|
สายลมพัดหน้าต่างกระทบกันดังกุกกัก ไม้ที่ขัดไว้พลันร่วงหล่นลงมา หน้าต่างพอเปิดออก แสงอาทิตย์ก็ขับไล่ความมืดมนสลายวับ...
เต็งลั่งยามนี้นั่งคุดคู้อยู่บนเตียง ซบหน้าลงบนเข่าสองข้าง เห็นแต่ดวงตาที่แห้งผาก ในมือยังกำเศษผ้าขาดวิ่นชิ้นนั้น...
เถ้าแก่เนี้ยพอเช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าแก่เขาเสร็จสิ้น ก็รีบเร่งออกไปที่ด้านนอก ตระเตรียมข้าวปลาอาหารชุดใหญ่
นางแต่ละวันตุ๋นน้ำแกงสามสี่ชนิด หุงข้าวหอมอย่างดีพิเศษ อบซี่โครงหมูมิเพียงใส่เครื่องยา ยังต้องผสมเกล็ดของตัวเล้งที่มีสรรพคุณสูง...
นางความจริงเลิกฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมานาน แต่ยามใดในครัวซื้อปลาไหลเป็นๆ มาได้ ยังปรุงอาหารตำรับประจำตระกูลสูตรหนึ่ง เชือดคอปลาไหลใช้โลหิตสดๆ หุงข้าว กระทำเช่นนี้จึงได้ข้าวสีแดงทับทิมชามหนึ่ง ผู้ป่วยรับประทานเช้าเย็นฟื้นตัวเร็วอย่างยิ่ง
...ทุกประการที่กระทำล้วนเพราะเพื่อเต็งลั่ง...
พวกเขาย่อมมิเคยรู้จักคบหา เพียงครั้งหนึ่งที่เต็งลั่งนำพาเม่งไอ่ซีและปึงซิ่วซิ่วเดินทางสู่น่ำไฮ้ก่า แวะพักรับประทานอาหารที่เฮียงเทียนเล้า ครานั้นทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยสองสามีภรรยาหวาดระแวงคน พวกเขาสงสัยประวัติความเป็นมานาง ถึงกับคิดสังหารโดยไม่สืบความ เต็งลั่งที่คล้ายไม่ยี่หระผู้ใดกลับลงมือช่วยเหลือ ยังฉุดดึงนางขึ้นจากพื้น ประคองนั่งอย่างเห็นอกเห็นใจ...
...ผู้มีวิชาบู๊มักฆ่าฟันกันราวผักปลา เห็นความตายเป็นเรื่องปกติ ยามไร้เรื่องราวกระทบตนเอง ย่อมมิปรารถนาสอดมือยุ่งเกี่ยว เต็งลั่งกลับร่วมทุกข์ร้อนกับนาง ต่อล้อต่อกรทิเตี๊ยบจุ้ยฮวยที่พาลพาโลนั้น ฉุดดึงนางที่เท้าข้างหนึ่งย่างสู่ปรโลกกลับคืน เรื่องราวเช่นนี้เถ้าแก่เนี้ยย่อมมิอาจลืมเลือน...
...ผู้ที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นเยี่ยงเพื่อนมนุษย์ จึงมีความเป็นมนุษย์ที่เต็มสมบูรณ์ ยังได้รับน้ำใจที่บริสุทธิ์เปี่ยมล้น...
