เต็งลั่งยังมิทันตอบคำ ได้ยินเสียงหนึ่งพุ่งฝ่าอากาศมา ต้องรีบจับเนี้ยบปุ๊ยมุดเข้าใต้โต๊ะ ยามชำเลืองมองเห็นเป็นเงาร่างสีม่วง จี่แชซิงแซควงกระบี่ถี่ยิบ ที่ติดตามเข้ามาคือสามซือเฮียตี๋ในเก้าวิญญาณ ประกายกระบี่ปะทะกันแปลบปลาบ จี่แชซิงแซทางหนึ่งปัดป่ายกระบี่ อีกทางกลับใช้พลังฝ่ามือฟาดฟันโต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด ทั้งยังบังคับเศษข้าวของแตกหักให้ร่อนขึ้นใส่คู่ต่อสู้ ก่อกวนจนผู้คนของเก้าวิญญาณเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
...เต็งลั่งต้องนึกชมเชยซังแชเกี่ยมแขะสองพี่น้องในใจ แนวทางกระบี่เก้าฮุ้นเก็งเน้นความสงบเยือกเย็น กระบวนท่าตั้งรับเป็นเลิศ จี่แชซิงแซกลับกระตุ้นความโกรธาของพวกเขาออกมา กลายเป็นเร่งร้อนคิดใคร่เผด็จศึก เยี่ยงนี้จึงลดทอนอานุภาพของตนเอง หนำซ้ำแยกเป็นสองทาง กอกอพัวพันที่ด้านล่าง ตี่ตี๋หลอกล่อที่ด้านบน เก้าวิญญาณจึงมิอาจตั้งเป็นค่ายกล

เห็นพวกเขารุกไล่กันมาทางที่ตนกับเนียบปุ๊ยหมอบอยู่ ต้องสวมกอดเนียบปุ๊ยแนบแน่น พากันกลิ้งออกมาอีกทาง ผู้ที่ไม่ทราบเรื่อง ยามเห็นภาพเบื้องหน้ายังเข้าใจว่าเป็นเนียบปุ๊ยโอบอุ้มเต็งลั่ง
...เสียงโครมครามดังขึ้นใกล้ตัว จี่แชซิงแซกลับพลิกเปลี่ยนทิศทาง ทุ่มโต๊ะตัวหนึ่งปะทะเข้ากับผนัง เปิดช่องทางผ่านครัวเป็นรูขนาดใหญ่ เนียบปุ๊ยพอเห็นเข้าถึงกับเป็นลมไปอีกครา เต็งลั่งต้องร้องแย่แล้วในใจ มิทราบเถ้าแก่เนี้ยครานี้ต้องทุ่มอัฐซ่อมแซมมากเท่าใด ตนยามนี้ตกลงใจ หากไปเทียนมึ้งเก็งรับเม่งไอ่ซีออกมา ยังคงบอกผู้คนที่นั้นให้ชดใช้...

จี่แชซิงแซยามได้เปรียบ ครุ่นคิดหาทางตัดกำลังฝ่ายตรงข้าม ในสามคนที่ประมือกับเขา ผู้ที่ไว้หนวดร่างกายเตี้ยเล็กมีฝีมืออ่อนด้อยที่สุด ได้แต่กำจัดผู้นี้ก่อน ทอนกำลังคู่ต่อสู้ที่เริ่มเปะปะผิดแนวทาง ข่มขวัญมิให้เป็นกระบวน...
พวกเขาสองพี่น้องความจริงติดตามคนของเทียนมึ้งเก็งออกมากระทำเรื่องหนึ่ง ทว่าคนฝึกกระบี่จนคลั่งไคล้ พอได้ยินว่าเก้าวิญญาณที่มีเพลงกระบี่เป็นเลิศปรากฏขึ้นในเมืองนี้ ยังลอบทิ้งขบวนมาประลองฝีมือ ตั้งใจว่าเสร็จสิ้นเรื่องนี้จะขอขมาต่อยี่เก็งจู้ ยินยอมรับโทษทัณฑ์ไม่บิดพลิ้ว

