|
จูเพ่งเอ็งฟาดฟันออกเป็นระลอก อานุภาพที่ปรากฏ หากมิได้เห็นกับตา ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่เชื่อ ผู้ลงมือเป็นเพียงดรุณีวัยเยาว์ เมื่อวันวานเล้งอิกประมือกับนาง รู้สึกถึงความหนักหน่วงรุนแรง ทว่ายังมิอาจเทียบกับกระบวนท่าในเพลานี้
เล้งอิกสะบัดแขนเสื้อเกร็งลมปราณ ร่างเหินขึ้นราวไร้น้ำหนัก จูเพ่งเอ็งวาดดาบอย่างดุดัน ง้วยตอก่าเป็นสำนักฝึกสอนเพลงดาบ นางที่ใช้ดาบราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายย่อมมิใช่เรื่องชวนพิศวง ทว่ากระบวนท่าที่อำมหิตเหี้ยมเกรียม พลังหนุนเนื่องไม่หยุดยั้งเช่นนี้ มิทราบสั่งสมมาจากที่ใด...
ด้วยพลังฝีมือของนาง แสดงว่ามีพรสวรรค์อย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังศึกษาหลักวิชาจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ แต่ละกระบวนท่าคล้ายดังบัญญัติขึ้นเฉพาะเพื่อนาง
...พริบตานั้นได้ยินเสียงดังเคร้ง ดาบของจูเพ่งเอ็งพลาดข้อเท้าเล้งอิกไปเพียงเส้นยาแดง ถึงกับกระทบถูกแนวหินเรียงราย ทว่าคมดาบกลับฟาดฟันหินบิ่นไป ที่นางใช้ย่อมเป็นดาบเหล็กชั้นดีจากดินแดนทางใต้ของเปอร์เซีย ดาบชนิดนี้มิเพียงสามารถตัดอาภรณ์แพรที่ร่วงหล่น ยังสามารถฟันหินแกร่งกระจุย...
...เล้งอิกย่อมไม่สามารถโผบินกลางอากาศดังปักษา ยามนี้ต้องทิ้งร่างลง ท่ามกลางประกายดาบถี่ยิบ คนกลับคล้ายดาวตกจากฟากฟ้า หมุนกายคว้างหาที่ทรงตัว เพียงปลายเท้าข้างหนึ่งสัมผัสบนหินใหญ่ ร่างก็เปลี่ยนสภาวะพุ่งวาบไปด้านหลัง เห็นเพียงประกายสีครามแลบแปลบขึ้น ยังรวดเร็วยิ่งกว่าแสงอสนี กระทั่งจูเพ่งเอ็งที่พัวพันในวงยังไม่ทราบ เล้งอิกหลุดรอดจากคมดาบนางไปได้อย่างไร...
เล้งอิกเพิ่งยืนหยัดบนพสุธา เบื้องหน้าประชันกับจูเพ่งเอ็ง ที่เบื้องหลังยังได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแผ่วเบา ที่แท้มัจฉาก็ลอบจู่โจมแล้ว...
...วิชาฝีมือที่เล้งอิกฝึกจากฮวงจึงคือเพลงทวน ทว่าเขาที่เติบโตมากับโฮ้ยเกี่ยมแขะ พลังในกายเปล่งอานุภาพสูงสูดเมื่อใช้กระบี่ ยามนี้กลับมีเพียงมือเปล่าเท้าเปลือย ไม่ทราบคิดรับมือเยี่ยงไร มิหนำซ้ำ คู่ต่อสู้คนหนึ่งมีวิชาดาบร้ายกาจยิ่งกว่าภูติผี อีกผู้หนึ่งกลิ้งกลอกหลอกล่อ เล้งอิกที่ใจสัตย์ซื่อ ย่อมรู้สึกตึงมือยิ่ง...
