปลื้มประโลมใจ ทว่าหากเต็งลั่งเข้าสู่สถานที่นี้ มิทราบความหลังครั้งก่อนที่ขมขื่นยังจะกลับมาหรือไม่...
งึ่นแชฮูหยินผู้นั้นพลันผายมือ เชื้อเชิญพวกนางนั่งลง
...บนโต๊ะมีกาน้ำชาป้านหนึ่ง ยังมีสุราอุ่นอีกป้านหนึ่ง
งึ่นแชฮูหยินหยิบจอกดินเผาออกมา ช้อนสายตามองเก็งจู้ รินชาลงครึ่งจอก จากนั้นเติมสุราอีกครึ่งจอก
เม่งไอ่ซีชมดูอย่างสงสัย ใช้สุราผสมในชา นางย่อมไม่เคยดื่มมาก่อน งึ่นแชฮูหยินก็เข้าใจสายตานาง พลันกล่าวว่า
"ชานี้เป็นใบชาสด ตากแห้งเพียงครึ่งวัน มีกลิ่นรสผิดแผกจากชาทั้งมวล ผู้ที่ไม่คุ้นเคยอาจบางทีรู้สึกเป็นกลิ่นคาว ทว่าหากเจือด้วยสุราหมักด้วยลิ้นจี่ รสชาติจะหอมหวนอย่างยิ่ง เซี่ยวก่าจู้ท่านคิดใคร่ลอง?"
เม่งไอ่ซียิ้มพลางผงกศีรษะ นางปกติไม่ดื่มสุรา แต่หากให้ชิมสุรายังไม่ยอมพลาด หวนนึกถึงคราครั้งก่อน เต็งลั่งที่ชมชอบทดลอง ชักชวนเล้งอิกหมักบ่มสุราชนิดต่างๆ บ้างใช้ข้าวดำผสม บ้างใช้ข้าวครึ่งหนึ่งผลไม้ครึ่งหนึ่ง บ้างหมักในโถเล็ก บ้างหมักในโอ่งใหญ่ ยามสนุกสนานเต็มที่ยังถึงกับชักชวนกันลงไปแช่ในถังเหล้า เล้งจงก้วงยามพบเห็นเต็งลั่งก็ปวดศีรษะสมองพองโต ดังนั้นยังไม่ทันที่เขาจะนำพาเล้งอิกซุกซน ต้องรีบหาของเล่นอื่นมากำนัล
ยามคิดถึงความหลังที่เป็นสุข สีหน้าพลันสดใสกระจ่าง งึ่นแชฮูหยินแลดูบุตรชาย เห็นเขาก็มองดูนาง อดมิได้ต้องเอ่ยว่า
"มีเซี่ยวก่าจู้อยู่ที่นี้ เก็งจู้ท่านคงสนุกสนานขึ้น"
เก็งจู้ก็ไม่ปฏิเสธ ยกจอกชาเจือสุราขึ้นดื่มคราหนึ่ง กล่าวว่า
"เซี่ยวก่าจู้ชักนำความสนุกสนานแก่เรา หากเต็งลั่งอยู่ ณ ที่นี้ด้วย อาจบางทีสนุกสนานยิ่งกว่า"
เม่งไอ่ซีลอบสะดุ้งขึ้น เก็งจู้เอ่ยนามเต็งลั่งอย่างไม่ปิดบัง แสดงว่างึ่นแชฮูหยินผู้นี้ทราบเรื่องราวแล้ว ยามตื่นตระหนกได้แต่สำรวมกริยาอาการ ลอบสังเกตงึ่นแชฮูหยินที่นั่งลงด้านข้าง
งึ่นแชฮูหยินคล้ายได้ยินคนเอ่ยถึงบุตรชายอีกผู้หนึ่ง สีหน้าปรากฏแววสุขสม กล่าวว่า
"เก็งจู้ท่านไยมิรีบให้คนไปรับเต็งลั่งผู้นั้นมา เราคิดใคร่ชมดู บุตรชายของซีซีที่งามสะคราญ มิทราบคลับคล้ายมารดาเขา หรือคลับคล้ายเจ็งเก็งจู้ผู้นั้น"
เม่งไอ่ซีรู้สึกแปลกใจอีกครา งึ่นแชฮูหยินกล่าวถึงสามีของตน คำเรียกหายังห่างเหินยิ่ง นางความจริงหากเรียกด้วยความเคารพนบนอบ ยังสามารถเรียกเป็นเก็งจู้ผู้ล่วงลับ แต่นี่กลับเรียกเป็นเก็งจู้ผู้นั้น คล้ายดังว่าตนเองมิได้รู้จักเกี่ยวพันอันใดเลย แต่กับมารดาของเต็งลั่ง นางกลับเรียกหาอย่างสนิทสนม... มิทราบระหว่างทั้งสามเป็นผู้ใดติดค้างผู้ใด...
