เอี้ยป้อซัวใช้ผ้ายาวผืนหนึ่งรัดพันแขนเสื้อแน่นหนา บ่าวผู้หนึ่งยกน้ำชามาที่ประตู เห็นเขามีสีหน้าเคร่งเครียด กลับมิกล้าส่งเสียงเรียก
...ในประดาศิษย์เอกของซิงแซทั้งสาม เอี้ยป้อซัวว่ากล่าวน้อยที่สุด เงียบขรึมที่สุด...
เขาพอส่งหางตามาทางท่าน ขนในกายพลันลุกเกรียว คนที่คล้ายเงียบเชียบไม่มีปากเสียง กลับมีประกายตาแข็งกร้าวนัก

เอี้ยป้อซัวยามนี้ย่อมทราบแล้ว อาวเอี้ยงกุนที่เป็นทั้งศิษย์ร่วมสำนัก เป็นทั้งสหายสนิทแต่วัยเยาว์ แม้บาดเจ็บสาหัสยังเร่งขับม้าห้อตะบึง เมื่อหลายสิบวันก่อน ซาซือเจ็กโอ้วชีก็กระทำเช่นนี้ โชคดีเต็งลั่งพบท่านระหว่างทาง ยังช่วยนำส่งถึงฮวงจึง
...เขาที่มีนิสัยแข็งกร้าว ยามทราบว่ามีศัตรู ย่อมรู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิม...
...เพียงแต่ศัตรูที่มาคราวนี้ตึงมือนัก คราวก่อนยังเข่นฆ่าศิษย์รุ่นเล็กหมดสำนัก ครานี้อาวเอี้ยงกุนยังบอก ที่ประมือด้วยเป็นสตรีนางหนึ่ง อาวเอี้ยงกุนมีฝีมือมิใช่ชั่ว พวกเขาคนหนึ่งคล่องแคล่วพลิกผัน คนหนึ่งแกร่งกร่าวดุดัน ท่าร่างคนละแนวทาง แต่นับฝีมือแล้วจัดว่าอยู่ในระดับเดียวกัน กระทั่งอาวเอี้ยงกุนยังบาดเจ็บ เขาย่อมมิอาจประมาทแม้แต่น้อย...

ที่แย่คือ จึงจู้เดินทางออกนอกด่าน กลับมิได้ส่งข่าวคราวแต่อย่างใด
เต็งลั่งที่นำพาจึงจู้ฮูหยินกลับน่ำไฮ้ก่าก็พลันสาบสูญ พวกเขาที่เก่งกล้าสามารถ ทว่าในภาวะเช่นนี้ ตนย่อมอดเป็นห่วงมิได้
ซือแป๋มาตรว่ามีฝีมือเป็นเลิศ ทว่าท่านมีนิสัยอ่อนน้อม นานวันแนวทางฝีมือเน้นหนักด้านประลอง มิได้ใช้ต่อสู้เข่นฆ่า ซาซือเจ็กที่ท่องเที่ยวในบู๊ลิ้มย่อมมีฝีมือเหนือกว่า หากแต่อาการบาดเจ็บยังมิทุเลา ยี่ซือเจ็กยามนี้จึงเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด หากเกิดเรื่องร้ายขึ้น ท่านคงทุ่มเทกำลังสุดชีวิต...

...เอี้ยป้อซัวสะท้านกายเฮือกหนึ่ง ตนที่เป็นศิษย์เอกของฮวงจึง มีผู้ฝากความหวังมากมาย คืนนี้ย่อมตั้งใจทุ่มสุดชีวิตเช่นกัน...