เถ้าแก่เนี้ยยกข้าวปลาอาหารเข้ามา เลื่อนโต๊ะตัวหนึ่งมาใกล้เตียง เปิดโถเคลือบที่ใส่น้ำแกง รินลงในชามเล็กใบหนึ่ง กล่าวว่า
"นี่เป็นน้ำแกงไก่ดำตุ๋นโสม หมี่ขาวก็ลวกมาแล้ว ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าใส่หมี่หรือไม่"
เต็งลั่งยังคงนั่งนิ่งงันมิได้ตอบคำ เถ้าแก่เนี้ยก็มิว่ากระไร ถามไถ่ต่อไปว่า
"หากวันนี้มิคิดรับประทานหมี่ ข้าพเจ้ายังมีข้าวหอม ใส่ข้าวหอมลงในน้ำแกงเล็กน้อย ท่านว่าดีหรือไม่"
ยามนี้เห็นเต็งลั่งยังไม่มีปฏิกริยา ได้แต่ตักข้าวช้อนหนึ่งผสมลงในน้ำแกง จากนั้นขยับเข้าใกล้เต็งลั่ง ประคองศีรษะเขาเงยขึ้น พอดีสังเกตได้ว่าหน้าต่างเปิดออก ยังมีลมเย็นพัดเข้ามา เต็งลั่งเพียงสวมใส่อาภรณ์ชั้นในที่เป็นผ้าบาง ต้องรีบขมีขมันไปปิดหน้าต่าง...
นางพอย่างเท้าออก เต็งลั่งพลันยื่นมือมาฉุดดึงแขนเสื้อไว้ นางพอหันมาดูก็เห็นเขาสั่นศีรษะเล็กน้อย ต้องรีบถามว่า
"ท่านมิต้องการให้เราปิดหน้าต่าง?"
เต็งลั่งผงกศีรษะนิดหนึ่ง เถ้าแก่เนี้ยใจเต้นระรัวด้วยความยินดี หลายวันมานี้เต็งลั่งคล้ายเป็นผักกาดต้นหนึ่ง ไม่ว่ากล่าว ไม่รู้ร้อนหนาว บางคราวแม้ลุกขึ้นเคลื่อนไหว ทว่าแววตาว่างเปล่ายิ่ง...
เถ้าแก่เนี้ยรีบยกชามน้ำแกงขึ้น หยิบช้อนคันหนึ่งคนเบาๆ ตักน้ำแกงผสมข้าวป้อนเข้าปากเขา ถามว่า
"อร่อยหรือไม่"
เต็งลั่งพยักหน้า เถ้าแก่เนี้ยปลาบปลื้มจนแย้มยิ้มออกมา นางนึกถึงข้าวปลาอาหารอีกหลายชนิดในครัว ความจริงยังมีขนมชาทำพิเศษ ทว่าเมื่อเช้าพูดจาผิดไป เต็งกงจื้อที่เป็นบุรุษผู้หนึ่งถึงกับหลั่งน้ำตา ย่อมมิสมควรสะกิดแผลเก่าออกมา เมื่อครู่จึงให้เนียบปุ๊ยออกไปซื้อหาถั่วหวานในตลาด นางย่อมสังเกตออก เต็งลั่งบางคราไม่เจริญอาหาร ทว่าหากมีเผือกนึ่งโรยน้ำตาล มีถั่วหวาน กลับสามารถรับประทานได้มากชิ้น
...นางย่อมมิทราบความครั้งเก่าก่อน เต็งลั่งเมื่อเยาว์วัยกำพร้าไร้บิดา เล็กๆ ใหญ่ๆ ในน่ำไฮ้ก่าล้วนรักใคร่เอ็นดูเขา เข้าบ้านหนึ่งรับประทานเผือกนึ่ง เข้าอีกบ้านยังยัดก้อนถั่วหวานเข้าในปาก ยามเห็นขนมเช่นนี้ ใจคนพลันรู้สึกอบอุ่นยิ่ง...
เถ้าแก่เนี้ยพอป้อนน้ำแกงหมดชาม ฉวยโอกาสคนยังรับประทานได้ รีบคีบเนื้อซี่โครงที่ตุ๋นจนเปื่อยใส่ปากเขาคำแล้วคำเล่า วันนี้เต็งลั่งน่ากลัวรับประทานทดแทนสิบวันก่อน กระทั่งข้าวสวยยังหมดไปสามชาม น้ำแกงไก่ดำและซี่โครงตุ๋นก็เกลี้ยงโถ นางเช็ดหน้าตาให้เขา กล่าวด้วยน้ำเสียงยินดีปรีดาว่า
"ท่านรับประทานได้เช่นนี้ เรี่ยวแรงย่อมกลับคืนในเร็ววัน มื้อเที่ยงข้าพเจ้ายังตระเตรียมให้มากกว่านี้..."