ขณะครุ่นคิดพลันได้ยินงึ่นแชฮูหยินเอ่ยถามขึ้น
"เซี่ยวก้าจู้ท่านบอกเล่าต่อเรา บุตรชายของซีซีมีรูปโฉมโนมพรรณเยี่ยงไร อุปนิสัยเป็นอย่างไร"
เม่งไอ่ซีแลไปทางเก็งจู้ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
"ลั่งยี้ก็มีส่วนคลับคล้ายเก็งจู้อยู่บ้าง โดยเฉพาะดวงตา อีกทั้งยังสูงกว่าเก็งจู้เล็กน้อย หลังไหล่ก็โปร่งบางกว่า..."
กล่าวถึงตอนนี้ต้องยิ้มแย้มขึ้น เอ่ยสืบต่อว่า
"ที่โปร่งบางมิใช่ที่โครงสร้าง แต่เป็นเพราะมักอดอาหาร"
งึ่นแชฮูหยินมีสีหน้าสงสัย ถามว่า
"เขาไฉนมักอดอาหาร"
เม่งไอ่ซีสบตาเก็งจู้กับงึ่นแชฮูหยินสลับกันไปมาพลางตอบว่า
"ลั่งยี้ที่ท่องเที่ยวอยู่ด้านนอก หามีสมบัติเงินทองไม่ เยี่ยงนี้ข้าวปลาอาหารย่อมขาดแคลนยิ่ง กระทั่งจำนำข้าวของยังเคยกระทำมา"
งึ่นแชฮูหยินสั่นศีรษะน้อยๆ สภาพคล้ายหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ เก็งจู้พลันเอ่ยตัดบทว่า
"พวกเรามาที่นี้เพื่อรับประทานอาหารกับท่าน ยามนี้ให้คนจัดหามาเถิด"
งึ่นแชฮูหยินลุกขึ้นจากโต๊ะ ก้าวเข้าไปที่ด้านใน เม่งไอ่ซียามนี้ค่อยมีเวลาสำรวจตรวจตรา พบว่าบ้านน้อยตกแต่งอย่างธรรมดาสามัญ โต๊ะเก้าอี้จัดวางไม่มาก มีตู้ใหญ่น้อยเพียงสองหลัง ข้าวของทุกชิ้นล้วนเป็นของพื้นบ้าน มิได้โอ่อ่าอลังการเช่นที่พักของกิมแชฮูหยินเล่าฮูหยินผู้นั้น
เก็งจู้ก็มองตามสายตานาง กล่าวว่า
"นางหลังจากพ้นสภาพงึ่นแชฮูหยิน ก็หามีความสำคัญใดต่อเทียนมึ้งเก็งอีก ดังนั้นพำนักอยู่ที่นี้กับสตรีรับใช้เพียงหนึ่งนาง"
เม่งไอ่ซีรู้สึกประหลาดใจ ถามว่า
"ท่านไฉนว่านางไม่มีความสำคัญต่อเทียนมึ้งเก็ง นางมิใช่เป็นมารดาท่าน?"