เห็นบ่าวที่ยกน้ำชายืนเก้ๆ กังๆ อยู่ข้างประตู คนยามนี้ไม่มีจิตใจกินดื่ม ทว่ายังเอ่ยปาก
"รินให้เราจอกหนึ่งเถิด"
เขาทราบ บ่าวไพร่และศิษย์รุ่นเล็กล้วนเกรงกลัวเขา เอี้ยป้อซัวความจริงมิได้เคร่งครัดสำรวมดังท่าทีภายนอก ทว่าซือแป๋มักสอนสั่ง ปกครองคนหมู่มาก มิเพียงใช้แต่พระคุณ ยังต้องใช้พระเดช หัวหน้าสังกัดในฮวงจึงมักใจดีเล่นหัว อาวเอี้ยงกุนก็เรียบร้อยสุภาพ จึงจู้ท่านปัจจุบันสันโดษเก็บตัว เล้งจงก้วงยิ่งมายิ่งสุขภาพเสื่อมถอย ฮวงจึงที่มีผู้คนในสังกัดมากหลาย ย่อมต้องมีใครสักคนเป็นเสาหลัก...
...บ่าวนั้นพอยกน้ำชาก็รีๆ รอๆ อยู่ มิได้ล่าถอยออกไป เอี้ยป้อซัวเห็นเช่นนั้นจึงถามว่า
"ใช่มีเรื่องราวใด"
บ่าวนั้นผงกศีรษะถี่ๆ ก้มหน้ากล่าวว่า
"เมื่อครู่ที่อาวเอี้ยงซิงแซเรียกหาเล้งจงก้วง พวกท่านพูดคุยกันครึ่งชั่วยาม พอออกมาที่ด้านนอก เล้งจงก้วงถึงกับเป็นลมไป ท่านพอฟื้นคืนมาก็ลงไปที่ห้องเก็บอาวุธ ห้ามผู้อื่นเข้าไปรบกวน..."

ห้องเก็บอาวุธของฮวงจึงอยู่ในตัวตึกหลังที่สอง เก็บรักษาอาวุธที่อดีตจึงจู้และเหล่าศิษย์เอกของท่านเคยใช้มา ทวนที่เป็นสมบัติต้นตระกูลก็เก็บไว้ที่นั้น อาวุธเหล่านี้ล้วนเป็นของมีคุณค่าทางใจ มิได้มีผู้ใดหยิบใช้สืบทอด...
...ตึกหลังที่สองเมื่อก่อนเก่าเป็นที่พักของเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ ทว่าเมื่อพวกท่านเติบใหญ่มีครอบครัว ต่างคนต่างแยกย้ายออกมา เล้งจงก้วงเองก็เคยพำนักที่นั้นระยะหนึ่ง...
...เอี้ยป้อซัวย่อมมิทราบ เล้งจงก้วงไปที่ห้องเก็บอาวุธด้วยเหตุผลใด มิทราบเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ท่านและยี่ซือเจ็กพูดคุยกันหรือไม่ ยามนี้ยกน้ำชาขึ้นดื่มจนแห้งจอก โลดแล่นออกจากที่พัก มุ่งไปยังตึกใหญ่ เสาะหายี่ซือเจ็กอาวเอี้ยงเทียน...


ห้องใต้ดินมาตรว่ามีแสงสว่างจากโคม ยามย่างเท้าเข้ามายังรู้สึกถึงความอับชื้น...

เล้งจงก้วงยามนี้ยืนอยู่กลางห้อง หลังผู้ชรางองุ้ม เขาความจริงสูงวัยกว่าเตี้ยงโหวเพียงเล็กน้อย ทว่าผมเผ้าหงอกขาว สุขภาพอ่อนแอ ดูไปยังคล้ายเป็นบิดาของเตี้ยงโหวซือเฮียตี๋...
...ห้องใต้ดินนี้ย่อมเป็นห้องเก็บอาวุธในอดีตของฮวงจึง...
...ทวนที่เล้งทิเจ็งบิดาของเล้งอิกเคยใช้ ก็เก็บรักษาไว้ ณ ที่นี้...


เล้งจงก้วงมองไปรอบกายท่าน คิดคล้ายสำรวจอันใด เห็นท่านเดินขึ้นๆ ลงๆ มือยังสัมผัสตามผนัง บางคราลูบคลำที่พื้น สุดท้ายถอนใจคราหนึ่ง...
...ห้องเก็บอาวุธนี้หามีหน้าต่างหรือช่องลมไม่ ผนังทุกด้านปิดสนิท บนพื้นหามีสิ่งใดผิดสังเกต ปราศจากกลไกซับซ้อน ฤาหากว่ามีอยู่...อดีตจึงจู้เล้งทิเจ็งย่อมต้องบอกกล่าวแก่เขา...
...เล้งจงก้วงที่เข้ามาวันนี้ สืบเนื่องจากความลับเมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน...

