เม่งไอ่ซีจับมือข้างที่ถือดาบของเขายกขึ้น ร่างกายนางยังแนบชิดกับเขา ใบหน้ายามนี้เงยขึ้น ดวงตาลึกล้ำราวห้วงมหาสมุทรยังสะท้อนเห็นภาพเขา
...ได้ยินเสียงดังเควี้ยวแหวกอากาศ ดาบในมือเล้งอิกกลับถูกช่วงชิงไป เม่งไอ่ซีตรงหน้าก็สลายวับราวควันหอบหนึ่ง ที่เห็นคือจูเพ่งเอ็งที่มีรอยยิ้มผุดขึ้น ทางหางตายังเห็นคมดาบขาวสะท้อนในแสงแดด
จูเพ่งเอ็งเมื่อครู่ใช้วิชาลี้ลับสะกดจิตใจ เพียงดึงผู้คนในห้วงคะนึงหาของท่านออกมา ในใจท่านมีผู้ใดสถิตอยู่ ภาพลวงของผู้นั้นพาลมาปรากฏตรงเบื้องหน้า...
นางลงมือประสบผล ยามนี้ช่วงชิงดาบกลับคืน ตวัดฟาดฟันในระยะประชิด เล้งอิกที่ยังงุนงงย่อมมิอาจพ้นเงื้อมมือนาง
เห็นคมดาบกำลังจะกระทบถูกลำคอเขา จูเพ่งเอ็งพลันรู้สึกเบื้องหน้ามีความร้อนปะทุขึ้น นางยามนี้ต่อให้เทพยดาปรากฏตรงหน้าก็มิยินยอมรั้งสภาวะ ดาบในมือพุ่งเฉียงออกไป พลันได้ยินเสียงดังติงตังหลายครั้ง ดาบที่ใกล้ดื่มโลหิตเล้งอิกกลับกระดอนขึ้น ถึงกับหลุดลอยจากมือนาง ยังไม่ทันจำแนกออกว่าเกิดเรื่องราวใด ร่างพลันทรุดลงกองกับพื้น ความร้อนที่ก่อเกิดเมื่อครู่โหมท่วมทั่วร่าง ในทรวงอกมีสิ่งใดมิทราบแทรกเข้าไป พออ้าปากก็คล้ายมีอสรพิษพุ่งออกมา...

ในความรู้สึกสุดท้าย นางพลันเห็นม่านพิรุณสีแดงกระเซ็นเป็นสาย เบื้องหลังม่านนั้นกลับเป็นเล้งอิกที่จับจ้องมองมา ในมือเขายังมีดาบของนาง
พริบตานั้นนางพลันรับรู้ ความร้อนที่ท่วมท้นเข้าสู่ร่างกาย เป็นเล้งอิกกำนัลฝ่ามือมา เขาเมื่อครู่คล้ายตกในห้วงสะกดของนาง มิทราบไฉนยังสามารถลงมือหนักหน่วงต่อเนื่อง มิเพียงฟาดพลังลงที่ทรวงอก ยังใช้ดรรชนีทำลายข้อต่อแขนขวา กระทั่งใช้เท้าเตะใส่หัวเข่าทั้งสองของนาง กระแทกกระดูกบริเวณนั้นหักสะบั้น ในเศษเสี้ยวเวลาถึงกับจู่โจมทั้งบนทั้งล่าง นี่จึงเป็นความเร็วระดับภูติเทพ...
ยามนี้ความเจ็บปวดแผ่ซ่านทั่วสรรพางค์ คิดกรีดร้องทว่าไม่มีสุ้มเสียงออกมา หูพลันได้ยินคนผู้หนึ่งกล่าวว่า
"เล้งจึงจู้ ข้าพเจ้าเมื่อครู่กลัวแทบตาย"

ที่แท้ลิ้มเต็กเฮียะฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว ที่ถามไถ่เมื่อครู่ยังคงเป็นนางเอง...
นางพอลืมตายันกายขึ้น เห็นเล้งอิกกับจูเพ่งเอ็งยืนแนบชิดกัน หะแรกพลันครุ่นคิด จูโกวเนี้ยอาจบางทีกลับตัวกลับใจ เล้งจึงจู้ที่อ่อนโยนมีเมตตา ย่อมสงสารเวทนานาง ทว่าพอเห็นจูเพ่งเอ็งลูบคลำใบหน้าอีกฝ่าย เล้งจึงจู้ก็ยังปล่อยตามใจ หนำซ้ำยังวางมือลงบนไหล่นาง ต้องรู้สึกผิดท่าแล้ว...