เก็งจู้มีสีหน้าราบเรียบ แลสบตาเม่งไอ่ซี กล่าวต่อไปว่า
"ท่านเข้าใจ? อดีตฮูหยินนางหนึ่งยังมีความสำคัญใด เรื่องนี้ท่านคาดผิดแล้ว นางเมื่อมีบุตรชายสืบต่อเป็นเก็งจู้ เท่ากับหมดหน้าที่ ในเวลาที่เก็งจู้ท่านก่อนยังมีชีวิต นางเป็นเพียงภรรยานางหนึ่ง มาตรว่ากิมแชเล่าฮูหยินเสาะหานางมา ก็มิได้มีความสำคัญอันใด นางในเวลานั้นก็คล้ายดั่งปึงซิ่วซิ่วที่ท่านรู้จัก สตรีที่ได้รับการยกย่องจากเทียนมึ้งเก็งมีเพียงกิมแชฮูหยินที่แซ่ลิ้ว มารดาของเต็งลั่งผู้นั้นผู้เดียว"
เม่งไอ่ซียังไม่ยินยอมพร้อมใจ กล่าวขึ้นอีกว่า
"แต่นางก็เป็นงึ่นแชฮูหยินผู้หนึ่งมิใช่หรือ ข้าพเจ้าเคยประมือกับงึ่นแชฮูหยินที่เป็นภรรยาท่านผู้แซ่ซุน รู้สึกว่านางมีราศีสูงส่ง ต้องมีอำนาจมิใช่น้อย"
เก็งจู้แย้มยิ้มนิดหนึ่ง กล่าวว่า
"งึ่นแชฮูหยินท่านปัจจุบันยังมีความสำคัญอยู่บ้าง เนื่องเพราะเรายังมิได้มีภรรยา หามีผู้สืบทอดอันใด นางที่เป็นภรรยาของซุนเซ่งเง็ก ให้กำเนิดบุตรชายหญิงแก่เขา จึงได้รับการยกย่อง ท่านดู... อย่างเช่นเราผู้นี้ หากกิมแชฮูหยินที่แซ่ลิ้วมิได้จากไป เมื่อนางให้กำเนิดเต็งลั่ง เขาย่อมขึ้นสู่ตำแหน่งเก็งจู้ เราผู้นี้ก็เป็นเช่นซุนเซ่งเง็ก มีความสำคัญแต่เพียงในนาม"
เม่งไอ่ซีแลดูเก็งจู้อย่างเต็มตา ได้ยินเขาบอกเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก ยังเรียกหาญาติพี่น้องด้วยถ้อยคำเหินห่าง กระทั่งกับมารดายังมีสถานะคล้ายนายกับบ่าวก็มิปาน มิทราบชีวิตเขาต้องผ่านวันเวลาเยี่ยงไร ใช่เงียบเหงาเปล่าเปลี่ยวหรือไม่...
เก็งจู้กลับคล้ายมองทะลุถึงจิตใจนาง เขาเลื่อนจอกชามาตรงหน้า รินน้ำชาเติมให้แก่นาง กล่าวว่า
"ท่านคิด? เราจึงหมางใจเมื่อทราบเรื่องเต็งลั่ง?"
เม่งไอ่ซีก็ไม่ปฏิเสธ นางพยักหน้าพลางกล่าวว่า
"เต็งลั่งเป็นบุตรชายกิมแชฮูหยินลิ้วซีซี กงกงของเขายังเป็นก่าจู้ของน่ำตี่ก่า มีเชื้อสายเกี่ยวดองทางตรง เล่าฮูหยินเมื่อทราบว่าเขาเป็นผู้ใดยังปลาบปลื้มยินดียิ่ง หากวันหนึ่งเต็งลั่งเข้ามาสถานที่นี้ ท่านจะทำอย่างไร"
เก็งจู้ยังคงมีสีหน้าเช่นเดิม ทว่าหามีแววเย็นชาไม่ เขารินสุราให้ตนเอง ดวงตามีประกายแวววับขณะกล่าวว่า
"เต็งลั่งจะมาที่นี้หรือไม่ กระทั่งคิดเป็นเก็งจู้ผู้หนึ่งหรือไม่ เราล้วนไม่แยแสสนใจ ที่เราทราบมีเพียง... หากเรายังมีชีวิต เต็งลั่งยังคงต้องรอจนวันสุดท้ายของเรา"
เม่งไอ่ซีความจริงไม่มุ่งหวัง เต็งลั่งเป็นเก็งจู้ก่าจู้อันใด หากเมื่อได้ยินคำพูดที่คล้ายดั่งเต็งลั่งไม่อยู่ในสายตา ยังอดฉุนเฉียวมิได้
"ท่านเข้าใจ ตนเองเหนือกว่าลั่งยี้?"