เมื่อยี่สิบเจ็ดปีก่อน เล้งทิเจ็งประลองกับน่ำเทียนก่าจู้ ใช้ทวนกรีดเขาแผลหนึ่ง น่ำเทียนก่าจู้ถึงกับเสียชีวิต...
...แผลเล็กน้อยย่อมมิอาจทำร้ายเขา ที่ทำร้ายกลับเป็นฮ้วยหงส์ตั้ก (พิษหงสาโลหิต) ที่คมทวน...
ฮ้วยหงส์ตั๊กมีเพียงมารดาเล้งอิกที่สกัดได้ ดังนั้นเล้งอิกจึงเดินทางสู่เทียนไล้กัง คิดถามไถ่เรื่องนี้ต่อนาง ทว่าบัดนี้เล้งอิกยังมิทันกลับมา ทั้งมิได้ส่งข่าวคราวอันใด เมื่อครู่อาวเอี้ยงซิงแซกลับเรียกหาเขา บอกกล่าวเรื่องร้ายที่อาวเอี้ยงกุนประสบมา
...เล้งจงก้วงมือสั่นระริก หากวันนี้ผู้คนของน่ำเทียนก่าที่แปรเปลี่ยนเป็นเทียนมึ้งเก็งนั้นบุกเข้ามา มิทราบฮวงจึงสามารถรับมือได้หรือไม่...
...เตี้ยงซิงแซซือเฮียตี๋ย่อมมีฝีมือมิใช่ชั่ว เอี้ยป้อซัวกับอาวเอี้ยงกุนก็จัดอยู่ในขั้นเดียวกัน ทว่าโอ้วซิงแซกับอาวเอี้ยงกุนบาดเจ็บมิอาจลงมือ ศิษย์รุ่นเล็กล้มตายเกือบหมดสิ้น ที่เหลือยามนี้จิตใจสับสนวุ่นวาย เล้งอิกยังอยู่ห่างไกล เต็งลั่งนำพาฮูหยินออกสู่ภายนอก เล้งจงก้วงคิดไปคิดมา รู้สึกคล้ายเดินวนเวียนในทางตัน มิทราบท่านที่เป็นจงก้วง ยังสามารถช่วยเหลืออันใด...

เทียนมึ้งเก็งที่บาดหมางกับฮวงจึง ย่อมมีสาเหตุจากคมทวนที่เคลือบพิษนั้น...
...ด้วยเหตุนี้... เล้งจงก้วงจึงเข้ามาที่ห้องเก็บอาวุธ ใคร่สำรวจดูว่า นอกจากประตูห้องแล้ว ยังมีช่องทางใดที่ผู้อื่นสามารถเล็ดรอดเข้ามา...
ตึกหลังนี้ว่างเปล่ามานาน กาลก่อนท่านเคยพำนักอยู่ แต่เมื่อเกิดเรื่องหลังการประลอง เล้งทิเจ็งมิเพียงคิดปิดตายห้องเก็บอาวุธ ยังคิดปิดตายตัวตึก จวบจนถึงช่วงเวลาของเล้งอิก ตัวตึกจึงเปิดขึ้นใหม่ ทว่ามิได้ให้ผู้ใดพักอาศัย...
...เข้าห้องเก็บอาวุธยังต้องผ่านประตูสองชั้น ใช้กุญแจสองดอก ทั่วทั้งฮวงจึงมีกุญแจเพียงสองชุด ชุดหนึ่งอยู่ที่จึงจู้ อีกชุดอยู่ที่เขา กาลก่อนเล้งทิเจ็งคิดให้เตี้ยงโหวซือเฮียตี๋ก็เก็บรักษา ทว่าเตี้ยงโหวปฏิเสธไป ท่านว่าตัวท่านมักหลงลืม มิสมควรเก็บรักษาของสำคัญ อาวเอี้ยงเทียนที่เจ้าชู้กรุ้มกริ่มก็ยิ่งรักษาไม่ได้ โอ้วชีที่ร่อนเร่อยู่ภายนอกยิ่งไม่สมควรกล่าวแล้ว ดังนั้นเล้งทิเจ็งมิได้สั่งทำกุญแจเพิ่มเติม...