คนพอตัดสินใจ กระบี่ไวแทงปราดเข้าใส่บุรุษร่างสูงที่ลงมือหนักหน่วงที่สุด นี่ย่อมเป็นการฉุดดึงหลอกล่อ ได้ยินเสียงซือเฮียตี๋อีกสองคนร่ำร้องพร้อมกันว่า
"ตั่วซือเฮีย ระวัง"
ที่แท้บุรุษร่างสูงนี้คือโป่วคึ่งที่เคยนำพี่น้องประมือกับเล้งอิก เขายามนี้โดนบุกจู่โจม ต้องถอยร่นมาที่เบื้องหลัง เห็นเจ้าเด็กชุดม่วงฟาดฟันกระบี่เฉียงๆ กลับมิได้หันหน้าเข้าปะทะตนโดยตรง ยามนี้ได้คิดว่าผิดท่า พอดีหลังปะทะชนผนังด้านหนึ่ง จี่แชซิงแซก็เสือกกระบี่เข้ามา ซือตี๋อีกสองคนของโป่วคึ่งเกรงกลัวตั่วซือเฮียพลั้งมือ ลนลานถลันเข้าใส่อย่างไม่คิดชีวิต
...ยามร้อนรนย่อมเปิดช่องว่าง จี่แชซิงแซอาศัยจังหวะนี้พลิกกายกลับมา เขาที่ท่าร่างรวดเร็วกว่า กระบี่ที่ใช้ก็เน้นความไว ยามปะทะในที่จำกัดย่อมได้เปรียบ มาตรว่าเป็นสามกลุ้มรุมหนึ่งยังสามารถหาช่องทางเอาชัย ได้ยินเสียงกอกอที่ด้านล่างกู่ร้องเป็นสัญญาณ เป็นที่รู้ระหว่างกันว่ายังสามารถรับมือ จิตใจยิ่งฮึกเหิม คนพอถีบร่างกลับมา กระบี่ก็เสือกปราดเข้ากลางทรวงอกของซือตี๋เก้าวิญญาณที่เตี้ยเล็กผู้นั้น

กระบี่เพิ่งสะกิดผิวเนื้อได้เพียงหุนเดียว ร่างซือตี๋ผู้นั้นกลับโดนวัตถุสิ่งหนึ่งกระทบอย่างแรง ที่เมื่อครู่พุ่งตรงเข้ามาช่วยตั่วซือเฮีย กลับกลายเป็นหล่นร่วงไปทางขวา คล้ายดั่งโดนมรสุมหอบใหญ่พัดพา รอดพ้นคมกระบี่ไปได้อย่างหวุดหวิด จี่แชซิงแซงงงันวูบ มิทราบเป็นเรื่องราวใด ยามนี้เสียจังหวะมิอาจติดตามต่อ พอดีโป่วคึ่งตั้งหลักได้ โผนเข้ามารุกไล่เขาอีกครา...
จี่แชซิงแซที่อยู่ในภาวะติดพัน ย่อมมิมีเวลาสังเกต วัตถุที่ลอยวูบมานั้นคือขาเก้าอี้ตัวหนึ่ง...

...เขายิ่งมิอาจรู้ ผู้ที่ส่งขาเก้าอี้มากำนัลย่อมเป็นเต็งลั่ง...

เต็งลั่งนอนอยู่ใต้ร่างเนียบปุ๊ย ดีที่คนผู้นี้รักสะอาด วันหนึ่งอาบน้ำสามครั้ง เต็งลั่งที่ซุกศีรษะอยู่ใต้ซอกคอเนียบปุ๊ยยังสามารถทนทานได้ เขาเมื่อครู่ยามลงมือ รู้สึกเจ็บในทรวงอก บาดแผลภายในยังไม่สมานสนิท ความจริงไม่สมควรใช้กำลังแม้แต่น้อย ทว่าเมื่อครู่หากจี่แชซิงแซใช้กระบี่ออกจนสุดแขน ซือตี๋เก้าวิญญาณผู้นั้นย่อมมิอาจมีชีวิตรอด ในภาวะตึงเครียดเช่นนี้ หากเกิดรอยบาดหมางยังคล้ายโยนฟืนเข้ากองไฟ ได้แต่ยื่นมือเข้าช่วยสักครา ในใจยังคิด...คราวหน้าต้องเรียกเก้าวิญญาณเลี้ยงอาหารตนกับเนียบปุ๊ยรอบหนึ่ง...