เก็งจู้ยื่นมือมาแตะมือนาง ยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก กล่าวว่า
"ท่านอย่าได้ถือโทษโกรธไป เราไม่เคยคิด...ตนเองเหนือกว่าเต็งลั่ง หากแต่ที่เราว่ากล่าวเป็นความจริง เต็งลั่งเติบโตที่ด้านนอกอย่างไร้ราก หามีเป้าหมายใดในชีวิตไม่ เราที่เติบโตอยู่ในเทียนมึ้งเก็ง พอถือกำเนิดก็มีภาระหน้าที่ ความสามารถในการเป็นเก็งจู้ผู้หนึ่งล้วนไหลหลั่งสู่ตัวเรา หลอมจนเราเป็นเช่นนี้ ต่อให้เต็งลั่งเป็นคนพาลเกเร หวังครอบครองเทียนมึ้งเก็ง ถึงกับสามารถประหัตประหารเรา เขาก็มิสามารถเป็นเก็งจู้ที่สมบูรณ์พร้อมเช่นเรา"
เม่งไอ่ซีพลันแย้มยิ้มออกมา กระทั่งมือที่ถูกเกาะกุมก็ยังปล่อยไว้...
ที่เก็งจู้ว่ากล่าว ฟังดูคล้ายเย่อหยิ่งทะนงตน มิเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา ทว่าทั้งหมดล้วนเป็นความจริง...
เต็งลั่งที่มีสายเลือดเจ็งไฮ้กับลิ้วซีซี เก่งกาจสามารถอย่างยิ่ง ทั้งยังเฉลียวฉลาดแทบให้ผู้คนคลั่งตาย แต่กับภาระหน้าที่เก็งจู้ผู้หนึ่ง เต็งลั่งยังมิอาจเทียบกอกอของเขาผู้นี้
...เม่งไอ่ซีพลันคำนึงถึงเล้งอิก สามีของนางเมื่อถือกำเนิดก็เป็นเซี่ยวจึงจู้ กระทั่งเดินเหินนั่งนอนยังมีกฎระเบียบให้ปฏิบัติ เล้งอิกเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น บุคลิกเรียบร้อยสำรวม ท่วงท่างามสง่าชวนให้เคารพนบนอบ...
...กับเรื่องราวประการนี้ เต็งลั่งนับว่าห่างไกลทั้งสองมากมาย...
ยามคิดถึงเต็งลั่งที่รักสุดหัวใจ มาตรว่าทราบผลลงเอยที่สลดรันทด สีหน้ายังคล้ายบุปผาในวสันตฤดู สดใสสะพรั่งจนผู้ชมดูหัวใจสั่นไหว
...เก็งจู้ที่แลดูนางพลันปล่อยมือออก แววตาที่สงบกลับคล้ายมีคลื่นระลอกหนึ่ง มิทราบหัวใจสั่นไหวหรือไม่...
ลิ้มเต็กเฮียะที่ระทวยล้มลง เป็นจังหวะเดียวกับที่จูเพ่งเอ็งสะบัดชายเสื้อพุ่งร่างขึ้น แววตาที่สลดหดหู่พลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว กรีดร้องว่า
"เราคาดไม่ผิด ท่านมิได้จากไปจริงๆ"
ผู้ที่เพิ่งมาใช้ความเร็วปานสายฟ้า รับร่างลิ้มเต็กเฮียะไว้ในอ้อมแขน โอบอุ้มนางขึ้นเดินไปยังพื้นหญ้าที่มีพุ่มไม้ใบบัง วางร่างนางลงอย่างแผ่วเบา หาได้หันมองจูเพ่งเอ็งที่โกรธเกรี้ยวและมัจฉาที่ยังสะกดใจเดินลมปราณไม่
มัจฉามองตามเขาไม่วางตา ยามเลือดลมยังไม่สะดวกคล่อง ได้แต่แค่นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า
"จึงจู้ที่สูงส่งยังกล้าใช้แผนลอบกัด"
ผู้มาหันกายสาวเท้ามายังทั้งสอง เห็นเสื้อสีครามเปรอะเปื้อนฝุ่นละออง บางส่วนยังขาดไป ทว่าบุคลิกยังคงสง่างาม ใบหน้าก็สงบอย่างยิ่ง...
...ที่แท้เป็นเล้งอิกเอง...