นางยามนี้ยกถาดอาหารขึ้น ตระเตรียมจากไปด้วยหัวใจพองโต ยามลิงโลดสมองโปร่งยังนึกสิ่งใดออก รีบหันกลับมาอีกครา บอกกล่าวว่า
"ข้าพเจ้ายังมีน้ำแกงอีกตำรับหนึ่ง เรียกว่าซุปเต่า ท่านมิทราบเคยรับประทานหรือไม่"
เต็งลั่งพอได้ยินกลับสะดุ้งขึ้น ก้มศีรษะลง เถ้าแก่เนี้ยยังมองเห็นน้ำตาเขาหยดหยาด มิทราบเต็งกงจื้อผู้นี้ใช่รักถนอมเต่าเช่นบุตรชายคนเล็กของนางหรือไม่ รีบระล่ำระลักบอกว่า
"ซุปเต่ามิได้ปรุงขึ้นจากเต่า เพียงใช้เนื้อไก่ตุ๋นด้วยกรรมวิธีหนึ่ง"
ว่ากล่าวพลางสังเกตท่าทีเขา เห็นเต็งลั่งยังก้มหน้าหลั่งน้ำตา ต้องรีบยกถาดออกจากห้อง บอกเตือนตนเองในใจ นับแต่นี้ยังคงประหยัดถ้อยคำ อย่าได้พล่ามให้มากความ
นางย่อมมิทราบ ซุปเต่าเป็นอาหารที่ฉิกอี๊มักปรุงให้เขารับประทาน กรรมวิธีกลับเป็นของไช่ไฉ่เจ็ก
...ไช่ไฉ่เจ็กที่ยอมสละชีวิต หวังให้เขากับเม่งไอ่ซีเข้าสู่เทียนมึ้งเก็ง ทั้งสามารถครองคู่อยู่ร่วม ทั้งส่งคืนเขากลับสู่รากเหง้าตน...
ค่ำคืนที่ซุนเซ่งเง็กบุกรุกน่ำไฮ้ก่า ไช่ไฉ่เจ็กกำนัลเต็งลั่งมีดหนึ่ง ตัวท่านยังสาหัสยิ่งกว่า เต็งลั่งเมื่อโอบอุ้มท่านจากมา เสาะหาสถานที่หนึ่งถ่ายทอดพลังต่อท่าน ทว่าตนเองเสียทั้งเลือดเนื้อกำลัง ลมปราณมิได้ปะติดปะต่อ ยามถ่ายทอดพลังรักษา โลหิตไหลเวียนผิดทาง คนกลับสิ้นสมประดีไป ยามฟื้นคืนตื่นมา พบว่าไช่ไฉ่เจ็กเสียชีวิตแล้ว...
...ท่านแม้เสียชีวิต สองแขนยังโอบกอดเขา คิดใช้ความอุ่นที่ใกล้ดับหายของตนขับไล่ความเย็นในกายเขา...
เต็งลั่งพอลืมตาขึ้นในตอนนั้น ก็ใคร่คิดให้ตนเองหลับไหลไปตลอดกาล...บาดแผลบนร่างที่ลึกเกือบถึงหัวใจ ยังไม่เจ็บปวดเท่าในหัวใจ
เขาฝังไช่ไฉ่เจ็กบนเนินเขาแห่งหนึ่ง จากนั้นมิทราบตนเองทำกระไรบ้าง เดินทางสู่ที่ใด พบพานผู้ใด กระทั่งรับประทานสิ่งใด...
...กว่าจะรู้ตัว...เต็งลั่งก็ล้มลงแล้ว...