คนแม้ความคิดช้า ท่าร่างกลับว่องไว มัจฉาเพิ่งฟาดเชือกในมือมันมายังด้านหลัง เล้งอิกก็งอร่างลงกับพื้น จังหวะเดียวกับที่ดาบของจูเพ่งเอ็งฟันลงทางซ้าย เล้งอิกที่หมุนวนดังลูกข่างกลับมิได้หลบไปทางขวา ร่างที่รวดเร็วตลบเข้าในคมดาบ ได้ยินเสียงดังเควี้ยว ชายเสื้อเล้งอิกถูกตัดปลิวขึ้นในอากาศ สายคาดเอวยังรุ่ยลง มัจฉายามนั้นเข้าใจว่าเล้งอิกถูกเพลงดาบจูเพ่งเอ็งจู่โจมจนปั่นป่วน ยามงงงันกลับหลบเร้นผิดทิศทาง มันยามร้อนรุ่มยินดีต้องรีบทะยานเข้าหา ถ่ายทอดพลังลงในเส้นเชือก ตวัดติดตามเล้งอิกที่พลาดท่าเสียที...
พริบตานั้นจูเพ่งเอ็งเบิกนัยน์ตากว้าง ตวาดว่า
"ตัวโง่งมรีบถอยไป"
มัจฉาชะงักวูบหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าจูเพ่งเอ็งไฉนว่ากล่าวเช่นนี้กับมัน ทว่ามันเชื่อฟังนางมาตลอด ยามนี้ต้องรีบรั้งสภาวะกลับคืน มิคาด... เพียงถลันเข้าคืบหนึ่งก็คล้ายดั่งติดบ่วงบาศก์ รู้สึกปลายเชือกมีพลังร้อนแรงพุ่งวาบเข้า ยังไม่ทันคลายกำลังปล่อยออก คลื่นร้อนนั้นก็ปะทุจู่โจมมาถึงฝ่ามือมันแล้ว
...ได้ยินเสียงจูเพ่งเอ็งกรีดร้อง มัจฉาพลันรู้สึกคล้ายฝ่ามือชาด้าน พลังร้อนนั้นกระแทกเข้ามาเป็นสาย หลั่งไหลราวพายุคลื่นถั่งโถม ร่างกายทางซีกขวาร้อนวาบราวผจญเปลวเพลิง...
ในความชุลมุนสับสน เห็นชายเสื้อคลุมของจูเพ่งเอ็งสะบัดไสวอยู่ตรงหน้ามัน คมดาบขาววาววาบตวัดลง มัจฉาเหลือกตาอย่างเร่งร้อน เห็นปลายเชือกที่มันใช้เป็นอาวุธกลับตกอยู่ในมือเล้งอิก ไม่ทราบคนผู้นี้หลบรอดสภาวะดาบจูเพ่งเอ็งมาช่วงชิงอาวุธมันได้อย่างไร มิหนำซ้ำยังแผ่พุ่งพลังใส่ปลายเชือก ตลบพลังที่มันส่งออกไปกลับคืน กระแทกกลับมาด้วยอานุภาพของค้วงโฮ้ว (พยัคฆ์คลั่ง)
มัจฉารู้สึกอุ่นระอุในลำคอ ค้วงโฮ้วเป็นพลังฝ่ามือกร้าวแกร่ง เมื่อคืนเล้งอิกยังประมือกับมันด้วยกระบวนท่าชุดนี้ แต่ที่มัจฉายังมิทราบคือ เล้งอิกถึงกับสามารถแผ่พลังในกระบวนท่าผ่านเส้นเชือก...