จูเพ่งเอ็งมีพลังลมปราณกล้าแกร่งกว่ามัจฉา พิษในกายคล้ายสลายหมดสิ้น นางเพ่งมองเล้งอิกอย่างคลางแคลง กล่าวว่า
"ท่านที่แท้หลบซ่อนอยู่บริเวณนี้ เรากลับมิได้สังเกตพบ หรือท่านสามารถเร้นกายใต้ดินดังหนอนแมลง"
เล้งอิกก็มองสบตานาง สีหน้ายังคงเรียบเฉย ย้อนถามว่า
"ท่านมิได้ถามไถ่ลิ้มโกวเนี้ย? พวกเราจากไปจริงๆ"
จูเพ่งเอ็งมีสีหน้าไม่เชื่อถือ ร่ำร้องว่า
"พวกท่านใช้แผนการชั่วร้าย หลบซ่อนชมดูอยู่ด้านข้าง ให้โกวเนี้ยน้อยนี้ลวงพวกเราได้รับพิษ"
นางกล่าวพลางเหลือบแลสายตารอบด้าน เซียงกงจู้ที่มากเล่ห์กลนางนั้นยังมิได้ออกมา อาจบางทีหลบซ่อนใช้อาวุธลับอันใด เล้งอิกเห็นนางระแวงระวัง มาตรว่าเป็นศัตรูของเขา ยังคงกล่าวตามความจริงว่า
"พวกเรามิได้หลบซ่อนอยู่ ณ ที่นี้ หากข้าพเจ้าทำเช่นนั้นจริง ไหนเลยสามารถเล็ดรอดสายตาแหลมคมของท่าน"
จูเพ่งเอ็งร่วมทางกับเล้งอิกหลายวัน นางย่อมทราบ จึงจู้ที่สัตย์ซื่อผู้นี้มิเคยว่ากล่าวโป้ปด ยามแคลงใจได้แต่ถามว่า
"หากเป็นดังที่ท่านกล่าว เซียงกงจู้ไปที่ใดแล้ว"
เล้งอิกยังคงมีทีท่าราวกับกำลังสนทนาในหมู่สหาย เขาแลดูลิ้มเต็กเฮียะที่สลบไสล อดรู้สึกเวทนาโกวเนี้ยน้อยเยาว์วัยมิได้ สายตายังมิได้ละจากนาง ปากกล่าวตอบจูเพ่งเอ็งว่า
"เซียงกงจู้ไปยังที่ไกลอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าเมื่อฟ้าสางนำพานางไป พวกท่านยามนี้คิดไล่ล่านาง อย่างน้อยต้องใช้เวลาครึ่งวัน อย่าว่าแต่ ข้าพเจ้ายังอยู่ที่นี้ พวกท่านย่อมมิอาจติดตามนางได้โดยง่าย"
จูเพ่งเอ็งครุ่นคิดอย่างหนักหน่วง ที่แท้เล้งอิกนำพาเซียงกงจู้ที่บาดเจ็บเดินทางล่วงหน้าไปก่อน จากนั้นย้อนกลับมารับลิ้มเต็กเฮียะ ด้วยระดับพลังฝีมือและความเร็วของเล้งอิก แม้สามารถนำสตรีสองนางไปพร้อมกัน อย่างไรก็ไม่รวดเร็วเท่านำพาสตรีเพียงนางเดียว หนำซ้ำหากโชคร้ายถูกไล่ตามทัน ต้องรับมือทางหนึ่ง เฝ้าระวังสตรีสองนางอีกทางหนึ่ง ย่อมยากลำบากกว่าหลายเท่า...
ยามขบคิดได้พลันรู้สึกแค้นใจนัก พวกนางเมื่อครู่เสียเวลากับลิ้มเต็กเฮียะอยู่เป็นนาน ยังโดนพิษที่ทำให้เคลื่อนไหวไม่สะดวก มาตรว่ามิใช่พิษร้าย ยังสามารถถ่วงเวลามิให้ไล่ล่าพวกเขา แผนการเช่นนี้ย่อมเป็นเซียงกงจู้นั้นคิดออกมา สตรีปิศาจนางนี้สามารถคำนวณแม่นยำ พวกนางย่อมไม่ระแวดระวังลูกกวางน้อยเช่นลิ้มเต็กเฮียะ อีกทั้งไม่รีบลงมือสังหารนาง...