มาตรว่าเพิ่งอยู่ใกล้ชิดเขาเพียงชั่วคืน แต่นางเติบโตในหมู่บ้านเดียวกับฮวงจึง เคยเห็นเล้งจึงจู้ผ่านไปผ่านมาหลายครั้ง อีกทั้งฟังผู้คนที่เล่าขานถึงเขา ย่อมทราบเล้งจึงจู้ผู้นี้เรียบร้อยสำรวมยิ่ง หากมีเหตุจำเป็นต้องโอบอุ้มสตรียังพอเข้าใจ ทว่าลูบๆ คลำๆ ย่อมมิใช่วิสัยสุภาพบุรุษผู้หนึ่ง
...ลิ้มเต็กเฮียะที่เยาว์วัยไร้เดียงสา เรื่องราวระหว่างหญิงชายยังมิสู้เข้าใจนัก ดังนั้นยังเห็นดำเป็นดำ ขาวเป็นขาว เล้งจึงจู้ในใจนางเป็นผู้กล้ามีคุณธรรม กับอีกด้านหนึ่งของบุรุษนางย่อมมิทราบ พอเห็นผิดท่าได้แต่ร้องทักไป...

ยามนี้กวาดสายตามอง เห็นโลหิตพร่างพรายทั่วพื้นดิน ทั้งจูเพ่งเอ็งและมัจฉาต่างนอนระทวย ต้องรีบสะกิดแขนเล้งอิก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าพอเห็นจูโกวเนี้ยจับต้องท่าน จึงนึกได้ว่านางมีวิชาสะกดจิตอันร้ายกาจ เมื่อครู่ยังสะกดข้าพเจ้าให้ตอบคำถามมากหลาย โชคดีจึงจู้ท่านมีจิตใจกล้าแกร่ง กลับมิได้ถูกสะกดไป"
เล้งอิกลอบถอนใจในอก กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าความจริงก็ถูกนางสะกด เมื่อครู่ยังเห็น..."
ยามโพล่งออกไปพลันชะงักถ้อยคำไว้ รู้สึกกระดากใจยิ่ง เขาเมื่อครู่แลเห็นจูเพ่งเอ็งเป็นเม่งไอ่ซี ลิ้มเต็กเฮียะยังเห็นพวกเขาจับต้องกัน ยามนี้ได้แต่เสแสร้งมองไปทางอื่น
ลิ้มเต็กเฮียะคิดซักไซ้ เมื่อครู่ท่านยังเห็นสิ่งใด ทว่ามัจฉาที่บาดเจ็บสาหัสพลันพลิกกายขึ้น คืบคลานเข้าหาจูเพ่งเอ็ง เบี่ยงเบนความสนใจนางออกไป
"เล้งจึงจู้ ท่านดู พวกเขายังสามารถขยับเขยื้อน"
เล้งอิกก็ผงกศีรษะ กล่าวว่า
"พวกเขาบาดเจ็บสาหัสยิ่ง ทว่าหากสงบจิตใจไว้ ยังสามารถรักษาชีวิตได้"