ยิ่งคิดยิ่งงุนงงหนักข้อ ท่านใคร่ครวญไปมา นอกจากเล้งทิเจ็งและตัวท่าน มิว่าผู้ใดก็มิอาจเข้ามาในห้องเก็บอาวุธ หากครานั้นเพ็กกงจู้คิดลองฮ้วยหงส์ตั๊กของนาง ย่อมมิกล้าทดลองกับอาวุธของสามี นางย่อมทราบ บางคราเล้งทิเจ็งยังฝึกซ้อมกับทวนของท่าน เล้งอิกก็ยังเคยใช้ทวนเล่มนั้น เพ็กกงจู้ไหนเลยเสี่ยงอันตรายต่อคนที่นางรักอย่างยิ่ง... อย่าว่าแต่... นางที่ชิงชังการต่อสู้ กระทั่งเอ่ยคำห้องเก็บอาวุธยังรังเกียจ ย่อมมิเคยเยื้องกรายลงมาที่นี้...

เล้งจงก้วงทรุดกายลงนั่งบนพื้น รำลึกเรื่องราวในหนหลังฉากแล้วฉากเล่า ท่านแน่ใจอย่างยิ่ง นับแต่วันที่เล้งทิเจ็งรับทราบการประลอง หามีผู้ใดลงมาที่ห้องเก็บอาวุธนี้ไม่...
...เวลานั้นมีแต่ท่านที่พำนักอยู่ ท่านย่อมมิใช่ผู้คิดร้ายใช้พิษ หากแต่... คิดจนสมองแทบแตกก็ยังคิดมิได้... เป็นผู้ใดกระทำเรื่องราวสามานย์ครั้งนั้น...
ยามนั่งสงบใจพลันรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างวาบ เหงื่อพลันผุดซึมออกจากหน้าผาก...

หลังจากที่พวกเขาทราบเรื่องการประลอง รับนัดจากน่ำเทียนก่า หามีคนนอกเข้ามาในตึกนี้ไม่ ...ทว่า...ก่อนหน้านั้น ไยมิใช่มีคนนอกผู้หนึ่งมาพำนักที่นี้...
คนพอคิดขึ้นมา รู้สึกสมองหมุนคล้ายจะเป็นลมอีกครา ลมหายใจพาลติดขัด ส่ายศีรษะพึมพัมว่า
"เราแก่ชราจนคิดเหลวไหลไปแล้ว... เรื่องนี้ย่อมไม่เกี่ยวข้องกับนาง... ย่อมมิใช่นาง..."


คืนเดือนมืดไร้ดวงดาว ในพงไพรยิ่งชวนวังเวง...

ลิ้มเต็กเฮียะเดินหันซ้ายแลขวา ได้ยินเสียงนกกาที่หากินยามค่ำคืนร่ำร้อง ในใจอดนึกถึงนิทานภูตผีที่โหงวกอกอมักแต่งขึ้นหลอกนางมิได้
เซียงกงจู้ที่เดินนำหน้าคล้ายล่วงรู้จิตใจผู้คน หันมากล่าวว่า
"ภูติผีปิศาจพอเห็นเราก็ตกใจหนีหาย อย่าได้คิดวุ่นวายไป"
เล้งอิกเดินอยู่ข้างลิ้มเต็กเฮียะ ยังจูงมือนางแนบแน่น เกรงกลัวพลัดตกหกล้ม พวกเขาตามมาสมทบเซียงกงจู้ทันก่อนค่ำ เซียงกงจู้ที่ปกติเย่อหยิ่งเย็นชา ยามเห็นพวกเขากลับมาโดยปลอดภัย ยังมีสีหน้าสดชื่น อารมณ์ดีอย่างยิ่ง ถึงกับช่วยก่อไฟเผาเผือกมันที่เล้งอิกกับลิ้มเต็กเฮียะขุดหามา

พวกเขาความจริงคิดพักผ่อนก่อนเดินทาง ทว่าหลังรับประทาน คนรู้สึกมีเรี่ยวแรง ดังนั้นตัดสินใจไปต่ออีกระยะหนึ่ง ยามดึกจึงค่อยหาที่พักนอน...
...เซียงกงจู้ที่เดินนำหน้าพลันร้องเพลงขึ้น เล้งอิกก็ตั้งใจฟังอย่างยิ่ง มาตรว่ามิอาจเข้าใจภาษาของเทียนไล้กัง ยังรู้สึกถึงความอบอุ่นนุ่มนวล...
...ลู่เช่าจื้อเคยบอกเล่า เต็งลั่งครั้งหนึ่งก็ไปที่เทียนไล้กัง ดังนั้นได้พบกับเซียงกงจู้ ระหว่างทั้งคู่มิทราบเกิดเรื่องราวใด เซียงกงจู้กลับผูกพันมีน้ำใจต่อเต็งลั่ง ที่นางร่วมทางมากับเขา ย่อมเป็นเพราะเพื่อเต็งลั่ง...