เขาย่อมมิทราบ ตนเองยามเลื่อนลอยสับสน ถึงกับเดินเรื่อยเปื่อยสามวันสามคืน อาหารมิได้ตกถึงท้อง บาดแผลยังมีโลหิตหลั่งไหล ยามล้มลงพลันได้คิด ตนเองมิอาจตกตายเช่นนี้
...เม่งไอ่ซีรอคอยเขาอยู่ที่เทียนมึ้งเก็ง โอ้วเจ่กเจ็กที่ฮวงจึงบาดเจ็บสาหัส ยามนี้มิทราบเป็นอย่างไร ยังเป็นห่วงเล้งอิกที่สัตย์ซื่อไร้เล่ห์เหลี่ยม...
...ดังนั้น เต็งลั่งพลันปลุกปลอบตนเองให้มีชีวิตอยู่...
เขาในตอนแรกคิดเดินทางสู่ฮวงจึง ทว่าคนที่อ่อนล้า ระหว่างทางยังต้องเสาะหาสถานที่พำนัก
ผู้คนของเทียนมึ้งเก็งอาจบางทียังกระจายอยู่ เงื่อนงำยังมิกระจ่างแจ้ง มิทราบไหนดีไหนร้าย เต็งลั่งแม้บาดเจ็บสาหัสยังมีสติ เสาะหาผู้คนที่เชื่อถือได้...
เขาคราวก่อนสอดมือช่วยเหลือเถ้าแก่เนี้ย ระหว่างทางไปฮวงจึงต้องผ่านเฮียงเทียนเล้า ดังนั้นลอบเร้นเข้ามา...
เต็งลั่งที่มีจมูกไว ประสาทสัมผัสลึกซึ้ง พบพานเถ้าแก่เนี้ยหนึ่งครั้ง ดูออกว่านางภายนอกคล้ายใจอย่างปากอย่าง หนำซ้ำเค็มอย่างยิ่ง ยามยิ้มแย้มต่อท่าน ยังนึกไปถึงเงินทองในกระเป๋าท่าน ทว่าเขาเคยเห็นน้ำตานาง น้ำตาที่กลั่นจากหัวใจของนาง...
สัญชาติญาณของเต็งลั่งมิได้ผิด ดังนั้นเขาได้รับการปรนนิบัติอย่างดี ร่างกายที่อ่อนระโหยก็ฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
เวลาเที่ยงวัน...
เปลวแดดแผดจ้า สายลมกลับเจือด้วยไอเย็น...
เต็งลั่งยังนอนอยู่บนเตียง เมื่อครู่หลับไปตื่นหนึ่ง เช้านี้เขารับประทานได้มาก รู้สึกร่างกายแข็งแรงขึ้น...
ในมือเต็งลั่งยังมีเศษผ้าชิ้นนั้น บนเศษผ้ามีคราบเกรอะกรัง ที่แท้เป็นคราบโลหิต...
โลหิตเป็นของไช่ไฉ่เจ็ก เศษผ้าก็ตัดมาจากเสื้อของท่าน...
เต็งลั่งผุดลุกขึ้นนั่ง พอดีลมพัดเข้ามาวูบหนึ่ง รู้สึกหนาวอยู่บ้าง เขายามนี้สวมเพียงเสื้อผ้าเนื้อบาง เหลือบดูข้างเตียงเห็นเถ้าแก่เนี้ยจัดวางอาภรณ์เตรียมไว้ ต้องลุกขึ้นหยิบมาสวมใส่...
เถ้าแก่เนี้ยย่อมเป็นสตรีละเอียดอ่อนนางหนึ่ง เต็งลั่งมิใช่กงจื้อสำรวย เสื้อผ้าที่นางสั่งตัดเย็บก็มิได้ใช้แพรไหม เพียงใช้ผ้าฝ้ายฟอกอย่างดี ตัดเย็บอย่างประนีต กระทั่งถุงเท้ารองเท้าก็สังเกตสังกา ซื้อหามาแบบเดียวกับที่เขาเคยใช้...