ขณะครุ่นคิด มิทราบสามารถหยุดศึกครั้งนี้อย่างไร พลันได้ยินเสียงดังฟึบ ที่ถนนด้านล่างปรากฏควันสีเขียวพวยพุ่งขึ้น โป่วคึ่งซือเฮียตี๋พอเห็นควันนั้นพลันมีสีหน้าซีดเผือด จี่แชซิงแซก็ชะงักวูบหนึ่ง มิทราบเกิดเรื่องราวใด ยังมิทันที่ผู้ใดจะทราบความ โป่วคึ่งพลันถีบเท้าทะยานขึ้น กู่ร้องว่า
"พวกเราไป"
จี่แชซิงแซสองพี่น้องย่อมไม่ยินยอม ได้แต่โผนโจนติดตามไป เต็งลั่งยามนี้รีบมุดออกจากร่างเนียบปุ๊ย คลายใจไปเปลาะหนึ่ง...
เก้าวิญญาณที่ฝีมือสูสีกับซังแชเกี่ยมแขะ หากแต่มีสติปัญญาเป็นรอง ต่อสู้สืบไปอาจบางทีเพลี่ยงพล้ำ ล้มตายทีละคนราวใบไม้ร่วง แต่ทว่ายามนี้คิดหลบหนี อาศัยท่าร่างที่เลื่องลือ ยังคงสามารถหลุดรอดได้อยู่...
...เพียงแต่มิทราบ ควันสีเขียวนั้นเป็นสัญญาณใด ที่น่าสนใจใคร่รู้ยิ่งกว่า คือผู้ใดเป็นผู้จุดควันนั้น...

คนเพิ่งโผล่พ้นร่างเนียบปุ๊ย พลันรู้สึกผิดท่า ที่ด้านหลังปรากฏรังสียะเยือก คล้ายมีดาบเล่มหนึ่งตระเตรียมฟาดฟันลงมา
...เต็งลั่งยามนี้ร่างกายไม่สมบูรณ์ ปฏิกริยาย่อมเป็นเช่นพยัคฆ์บาดเจ็บ มิเพียงไม่เชื่องช้า หากยังเคร่งเครียดดุดันกว่าเดิม...
รังสีดาบพอปล่อยออก เต็งลั่งก็หันขวับไปราวพายุหอบหนึ่ง ฟาดฝ่ามือออกปะทะเต็มแรง ใช้กำลังถึงเจ็ดส่วน พลังที่เปล่งออกเป็นอานุภาพของเซียนไล้จี้ (ดรรชนีเทพย่างกราย) กระบวนท่ากลับเป็นหนึ่งในค้วงโฮ้ว (พยัคฆ์คลั่ง) ของฮวงจึง...
ควรทราบ เต็งลั่งมิได้รับการถ่ายทอดฝีมือโดยตรงจากผู้หนึ่งผู้ใด ที่ฝึกมาได้ล้วนเป็นตัดกิ่งหลิวต่อต้นปัง ในเพลงกระบี่ยังมีเพลงหมัด ต่อยตีมือเปล่ายังย่างเท้าราวถือทวน วิชาที่ใช้คล้ายสับสนยุ่งเหยิง กลับกลายเป็นอานุภาพพิเศษพิสดาร เล้งอิกเม่งไอ่ซียามรวมกำลังกลุ้มรุม คนปวดศีรษะแทบตายยังมิอาจเอาชัย...