ลิ้มเต็กเฮียะมองดูแขนขาที่บิดหักผิดสภาพของจูเพ่งเอ็ง รู้สึกหวาดเสียวยิ่ง ยามนี้พลันได้คิด ตนเมื่อคืนพบพานผู้คนชั่วร้าย วันนี้ก็เผชิญหน้ากับจูเพ่งเอ็งและมัจฉาโดยลำพัง ทว่ายังอยู่รอดปลอดภัย หามีสิ่งใดแตกหักเสียหาย นี่เป็นเพราะนางหามีฝีมือใด ผู้คนจึงจัดนางไว้อันดับสุดท้าย คิดได้ดังนี้ต้องพึมพัมว่า
"เราต่อไปยังคงอย่าได้ฝึกวิชาบู๊ ผู้อื่นเห็นเราเป็นเช่นหนอนตัวหนึ่ง งูเขียวตัวหนึ่ง เพียงเขี่ยเบาๆ ก็กระเด็นไป เยี่ยงนี้จึงอยู่รอดจนเป็นนางเฒ่า มีบุตรธิดาเต็มบ้าน"
เล้งอิกก็ได้ยินคำพูดนาง เขาความจริงรู้สึกสลดใจกับชะตากรรมของจูเพ่งเอ็ง แต่กับความไร้เดียงสาของลิ้มเต็กเฮียะ ยังทำให้อดแย้มยิ้มมิได้
ลิ้มเต็กเฮียะพลันหันมาทางเขา ดวงตากลมโตมีแววปลาบปลื้มภาคภูมิ กล่าวว่า
"จึงจู้ท่านเมื่อครู่ลงมือรวดเร็วยิ่ง ข้าพเจ้าเคยเห็นเตี้ยงซิงแซประมือกับคนใจร้ายแซ่เอี้ย ทว่าพวกเขาสองคนน่ากลัวยังไม่อาจเทียบเทียมท่าน"
เล้งอิกรับฟังจนสงสัยใจ กล่าวทวนว่า
"คนใจร้ายแซ่เอี้ย?"
ลิ้มเต็กเฮียะยามนี้พบว่าผิดท่า ต้องรีบกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าจึงหมายถึงเตี้ยงซิงแซกับศิษย์รักของท่าน เอี้ยซิงแซผู้อาจหาญทรนง"
เตี้ยงซิงแซที่นางเอ่ยถึงย่อมเป็นเตี้ยงโหว คนใจร้ายแซ่เอี้ยนั้นกลับเป็นเอี้ยป้อซัว ศิษย์ผู้หนึ่งของเตี้ยงโหว นางคราวหนึ่งฝึกวิชากับเขา เอี้ยป้อซัวให้นางถือทวนหนักอึ้ง รู้สึกไม่ยินยอม ดังนั้นเรียกหาเป็นคนใจร้ายผู้หนึ่ง ยามนี้นึกขึ้นได้ ตนเองอยู่ต่อหน้าเล้งจึงจู้ ต้องรีบเปลี่ยนคำเรียกหา เอี้ยป้อซัวพลันกลายเป็นผู้อาจหาญทรนงไป

เล้งอิกก็มิได้ติดใจ เพียงกล่าวว่า
"พวกท่านเพียงประมือแสดงวิชา ย่อมมิได้ลงมือเต็มกำลัง"
ลิ้มเต็กเฮียะรีบผงกศีรษะรับ นางยังมีชนักติดหลัง ย่อมมิกล้าว่ากล่าวมากความไป
เล้งอิกแลดูมัจฉาที่คืบคลานถึงจูเพ่งเอ็ง คนทั้งสองมาตรว่ามีเล่ห์ร้ายกาจ หนำซ้ำยังหมายชีวิตตน ทว่าชั่วชีวิตเล้งอิกยังไม่เคยลงมือรุนแรงเช่นนี้มาก่อน เขาที่ทำร้ายมัจฉาหนักหน่วงเพราะเพื่อปกป้องลิ้มเต็กเฮียะ กับจูเพ่งเอ็งความจริงคิดออมมือถนอมดรุณีเยาว์วัย มิคาด นางกลับลงมือโดยฉับพลัน ยามนั้นสติสัมปชัญญะเขายังไม่เต็มสมบูรณ์ ทั้งตื่นตระหนกทั้งขุ่นเคือง คนพอจู่โจมกลับจึงรวบรัดตัดกำลัง ปกป้องตนเองตามสัญชาติญาณ