ได้ยินเสียงเควี้ยวเบาๆ ที่แท้จูเพ่งเอ็งเสือกดาบเข้ามา ตัดเชือกที่อยู่ระหว่างมัจฉากับเล้งอิกขาดเป็นสองท่อน หากนางมิได้ทำเช่นนี้ มัจฉาน่ากลัวไม่อาจมีชีวิตรอด พวกนางความจริงเข้าใจ ใช้สองกลุ้มรุมหนึ่ง เล้งอิกที่ซื่อตรงย่อมปั่นป่วนมือไม้ มิคาด เล้งอิกยังรวดเร็วกว่าดาบของจูเพ่งเอ็ง ทั้งยังสามารถจู่โจมกลับใส่มัจฉา รั้งจูเพ่งเอ็งให้ชะงักสภาวะดาบ เบี่ยงกลับมาช่วยมัจฉาที่ชะตาแทบขาด
เห็นสายโลหิตพุ่งเป็นลำยาว ย่อมเป็นมัจฉากระอักออกมา เมื่อครู่หากมันถือเชือกในมือซ้าย พลังของเล้งอิกคงกระแทกหัวใจมันแตกสลาย มิอาจมีชีวิตรอดแล้ว...
...ทั้งงุนงงทั้งหวาดหวั่น มัจฉาทิ้งร่างลงกับพื้น กลิ้งตลบออกจากวง ได้ยินเสียงกุกกักในทรวงอก ที่แท้กระดูกซี่โครงหักไป ร่างกายซีกขวาปวดแปลบสะท้าน มันยามนี้คิดหยุดมือเท้า ปล่อยจูเพ่งเอ็งลงมือกับเล้งอิกเพียงลำพัง มิคาด เล้งอิกยังสะกิดเท้าพุ่งตามมา ถึงกับฝ่าผ่านคมดาบถี่ยิบของจูเพ่งเอ็ง ปล่อยเสื้อผ้าอีกส่วนหนึ่งให้ถูกตัดขาด ไม่ว่าผู้ใดย่อมมิอาจคาดคิด เล้งอิกที่สง่าผ่าเผย ยามต่อกรกลับคล้ายคนไม่คิดชีวิต เพียงเศษเสี้ยวในตาข่ายดาบยังกล้าพุ่งฝ่า ทั้งไม่คิดประมือกับจูเพ่งเอ็งโดยตรง กลับมุ่งเข้าหามัจฉาที่อ่อนด้อยกว่า
ในภาวะเป็นตาย มัจฉาที่กลอกกลิ้งยังแค่นเสียงตะโกนว่า
"เล้งจึงจู้เพียงคิดเล่นกับหนอนปลวก มิทราบละทิ้งศักดิ์ศรีไว้ที่ใด"
เล้งอิกชะงักวูบหนึ่ง เขายามปกติย่อมมิกระทำเช่นนี้ ทว่าผ่านการต่อสู้เมื่อคืน พบว่าพวกจูเพ่งเอ็งมักใช้เล่ห์อำมหิต อาจบางทียามที่ตนต่อกรกับจูเพ่งเอ็ง มัจฉากลับลอบทำร้ายลิ้มเต็กเฮียะ ดังนั้นได้แต่ฝ่าดงดาบเข้าจู่โจมมัจฉาก่อน จูเพ่งเอ็งย่อมทราบว่ามัจฉามิใช่คู่มือตน นางหากไม่สอดแทรกเข้าช่วย มัจฉาย่อมไม่มีชีวิตสืบไป เมื่อพัวพันเยี่ยงนี้ ลิ้มเต็กเฮียะก็อยู่รอดปลอดภัยแล้ว
...เล้งอิกที่คิดคำนวณด้วยคุณธรรมน้ำใจ จูเพ่งเอ็งกับมัจฉากลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ ย่อมงุนงงกับท่าทีนี้ พวกนางเพียงคิดประหัตประหารชิงเลือดเนื้อ กลับมิคาดว่าเล้งอิกกระทำเพื่อลิ้มเต็กเฮียะ ดังนั้นได้แต่สงสัย เล้งจึงจู้ที่เป็นดังพยัคฆ์กร้าวไฉนต่อสู้ราวจิ้งจอกตัวหนึ่ง...