พลังสองสายปะทะกันเต็มแรง ฝ่ามือของเต็งลั่งฟาดรังสีดาบนั้นสลายไป เห็นที่อยู่ตรงหน้ายืนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง
...คนใส่อาภรณ์สีเขียวหม่น กลิ่นสุรายังคละคลุ้ง...
เต็งลั่งเบิกนัยน์ตากลมกว้าง นี่มิใช่ขี้เมาที่เขาพาลากรถชมเมืองดอกหรือ...

ขี้เมาที่มีรังสีดาบนั้นพลันแย้มยิ้มขึ้น คนผู้นี้ผมเผ้าหงอกขาว ใบหน้าเหี่ยวย่น นัยน์ตากลับสดใสยิ่ง
เขาก็มองดูเต็งลั่ง รังสีดาบยามนี้สลายคลาย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ทารกของเจ็งไฮ้ มีสองเป็นเลิศทั้งสอง เทียนมึ้งเก็งภูมิใจในสายเลือดบุตรหลาน ย่อมมิได้คุยโอ่ประโคม"
เต็งลั่งยิ่งงุนงงจนชะงัก มิทราบชายชราที่อยู่เบื้องหน้าเป็นผู้ใด ตนเมื่อครู่ยังแบกเขาเล่นราวเป็นสิ่งของ หากเมื่อครู่เขาลงมือ ตนไยมิใช่ไปพบยมบาลแล้ว... คิดถึงตรงนี้พลันดีใจที่รับประทานขนมเกาเหลียงเลื่องชื่อไปหลายอัน ไม่ต้องหิ้วท้องลงสู่ปรโลก...

ชายชราเห็นเต็งลั่งบัดเดี๋ยวเคร่งเครียดบัดเดี๋ยวยิ้มแย้ม กลับมิได้ถามไถ่ตนเป็นผู้ใด รู้สึกเด็กน้อยนี้เล่นยากยิ่ง ยามนี้หันหลังตระเตรียมจากไป เต็งลั่งพลันร้องขึ้นว่า
"ท่านคิดไป?"
ชายชราก็หันกลับมา กล่าวว่า
"เราหมดเรื่องราวย่อมต้องไป"
เต็งลั่งส่ายศีรษะ ทำสีหน้าว่าไม่ถูกต้อง กล่าวว่า
"ท่านเพียงมาปล่อยรังสีดาบฟาดฟันเรา พอไม่ประสบผลก็คิดหลบลี้หนีหน้า ถึงกับไม่กำนัลขนมปลอบขวัญ"
ชายชราไม่คิดต่อปากคำ กล่าวว่า
"เราทราบว่าเจ้าเป็นผู้ใด ทว่าเจ้ามิคิดทราบเราเป็นผู้ใด เรายังคงรีบไป"
เต็งลั่งมองดูชายชราขึ้นๆ ลงๆ กล่าวว่า
"เรามิใช่ไม่คิดทราบนามท่าน เพียงแต่คาดเดา มาตรว่าเราถามไถ่ไป ท่านยังคงไม่ยินยอมบอกเล่า เราปีนี้พบพานผู้คนประหลาดมากหลาย สมองยังพองโต ดังนั้นไม่คิดตอแยคนร้ายกาจเช่นท่าน"