มัจฉาเกลือกกลิ้งอยู่ด้านข้างจูเพ่งเอ็ง นัยน์ตาโปนเหลือกมองเล้งอิก กลับคล้ายมีแววยอมรับนับถือ กล่าวด้วยเสียงแหบแห้งไม่เป็นภาษามนุษย์ว่า
"ท่านถูกนางสะกด ยังสามารถดึงสติกลับมาเอาชัย พวกเราประเมินความสามารถเล้งจึงจู้ต่ำเกินไปจริงๆ"
เล้งอิกยามนี้ระลึกขึ้นได้ รีบถามว่า
"พวกท่านที่แท้เป็นใคร เกี่ยวข้องใดกับเทียนมึ้งเก็ง อีกประการ... ผู้ใดจึงเป็นซือแป๋ของท่าน"
มัจฉากล้ำกลืนโลหิตในลำคอ สีหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด กระนั้นยังตอบคำว่า
"ท่านแม้สังหารพวกเรา ความนี้ก็ยังมิอาจบอกออกไป ทว่าพวกเรามิใช่คนของเทียนมึ้งเก็ง นางจึงใช่.."
กล่าวถึงประโยคหลัง พลันบุ้ยใบ้ไปที่ลิ้มเต็กเฮียะ เล้งอิกย่อมทราบเรื่องราวนี้จากนางแล้ว ดังนั้นมิได้ติดใจสงสัย ยามนี้นึกถึงถ้อยคำของเซียงกงจู้เมื่อพบกันวันแรก นางว่าเขาที่เป็นจึงจู้ค่ายสำนักใหญ่โต ยามกระทำการกลับมีข้อติดขัดมากมาย กระทั่งคิดสอบปากคำยังเกรงใจศัตรู ดังนั้นตั้งใจลบล้างความข้อนี้ สาวเท้าเข้าหามัจฉาและจูเพ่งเอ็ง ค้นดูตามอาภรณ์ของพวกเขา

ในกายมัจฉาหามีสิ่งใดชวนสังเกต ทว่าจูเพ่งเอ็งกลับมีป้ายไม้ติดพู่แดง บนป้ายมีอักษรตัวหนึ่ง เป็นคำว่า หล่วง (อาลัยอาวรณ์)
จูเพ่งเอ็งที่ลมหายใจรวยริน เห็นเล้งอิกฉกฉวยป้ายจากนาง ดวงตาพลันเบิกโพลงขึ้น กล้ามเนื้อทั่วร่างสั่นระริก ทว่านางยามนี้มิอาจเปล่งเสียงแม้สักคำ มัจฉากลับคล้ายแย้มยิ้มขึ้น กล่าวกับเล้งอิกว่า
"ป้ายนี้มิได้เกี่ยวพันกับผู้ใด เพียงเป็นของประทานจากบิดานาง ท่านก็คืนให้แก่นางเถิด"
จูเพ่งเอ็งมาตรว่าบาดเจ็บสาหัสยังถลึงตาใส่มัจฉา คิดว่ากล่าวกระไร ทว่ามีเพียงโลหิตไหลหลั่งออกมา มัจฉายังคงแลดูนางด้วยสายตารักใคร่เทอดทูน กล่าวว่า
"เขาเป็นบิดาของท่าน หาใช่สามีของท่านไม่ เราผู้นี้จึงเป็นสามีของท่านเพียงหนึ่งเดียว"
จูเพ่งเอ็งมิอาจว่ากล่าวตอบคำ น้ำตาพลันหลั่งไหลไม่ขาดสาย เล้งอิกชมดูจนเจ็บปวดใจ ได้แต่เหน็บป้ายไม้นั้นกลับคืนในเสื้อนาง