เล้งอิกเหลือบแลลิ้มเต็กเฮียะวูบหนึ่ง ถ้อยคำเสียดสีของมัจฉายังถูกลืมเลือนไป คนคล้ายเปลวเพลิงพวยพุ่ง ถลันหลบดาบของจูเพ่งเอ็งพลางปรี่เข้าใส่มัจฉา มือข้างหนึ่งคว้าจับเสื้อของมันทางด้านหลัง ตวัดร่างผอมยาวผิดสารรูปพลิกกลับมา กระบวนท่าคว้าจับแลดูนุ่มนวลคล้ายประคองสหายรัก ย่อมเป็นหนึ่งในกระบวนท่าของแพ้ไผ่ (คลื่นโหม) ทว่ามืออีกข้างที่เกร็งกำลังขึ้น กลับใช้ออกด้วยกระบวนท่ารุนแรงในค้วงโฮ้ว...
...จูเพ่งเอ็งถลาเข้ามา เสือกแทงดาบอย่างเร่งร้อน นางทราบ... หากคิดรักษาชีวิตมัจฉา ย่อมไม่อาจหยุดมือแม้เสี้ยวเวลาเดียว เล้งอิกมุ่งมาดชีวิตมัจฉามิใช่เรื่องยาก แต่หากเขาต้องหลบเลี่ยงดาบไวหมายปลิดชีวิตของนาง เรื่องราวก็ไม่ง่ายดายแล้ว...
เล้งอิกเกาะกุมมัจฉาไม่ปล่อย จูเพ่งเอ็งยามแรกเข้าใจ เขาคิดใช้มัจฉาเป็นโล่กำบังคมดาบนาง ยามครุ่นคิดพลันรู้สึกสับสน หากเล้งอิกทำเช่นนั้น นางย่อมลงมือยากลำบากยิ่ง มิคาด เล้งอิกหาได้ผลักดันมัจฉาเข้าสู่คมดาบ เห็นเขากระชากร่างผอมยาวของมันเข้าใกล้ตัว คล้ายคิดผนึกร่างรวมเป็นหนึ่ง ในจังหวะที่ดาบของนางเบี่ยงออกอีกทาง หมายรุกจู่โจมทางด้านหลังเพื่อมิให้เขาใช้มัจฉารับมือโดยง่าย เล้งอิกพลันพุ่งกายไปเบื้องหน้า ร่างอ่อนปวกเปียกของมัจฉายังอยู่ในอ้อมแขน ฝ่ามือที่เกร็งกำลังค้างไว้พลันฟาดลงไปบนทรวงอกมัน...
มัจฉาอ้าปากกว้างคล้ายคิดแผดร้องออกมา ทว่าหามีสุ้มเสียงเล็ดรอดออกมาไม่ ที่พวยพุ่งออกมากลับเป็นโลหิตสดๆ ยังมีเศษเลือดเนื้อปะปน ที่แท้อวัยวะภายในแตกทำลาย เล้งอิกเมื่อลงมือประสบผลก็เหวี่ยงร่างมันลงบนพื้น หันกายเข้าปะทะจูเพ่งเอ็งที่ติดตามมาในฉับพลัน...
จูเพ่งเอ็งยามนี้อารมณ์พลุ่งพล่านยิ่ง นางคำนวณผู้อื่นผิดพลาด ส่งผลร้ายแทบมิอาจพลิกสถานการณ์ เล้งอิกมิได้ใช้มัจฉาเป็นโล่กำบัง เพียงมุ่งทำร้ายมันให้ได้ก่อน เขากระทั่งพุ่งฝ่าเข้าคมดาบยังไม่กลัว ถึงกับเชื่อมั่นในความเร็วของตนเอง กับกระบวนท่าที่ทะลักโหมของนางยังกล้าเสี่ยง นางย่อมไม่คาดคิด คนที่มีศักดิ์ศรีเป็นจึงจู้ ยามลงมือกลับไม่โอ่อ่าสง่างาม...