ชายชรานั้นหัวร่อฮาฮา ยามนี้เลียนเยี่ยงเต็งลั่ง มองดูเขาขึ้นๆ ลงๆ พลางกล่าวว่า
"เราเมื่อครู่หากลงมือประสบผล นางน่ากลัวร่ำไห้หัวใจสลาย"
เต็งลั่งยิ่งรับฟังยิ่งสงสัย คนผู้นี้เมื่อครู่เอ่ยนามบิดาเขา แสดงว่าล่วงรู้ชาติกำเนิดเขา มิทราบเกี่ยวพันอันใดกับเทียนมึ้งเก็ง อาจบางทีเป็นผู้ใดผู้หนึ่งของน่ำก่า ยามนี้กลับเอ่ยถึงสตรีนางหนึ่ง เต็งลั่งได้แต่ครุ่นคิด หากเขาตายยังมีสตรีนางใดร่ำไห้จนหัวใจสลาย นับไปนับมาคล้ายมีหลายนางยิ่ง เรื่องปวดศีรษะเช่นนี้ตนย่อมไม่พอใจเล่น ดังนั้นกล่าวว่า
"ท่านคิดบอกอันใดก็บอก เรื่องใดไม่คิดบอกก็อย่าได้ทิ้งปริศนา เราผู้นี้ยังเจ็บป่วย อารมณ์ฉุนเฉียวง่ายดายยิ่ง"
ชายชรานั้นมองดูเต็งลั่งไม่วางตา พอดียามนั้นผู้คนเริ่มหายตระหนกตกใจ พากันออกเดินแลดูที่เกิดเหตุเมื่อครู่ กระทั่งเจ็ดแปดมือปราบยังวิ่งมาจากที่ไกล เขาพลันหยิบฉวยไหสุราที่วางอยู่บนโต๊ะ กล่าวกับเต็งลั่งว่า
"เจ้าเข้าใจเรามิยินยอมบอกชื่อแซ่? เราผู้นี้ไหนเลยหวั่นเกรงผู้อื่นทราบนาม บอกต่อเจ้า เรามีนามยิ่งใหญ่ว่า..."
วาจายังมิทันกล่าวเสร็จสิ้น ยกไหสุราขึ้นเทลงคอ เต็งลั่งก็รอคอยอย่างสงบ ชายชรานั้นพอดื่มสุราหนำใจก็ทิ้งไหสุราลงพื้น ป้องปากกระซิบว่า
"...เราแซ่จู เรียกว่าไต่ลุ้ย"

ขาดคำทะยานกายขึ้น เต็งลั่งกลับมิยินยอม กระโจนติดตามไม่ลดละ ชายชรานั้นคล้ายคิดประลองความเร็วกับเขา ร่างเหินขึ้นราวไร้น้ำหนัก กระทั่งหลังคาที่ห่างกันเจ็ดแปดยิ่ม* เขาเพียงสะกิดเท้าแผ่วเบาก็พุ่งถึงอย่างง่ายดาย...
คนพอจวนถึงนอกเมืองพลันหยุดกายลง หันมากล่าวว่า
"อย่าได้ติดตามเราแล้ว เราผู้นี้มีธุระสำคัญ"
เต็งลั่งก็หยุดยั้งลงเช่นกัน ส่ายหน้ารำคาญใจ ตอบกลับไปยืดยาวว่า
"เราไหนเลยคิดติดตามท่าน เพียงติดตามเงินทองให้เถ้าแก่เนี้ย ท่านเมื่อครู่ดื่มสุราของนาง ยามนี้รีบจ่ายมา ยังมี... ค่าจ้างลากรถชมเมืองคิดเพียงห้าตำลึง เราทำการค้าไม่หวังกำไร เพียงได้ค่าเช่ารถกลับคืนก็พึงพอใจยิ่ง"
ชายชรานิ่วหน้ามองเต็งลั่ง พึมพัมว่า
"นางหากทราบ เด็กผู้นี้คล้ายคลุ้มๆ คลั่งๆ มิทราบคิดร่ำไห้ฤาหัวร่อ"
ปากพึมพัม มือยังล้วงหยิบสตางค์ในถุงไถ้ ขว้างส่งให้สิบตำลึง เต็งลั่งพอรับสตางค์ก็หันหลังกลับ พุ่งปราดหายไปอย่างรวดเร็ว กลับมิได้คิดตอแยจริงๆ...

(*ยิ่มคือมาตราวัดความยาว หนึ่งยิ่มมีความยาวประมาณแปดฟุต)


เต็งลั่งย้อนกลับมายังเฮียงเทียนเล้า เห็นเถ้าแก่เนี้ยยืนร่ำไห้อยู่กับมือปราบของทางการ ยามนี้ย่อมมิอาจเข้าไปหานาง เหลียวซ้ายแลขวาเห็นเนียบปุ๊ยนั่งเก็บเศษจานชามอยู่บนพื้นโดยลำพัง กลับมิได้มีผู้ใดสนใจ ทุกผู้คนล้วนรุมล้อมอยู่ที่เถ้าแก่เนี้ย บ้างยังฉกฉวยโอกาสโขมยสุรา...