เต็งลั่งมาตรว่าบาดแผลยังไม่สมาน ยามนี้กลับลุกขึ้นสวมรองเท้า ยังใช้เชือกรัดแขนเสื้อดังที่เคยกระทำ ที่แท้คิดออกไปที่ด้านนอก
...เขาทราบ หลายวันมานี้ตนอ่อนแออย่างยิ่ง สภาพทางกายฟื้นฟูรวดเร็ว สภาพทางใจกลับทรุดหนัก หากยังจับเจ่าเศร้าโศก ย่อมมิเป็นผลดีต่อผู้ใด เม่งไอ่ซีที่เทียนมึ้งเก็งก็มิทราบเป็นอย่างไร ผู้คนในสถานที่นั้นใช่ปฏิบัติต่อนางดีหรือไม่...
เขาพอคิดออกไป พอดีได้ยินเสียงฝีเท้าคนผู้หนึ่ง ด้วยโสตประสาทปราดเปรียวย่อมจำแนกออก นี่จึงเป็นเถ้าแก่เนี้ยที่ยกอาหารเที่ยงมาให้เขา...
เถ้าแก่เนี้ยพอเข้ามาด้านใน ก็รีบวางถาดอาหารลงบนโต๊ะ เห็นเต็งลั่งยืนอยู่ข้างเตียง นางกลับมิได้สังเกต เต็งลั่งสวมใส่อาภรณ์เรียบร้อย นางยามนี้สีหน้ามีแววห่วงพะวง จังหวะหายใจก็เปลี่ยนแปลง เต็งลั่งย่อมสังเกตออก
นางชักชวนเต็งลั่งนั่งลง กล่าวว่า
"นี่เป็นเนื้อแพะตุ๋นเครื่องยา ในเนื้อมีไขมันแทรกเป็นสาย รับประทานให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย หมั่นโถวก็เพิ่งสุกจากเตา ชามนี้เป็นบะหมี่..."
นางว่ากล่าวไม่ทันจบคำ เต็งลั่งพลันแตะที่แขนนาง กล่าวว่า
"ท่านพลันไปมีเรื่องราวใด"
เถ้าแก่เนี้ยหันรีหันขวาง มิปรารถนาเอ่ยอันใดออกมา เต็งลั่งต้องถามซ้ำอีกครา นางจึงถอนใจกล่าวว่า
"เมื่อครู่ในร้านข้าพเจ้ามีผู้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามา... เป็นบุรุษสตรีจากเก้าฮุ้นเก็ง"
เต็งลั่งร้องอ้อคำหนึ่ง สีหน้ามิได้แปรเปลี่ยน ทว่าในใจคุ่นคิด...
คนของเก้าฮุ้นเก็งที่พบเจอเมื่อคราวก่อน คล้ายมุ่งเดินทางไปยังฮวงจึง มิทราบไฉนพลันมาปรากฏกายขึ้นอีก ที่ฮวงจึงใช่เกิดเรื่องราวใดหรือไม่
...คนไวกว่าความคิด เถ้าแก่เนี้ยเพิ่งลงมือตักข้าวทัพพีแรก เต็งลั่งตรงหน้าก็อันตรธานไปราวสายลมหอบหนึ่ง...
ยามเที่ยงผู้คนจอแจ เฮียงเทียนเล้าก็คึกคักเช่นทุกวัน...
เต็งลั่งพอออกจากเคหสถานของเถ้าแก่เนี้ย ก็ทะยานลัดเลาะตรอกซอกซอยน้อย พอดีเห็นคนลากรถผ่านมาคันหนึ่ง ต้องรีบเข้าไปเจรจา ขอเช่ารถนั้นสักครึ่งวัน คนลากรถก็ดีใจแทบตาย รถลากของมันเก่าคร่ำคร่า ไม้ผุแทบไม่เป็นชิ้น หากคนอ้วนใหญ่ขึ้นไปนั่ง น่ากลัวยังไม่ถึงที่หมายก็พังทลายลงมา ตัวโง่งมผู้นี้กลับจ่ายถึงห้าตำลึง ขอยืมรถไปลากเล่นดังทารก หากมิใช่ปัญญาอ่อนก็ต้องสติวิปลาศ ดังนั้นรีบรับเงินทองอย่างเร่งร้อน มิเพียงแถมหมวกเก่าให้ใบหนึ่ง ยังช่วยผลักดันรถไปให้พ้นชายคา เกรงตัวคลุ้มคลั่งนี้เปลี่ยนใจ...