...จูเพ่งเอ็งย่อมมิทราบ เล้งอิกที่หลายวันมานี้สับสน เรื่องราวมากหลายประเดประดังเข้ามา ความแต่หนหลังยังคิดมิได้แก้ไขไม่ตก คนคล้ายน้ำเดือดบนเตา ยามร้อนรุ่มสุมทรวงได้แต่ทะลักทลายออกมา เขาในยามนี้อย่าว่าแต่กล้าฝ่าคมดาบนาง มาตรว่าคำนวณได้ ตนเองมิอาจหลบเลี่ยงพ้น ยังกล้าให้นางเฉือนเลือดเนื้อสักครา ขอเพียงสามารถกำจัดมัจฉาที่คอยก่อกวนได้ก่อน เป็นการตัดปัญหาประการแรกออกไป
เล้งอิกสบสายตากับจูเพ่งเอ็ง ได้ยินเสียงมัจฉาร้องคราง เขาเมื่อครู่ลงมือหมายชีวิต แต่ยามกดฝ่ามือลงยังไว้ไมตรี มิได้กระแทกทำลายหัวใจ แต่มัจฉาที่บาดเจ็บปานนี้ ต่อให้พักรักษาตัวหนึ่งปียังไม่สามารถฟื้นฟูฝีมือ ร่างกายซีกขวาอาจบางทียังพิการ
จูเพ่งเอ็งนัยน์ตาแดงฉาน ส่งเสียงด้วยความคั่งแค้นว่า
"ท่านที่แท้เป็นจึงจู้ผู้หนึ่ง? เรายังเข้าใจว่าต่อกรกับสุนัขบาดเจ็บ"
เล้งอิกมิได้ว่ากล่าวตอบโต้ เพียงมองนางอย่างเฉยเมย เขาทราบ... นางยามนี้อารมณ์ไม่ปกติ จำต้องใช้ถ้อยคำยวนยั่ว นางคิดรอคอยจนตนเองใจสงบจึงลงมืออีกครั้ง เล้งอิกยามคิดคำนึงยังอดนับถือมิได้ ดรุณีนางนี้กลับมีประสบการณ์ต่อสู้ช่ำชองยิ่ง เป็นคู่มือที่น่ากลัวคนหนึ่ง
จูเพ่งเอ็งมองดูโลหิตบนพื้นของมัจฉา นัยน์ตาพลันมีประกายวาบ ยามที่เงยศีรษะมองเล้งอิกอีกครั้ง ดวงตากลับคล้ายขยายกว้างขึ้น เล้งอิกที่จับจ้องมองดู พลันรู้สึกคล้ายพบเห็นห้วงมหานที ถึงกับถูกดึงดูดให้ย่างเท้าลงไป
...พริบตาที่สติหันเห หางตาแลเห็นแสงขาววับวาบ มาตรว่ายังอยู่ในภาวะมึนงง ปฏิกริยากลับไม่เสื่อมถอย หงายร่างพลิกไปทางด้านหลัง หลบรอดคมดาบจูเพ่งเอ็งไปได้อย่างเฉียดฉิว นางเมื่อลงมือดาบแรก ดาบที่สองที่สามยังตามมาไม่หยุดยั้ง เสียงควับเควี้ยวเมื่อคมดาบฟาดฟันต่อเนื่อง กระบวนท่าแรกจู่โจมดวงตา กระบวนท่าที่สองหมายเข้ากลางแสกหน้า กระบวนท่าที่สามเหนี่ยวลงต่ำ เป้าหมายอยู่ที่ช่วงท้อง สามดาบนี้ลงมือด้วยความเร็วยิ่งยวด ดาบของนางมาตรว่าทำจากเหล็กกล้าคมกริบ น้ำหนักก็มิใช่น้อย ทว่าคมดาบมีความยืดหยุ่น ยามตวัดขึ้นลงยังลดเลี้ยวไปมาราวอสรพิษ ผู้รับมือมิเพียงต้องเลี่ยงหลบจากเป้าหมาย ยังต้องระวังสภาวะที่ดาบดีดตัวกลับ
เล้งอิกกระโดดปราดไปมา ดาบในมือจูเพ่งเอ็งราวกับมีชีวิต ยังคงตามติดเขาทุกสภาวะ ยามนี้ตั้งสติคิด เมื่อครู่ศีรษะคล้ายชาวูบ ฤาจูเพ่งเอ็งใช้วิชาสะกดจิตใจดังที่มัจฉาเคยว่ากล่าว...