บรรยากาศพลันเงียบงันชั่วขณะ ลิ้มเต็กเฮียะเห็นเล้งจึงจู้ก็นิ่งเฉยไป ดังนั้นเอ่ยขึ้นว่า
"พวกเขาแม้ตายก็มิยอมบอกกล่าวความลับ จึงจู้ท่านก็มิคิดประหัตประหาร ดังนั้นพวกเรารีบไปสมทบกับเซียงกงจู้เถิด"
เล้งอิกถือดาบของจูเพ่งเอ็ง สาวเท้าไปยังหินศิลาที่ตั้งตระหง่าน เกร็งกำลังขึ้น ปักดาบลงไปในเนื้อศิลาจนมิดด้าม ลิ้มเต็กเฮียะต้องร้องอุทานในใจ เล้งจึงจู้มีพลังกล้าแข็งนัก...
มัจฉาก็แลเห็นเรื่องราวนี้ ยังกล่าวขึ้นว่า
"พ่ายแพ้แก่บุคคลเช่นท่าน จึงไม่น่าอับอายแม้แต่น้อย"
ในใจมันพลันคิดขึ้น เมื่อคืนประมือกับเล้งอิก รู้สึกตึงมืออยู่บ้าง ทว่าประเมินแล้ว หากลงมือโดยพร้อมเพรียง ต้องสามารถเอาชัยเขา...
...มิคาด เล้งอิกกลับคล้ายแรงกระบี่ที่ย้อนกลับ ท่านกวัดแกว่งเพียงเบามือ กระบี่พลันสั่นไหวเล็กน้อย ท่านตวัดออกอย่างรุนแรง กระบี่พลันดีดสะท้อนกลับมาทิ่มแทง... ที่เข้าใจว่า เล้งอิกมีฝีมือเหนือกว่าพวกมันไม่มาก ล้วนผิดพลาดทั้งเพ เล้งอิกเพียงใช้น้ำหนึ่งจอกดับไฟในตะเกียง ใช้น้ำหนึ่งถังดับไฟในเตา ยามลงมือสามารถประเมินฝ่ายตรงข้าม ใช้พลังออกเพียงแค่เอาชัยขั้นหนึ่ง...
...บุคคลเช่นนี้ย่อมเป็นคู่มือที่ร้ายกาจยิ่ง ท่านเพียงเห็นปลายนิ้วไม่อาจแลเห็นทั้งมือ เห็นขนดหางไม่อาจเห็นเศียรมังกร...

...ในชีวิตของมัจฉา ยากที่จะยอมรับนับถือผู้คน แต่วันนี้กลับยอมศิโรราบแล้ว...


ตลาดยามเช้าคึกคักจอแจ
เนียบปุ๊ย (อ้วนพีแซ่เนียบ) ก็ออกจากบ้านแต่เช้าตรู่...
เขาแวะรับประทานข้าวต้มปลาสามชาม เกี๊ยวสามชาม ขนมแป้งหมี่เจ็ดอัน ผลไม้เชื่อมอีกหนึ่งห่อใหญ่ จากนั้นมุ่งตรงไปร้านขายยา

เนียบปุ๊ยปีนี้อายุยี่สิบห้าปี ทำงานกับเถ้าแก่เนี้ยเฮียงเทียนเล้า (เหลาฟ้าหอม) ตั้งแต่อายุสิบสี่ อาหารการกินย่อมอุดมสมบูรณ์ยิ่ง ทว่ายามออกมาในตลาดเช้า ยังอดแวะรับประทานโน่นนี่มิได้...
เถ้าแก่ร้านขายยาพอเห็นเนียบปุ๊ยก็มิได้ถามไถ่ เพียงหยิบห่อของหนึ่งส่งให้เขา ทักทายว่า
"ท่านรับประทานแล้ว"
เนียบปุ๊ยแย้มยิ้มจนนัยน์ตาหยี กล่าวว่า
"เรารับประทานแล้ว"
ผู้อื่นพบพานกันยามเช้าตรู่ ย่อมทักทายอรุณสวัสดิ์ แต่หากท่านพบเนียบปุ๊ย ยังคงถามไถ่ เขาวันนี้ใช่รับประทานแล้ว เนื่องเพราะเนียบปุ๊ยพอได้ยินก็สบายอกสบายใจอย่างยิ่ง เขายามสบายใจมักใช้จ่ายโดยไม่รับสตางค์ทอน ดังนั้นเถ้าแก่น้อยเถ้าแก่ใหญ่ในตลาดล้วนทักทายเขาเช่นนี้