เต็งลั่งพอได้รถลาก เห็นที่ข้างทางมีคนนอนแผ่อยู่บนพื้น กลิ่นสุรายังคละคลุ้ง น่ากลัวเป็นขี้เมาผู้หนึ่ง กระทั่งเที่ยงวันยังราดรดสุราเข้าท้อง ดังนั้นตัดสินใจ พาไหสุรานี้ท่องเที่ยวชมเมืองสักครา
...เขายกขี้เมานั้นขึ้นนั่งบนรถ จัดแจงท่าทางให้อย่างดี จากนั้นลากออกไปที่ถนน ผ่านผู้คนสัญจรไปมา เมืองแห่งนี้เป็นทางผ่าน ทั้งยังมีท่าเรือ ดังนั้นมีการค้าขายคึกคักแต่เช้าจรดเย็น...
เต็งลั่งลากรถมาจนถึงหน้าเฮียงเทียนเล้า จำเพาะหยุดลงที่ร้านตรงข้าม เห็นคนเข้าแถวเรียงราย รอซื้อขนมเกาเหลียงที่หวานฉ่ำ ต้องรีบลากรถเข้าไปต่อแถว ทว่ายามมีผู้ใดมาต่อท้าย ยังเอื้อเฟื้อให้ไปยืนหน้าเขา พาลได้รับคำชมมากหลาย สตรีชรานางหนึ่งเห็นเต็งลั่งตากแดดจนหน้าแดง ยังให้พุทราเชื่อมแก่เขาห่อหนึ่ง...
เต็งลั่งที่ต่อแถวซื้อขนม สายตากลับจับจ้องไปที่เฮียงเทียนเล้า
เห็นโต๊ะด้านหน้ามีบุรุษชุดดำห้าคน สตรีชุดเขียวสี่คน บุรุษสะพายกระบี่ฝักสีดำ สตรีสะพายกระบี่ฝักสีเขียว เป็นเก้าวิญญาณดังที่เถ้าแก่เนี้ยบอกกล่าวมิผิด...
เก้าฮุ้นเก็งเป็นสำนักเที่ยงธรรมแห่งหนึ่ง ยามทุกสำนักประสบภัย น่ากลัวพวกเขาก็เกิดเรื่องด้วย ดังนั้นคราวก่อนจึงคิดไปเยือนฮวงจึง ทว่าบัดนี้พลันย้อนกลับมา มิทราบพบพานเล้งอิกแล้วหรือไม่...
เต็งลั่งย่อมมิทราบ เล้งอิกเดินทางสู่เทียนไล้กัง หมายพบพานมารดาเขา พวกเก้าวิญญาณที่ออกติดตามไป มิเพียงพบพานเล้งอิก ยังประมือหมายคร่าชีวิตเขา ชักนำเภทภัยจากจูเพ่งเอ็งมาสู่เขา
...พวกเขาที่เดินทางกลับมาครานี้ ยังมีเป้าหมายอยู่ที่ใด...
เต็งลั่งเอนนั่งบนล้อรถลาก ตั้งใจรอจนเก้าวิญญาณอิ่มหนำสำราญ เดินทางออกจากเฮียงเทียนเล้า ค่อยเข้าไปถามไถ่เรื่องราว...