เต็งลั่งพลันมามีเรื่องเกี่ยวพันกับสตรีผู้หนึ่ง ทั้งยังเป็นสตรีงดงามชอบเอาชนะนางหนึ่ง เล้งอิกพลันรู้สึกคล้ายสบายใจขึ้น...
คนพอสบายใจย่อมยิ้มแย้ม ลิ้มเต็กเฮียะสังเกตสีหน้าเล้งจึงจู้ เห็นท่านยามนี้แจ่มใสปลอดโปร่ง ย่อมรู้สึกยินดี... นางทราบ หลังจากที่เล้งจึงจู้โค่นจูเพ่งเอ็งกับมัจฉาพ่ายแพ้ ยังทำร้ายทั้งคู่บาดเจ็บสาหัส ในใจท่านรู้สึกผิดอย่างยิ่ง
...คิดไปคิดมา จึงจู้ผู้นี้ยังดีงามกว่าที่ผู้คนโหมประโคม นางกาลก่อนมักได้ยินนิทาน ไต้เฮียบเก่งกาจปราบอธรรม ยามนี้ได้มาเห็นตัวจริงท่านหนึ่ง รู้สึกยังเหนือกว่าในนิทานทั้งมวลที่ฟังมา มิเพียงปราบอธรรมราบคาบ ยังมีน้ำใจเปี่ยมล้น หนำซ้ำ ยามขุดหาเผือกมันได้ ยังถือเองเต็มสองแขน มิต้องให้นางเหนื่อยยาก เยี่ยงนี้จึงตรงข้ามกับโหงวกอกอนัก...

ยามนึกถึงกอกอร่วมสายโลหิต น้ำตาเจ้ากรรมพลันหลั่งไหลออกมา ดีที่เป็นคืนเดือนมืด เล้งจึงจู้จึงมิทันสังเกตเห็น
ยังมิทันป้ายน้ำตาเหือดแห้ง เล้งอิกพลันรั้งร่างนางไว้ ทาบนิ้วมือมาที่ริมฝีปากนาง เป็นทำนองมิให้ส่งเสียง เซียงกงจู้ที่ด้านหน้าก็หยุดเท้าโดยพลัน เบียดกายเข้ามาใกล้พวกเขา กล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า
"ใช่มีผู้คนมา?"
เล้งอิกผงกศีรษะ มิได้ว่ากล่าวกระไร สักครู่จึงมีทีท่าผ่อนคลาย กล่าวว่า
"ที่แท้เป็นตั่วกอท่านนำพาผู้คนมา"
เซียงกงจู้ถามว่า
"ท่านทราบได้อย่างไร"
เล้งอิกเดินมาที่ข้างหน้า กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าได้ยินเสียงม้า"

ลิ้มเต็กเฮียะลิงโลดใจยิ่ง เล้งจึงจู้ที่เป็นไต้เฮียบปราบอธรรม ทั้งชาญฉลาดทั้งมีน้ำใจ ยามบอกกล่าวสิ่งใดย่อมจริงแท้แน่นอน นางอดมิได้ต้องกระโดดปราดขึ้น ร้องว่า
"สวรรค์ยังมิได้โหดร้ายนัก คืนนี้ส่งผู้คนฝ่ายเรามา"
เซียงกงจู้หันขวับมาที่นาง กล่าวว่า
"ผู้คนที่มามิใช่ของเทียนมึ้งเก็ง ไฉนจึงว่าเป็นผู้คนฝ่ายท่าน"
ลิ้มเต็กเฮียะอ้าปากค้าง ดวงตาสลดทันควัน เล้งอิกครานี้ย่อมสังเกตได้ รีบกล่าวแก่เซียงกงจู้ว่า
"ท่านอย่าได้กล่าวเช่นนี้ นางมิได้รู้เรื่องราวใด"
เซียงกงจู้เชิดศีรษะขึ้น น้ำเสียงพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา กล่าวว่า
"ท่านผู้นี้รักถนอมบุปผานัก กับจูเพ่งเอ็งก็กางปีกปกป้อง กับลิ้มโกวเนี้ยยังเป็นเช่นนี้"