เนียบปุ๊ยพอรับของก็มุ่งตรงกลับเฮียงเทียนเล้า ตรงปรี่ไปยังเคหาด้านหลังที่เป็นของเถ้าแก่เนี้ย เปิดประตูเข้าไปโดยมิต้องเคาะก่อน...
ทุกผู้คนล้วนทราบ เนียบปุ๊ยเป็นผู้ที่เถ้าแก่เนี้ยไว้เนื้อเชื่อใจที่สุด ยังคล้ายไว้ใจยิ่งกว่าบุตรชายทั้งสองของนาง เขาเมื่อมาอยู่กับนางวันแรก ผอมแห้งจนหนังติดกระดูก ผ่านไปหนึ่งปีน้ำหนักขึ้นมาเท่าตัว ยามนี้อยู่มาสิบเอ็ดปี ยังหนักกว่าเถ้าแก่เนี้ยสามเท่า...
คนรูปร่างอ้วนพี ทว่ากระทำการใดคล่องแคล่วรวดเร็วยิ่ง หมดจดประนีตยิ่ง หนำซ้ำยังพูดไม่มาก
...ปากคนมีไว้กระทำสองเรื่อง หนึ่งคือรับประทาน อีกหนึ่งคือว่ากล่าวเจรจา เนียบปุ๊ยพลันเลือกใช้เพียงอย่างแรก ดังนั้นเป็นที่พอใจของเถ้าแก่เนี้ยยิ่ง ไม่ว่าเรื่องใหญ่น้อยของนาง ยังต้องบอกเล่าเนียบปุ๊ยไปจัดการ

เนียบปุ๊ยพอย่างเท้าเข้าด้านในก็วางห่อของไว้ที่โต๊ะ หยิบกระดาษที่วางไว้มาอ่านดู ทวนไปมาจนขึ้นใจว่า
"ผ้าพันแผลอย่างดีสองพับ ถุงเท้าขาวหกคู่ ข้าวเหลืองห้าชั่ง กระเพาะปลาสามชั่ง"
ยังไม่ทันหมุนกายกลับออกไป เถ้าแก่เนี้ยพอดีออกมาจากห้องด้านใน นางปกติตื่นสายอย่างยิ่ง ทว่าหลายวันมานี้ตื่นเช้าเป็นพิเศษ ใบหน้ามาตรว่ามีริ้วรอยของคนอดนอน ทว่าประกายตายังแจ่มใส...
เนียบปุ๊ยเอ่ยทักทายนาง เถ้าแก่เนื้ยก็ส่งตะกร้าผ้าในมือให้เขา ถามว่า
"อาภรณ์ที่สั่งตัดเย็บใหม่สามชุด จวนเสร็จแล้วหรือไม่"
เนียบปุ๊ยผงกศีรษะกล่าวว่า
"จวนเสร็จแล้ว เย็นนี้ข้าพเจ้าจึงไปรับมา"
เถ้าแก่เนี้ยหยิบเสื้อในตะกร้าออกมา เห็นเป็นเสื้อบุรุษตัวหนึ่ง นางคลี่ให้เนี้ยบปุ๊ยชมดูพลางกล่าวว่า
"ตัวนี้ตัดเย็บมาเมื่อคราวก่อน ช่วงแขนสั้นไปห้าหกหุน คราวนี้หวังว่าไม่ผิดพลาดอีก"