คนรอคอยจนถึงคิวซื้อขนม ได้มาสิบอันรับประทานอย่างหิวโหย นึกถึงเมื่อครู่เถ้าแก่เนี้ยมีเนื้อแพะตุ๋นเครื่องยา ยังมีบะหมี่ลวกสุกใหม่ ต้องนึกด่าตัวเองไฉนรีบร้อนออกมา สตางค์ในถุงไถ้เหลืออีกไม่มาก นี่ย่อมเป็นเม่งไอ่ซีกำนัลให้ น่ากลัวตนยังต้องรับจ้างลากรถที่เช่ามาสักหลายรอบ หาเงินทองฆ่าเวลาสักครู่
...ยังไม่ทันโอบอุ้มขี้เมานั้นลงข้างทาง ที่หางตาพลันเหลือบแลเห็นคนสองคนที่หัวมุมถนน ต้องรีบก้มหน้าแบกขี้เมาที่เหม็นสุราคละคลุ้ง ทำทีเป็นเดินส่ายโงนเงน...
เห็นผู้มาเป็นบุรุษสะพายกระบี่สองคน หนึ่งอาภรณ์ม่วง หนึ่งอาภรณ์แดง ใบหน้ายังอยู่ในวัยฉกรรจ์ ผมเผ้าหนวดเครากลับเป็นสีเงินยวง
...ที่แท้เป็นซังแชเกี่ยมแขะ (อาคันตุกะกระบี่ดาวคู่) ที่เต็งลั่งเคยพบพานสองครา หนแรกเมื่อเขาช่วงชิงเม่งไอ่ซีจากงึ่นแชฮูหยิน หนที่สองย่อมเป็นที่น่ำไฮ้ก่า...
ซังแชเกี่ยมแขะเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง ยามนี้กลับปรากฏกายขึ้นกลางร้านตลาด พวกเขามีฝีมือมิใช่ชั่ว มิทราบเทียบกับพวกเก้าฮุ้นเก็งแล้วเป็นเช่นไร...
เต็งลั่งพลันรู้สึกมิค่อยสบาย เก้าฮุ้นเก็งเป็นแนวร่วมของสำนักใหญ่ ย่อมเป็นมิตรกับฮวงจึง ทว่าซังแชเกี่ยมแขะที่เป็นพวกเทียนมึ้งเก็ง ยังมีความเกี่ยวพันกับญาติพี่น้องฝ่ายบิดาตน หากพวกเขาทราบความเป็นมาของอีกฝ่าย ใช่คิดเข่นฆ่าสังหารกันหรือไม่
...คิดดังนี้พลันพักเรื่องลากรถหาเงินทองไว้ชั่วคราว แบกขี้เมานั้นวางกลับไว้บนรถ นั่งลงจิบชาที่เจ้าของร้านขนมกำนัลให้ หมายใจรอดูสถานการณ์
ซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องพอเดินมาถึงเฮียงเทียนเล้า ก็ก้าวขึ้นบันได ตรงปรี่ไปยังโต๊ะของเก้าวิญญาณ
เต็งลั่งส่ายหน้าไปมา คนจากสองสำนักนี้เมื่อพบเจอกัน ย่อมมิใช่คิดดื่มสุราสนทนา ตนยังมิทันเสาะหามุมนั่ง หวังเห็นภาพด้านในชัดเจน พอดีได้ยินเสียงดังเคร้ง กระบี่สิบเอ็ดเล่มชักออกโดยพร้อมเพรียง เล่มที่อยู่ในมืออั่งแชซิงแซยังฟันโต๊ะไม้ขาดสะบั้น ถ้วยชามตกลงแตกกระจาย...