...นางกระทั่งสะกดจิตตัวเองยังเคยกระทำมา...
คนพอได้คิด พลันตัดสินใจลงมือโดยไร้ไมตรี เขาเมื่อครู่เพียงใช้กระบวนท่าหลบเลี่ยง หมายใจให้นางจู่โจมจนอ่อนแรง จูเพ่งเอ็งย่อมมิใช่มนุษย์เหล็กไหล คนผู้หนึ่งหากใช้ดาบเหล็กฟาดฟันราวจักรผัน ร่างกายย่อมอ่อนล้าลง ทว่าตนเมื่อครู่คล้ายสติหลุดลอยชั่วขณะ ย่อมมิอาจให้โอกาสนางใช้วิชาเช่นนั้นอีก...
ในประกายดาบถี่ยิบราวดอกไม้ไฟร่วงหล่น เล้งอิกกลับสะกิดกายเข้าใกล้ ดาบแรกเฉียดไหล่ขวา ดาบสองแนบผ่านชายโครง ดาบสามกำลังจะฟาดฟันลงที่คอ เล้งอิกพลันเข้าประชิดตัวจูเพ่งเอ็ง มือขวาตบลงบนทรวงอกนาง ใช้พลังเพียงสามสี่ส่วน ทว่าจูเพ่งเอ็งที่ตระหนกตกใจยังต้องชะงักค้าง นางเมื่อครู่ย่อมเห็นฝ่ามือที่เล้งอิกจู่โจมใส่มัจฉา ภายนอกดูคล้ายไม่รุนแรง กลับทำลายอวัยวะภายในเป็นเศษเลือดเนื้อ...
ในยามแตกตื่นชั่ววูบ ท่าร่างยังคงว่องไวอย่างยิ่ง นางถีบตัวหงายไปด้านหลัง ร่างร่อนขึ้นสูงหมายชิงสภาวะได้เปรียบ ขณะคิดจะฟาดฟันดาบลง เล้งอิกพลันหายวับไปจากสายตา จูเพ่งเอ็งต้องร้องอุทานในใจ พลันเห็นชายเสื้อสีครามโบกสะบัดอยู่เบื้องบน ที่แท้เล้งอิกดีดตัวพุ่งปราดตามนาง ทว่ายังสามารถโผขึ้นสูงกว่า นางยามร้อนรนเปลี่ยนทิศทาง ยังฟาดมืออีกข้างออกด้วยกำลังแรง แม้มิอาจเข้าถึงตัวเล้งอิก ยังสามารถป้องกันเขามิให้จู่โจมศีรษะนาง...
เพียงพริบตา เงาสีครามกลับหายไปอีกครั้ง จูเพ่งเอ็งทิ้งร่างลงพลางหมุนกลับอย่างรวดเร็ว พลันรู้สึกปวดแปลบที่ข้อมือขวา ดาบในมือจวนเจียนร่วงหล่นลง นางพอส่งเสียงร้องก็มองเห็นเล้งอิก ยามนี้เขาพุ่งตลบมาจากด้านหลัง มือซ้ายยังคว้าจับข้อมือนางไว้แน่นหนาราวคีมเหล็ก มือขวาปะทะเข้ากับฝ่ามืออีกข้างของนาง ฟาดพลังในกระบวนท่าพยัคฆ์คลั่งเข้ามา...