ยังมี... ความลับพิกลพิสดารของลิ้มเต็กเฮียะทำให้พวกนางพิศวงงงงวย ย่อมต้องเสียเวลาถามไถ่เนิ่นนาน ปล่อยให้เล้งอิกนำพาเซียงกงจู้ภูติผีนั้นหลบหนีโดยง่ายดาย ยามนี้เล้งอิกย้อนกลับมา เขาเพียงระวังลิ้มเต็กเฮียะเพียงนางเดียว ยังสามารถรับมือพวกนางได้ง่ายดายกว่า นางเมื่อคืนประมือกับเล้งอิก แม้ตนเองยังมิได้ใช้พลังฝืมือเต็มที่ ทว่าเล้งอิกก็คล้ายลงมือด้วยน้ำใจ มิได้ต่อกรรุนแรง
มัจฉามิใช่คู่มือเล้งอิก อีกทั้งเมื่อคืนบาดเจ็บสูญเสียกำลัง อย่างมากเพียงสามารถสอดแทรกก่อกวน นางมาตรว่ามั่นใจในตนเอง แต่กับเล้งอิกที่คล้ายยังมีพลังแฝงซ่อนเร้นอยู่ภายใน ย่อมไม่กล้าประมาทแม้แต่น้อย...
นางยามนี้เร่งร้อนคิดฉวยโอกาสเอาชัย เป้าหมายของพวกนางคือเล้งอิก หากปล่อยเขาและลิ้มเต็กเฮียะหลุดรอดไปครานี้ โอกาสหน้าย่อมหาได้ยากเย็นนัก ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกแค้นเคือง เมื่อคืนพวกนางเป็นฝ่ายมีเปรียบ เล้งอิกมาตรว่าเก่งกาจทว่าสัตย์ซื่อ ยังมีความยโสของจึงจู้ คนเช่นนี้ย่อมไม่คิดหลบหนี เซียงกงจู้ก็บาดเจ็บรุนแรงมิอาจชี้แนะ มิคาด... ลิ้มเต็กเฮียะที่เยาว์วัยกลับฉลาดปราดเปรื่อง คำนวณสถานการณ์แม่นยำ ชักนำเล้งอิกหลบเร้นในพงไพร...
...ยามขุ่นเคืองต้องขบริมฝีปากโดยแรง สายตาแลไปยังลิ้มเต็กเฮียะที่มิได้สติ กัดฟันกล่าวกับมัจฉาว่า
"ยังเป็นเด็กน้อยนี้ทำร้ายคนกันเอง เราลงมือกับเล้งอิกแล้วค่อยจัดการนางยังมิสาย ซือแป๋เจ้าไม่เคยพบพานเด็กน้อย ย่อมมิได้ผูกพันรักใคร่ หนำซ้ำนางยังมีเชื้อสายของนางเฒ่าชั่วร้ายนั้น เราก็มิต้องยั้งมือไว้ไมตรีแล้ว"
เล้งอิกฟังดูจนงงงัน มิทราบซือแป๋ที่นางว่ากล่าวเป็นผู้ใด เกี่ยวพันอย่างไรกับลิ้มเต็กเฮียะ เขายามนี้คิดใคร่ถาม ทว่าจูเพ่งเอ็งกระชากดาบออกจากฝัก เสียงกรีดใส่อากาศดังควับเควี้ยว เล้งอิกต้องรีบเกร็งลมปราณลอยตัวขึ้น คมดาบยังสัมผัสกับพื้นรองเท้า หลบรอดอย่างหวุดหวิดยิ่ง...
จูเพ่งเอ็งลงมือด้วยกระบวนท่าต่อเนื่อง ดาบในมือไม่เปิดโอกาสให้เล้งอิกกลับลงสู่พื้นดิน นางเมื่อคืนใช้ดาบสั้นสองคม วันนี้กลับเปลี่ยนมาใช้ดาบโค้งยาว เห็นสีเงินเป็นประกายฉวัดเฉวียน คมดาบขาวจู่โจมช่วงเท้าของเล้งอิกไม่หยุดยั้ง กระบวนท่ารุนแรงยิ่งกว่าฝูงม้าป่าถั่งโถม เล้งอิกหลบรอดทางหนึ่ง คมดาบยังติดตามเขามาอีกทางหนึ่งราวกับมีแม่เหล็กดึงดูด ยามเบี่ยงตัวไปมากลางอากาศ ชายเสื้อยาวยังโดนคมดาบฟันขาดไป...
พยัคฆ์หนุ่มที่เมื่อคืนตระหนกจนตื่นหนี วันนี้มาตรว่ากลับมาอย่างเตรียมพร้อม ทว่าจิตใจบริสุทธิ์ไม่คิดประหัตประหาร ใช่สามารถรับมือผู้ประสงค์ชีวิตได้หรือไม่...
|