เต็งลั่งพลันปราดเข้าไปในฝูงชน เบียดกายเข้าไปหาเนียบปุ๊ย สะกิดเขาเบาๆ เนียบปุ๊ยพอหันมาเห็น "อาคันตุกะพิเศษ" ท่านนี้ก็ตกใจอย่างยิ่ง แต่คนที่ว่ากล่าวน้อย ยามแตกตื่นยังไม่ส่งเสียงออกมา เต็งลั่งล้วงหยิบเงินสิบตำลึงออกมายัดใส่มือเขา กล่าวกระซิบกระซาบว่า
"ห้าตำลึงเป็นค่าสุราของเถ้าแก่เนี้ย ข้าพเจ้าทวงถามลูกหนี้รายหนึ่งมาให้นาง อีกห้าตำลึงเป็นข้าพเจ้ากำนัลท่าน รบกวนท่านช่วยลากรถที่อยู่หน้าร้านขนมนั้นคืนสู่เจ้าของที่ตรอกเนื้อเค็ม ยังมี...ฝากขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย บอกนางว่าวันหน้าข้าพเจ้ายังจะตามทวงลูกหนี้อีกหลายราย ชดใช้นางจนครบถ้วนทุกสตางค์"

เนียบปุ๊ยที่รับคำสั่งผู้คนจนชินชา ได้แต่ผงกศีรษะหงึกหงัก ทุกถ้อยคำล้วนจดจำขึ้นใจ ยามจะว่ากล่าวขอบคุณเต็งลั่งที่กำนัลเขาห้าตำลึง คนที่อยู่เบื้องหน้าพลันหายวับไปกับตา เหลียวดูหน้าหลังมิทราบไปที่ใด ต้องรีบโขกศีรษะขอบคุณสวรรค์หลายครา วันนี้ที่รอดมา ย่อมเป็นผู้อื่นถือตนเป็นมดแมลงหวี่โดยแท้...


...ยามสุก...
บนท้องฟ้าไร้ดวงดาว จันทราก็ลี้หน้าหลบหาย...
มิหนำซ้ำลมยังแรงอย่างยิ่ง พัดพาอาภรณ์คนบนหลังอาชาปลิวไสว...

ประตูใหญ่ด้านหน้าของฮวงจึงยังคงเปิดกว้าง มาตรว่าผ่านเหตุการณ์ชวนตระหนกคราหนึ่ง ขวัญผู้คนยังมิได้ล่องลอยไป...
อาวเอี้ยงกุนควบขับอาชาผ่านประตูเข้ามา ผู้คนในฮวงจึงที่ระวังยามอยู่พลันตื่นตัว ประตูใหญ่ด้านหน้าใช้เพียงจึงจู้และอาคันตุกะผู้ทรงเกียรติ อาวเอี้ยงกุนที่ควบขับอาชาอย่างรีบร้อน ย่อมมีเรื่องราวเร่งด่วนยิ่ง...
...คนพอกระโดดลงก็ไม่รอบ่าวไพร่มารับม้า ทะยานขึ้นตึกด้านหน้าไปในฉับพลัน กระทั่งเอี้ยป้อซัวที่เป็นสหายสนิทยังไม่หยุดทักทาย...