ลิ้มเต็กเฮียะที่ไร้เดียงสา มิได้รู้เรื่องระหว่างหญิงชาย ฟังคำเซียงกงจู้ย่อมมิได้คิดอันใด เพียงเห็นใจเล้งจึงจู้ที่มักโดนต่อว่าต่อขาน
...เล้งอิกย่อมมิได้ไร้เดียงสา ฟังคำเซียงกงจู้ย่อมกระอักกระอ่วนใจยิ่ง นึกยินดีที่เป็นคืนเดือนมืด ผู้อื่นมิอาจเห็นสีหน้าเขาถนัดชัดตา...
ตนความจริงคิดบอก จูเพ่งเอ็งกับลิ้มเต็กเฮียะล้วนเป็นดรุณีเยาว์วัย ที่ตนปกป้องเพราะสงสารเห็นใจ หาใช่เป็น "รักถนอมบุปผา" ไม่
...ทว่ากับเซียงกงจู้ที่เอาแต่ใจตัวเอง ทางที่ดีสมควรประหยัดถ้อยคำ...

เพียงชั่วครู่ก็เห็นแสงไฟจากที่ไกลตา ยังมีเสียงอาชาร้องขึ้น ย่อมเป็นอาชาสีนิลของเล้งอิก ขบวนผู้คนที่ลู่เช่าจื้อนำพามายังมิทันถึง อาชาก็ควบนำมาก่อนแล้ว...
เล้งอิกลูบหน้าอาชาแสนรู้ ลิ้มเต็กเฮียะที่เห็นอาชาใหญ่พ่วงพี รู้สึกหวั่นเกรงอยู่บ้าง ดังนั้นขยับมายืนที่ด้านหลังเล้งอิก
ลู่เช่าจื้อชักนำผู้คนมา ยังมีเกี้ยวอีกหนึ่งหลัง เห็นที่มาเป็นบุรุษสิบเอ็ดสิบสองคน รูปร่างสันทัดกำยำ ท่อนบนเปล่าเปลือย ท่อนล่างสวมกางเกงยาวแค่เข่า บนศีรษะโพกผ้าขาว ล้วนเป็นผู้คนจากเทียนไล้กังทั้งสิ้น
ลู่เช่าจื้อยามนี้ก็แต่งกายเช่นคนเหล่านั้น ทว่าเขาที่ผอมเล็ก ดูไปกลับคล้ายเด็กชายผู้หนึ่ง เขาพอเห็นม่วยม่วยอยู่รอดปลอดภัยย่อมยินดียิ่ง วิ่งถลาเข้ามาจับมือนาง เรียกหาว่า
"อานั้มเอย เราอกสั่นขวัญแขวนนัก"
เซียงกงจู้ส่ายหน้าถอนใจคล้ายมิได้มีเรื่องราวใดเกิดขึ้น เอ่ยถามว่า
"พู้เจี๋ยงโกวโกวเป็นอย่างไร"
ลู่เช่าจื้อยิ้มกว้าง ตบอกตนเองฉาดหนึ่ง ตอบคำว่า
"โกวโกวย่อมปลอดภัย มีเราผู้นี้ปกป้องนางมาตลอดทาง ไหนเลยเกิดเรื่องราวได้"
เซียงกงจู้พอฟังก็สบายใจอย่างยิ่ง ลู่เช่าจื้อยังจับมือนางเขย่าไปมา กล่าวว่า
"เราจึงกลัวท่านโดนไกรสรรับประทานศีรษะ รากษสรับประทานหัวใจ"
เซียงกงจู้พลันหัวร่อออกมา กล่าวว่า
"ศีรษะเรามีพิษร้ายแรง หัวใจยังเป็นสีดำสนิท พวกนางหากรับประทานยังต้องรีบคายทิ้ง กระทั่งยังท้องเสียสามวัน"
ลู่เช่าจื้อชะงักทันควัน ทวนคำว่า
"พวกนาง?"
เซียงกงจู้ที่เหนื่อยล้า คร้านบอกเล่าเรื่องราว ชี้ไปที่ลิ้มเต็กเฮียะ ตัดบทว่า
"พวกเราเดินทางไปค่อยว่ากล่าวไปเถิด เรายามนี้ขึ้นนั่งเกี้ยว ท่านก็คุยกับเซี่ยวโกวเนี้ยนั้น ถามไถ่เรื่องราวจากนาง"

กล่าวขาดคำก็ปราดขึ้นนั่งบนเกี้ยว บุรุษสี่คนรีบหามพานางไป เล้งอิกส่งลิ้มเต็กเฮียะขึ้นบนหลังอาชา นางตอนแรกรู้สึกกลัวอย่างยิ่ง ทว่าเล้งอิกรับคำแข็งขัน มิปล่อยให้นางตกลงมาเด็ดขาด ยามนี้ย่อมเชื่อฟังเขา...