เนียบปุ๊ยพยักหน้าถี่รัว ยกตะกร้าผ้ากลับสู่ที่พักตน พอถึงก็จัดการต้มน้ำร้อน แช่เสื้อผ้าในตะกร้าลงไป ตระเตรียมซักล้างด้วยตนเอง
...เขาความจริงไม่มีหน้าที่ซักล้าง เพียงแต่ครั้งนี้เป็นงานพิเศษ...
เถ้าแก่เนี้ยที่เป็นม่าย ในห้องหับพลันไปมีเสื้อผ้าอาภรณ์สำหรับบุรุษ ยามซักล้างย่อมมิอาจให้ผู้คนพบเห็น เนื่องเพราะนางชิงชังเรื่องราวรกหูอย่างยิ่ง...
เนียบปุ๊ยหลายวันมานี้มิเพียงซักเสื้อผ้าบุรุษให้แก่นาง ยังสั่งตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ อีกทั้งซื้อยาบำรุง ผ้าพันแผล ยามค่ำคืนยังต้องต้มน้ำแกงหนึ่งชาม ในน้ำแกงใส่ข้าวเหลืองที่ใช้หมักสุรา ตำรานี้ย่อมเป็นตำราบำรุงกำลังเฉพาะสำหรับบุรุษ...
เขายามยกน้ำแกงเข้าไป บางครายังได้ยินสุ้มเสียงเจรจา น้ำเสียงบุรุษนั้นแผ่วเบามิอาจได้ยินถนัด สุ้มเสียงเถ้าแก่เนี้ยยังได้ยินชัดกว่า ที่นางว่ากล่าว เนี้ยบปุ๊ยย่อมมิสนใจใคร่ทราบ เพียงรู้สึก นางยามพูดคุยกับคนผู้นั้น สุ้มเสียงนุ่มนวลเอาอกเอาใจอย่างยิ่ง...
เถ้าแก่เนี้ยอายุสี่สิบเจ็ดสี่สิบแปดปี ตกแต่งมาแล้วสามครั้ง สามีนางบ้างป่วยตายบ้างประสบภัยมิคาดฝัน บุตรธิดาล้วนออกเรือนไปหมดสิ้น นางเพียงพักอาศัยอยู่โดดเดี่ยว เรื่องใหญ่น้อยในเฮียงเทียนเล้าความจริงมีให้จัดการมากหลาย ทว่าคนมีเลือดเนื้อ ยามค่ำคืนยังรู้สึกเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว...

ดังนั้นนางบางครารับรองอาคันตุกะ เนียบปุ๊ยย่อมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจัดการ ทั้งรับส่งอาคันตุกะ จัดหาข้าวปลาอาหาร อีกทั้งซักล้างเสื้อผ้า ทุกเรื่องราวล้วนกระทำอย่างเงียบเชียบ ผู้คนไม่ผิดสังเกต กระทั่งบุตรชายคนรองของเถ้าแก่เนี้ยที่พักอาศัยอยู่ไม่ไกลก็ไม่ผิดสังเกต...
ทว่าอาคันตุกะที่มาคราวนี้ เนียบปุ๊ยกลับมิได้รับทราบ ทั้งมิได้เห็นหน้า มิได้เทียวรับเทียวส่ง กระทั่งเงาของท่านก็ยังไม่เคยเห็นมา
...เขาเพียงทราบ อาคันตุกะครานี้พิเศษยิ่งกว่าผู้ใด มิเพียงต้องสั่งช่างฝีมือดีตัดเสื้อผ้า ข้าวปลาอาหารยังจัดทำอย่างพิเศษ ยามตุ๋นน้ำแกงต้องใช้ถ่านไม้ของร้านนอกเมือง ใช้เวลาตุ๋นข้ามคืน เนื่องเพราะที่รับประทานมิใช่น้ำในหม้อ แต่เป็นไอน้ำบนฝาหม้อที่กลั่นลงมาทีละหยด ตุ๋นหนึ่งคืนจึงได้หนึ่งชามพอดี...

เนียบปุ๊ยพอซักล้างเสร็จก็ขึงไม้ไผ่ยาวลำหนึ่ง ตากเสื้อผ้านั้นในห้องเขา เจ้าของเสื้อนี้เป็นผู้ใด เขาพาลมิไปครุ่นคิดถึง เพียงสนใจตนเองท้องอิ่มหลับสบาย ยามค่ำคืนมิต้องตากน้ำค้างดังเมื่อวัยเยาว์
...หากผู้คนในโลกล้วนเป็นเช่นเนียบปุ๊ย เรื่องยุ่งยากมากความน่ากลัวลดลงมากหลาย...