...จูเพ่งเอ็งเกร็งกำลังกระแทกออก หมายหยุดยั้งคลื่นพยัคฆ์ที่โหมกระหน่ำ นางที่ดื้อรั้นแข็งกร้าว กลับบีบบังคับเล้งอิกให้เร่งร้อน เขายามนี้แผ่พุ่งกำลังภายในออกไปถึงเจ็ดส่วน ได้ยินเสียงดังกร๊อบ มิเพียงกระดูกนิ้วมือซ้ายของจูเพ่งเอ็งแตกหักทำลาย พลังที่ปล่อยออกไปยังแล่นผ่านช่วงแขนนางไปถึงหัวไหล่ กล้ามเนื้อบริเวณนั้นพลันชาด้าน แขนวาดเปะปะไปด้านหลัง นับแต่นี้มิอาจใช้แขนซ้ายอีกต่อไป...
เล้งอิกลงมือรุนแรงโดยมิตั้งใจ ยามนี้กลับตื่นตระหนกเอง มืออีกข้างคลายสภาวะเกาะกุม ปากร้องว่า
"หยุดเถิด ท่านมิใช่คู่มือข้าพเจ้า"
จูเพ่งเอ็งกัดริมฝีปากจนห้อเลือด เจ็บปวดแขนซ้ายแทบมิอาจทนทาน เห็นเล้งอิกหยุดมือด้วยใจอ่อน พลันหลั่งน้ำตาเนืองนอง กล่าวด้วยเสียงแหบโหยว่า
"ข้าพเจ้าสูญเสียแขนข้างหนึ่งแล้ว นับแต่นี้มิทราบทำเยี่ยงไร"
เล้งอิกเห็นน้ำตานางหลั่งไหลไม่หยุดยั้ง ต้องโทษตนเองเมื่อครู่ร้อนรนนัก เขาเมื่อสามารถจัดการมัจฉา กับจูเพ่งเอ็งยังควรไว้ไมตรีอยู่บ้าง นางมาตรว่าเป็นส่วนหนึ่งของสามอสูรในม่อเก็ก อาจบางทียังเกี่ยวพันกับง้วยตอก่าที่เคยคบหามา เขาลงมือหนักหน่วงเช่นนี้ นางภายภาคหน้าหากกลับตัวกลับใจ ยังไม่อาจฟื้นฟูร่างกายฝึกวิชาให้ถึงสุดยอด
ระหว่างที่ความคิดสับสน จูเพ่งเอ็งพลันโถมมาด้านหน้า เล้งอิกต้องเบี่ยงกายออก ฝ่ามือซ้ายยกขึ้นเตรียมรับมือ ทว่าจูเพ่งเอ็งกลับมิได้จู่โจมฟาดฟัน นางกลับทรุดร่างระทวยลง มือที่จับดาบก็จำเพาะวางลงในมือเล้งอิก หามีรังสีพลังใดแผ่พุ่งออกมาไม่...
เล้งอิกมิทราบยามนี้นางใช้เล่ห์กลใด คนมาตรว่าระแวงระวังยังอดใจอ่อนมิได้
จูเพ่งเอ็งเงยหน้าขึ้นมองเขา นัยน์ตากลับกลายเป็นเช่นโกวเนี้ยน้อยยามได้พบกันวันแรก น้ำเสียงเย็นชาปลาสนาการไปหมดสิ้น
"เล้งจึงจู้ ท่านช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าผู้นี้เพียงโดนวิชาชั่วร้ายสะกดไว้"
เล้งอิกยังคงเกร็งกำลังไว้ มิกล้าผ่อนคลายแม้ชั่วขณะจิต
"ท่านที่แท้ใช่เป็นธิดาเจ้านิกายแซ่จู?"