เอี้ยป้อซัวโลดแล่นตามหลังอาวเอี้ยงกุน พวกเขาอายุห่างกันไม่มาก ยังไล่เลี่ยกับเล้งอิกเต็งลั่ง ทุกเทศกาลปีใหม่เล้งอิกกลับจากโฮ้ยเกี่ยมซัว บางคราเต็งลั่งติดตามมาพำนักด้วยหลายวัน ทารกทั้งสี่ย่อมเล่นหัวกันสนุกสนาน อาวเอี้ยงกุนที่เรียบๆ ร้อยๆ ยามผู้อื่นซุกซนก่อปัญหา ยังสามารถสงบใจช่วยแก้ไข เต็งลั่งเล้งอิกจึงรอดไม้เรียวไปได้หลายครา
...ในประดาพวกเขาทั้งสี่ อาวเอี้ยงกุนนับว่าใจเย็นที่สุด วันนี้กลับเห็นเขาเร่งร้อน ราวกับมีกองเพลิงติดตามหลัง เอี้ยป้อซัวต้องรู้สึกตระหนกอย่างยิ่ง...
เห็นอาวเอี้ยงกุนโผขึ้นตัวตึกชั้นบน มุ่งตรงไปยังห้องหับของโอ้วชี เอี้ยป้อซัวก็ถลาแล่นไป อาวเอี้ยงกุนผลักประตูเปิดออก ยังแทบชนบ่าวรับใช้ผู้หนึ่งล้มลง

อาวเอี้ยงเทียนและเตี้ยงโหวลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียง โอ้วชีที่ครึ่งนั่งครึ่งนอนอยู่บนเตียงก็แทบสำลักน้ำชา พวกท่านเพิ่งรับประทานเสร็จสิ้น ยามนี้นั่งสนทนาถึงเล้งอิกที่จากไปหลายวัน สถานการณ์ภายนอกกลับเงียบสงบมิมีใด พวกตนที่เฝ้าระวังอยู่ก็ตึงเครียดยิ่ง
...อาวเอี้ยงเทียนสะอึกกายเข้าหาบุตรชาย ถามว่า
"มีเรื่องราวใดที่เบื้องนอก"
อาวเอี้ยงกุนกลับหันไปทางเตี้ยงโหว สั่นมือท่าน กล่าวอย่างเร่งร้อนว่า
"ตั่วแป๊ะแปะท่านรีบสั่งการผู้คนทุกสังกัด กลับเข้าระวังฮวงจึง ทุกหน่วยยามต้องมีผู้คนสามคนเป็นอย่างน้อย ห้ามอยู่ลำพังเพียงผู้เดียว ศิษย์และบ่าวไพร่ให้พกชุดไฟสัญญาณถ้วนหน้า พร้อมแจ้งข่าวโดยฉับพลัน"

เตี้ยงโหวพอรับฟังก็รีบวิ่งออกไป เอี้ยป้อซัวติดตามท่านที่ด้านหลัง เขาเป็นศิษย์เอกของท่าน ทั้งยังมีสังกัดของตน ยามนี้ได้แต่รีบกระจายข่าวสั่งการ แม้ไม่ทราบ... อาวเอี้ยงกุนที่ภายนอกพบเห็นเรื่องราวใด คำเตือนบอกเหตุยังต้องรีบประกาศออกไปก่อน...
โอ้วชีพลันผุดลุกขึ้นจากเตียง ขว้างถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะคล้ายดั่งไม่ตั้งใจ ถ้วยกลับวางลงบนตำแหน่งหนึ่งพอดิบพอดี ราวกับคนฝีมือประนีตจับวางอย่างบรรจง
...อาวเอี้ยงเทียนจับไหล่บุตรชาย ถามว่า
"เจ้าใช่พบเห็นผู้คนผิดสังเกต"
อาวเอี้ยงกุนพยักหน้า กล่าวว่า
"มิเพียงพบเห็น ข้าพเจ้ายังประมือมา"
กล่าวพลางดึงปกเสื้อร่นลง เห็นที่เหนือทรวงอกมีรอยช้ำเป็นวงใหญ่ อาวเอี้ยงเทียนกับโอ้วชีร้องอุทานพร้อมกัน ทั้งสองยามนี้เพิ่งสังเกตสีหน้าอาวเอี้ยงกุน ที่หว่างคิ้วกลับเป็นสีเทาจางๆ นัยน์ตาก็มีเส้นเลือดแตกซ่าน ร่องรอยที่ทรวงอกย่อมหนักหน่วงยิ่ง ถึงกับบอบช้ำภายใน...