เถ้าแก่เนี้ยพอเนียบปุ๊ยจากไปก็ตระเตรียมน้ำอุ่นถังหนึ่ง ผ้าสะอาดสองผืน ยกเข้าไปในห้องหับด้านใน
ห้องนี้ย่อมเป็นห้องนอนของนาง ที่นอนนุ่มสะอาดเอี่ยม ปลอกหมอนผ้าห่มยังเปลี่ยนใหม่ทุกวัน นางยามปกติชมชอบเปิดหน้าต่างให้สว่างไสว ทว่ายามนี้เพียงแง้มออกเล็กน้อย พอให้อากาศระบายถ่ายเท
...นางวางถังน้ำลงบนโต๊ะ ตรงปรี่ไปที่เตียง มองดูผู้ที่นอนอยู่ใต้ผ้าห่ม เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ท่านตื่นแล้ว?"
ผู้ที่นอนอยู่พลันขยับคราหนึ่ง เถ้าแก่เนี้ยดึงผ้าห่มลงไปทางปลายเตียง ก้มตัวลงกล่าวว่า
"เราเช็ดตัวให้ท่าน"
คนผู้นั้นมิได้ว่ากล่าวตอบคำ เถ้าแก่เนี้ยหยิบผ้าสะอาดที่ตระเตรียมมา ชุบน้ำบิดจนหมาด ในน้ำอุ่นยังผสมน้ำมันหอม ยามสูดดมรู้สึกชื่นใจยิ่ง

นางยามนี้นั่งลงข้างเตียง บุรุษนั้นก็มิได้มีปฏิกริยาใด เห็นในมือยังกำวัตถุสิ่งหนึ่ง ในแสงแดดที่เล็ดรอดเข้ามาเลือนราง พอมองออกว่าเป็นเศษผ้าขาดวิ่น มีรอยด่างสีเข้มเกรอะกรัง...
นางถอดเสื้อเขาออกอย่างระมัดระวัง ใต้เสื้อยังมีผ้าสีขาวรองอยู่ บนผ้าคล้ายมีหยาดโลหิตเล็กน้อย ที่แท้ได้รับบาดเจ็บที่ทรวงอกด้านซ้าย
เถ้าแก่เนี้ยยกผ้านั้นออก พินิจพิจารณาดูพลางกล่าวว่า
"แผลที่ด้านนอกปิดสนิทดี บัดนี้เพียงระวังที่ด้านใน ท่านยังคงอย่าได้เคลื่อนไหวรวดเร็ว"
บุรุษผู้นั้นพลันลืมตาขึ้น เห็นดวงตาสุกใสมีประกายหม่นหมอง บนใบหน้ายังมีคราบน้ำตา เถ้าแก่เนี้ยหยิบผ้าชุบน้ำขึ้นมา เช็ดหน้าตาให้เขาจนหมดจด กล่าวว่า
"ท่านวันนี้เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่สักครา เมื่อเช้าเราตุ๋นน้ำแกงไก่ดำหม้อหนึ่ง หากท่านต้องการ เรายังสามารถใส่หมี่ขาวลงไป ยังมี วันนี้เราคิดทำขนมชา ท่านยังจำได้หรือไม่ คราวก่อนที่ท่านมารับประทานที่นี้ ชมชอบขนมชาอย่างยิ่ง ยังให้ฮูหยินที่งดงามยิ่งท่านนั้นซื้อกลับไปหลายก้อน..."

นางพอกล่าวถึงตอนนี้พลันพบว่าผิดท่า เห็นบุรุษหนุ่มนั้นเขยื้อนเข้าด้านใน คู้กายลงราวกับทารก ร่ำไห้จนหลังไหล่สะท้าน
...เถ้าแก่เนี้ยคิดใคร่ตบหน้าตนเองหลายฉาด ยามนี้มิทราบสมควรทำเยี่ยงไร ได้แต่ถือผ้าชะงักค้าง เรียกหาว่า
"เต็งกงจื้อ..."

...ที่แท้คนผู้นี้กลับเป็นเต็งลั่งเอง...