จูเพ่งเอ็งผงกศีรษะถี่รัว กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าย่อมเป็นธิดาท่าน ท่านดู... ข้าพเจ้าอายุเพียงเท่านี้ ไหนเลยสามารถวางแผนกระทำเรื่องราวมากหลาย"
เล้งอิกสลายพลังลงส่วนหนึ่ง มือคลายดาบออกจากมือนาง จูเพ่งเอ็งก็มิได้ขัดขืน ยังคงกล่าวสืบไปว่า
"ท่านได้โปรดช่วยข้าพเจ้า อย่าได้ทอดทิ้งข้าพเจ้า"
ปากกล่าววาจา ร่างแบบบางพลันล้มลงมาในอ้อมอกเล้งอิก ตัวยังสั่นเทาราวลูกนก เล้งอิกยามนี้รู้สึกเวทนานางอย่างยิ่ง มาตรว่ามิอาจทราบ ที่นางว่ากล่าวเป็นจริงฤาเท็จ ทว่าตนเมื่อครู่ทำลายแขนซ้ายนาง ความรู้สึกผิดยังไม่สลายคลาย...
...น้ำตาจูเพ่งเอ็งหยาดหยดลงบนเสื้อเล้งอิก นางใช้แขนที่เหลืออยู่โอบรอบตัวเขา ดังราวทารกหาที่ยึดเหนี่ยวเกาะกุม เล้งอิกได้แต่ปลดมือนางออกอย่างนุ่มนวล กล่าวว่า
"กับเรื่องราวของท่าน ข้าพเจ้ายังต้องสืบสาว จะอย่างไรวันนี้ท่านก็มิอาจต่อสู้สืบไป ข้าพเจ้ายังคงหยุดมือเพียงนี้"
จูเพ่งเอ็งมองดูนัยน์ตาเขา น้ำตาพลันร่วงพรูออกมา นางกระพริบตาแวววับ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างยิ่ง
"เล้งอิก...ท่านดู ข้าพเจ้าที่แท้เป็นผู้ใด"
เล้งอิกชะงักกับถ้อยคำนาง ยามแลดูเต็มตาพลันสะดุ้งวาบ หัวใจแทบดีดกระดอนออกมา
...ที่อยู่ตรงหน้าเขากลับเป็นเม่งไอ่ซี...
สายลมปลิวผ่านวูบหนึ่ง ปลายผมสตรีที่อยู่ตรงหน้าปลิวไสว บางส่วนยังกระทบถูกใบหน้าเขา ได้กลิ่นหอมรำไร
...นี่ไยมิใช่เป็นกลิ่นกรุ่นของเม่งไอ่ซีที่ถวิลหาทุกคืนวัน...
เม่งไอ่ซีที่ยืนตรงหน้าพลันยกมือขึ้น ลูบคลำใบหน้าเขาอย่างแผ่วเบา สัมผัสเช่นนี้ห่างหายไปนานนับสิบปี เล้งอิกพลันรู้สึกอารมณ์พลุ่งพล่าน ต้องยื่นมือออกเกาะกุมไหล่กลมมนของนาง
ในพริบตากลับมีสุ้มเสียงหนึ่งดังแว่วมา
"เล้งจึงจู้ ท่านคิดทำอะไร"
เม่งไอ่ซียังคงมองตาเขา ปากกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"โกวเนี้ยน้อยอย่าได้รบกวน พวกเรายามนี้มีเรื่องพูดคุยกันมากหลาย"
เล้งอิกก็ผงกศีรษะ กล่าวรับว่า
"พวกเรามีเรื่องพูดคุยกันมากหลาย"
เม่งไอ่ซีพลันโถมเข้ามาในอ้อมอกเขา เล้งอิกต้องสะท้านขึ้น จิตใจคล้ายดำดิ่งลงในห้วงเหวลึก ทว่าในความมืดมนอนธกาล ยังเห็นแสงสว่างจุดหนึ่งรำไร...
|