ผู้คนในเฮียงเทียนเล้าแตกตื่นหลบหนี กระทั่งพ่อครัวที่ผัดผักค้างอยู่ยังถือกะทะตะหลิววิ่งออกมา เต็งลั่งยามนี้นึกห่วงใยเถ้าแก่เนี้ย หวังว่านางยังอยู่ที่ห้องหับด้านใน อย่าได้กลับเข้ามาในเหลาชั่วคราว
...เห็นเงาสีเขียวถลันวาบเป็นสาย กลุ่มสตรีของเก้าฮุ้นเก็งพลันทะยานออกมาด้านนอก ยืนหยัดบนพื้นถนน ผู้คนบริเวณนั้นบ้างเตลิดหนีบ้างแอบซ่อน คิดใคร่ชมดูหมัดมวยไม่เสียเงินทอง
เต็งลั่งอาศัยความชุลมุน สะกิดเท้าพุ่งปราดเข้าในเหลา จับจองโต๊ะเก้าอี้หนึ่งอย่างสบายใจ ยามนี้กลุ่มบุรุษของเก้าฮุ้นเก็งก็ถลันออกไปด้านนอก ซังแชเกี่ยมแขะย่อมตามติดออกไป เห็นเก้าวิญญาณตั้งท่ารับเป็นกระบวน ท่าทีสุขุมเยือกเย็น พวกเขามีเก้าคนย่อมได้เปรียบมากหลาย ซังแขเกี่ยมแขะสองพี่น้องที่ดื้อรั้นทรนง มิทราบตระเตรียมรับมืออย่างไร...
ยามจับตามองพลันได้ยินเสียงผิดปกติที่ด้านหลัง ที่แท้ยังมีคนผู้หนึ่งตกค้างอยู่ในครัว เต็งลั่งพอปราดเข้าไปดู พบคนร่างอ้วนใหญ่นอนคว่ำอยู่บนพื้น น่ากลัวเมื่อครู่ตื่นตระหนกจนเป็นลม พอมองถนัดชัดตาพลันพบว่าเป็นเนียบปุ๊ยเอง...
เนียบปุ๊ยมาตรว่ามิเคยเห็นหน้าเต็งลั่ง เต็งลั่งกลับเคยเห็นเขา ทุกเช้าเนี้ยบปุ๊ยซื้อข้าวของเข้าไป ยังรับเสื้อผ้าเขาออกมาซักล้าง เต็งลั่งล้วนได้ยินเสียงฝีเท้า ยามนี้เห็นเขานอนพังพาบหมดท่า สีกายซีดเผือดราวปลาตาย คนน้ำหนักมากปานนั้น ยามล้มลงอาจบางทีมีที่ใดแตกหักเสียหาย เต็งลั่งต้องรีบพยุงขึ้น เนียบปุ๊ยที่ใหญ่โตราวโคหนุ่มกลับคล้ายเช่นหมอนยัดนุ่น เต็งลั่งพลันยกถือติดมืออย่างง่ายดาย...
เนียบปุ๊ยพอหายใจสะดวกก็ลืมตาตื่น เห็นบุรุษหนุ่มใส่หมวกเก่าคร่ำคร่า ดวงตาสุกใสคมคายจ้องมองมาที่เขา ต้องรีบกระถดกายออกห่าง วันนี้มีผู้คนถือกระบี่ยาวบุกขึ้นเฮียงเทียนเล้า มิทราบไหนดีไหนร้าย ยังคงต้องระวังไว้ก่อน
...กายกระเถิบหนี ปากก็พึมพัมว่า
"อย่าได้ทำร้ายข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเป็นเพียงมดแมลง"
เต็งลั่งอดมิได้ต้องหัวร่อขึ้น กล่าวว่า
"ท่านหากเป็นมด เราน่ากลัวเป็นไรน้อยตัวหนึ่ง"
ยามนี้คว้าจับเนียบปุ๊ยกลับมาอีกครา ชี้ไปบนเสื้อที่ตนสวมใส่ กล่าวว่า
"ดู ดู เสื้อนี้ท่านใช่เคยซักล้างมาหรือไม่"
เนียบปุ๊ยยามประหวั่นลนลานยังรู้จักสังเกต อาภรณ์ฝ้ายสีทรายเหลืองนี้ ตนย่อมเคยซักล้างมากับมือ ยามนี้พลันนึกขึ้นได้ เบิกตามองหน้าเต็งลั่ง กล่าวว่า
"ท่าน... ท่านคือ... อาคันตุกะพิเศษของเถ้าแก่เนี้ย?"
|