ลู่เช่าจื้อเดินเคียงข้างเล้งอิก มองดูเสื้อผ้าขาดวิ่นของเขา อดมิได้ต้องหัวร่อร่า กล่าวว่า
"หากท่านนำพาสตรีสองนางเข้าเมืองในสารรูปนี้ ผู้พบเห็นพลันคิด เป็นภรรยาหลวงหึงหวงภรรยาน้อย ตบตีแย่งชิงสามี กระทั่งเสื้อผ้ายังฉีกขาดไป"
เล้งอิกที่เหนื่อยอ่อน เมื่อครู่ยังโดนเซียงกงจู้ประชดประชัน ยามนี้ลู่เช่าจื้อก็หยอกล้อเขา ย่อมหัวร่อมิออกร้องไห้มิได้ ใคร่คิดเร่งเท้าสู่เทียนไล้กัง พบหน้ามารดาถามไถ่เรื่องราวที่คาใจ ทว่าผู้คนขบวนนี้ล้วนมิได้มีวิชาฝีมือ เดินเหินเชื่องช้า ในคืนเดือนมืดยังคล้ายคิดกินลมชมทิวทัศน์ ตนที่ร่วมขบวนได้แต่ลอบทอดถอนใจ...

ลู่เช่าจื้อแหงนมองฟ้า สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเล็กน้อย พึมพัมว่า
"ท้องฟ้าคืนนี้ผิดประหลาดนัก"
เล้งอิกก็แหงนมองตาม ทว่าคืนเดือนมืดย่อมเป็นเช่นนี้ มิทราบลู่เช่าจื้อเห็นอันใดผิดแผกไป ดังนั้นสงบปากคำ มิได้ว่ากล่าวเจรจา ลู่เช่าจื้อพลันเอ่ยสืบไปว่า
"หากท่านเพียงมองสรรพสิ่งด้วยตา ย่อมแลเห็นน้อยอย่างยิ่ง"
เล้งอิกร้องอ้อคำหนึ่ง ยังคงมิได้กล่าวกระไร ลู่เช่าจื้อชำเลืองดูเขา กล่าวว่า
"คนสองคนมองฟ้าเดียวกัน สามารถเห็นผิดแผก"
ลิ้มเต็กเฮียะบนหลังอาชาเห็นเล้งจึงจู้นิ่งเฉย ยามนี้จึงช่วยเหลือว่า
"เล้งจึงจู้มีโสตประสาทดียิ่ง เห็นชัดเจนกว่าผู้อื่น ยังได้ยินจากที่ไกล เมื่อครู่ที่พวกท่านมา ยังเป็นเขาได้ยินเสียงม้าก่อน"

ลู่เช่าจื้อจุ๊ปากหลายครา กล่าวว่า
"คนมีโสตประสาทปราดเปรียว ในโลกมีอยู่มากหลาย ทว่าคนที่รู้จักฟังเสียงจิตใจผู้อื่น ยังรู้จักฟังเสียงท้องฟ้า ทราบเรื่องราวที่เบื้องบนคิดบอกเล่า ยังมีน้อยกว่าน้อย"
ลิ้มเต็กเฮียะพลันสนใจขึ้นมา ถามว่า
"ฤาท่านสามารถฟังสิ่งที่เบื้องบนบอกเล่า"
ลู่เช่าจื้อรีบสั่นศีรษะระรัว กล่าวว่า
"เราโสตประสาทเลวอย่างยิ่ง ไม่ว่าเรื่องราวใดล้วนไม่เห็นและไม่ได้ยิน เพียงแต่..."
ลิ้มเต็กเฮียะรีบซักไซ้ว่า
"เพียงแต่อันใด ท่านยังรีบบอกมา"
ลู่เช่าจื้อแลมองเล้งอิก พลันถอนใจกล่าวว่า
"เราเพียงแต่มีลางสังหรณ์ ค่ำคืนนี้ยังมีเรื่องราวใดเกิดขึ้น หนำซ้ำ... อาจบางทีร้ายแรงอย่างยิ่ง..."