โอ้วชีจับสองไหล่อาวเอี้ยงกุนหันมา ถามว่า
"เจ้าประมือกับผู้ใด เขาใช้วิชาสำนักใด เจ้ารีบบอก"
อาวเอี้ยงกุนที่ทั้งบาดเจ็บทั้งเสียกำลัง หนำซ้ำควบขับอาชาแต่เช้าจรดค่ำ ยามนี้แข้งขาซวนเซ กล่าวว่า
"ที่ประมือกับข้าพเจ้าเป็นสตรีนางหนึ่ง ข้าพเจ้ามิเคยพบเห็นมาก่อน เพียงทราบนางเป็นคนของเทียนมึ้งเก็ง วิชาที่ใช้ลงมือ ยังเป็นเซียนจี้ (ดรรชนีเทพ) แขนงหนึ่ง"
...เม่งไอ่ซีจึงจู้ฮูหยินของพวกเขาเป็นคนของน่ำไฮ้ก่า วิชาในเซียนจี้ พวกเขาย่อมเคยเห็นมาหลายครั้ง เล้งอิกเองยังสามารถใช้บางกระบวนท่า...

อาวเอี้ยงเทียนพลันฉุดรั้งร่างบุตรชายกระแทกลงนั่งกับพื้น หมายใจถ่ายทอดลมปราณรักษาอาการเขา โอ้วชีก็เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เด็กผู้นี้บาดเจ็บไม่น้อย ยังเร่งกลับมาแจ้งข่าวด้วยตนเอง คิดไปคิดมา กุนยี้ที่เรียบร้อยกลับเข้มแข็งดุจซาเจ่กเจ็ก ยามร้อนใจยังรู้สึกปลาบปลื้ม
...มิคาด อาวเอี้ยงกุนที่โดนฉุดลากกลับมิยินยอมนั่งลง คนกระอักโลหิตคำหนึ่ง แข็งใจกล่าวว่า
"บิดาอย่าได้ทำเช่นนี้ ท่านหากถ่ายทอดพลังรักษาข้าพเจ้า สักครู่หากมีผู้บุกรุก พวกเราบางทีมิอาจต้านทาน"
อาวเอี้ยงเทียนได้ฟังต้องตระหนกอย่างยิ่ง บุตรชายย่อมมิเคยว่ากล่าวเกินจริง ขณะร้องเรียกบ่าวไพร่ที่ภายนอก อาวเอี้ยงกุนพลันหงายหลังล้มลง ที่แท้เลือดลมพลุ่งพล่าน ลมหายใจติดขัด โลหิตที่อัดอยู่ภายในพุ่งพรวดออกมา

อาวเอี้ยงเทียนโผเข้าอุ้มร่างบุตรชาย โอ้วชีตบโต๊ะดังปัง นึกแค้นใจที่ตนบาดเจ็บ มิอาจถ่ายทอดพลังช่วยเหลือกุนยี้ ยามวุ่นวายใจพลันกระอักโลหิตออกมา อาการบาดเจ็บภายในกลับกำเริบ อาวเอี้ยงเทียนต้องรู้สึกว้าวุ่นยิ่ง พอดีบ่าวไพร่วิ่งกรูกันเข้ามา บ้างเข้าประคองโอ้วซิงแซ บ้างวิ่งตามอาวเอี้ยงเทียนออกไปจากห้อง เห็นท่านปราดเข้าห้องพักอาคันตุกะที่อยู่ติดกัน วางร่างบุตรชายลงบนเตียง ฉีกเสื้อเขาออกอย่างเร่งร้อน มือทาบลงบนแผ่นหลัง ทางหนึ่งเกร็งลมปราณถ่ายทอดกำลังแก่เขา ทางหนึ่งหันมาทางบ่าวชายที่ติดตามมา สั่งการว่า
"เชิญเล้งจงก้วงมาให้เรา..."